Thai Mokhtasar — Âl-i İmran 3:1 – Nisa' 4:176
Contents
- Âl-i İmran 3:1
- Âl-i İmran 3:2
- Âl-i İmran 3:3
- Âl-i İmran 3:4
- Âl-i İmran 3:5
- Âl-i İmran 3:6
- Âl-i İmran 3:7
- Âl-i İmran 3:8
- Âl-i İmran 3:9
- Âl-i İmran 3:10
- Âl-i İmran 3:11
- Âl-i İmran 3:12
- Âl-i İmran 3:13
- Âl-i İmran 3:14
- Âl-i İmran 3:15
- Âl-i İmran 3:16
- Âl-i İmran 3:17
- Âl-i İmran 3:18
- Âl-i İmran 3:19
- Âl-i İmran 3:20
- Âl-i İmran 3:21
- Âl-i İmran 3:22
- Âl-i İmran 3:23
- Âl-i İmran 3:24
- Âl-i İmran 3:25
- Âl-i İmran 3:26
- Âl-i İmran 3:27
- Âl-i İmran 3:28
- Âl-i İmran 3:29
- Âl-i İmran 3:30
- Âl-i İmran 3:31
- Âl-i İmran 3:32
- Âl-i İmran 3:33
- Âl-i İmran 3:34
- Âl-i İmran 3:35
- Âl-i İmran 3:36
- Âl-i İmran 3:37
- Âl-i İmran 3:38
- Âl-i İmran 3:39
- Âl-i İmran 3:40
- Âl-i İmran 3:41
- Âl-i İmran 3:42
- Âl-i İmran 3:43
- Âl-i İmran 3:44
- Âl-i İmran 3:45
- Âl-i İmran 3:46
- Âl-i İmran 3:47
- Âl-i İmran 3:48
- Âl-i İmran 3:49
- Âl-i İmran 3:50
- Âl-i İmran 3:51
- Âl-i İmran 3:52
- Âl-i İmran 3:53
- Âl-i İmran 3:54
- Âl-i İmran 3:55
- Âl-i İmran 3:56
- Âl-i İmran 3:57
- Âl-i İmran 3:58
- Âl-i İmran 3:59
- Âl-i İmran 3:60
- Âl-i İmran 3:61
- Âl-i İmran 3:62
- Âl-i İmran 3:63
- Âl-i İmran 3:64
- Âl-i İmran 3:65
- Âl-i İmran 3:66
- Âl-i İmran 3:67
- Âl-i İmran 3:68
- Âl-i İmran 3:69
- Âl-i İmran 3:70
- Âl-i İmran 3:71
- Âl-i İmran 3:72
- Âl-i İmran 3:73
- Âl-i İmran 3:74
- Âl-i İmran 3:75
- Âl-i İmran 3:76
- Âl-i İmran 3:77
- Âl-i İmran 3:78
- Âl-i İmran 3:79
- Âl-i İmran 3:80
- Âl-i İmran 3:81
- Âl-i İmran 3:82
- Âl-i İmran 3:83
- Âl-i İmran 3:84
- Âl-i İmran 3:85
- Âl-i İmran 3:86
- Âl-i İmran 3:87
- Âl-i İmran 3:88
- Âl-i İmran 3:89
- Âl-i İmran 3:90
- Âl-i İmran 3:91
- Âl-i İmran 3:92
- Âl-i İmran 3:93
- Âl-i İmran 3:94
- Âl-i İmran 3:95
- Âl-i İmran 3:96
- Âl-i İmran 3:97
- Âl-i İmran 3:98
- Âl-i İmran 3:99
- Âl-i İmran 3:100
- Âl-i İmran 3:101
- Âl-i İmran 3:102
- Âl-i İmran 3:103
- Âl-i İmran 3:104
- Âl-i İmran 3:105
- Âl-i İmran 3:106
- Âl-i İmran 3:107
- Âl-i İmran 3:108
- Âl-i İmran 3:109
- Âl-i İmran 3:110
- Âl-i İmran 3:111
- Âl-i İmran 3:112
- Âl-i İmran 3:113
- Âl-i İmran 3:114
- Âl-i İmran 3:115
- Âl-i İmran 3:116
- Âl-i İmran 3:117
- Âl-i İmran 3:118
- Âl-i İmran 3:119
- Âl-i İmran 3:120
- Âl-i İmran 3:121
- Âl-i İmran 3:122
- Âl-i İmran 3:123
- Âl-i İmran 3:124
- Âl-i İmran 3:125
- Âl-i İmran 3:126
- Âl-i İmran 3:127
- Âl-i İmran 3:128
- Âl-i İmran 3:129
- Âl-i İmran 3:130
- Âl-i İmran 3:131
- Âl-i İmran 3:132
- Âl-i İmran 3:133
- Âl-i İmran 3:134
- Âl-i İmran 3:135
- Âl-i İmran 3:136
- Âl-i İmran 3:137
- Âl-i İmran 3:138
- Âl-i İmran 3:139
- Âl-i İmran 3:140
- Âl-i İmran 3:141
- Âl-i İmran 3:142
- Âl-i İmran 3:143
- Âl-i İmran 3:144
- Âl-i İmran 3:145
- Âl-i İmran 3:146
- Âl-i İmran 3:147
- Âl-i İmran 3:148
- Âl-i İmran 3:149
- Âl-i İmran 3:150
- Âl-i İmran 3:151
- Âl-i İmran 3:152
- Âl-i İmran 3:153
- Âl-i İmran 3:154
- Âl-i İmran 3:155
- Âl-i İmran 3:156
- Âl-i İmran 3:157
- Âl-i İmran 3:158
- Âl-i İmran 3:159
- Âl-i İmran 3:160
- Âl-i İmran 3:161
- Âl-i İmran 3:162
- Âl-i İmran 3:163
- Âl-i İmran 3:164
- Âl-i İmran 3:165
- Âl-i İmran 3:166
- Âl-i İmran 3:167
- Âl-i İmran 3:168
- Âl-i İmran 3:169
- Âl-i İmran 3:170
- Âl-i İmran 3:171
- Âl-i İmran 3:172
- Âl-i İmran 3:173
- Âl-i İmran 3:174
- Âl-i İmran 3:175
- Âl-i İmran 3:176
- Âl-i İmran 3:177
- Âl-i İmran 3:178
- Âl-i İmran 3:179
- Âl-i İmran 3:180
- Âl-i İmran 3:181
- Âl-i İmran 3:182
- Âl-i İmran 3:183
- Âl-i İmran 3:184
- Âl-i İmran 3:185
- Âl-i İmran 3:186
- Âl-i İmran 3:187
- Âl-i İmran 3:188
- Âl-i İmran 3:189
- Âl-i İmran 3:190
- Âl-i İmran 3:191
- Âl-i İmran 3:192
- Âl-i İmran 3:193
- Âl-i İmran 3:194
- Âl-i İmran 3:195
- Âl-i İmran 3:196
- Âl-i İmran 3:197
- Âl-i İmran 3:198
- Âl-i İmran 3:199
- Âl-i İmran 3:200
- Nisa' 4:1
- Nisa' 4:2
- Nisa' 4:3
- Nisa' 4:4
- Nisa' 4:5
- Nisa' 4:6
- Nisa' 4:7
- Nisa' 4:8
- Nisa' 4:9
- Nisa' 4:10
- Nisa' 4:11
- Nisa' 4:12
- Nisa' 4:13
- Nisa' 4:14
- Nisa' 4:15
- Nisa' 4:16
- Nisa' 4:17
- Nisa' 4:18
- Nisa' 4:19
- Nisa' 4:20
- Nisa' 4:21
- Nisa' 4:22
- Nisa' 4:23
- Nisa' 4:24
- Nisa' 4:25
- Nisa' 4:26
- Nisa' 4:27
- Nisa' 4:28
- Nisa' 4:29
- Nisa' 4:30
- Nisa' 4:31
- Nisa' 4:32
- Nisa' 4:33
- Nisa' 4:34
- Nisa' 4:35
- Nisa' 4:36
- Nisa' 4:37
- Nisa' 4:38
- Nisa' 4:39
- Nisa' 4:40
- Nisa' 4:41
- Nisa' 4:42
- Nisa' 4:43
- Nisa' 4:44
- Nisa' 4:45
- Nisa' 4:46
- Nisa' 4:47
- Nisa' 4:48
- Nisa' 4:49
- Nisa' 4:50
- Nisa' 4:51
- Nisa' 4:52
- Nisa' 4:53
- Nisa' 4:54
- Nisa' 4:55
- Nisa' 4:56
- Nisa' 4:57
- Nisa' 4:58
- Nisa' 4:59
- Nisa' 4:60
- Nisa' 4:61
- Nisa' 4:62
- Nisa' 4:63
- Nisa' 4:64
- Nisa' 4:65
- Nisa' 4:66
- Nisa' 4:67
- Nisa' 4:68
- Nisa' 4:69
- Nisa' 4:70
- Nisa' 4:71
- Nisa' 4:72
- Nisa' 4:73
- Nisa' 4:74
- Nisa' 4:75
- Nisa' 4:76
- Nisa' 4:77
- Nisa' 4:78
- Nisa' 4:79
- Nisa' 4:80
- Nisa' 4:81
- Nisa' 4:82
- Nisa' 4:83
- Nisa' 4:84
- Nisa' 4:85
- Nisa' 4:86
- Nisa' 4:87
- Nisa' 4:88
- Nisa' 4:89
- Nisa' 4:90
- Nisa' 4:91
- Nisa' 4:92
- Nisa' 4:93
- Nisa' 4:94
- Nisa' 4:95
- Nisa' 4:96
- Nisa' 4:97
- Nisa' 4:98
- Nisa' 4:99
- Nisa' 4:100
- Nisa' 4:101
- Nisa' 4:102
- Nisa' 4:103
- Nisa' 4:104
- Nisa' 4:105
- Nisa' 4:106
- Nisa' 4:107
- Nisa' 4:108
- Nisa' 4:109
- Nisa' 4:110
- Nisa' 4:111
- Nisa' 4:112
- Nisa' 4:113
- Nisa' 4:114
- Nisa' 4:115
- Nisa' 4:116
- Nisa' 4:117
- Nisa' 4:118
- Nisa' 4:119
- Nisa' 4:120
- Nisa' 4:121
- Nisa' 4:122
- Nisa' 4:123
- Nisa' 4:124
- Nisa' 4:125
- Nisa' 4:126
- Nisa' 4:127
- Nisa' 4:128
- Nisa' 4:129
- Nisa' 4:130
- Nisa' 4:131
- Nisa' 4:132
- Nisa' 4:133
- Nisa' 4:134
- Nisa' 4:135
- Nisa' 4:136
- Nisa' 4:137
- Nisa' 4:138
- Nisa' 4:139
- Nisa' 4:140
- Nisa' 4:141
- Nisa' 4:142
- Nisa' 4:143
- Nisa' 4:144
- Nisa' 4:145
- Nisa' 4:146
- Nisa' 4:147
- Nisa' 4:148
- Nisa' 4:149
- Nisa' 4:150
- Nisa' 4:151
- Nisa' 4:152
- Nisa' 4:153
- Nisa' 4:154
- Nisa' 4:155
- Nisa' 4:156
- Nisa' 4:157
- Nisa' 4:158
- Nisa' 4:159
- Nisa' 4:160
- Nisa' 4:161
- Nisa' 4:162
- Nisa' 4:163
- Nisa' 4:164
- Nisa' 4:165
- Nisa' 4:166
- Nisa' 4:167
- Nisa' 4:168
- Nisa' 4:169
- Nisa' 4:170
- Nisa' 4:171
- Nisa' 4:172
- Nisa' 4:173
- Nisa' 4:174
- Nisa' 4:175
- Nisa' 4:176
Âl-i İmran 3:1
(อลิฟ-ลาม-มีม) เป็นอักษรที่ถูกอ่านเป็นชื่ออักษรเป็นคำๆ ซึ่งผ่านมาแล้วในซูเราะฮ์อัลบะกอเราะฮ์ และในซูเราะฮ์นี้นั้น ได้บ่งชี้ถึงความอ่อนแอของชาวอาหรับในการที่จะนำมาซึ่งสิ่งที่คล้ายกับอัลกุรอาน ทั้งที่อัลกุรอานก็ประกอบด้วยตัวอักษรเหล่านี้ อย่างที่ใช้เริ่มกับซูเราะฮ์นี้ และมันคืออักษรที่พวกเขาเรียบเรียงกันในการสนทนาของพวกเขา
Âl-i İmran 3:2
อัลลอฮ์คือผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกเคารพสักการะอันเที่ยงแท้ นอกจากพระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ด้วยชีวิตที่สมบูรณ์ไม่มีการตายและไม่มีข้อบกพร่องใดๆ ผู้ทรงดำรงด้วยพระองค์เองไม่ต้องพึ่งพาเหล่าสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และสิ่งถูกสร้างทั้งหมดจะต้องพึ่งพาพระองค์ตลอดเวลาไม่สามารถขาดได้
Âl-i İmran 3:3
โอ้ท่านนบี เราได้ประทานอัลกุรอานทยอยลงมาแก่เจ้าด้วยความจริงในเรื่องราว และยุติธรรมในคำตัดสินต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่มีในบรรดาคำภีร์ก่อนหน้านี้ โดยไม่มีความขัดแย้งระหว่างกัน และได้ประทานคัมภีร์อัตเตารอตแก่มูซาและอัล-อินญีลแก่อีซา อลัยฮิมัสสลาม ก่อนที่อัลกุรอานจะถูกประทานลงมาแก่เจ้า คัมภีร์เหล่านี้ล้วนแล้วเป็นทางนำและคำชี้แนะแก่ผู้คนสู่ความดีด้านศาสนาและด้านโลกของพวกเขา และได้ทรงประทานอัล-ฟุรกอนซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ได้รู้จักถึงความถูกต้องจากความเท็จ และทางที่ถูกจากทางที่ผิด ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮ์ที่ได้ประทานลงมาแก่เจ้านั้น สำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันเจ็บปวด และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง ผู้ทรงทำการลงโทษสำหรับผู้ที่ปฏิเสธต่อบรรดาเราะสูลและฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์
Âl-i İmran 3:4
โอ้ท่านนบี เราได้ประทานอัลกุรอานทยอยลงมาแก่เจ้าด้วยความจริงในเรื่องราว และยุติธรรมในคำตัดสินต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่มีในบรรดาคำภีร์ก่อนหน้านี้ โดยไม่มีความขัดแย้งระหว่างกัน และได้ประทานคัมภีร์อัตเตารอตแก่มูซาและอัล-อินญีลแก่อีซา อลัยฮิมัสสลาม ก่อนที่อัลกุรอานจะถูกประทานลงมาแก่เจ้า คัมภีร์เหล่านี้ล้วนแล้วเป็นทางนำและคำชี้แนะแก่ผู้คนสู่ความดีด้านศาสนาและด้านโลกของพวกเขา และได้ทรงประทานอัล-ฟุรกอนซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ได้รู้จักถึงความถูกต้องจากความเท็จ และทางที่ถูกจากทางที่ผิด ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของอัลลอฮ์ที่ได้ประทานลงมาแก่เจ้านั้น สำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันเจ็บปวด และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง ผู้ทรงทำการลงโทษสำหรับผู้ที่ปฏิเสธต่อบรรดาเราะสูลและฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์
Âl-i İmran 3:5
แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ไม่มีสิ่งใดในแผ่นดินและในฟากฟ้าจะซ่อนเร้นจากพระองค์ไปได้ ความรู้ของพระองค์ได้ครอบคลุมทุกสิ่งทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย
Âl-i İmran 3:6
พระองค์เป็นผู้ที่สร้างพวกเจ้าให้มีรูปร่างต่างๆในครรภ์มารดาของพวกเจ้าตามที่พระองค์ทรงประสงค์ จากผู้ชายหรือผู้หญิง รูปร่างดีหรือน่ารังเกียจและขาวหรือดำ ไม่มีสิ่งใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงเดชานุภาพที่ไม่มีผู้ใดเหนือพระองค์ ผู้ทรงปรีชาญาณในการสร้าง การจัดการและบทบัญญัติของพระองค์
Âl-i İmran 3:7
พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์อัลกุรอานลงมาแก่เจ้า -โอ้ท่านนบี- ซึ่งจากอัลกุรอานนั้น มีหลายโองการที่มีความหมายชัดแจ้ง ซึ่งโองการเหล่านั้นคือหลักของคัมภีร์และเป็นโองการส่วนใหญ่ของมัน และเป็นที่อ้างอิงเมื่อมีความขัดแย้งกัน นอกจากนี้ยังมีโองการอื่นๆ ที่มีความหมายมากกว่าหนึ่งความหมายและทำให้คนทั่วไปสับสน ส่วนบรรดาผู้ที่หัวใจของพวกเขามีการโน้มเอียงไปในทางที่ผิด พวกเขาจะละทิ้งโองการที่เป็นหลักที่ชัดแจ้ง และยึดเอาโองการที่มีความหมายเป็นนัย เพื่อสร้างความคลุมเครือและชักนำผู้คนให้หลงผิด และหวังตีความโองการเหล่านั้นตามความต้องการและให้สอดคล้องกับสำนักคิดที่ผิดๆ ของพวกเขา ไม่มีใครรู้ความหมายที่แท้จริงของโองการเหล่านั้นนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น ส่วนบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้นั้น พวกเขาจะกล่าวว่า "เราศรัทธาต่ออัลกุรอานทั้งหมด(ทุกโองการทั้งที่มีความหมายชัดแจ้งและที่มีความหมายเป็นนัย) เพราะมันมาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น" และพวกเขาจะตีความโองการที่มีความหมายเป็นนัยด้วยการใช้โองการที่มีคความหมายที่ชัดแจ้ง และไม่มีผู้ใดได้รับบทเรียนและคำเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น
Âl-i İmran 3:8
และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้ พวกเขากล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดอย่าให้หัวใจของเราโน้มเอียงออกจากความจริง หลังจากที่พระองค์ได้ให้ทางนำแก่เรา และทรงทำให้เราปลอดภัยจากสิ่งที่กลุ่มผู้ที่หลงทางได้ประสบ และโปรดประทานแก่เราซึ่งความเอ็นดูเมตตาอันกว้างขวางจากพระองค์เพื่อให้หัวใจของเราได้รับทางนำ และปกป้องเราจากการหลงผิด โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงพระองค์ผู้ทรงมากด้วยการให้เสมอ
Âl-i İmran 3:9
โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงพระองค์นั้น เป็นผู้ชุมนุมมนุษย์ทั้งหลายเพื่อสอบสวนพวกเขาในวันหนึ่งซี่งไม่มีการสงสัยใดๆ ในวันนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โอ้พระผู้เป็นเจ้าของเรา แท้จริงอัลลอฮ์นั้น จะไม่ทรงผิดสัญญา
Âl-i İmran 3:10
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อเราะซูลของพระองค์นั้น ไม่มีสิ่งใดจะปกป้องพวกเขาให้รอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินหรือลูกๆ ของพวกเขาทั้งในโลกนี้และวันปรโลก และกลุ่มชนที่มีคุณลักษณะเหล่านี้พวกเขาคือไม้ฟืนสำหรับนรกญะฮันนัมซึ่งจะถูกเผาในวันกิยามะฮ์
Âl-i İmran 3:11
และสภาพของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเช่นเดียวกับสภาพของวงศ์วานของฟิรเอาน์และบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเขาที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และไม่เชื่อต่อบรรดาโองการของพระองค์ ดังนั้นอัลลอฮ์ทรงลงโทษพวกเขาเนื่องด้วยความผิดของพวกเขา ทรัพย์สินและบุตรหลานของพวกเขาจะไม่เป็นประโยชน์ใดๆต่อพวกเขา และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเข็มงวดในการลงโทษต่อบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์และปฏิเสธต่อโองการของพระองค์
Âl-i İmran 3:12
จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาไม่ว่าจะอยู่ในศาสนาใด ว่า "บรรดาผู้ศรัทธาจะมีชัยเหนือพวกเจ้า และพวกเจ้าก็จะเสียชีวิตในสภาพที่ปฏิเสธศรัทธา และอัลลอฮจะรวบรวมพวกเจ้าไว้ในนรกญะฮันนัม และมันเป็นที่นอนที่เลวร้ายสำหรับพวกเจ้า"
Âl-i İmran 3:13
แท้จริงได้มีสิ่งที่เป็นข้อพิสูจน์และเป็นบทเรียนแก่พวกเจ้าแล้ว ในเหตุการณ์ที่สองกลุ่มได้เผชิญหน้ากันในสงครามบัดร์ กลุ่มหนึ่งคือกลุ่มผู้ศรัทธา นั่นคือกลุ่มของท่านเราะสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และบรรดาสาวกของท่าน ซึ่งพวกเขาต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์เพื่อให้คำของอัลลอฮ์สูงส่ง และให้คำของผู้ปฏิเสธศรัทธาตกต่ำ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธาแห่งมักกะฮ์ ซึ่งออกมาในสภาพที่ผยองและโอ้อวดและความคลั่งไคล้ในชนเผ่า แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาได้เห็นกับตาว่า พวกข้าศึกนั้นมีจำนวนมากกว่าพวกเขาเป็นสองเท่า จากนั้นอัลลอฮ์ก็ทรงช่วยผู้ที่พระองค์ทรงรัก และอัลลอฮ์ทรงให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ แท้จริงในการนั้นแน่นอนมันเป็นบทเรียนและเป็นอุทาหรณ์แก่บรรดาผู้ที่ตระหนักรู้ เพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าชัยชนะจะเป็นของผู้ศรัทธา แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยก็ตาม และความพ่ายแพ้นั้นจะเกิดขึ้นแก่ผู้หลงทางแม้ว่าพวกเขาจะมีจำนวนมากก็ตาม
Âl-i İmran 3:14
อัลลอฮ์ได้บอกว่าพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงทำสิ่งที่บรรเจิดสำหรับมนุษย์ เพื่อเป็นการทดสอบสำหรับพวกเขา ด้วยความใคร่ต่างๆ ทางโลกดุนยา เช่น ผู้หญิง ลูกชาย ทรัพย์สินที่มากมายที่เป็นทองคำและเงิน ม้าที่ดี และปศุสัตว์หลากหลายชนิด เช่น อูฐ วัว และแพะ และการเพาะปลูก ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงปัจจัยของชีวิตแห่งโลกดุนยานี้เท่านั้น มีความสุขกับมันช่วงเวลาหนึ่งแล้วก็จากไป ดังนั้นผู้ศรัทธาไม่ควรไปลุ่มหลงกับมัน และอัลลอฮ์นั้น ณ พระองค์ คือ จุดหมายที่ดี คือสรวงสวรรค์ ซึ่งความกว้างของมันนั้นเท่ากับชั้นฟ้าและแผ่นดิน
Âl-i İmran 3:15
จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- จะให้ข้าบอกแก่พวกเจ้าถึงสิ่งที่ดีกว่าความไคร่ต่างๆ เหล่านั้นหรือไม่? สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ด้วยการปฏิบัติตามพระองค์และละทิ้งการทำบาป พวกเขาจะได้รับสรวงสวรรค์ ซึ่งเบื้องล่างของมันมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ซึ่งในนั้นพวกเขาจะไม่ได้สัมผัสถึงความตายและความพินาศ และพวกเขาจะอยู่ในนั้นพร้อมกับบรรดาคู่ครองของพวกเขาที่บริสุทธิ์จากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ทั้งในด้านรูปลักษณ์และจรรยามารยาท และพร้อมกันนั้นพวกเขาจะได้รับความพึงพอใจจากอัลลอฮ์และพระองค์จะไม่เกรี้ยวพวกเขาอีกต่อไป และอัลลอฮ์ทรงเห็นสภาพต่างๆ ของบรรดาบ่าวทั้งหลาย โดยไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นจากพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาบนฐานการงานของพวกเขา
Âl-i İmran 3:16
ชาวสวรรค์เหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่กล่าวในการวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขาว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงเรา เราได้ศรัทธาต่อพระองค์ และต่อสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่บรรดาเราะสูลของพระองค์ และเราได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์แล้ว ดังนั้นโปรดอภัยให้แก่เราซึ่งสิ่งที่เป็นความผิดต่างๆที่เราได้กระทำไป และโปรดปกป้องเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก"
Âl-i İmran 3:17
และพวกเขาคือผู้ที่อดทนในการปฏิบัติความดีต่างๆและละทิ้งความชั่ว และอดทนกับบททดสอบต่างๆที่ได้ประสบกับพวกเขา และพวกเขามีความสัตย์จริงในคำพูดและการกระทำ และพวกเขาเชื่อฟังอัลลอฮ์ด้วยการเชื่อฟังที่ครบถ้วนสมบูรณ์ และพวกเขาเป็นผู้บริจาคทรัพย์สมบัติของพวกเขาในหนทางของอัลลอฮ์ และพวกเขาเป็นผู้ขออภัยโทษในยามสุดท้ายของกลางคืน เพราะการวิงวอนในเวลานั้น เป็นการวิงวอนที่ง่ายต่อการถูกตอบรับ และเป็นเวลาที่หัวใจนั้นบริสุทธิ์จากทุกสิ่ง
Âl-i İmran 3:18
อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า พระองค์คือพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริง ซึ่งไม่มีผู้ใดที่ควรนอกจากพระองค์เท่านั้น และเหล่านั้นก็ด้วยการยืนยันจากบทบัญญัติต่างๆ ทางศาสนา และข้อพิสูจน์ต่างๆแห่งการสร้างของพระองค์ ที่แสดงถึงความเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การกราบไว้อย่างแท้จริงของพระองค์ มลาอิกะฮ์ได้ยืนยัน และบรรดาผู้รู้ก็ยืนยันในสิ่งนี้เช่นกัน ด้วยการอธิบายและการเรียกร้องเชิญชวนสู่การศรัทธาต่อพระองค์เพียงองค์เดียว ดังนั้นทั้งหมดต่างก็ได้ทำการยืนยันต่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นคือ การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์เท่านั้นและทรงธำรงความยุติธรรมในการสร้างและยุติธรรมในการบัญญัติศาสนา ไม่มีผู้ใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ ที่ไม่มีผู้ใดเหนือพระองค์ ผู้ทรงปรีชาญาณในการสร้าง การจัดการและการกำหนดกฎเกณฑ์ของพระองค์
Âl-i İmran 3:19
แท้จริงศาสนาที่ได้รับการรับรองจากอัลลอฮ์ นั้นคือศาสนาอิสลาม นั่นคือการยอมจำนนต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว ด้วยการเชื่อฟังและนอบน้อมต่อพระองค์ด้วยการเป็นบ่าว และศรัทธาต่อบรรดาเราะสูลทั้งหมดจนถึงเราะสูลท่านสุดท้ายคือ มูฮัมมัด ศ็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ที่อัลลอฮทรงให้ท่านเป็นคนสุดท้ายด้วยการจบสานส์ของพระองค์ และพระองค์จะไม่ยอมรับนอกจากศาสนาของท่านเท่านั้น และไม่มีความขัดแย้งใดๆ ที่เกิดขึ้นกับชาวยิวและชาวคริสต์ในศาสนาของพวกเขา และแตกแยกกัน เป็นกลุ่ม เป็นพรรค เว้นแต่หลังจากที่มีข้อยืนยันที่ปรากฎต่อพวกเขา จากความรู้ที่มายังพวกเขาแล้ว แต่อันเนื่องจากความริษยาและความโลภที่มีต่อโลกดุนยาต่างหาก และผู้ใดปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์ที่ถูกประทานลงมายังท่านเราะสูลของพระองค์แล้ว ดังนั้น แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงฉับพลันในการชำระสำหรับผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์และไม่เชื่อต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์
Âl-i İmran 3:20
ดังนั้นหากพวกเขาโต้แย้งเจ้า -โอ้ท่านเราะสูล- ในเรื่องสัจธรรมที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า ก็จงตอบพวกเขาไปว่า "ฉันนอบน้อมตัวฉันและบรรดาผู้ปฏิบัติตามฉันจากผู้ศรัทธาทั้งหลายนั้นต่ออัลลอฮแล้ว และจงกล่าว -โอ้ท่านเราะสูล- แก่บรรดาชาวยิวและชาวคริสต์และแก่บรรดาผู้ตั้งภาคี "พวกท่านนอบน้อมต่ออัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจและปฏิบัติตามสิ่งที่ฉันนำมาแล้วหรือ? ถ้าหากพวกเขาได้นอบน้อมต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามศาสนาของเจ้าแล้ว โดยแน่นอนพวกเขาได้เดินอยู่บนทางนำแล้ว และถ้าหากพวกเขาผินหลังให้ต่ออิสลาม ดังนั้น ไม่มีอะไรสำหรับเจ้า นอกจากการประกาศให้พวกเขาทราบถึงสิ่งที่ถูกส่งมาเท่านั้น และเรื่องของพวกเขาเป็นหน้าที่ของอัลลอฮ์ พระองค์เป็นผู้ทรงเห็นปวงบ่าวทั้งหลายของพระองค์ และพระองค์จะทรงตอบแทนทุกคนตามสิ่งที่พวกเขากระทำ
Âl-i İmran 3:21
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อหลักฐานต่างๆของอัลลอฮ์ที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเขา และฆ่าบรรดานบีโดยปราศจากความเป็นธรรม ฆ่าโดยอยุติธรรมและความเกลียดชังและฆ่าบรรดาผู้คนจากหมู่มนุษย์ที่กำชับในความเที่ยงธรรม และเป็นผู้ที่กำชับในสิ่งที่ถูกต้องและห้ามปรามในสิ่งชั่วร้าย จงแจ้งแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่เป็นฆาตกรเหล่านั้นด้วยการลงโทษอันเจ็บปวด
Âl-i İmran 3:22
พวกที่มีคุณลักษณะเหล่านี้ คือผู้ที่บรรดาการงานของพวกเขาไร้ผล พวกเขาจะไม่ได้ประโยชน์จากการงานของพวกเขาเลยทั้งในโลกนี้ และในปรโลก เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และจะไม่มีผู้ช่วยเหลือใดๆสำหรับพวกเขา ที่จะคอยปกป้องพวกเขาให้พ้นจากการลงโทษ
Âl-i İmran 3:23
โอ้ท่านเราะสูล เจ้าไม่ได้ดูสภาพของชาวยิวที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานแก่พวกเขาซึ่งส่วนหนึ่งจากความรู้ที่มาจากคัมภีร์อัตเตารอต และสิ่งที่ชี้ถึงการเป็นนบีของเจ้าที่อยู่ในนั้นหรือ? โดยที่พวกเขาถูกเชิญชวนให้กลับไปสู่คัมภีร์ของอัลลอฮ์ อัตเตารอต เพื่อคัมภีร์นั้นจะได้ตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน จากนั้นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้รู้และส่วนหนี่งจากบรรดาผู้นำของพวกเขาไม่สนใจ และพวกเขาก็ปฏิเสธต่อการตัดสินของคัมภีร์นั้น เพราะการตัดสินนั้นไม่สอดคล้องกับความต้องการของพวกเขา และสิ่งที่ควรที่สุดสำหรับพวกเขา -ซึ่งพวกเขาต่างก็คิดว่าพวกเขาจะตอบรับการตัดสินนั้น- คือการเป็นผู้ที่ตอบรับต่อการตัดสินนั้นอย่างฉับพลัน(ในฐานะที่เป็นผู้รู้และเป็นผู้นำ)
Âl-i İmran 3:24
การปฏิเสธและไม่ยอมรับความจริงเกิดขึ้นเพราะพวกเขาคิดว่าไฟนรกจะไม่แตะต้องพวกเขาในวันกิยามะฮ์เว้นแต่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น จากนั้นก็ได้เข้าสรวงสวรรค์ ดังนั้นการคิดของพวกเขาได้ลวงพวกเขาเองเพราะการคิดอย่างนั้นทำให้พวกเขาปลอมแปลง(ศาสนาของพวกเขา) ด้วยการสร้างเรื่องเท็จขึ้นมา ดังนั้นความเชื่อนี้ได้หลอกลวงพวกเขาและทำให้พวกเขากล้าต่อต้านอัลลอฮ์และศาสนาของพระองค์
Âl-i İmran 3:25
ดังนั้นสภาพของพวกเขาและความรู้สึกผิดของพวกเขาจะเป็นอย่างไร?!แน่นอนพวกเขาจะอยู่ในสภาพที่เลวร้ายมาก เมื่อเรารวบรวมพวกเขาเพื่อการสอบสวนในวันกิยามะฮ์ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ และทุกคนจะได้รับการตอบแทนตามที่พวกเขาสมควรได้รับ โดยไม่มีการอธรรมใดๆต่อพวกเขา ไม่ว่าจะด้วยการทำให้ผลของความดีลดน้อยลงหรือด้วยการทำให้ผลของความชั่วเพิ่มขั้น
Âl-i İmran 3:26
จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- เพื่อเป็นการสรรเสริญและเป็นการประกาสความยิ่งใหญ่แด่พระองค์- โอ้ อัลลอฮ์ พระองค์ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งอำนาจทั้งปวงทั้งในโลกนี้และปรโลก พระองค์ทรงประทานอำนาจแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากบรรดาสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และทรงถอดถอนอำนาจจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงให้เกียรติแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ในหมู่พวกเขา และทรงให้ต่ำต้อยแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ทั้งหมดนี้ด้วยความปรีชาญาณและความยุติธรรมของพระองค์ ความดีทั้งหลายนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ผู้เดียว แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง
Âl-i İmran 3:27
และบางสิ่งที่แสดงถึงความสามารถของพระองค์ คือการที่พระองค์ทรงทำให้กลางคืนเข้าไปในกลางวัน จึงทำให้เวลาของกลางวันนั้นยาว และทรงทำให้กลางวันเข้าไปในกลางคืน ดังนั้นจึงทำให้เวลาของกลางคืนนั้นยาว และทรงให้สิ่งที่มีชีวิตออกจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต ดังเช่นการนำออกผู้ศรัทธาจากผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และการทำให้ต้นกล้างอกออกจากเมล็ด และทรงให้สิ่งที่ไม่มีชีวิตออกจากสิ่งที่มีชีวิต เช่นการออกของผู้ปฏิเสธศรัทธาจากผู้ที่ศรัทธา และการนำไข่ออกจากแม่ไก่ และทรงให้ปัจจัยยังชีพที่กว้างขวางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยปราศจากการนับคำนวณ
Âl-i İmran 3:28
โอ้ผู้ศรัทธาเอ๋ย จงอย่าได้เอาบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นมิตร ด้วยการรักและสนับสนุนพวกเขาอื่นจากบรรดามุมิน และผู้ใดกระทำเช่นนั้น เขาย่อมไม่มีส่วนใดๆ จากอัลลอฮ์และอัลลอฮ์ก็ไม่มีส่วนใดๆจากเขาเช่นกัน นอกจากพวกเจ้าอยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขา แล้วพวกเจ้ากลัวพวกเขาจะทำอันตรายต่อพวกเจ้า ดังนั้นจะไม่เป็นบาป หากเป็นการปกป้องจากการทำร้ายของพวกเขา ด้วยการแสดงออกด้วยคำพูดที่ดี การกระทำที่อ่อนโยน พร้อมกับการเก็บความเป็นศัตรูกับพวกเขาไว้ และอัลลอฮ์ทรงเตือนพวกเจ้าให้ยำเกรงพระองค์ ดังนั้นจงยำเกรงต่อพระองค์เถิด และอย่าได้กระทำสิ่งใดๆ ที่พระองค์ทรงโกรธ ด้วยการกระทำความผิดต่างๆ และยังอัลลอฮ์เท่านั้นคือจุดหมายของปวงบ่าวในวันกียามะฮ์ เพื่อรับการตอบแทนในทุกการงานของพวกเขา
Âl-i İmran 3:29
จงกล่าวเถิด โอ้ท่านนบี "หากพวกเจ้าปกปิดสิ่งที่อยู่ในทรวงอกของพวกเจ้า ซึ่งสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้ามพวกเจ้าไว้ เช่นการภักดีต่อผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา หรือเปิดเผยมันก็ตาม อัลลอฮ์ก็ย่อมรู้ถึงสิ่งนั้นดี ไม่มีสิ่งใดที่จะซ่อนเร้นจากพระองค์ได้ และทรงรู้ทุกสิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้า และทุกสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางพระองค์ได้
Âl-i İmran 3:30
ในวันกียามะฮฺที่แต่ละชีวิตจะได้เจอกับความดีที่ตนได้ประกอบไว้ถูกนำมาอยู่ต่อหน้าโดยที่ไม่ขาดตกบกพร่อง และผู้ที่กระทำความชั่ว พวกเขาหวังว่าระยะเวลาระหว่างพวกเขากับความชั่วของพวกเขานั้นห่างไกล และสิ่งที่พวกเขาหวังไว้นั้น(ไม่มีทางเป็นไปได้) และอัลลอฮ์ทรงเตือนพวกเขาให้ยำเกรงพระองค์ ดังนั้นอย่าได้นำตัวเองสู่ความโกรธกริ้วของพระองค์ด้วยการทำบาปต่างๆ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเอ็นดูต่อปวงบ่าวของพระองค์ นั่นคือเหตุที่พระองค์ทรงตักเตือนและทำให้พวกเขาหวาดกลัว
Âl-i İmran 3:31
จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- "หากพวกเจ้ารักอัลลอฮ์อย่างแท้จริง ก็จงปฏิบัติตามในสิ่งที่ฉันนำมาทั้งเรื่อง(การปฏิบัติของร่างกาย)ภายนอกและ(การปฏิบัติของจิตใจจาก)ภายใน แน่นอนพวกเจ้าจะได้รับความรักจากอัลลอฮ์ และจะทรงอภัยให้แก่พวกเจ้าซึ่งบาปทั้งหลายของพวกเจ้า และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยสำหรับบ่าวที่กลับเนื้อกลับตัว ผู้ทรงเมตตาเสมอ"
Âl-i İmran 3:32
จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- "พวกท่านจงเชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์เถิด ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาและห่างไกลสิ่งต้องห้าม แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ไม่เชื่อฟัง แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงชอบผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ฝ่าฝืนต่อคำสั่งของพระองค์และคำสั่งของเราะสูลของพระองค์"
Âl-i İmran 3:33
แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงเลือก อาดัม อลัยฮิสสลาม และพระองค์ได้ทรงให้บรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ทำการสูญูดต่อเขา และพระองค์ทรงเลือกนูหฺและทรงให้เขาเป็นเราะสูลท่านแรกของชาวโลกนี้ และพระองค์ทรงเลือกวงศ์วานของอิบรอฮีมและทรงทำให้ต่ำแหน่งการเป็นนบีตกเป็นของลูกหลานของท่าน และพระองค์ทรงเลือกวงศ์วานของอิมรอน พระองค์ทรงเลือกพวกเขาเหล่านี้ทั้งหมดและทรงโปรดปรานพวกเขาเหนือทุกคนในยุคของพวกเขา
Âl-i İmran 3:34
พวกเขาเหล่านั้นตามที่ได้กล่าวมานั้น ที่เป็นบรรดานบีและลูกหลานของพวกเขาที่ปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขา พวกเขาคือลูกหลานที่สืบทอดต่อๆ กัน ระหว่างพวกเขา ในเรื่องการศรัทธาต่ออัลลอฮ์และการประกอบคุณงามความดี พวกเขาสืบทอดกันระหว่างพวกเขาซึ่งเกียรติต่างๆและความประเสริฐต่างๆ และอัลลอฮ์ทรงได้ยินคำพูดของปวงบ่าวของพระองค์ ทรงรอบรู้ในการงานของพวกเขา นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ทรงเลือกผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากพวกเขา และพระองค์ทรงคัดจากพวกเขาผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
Âl-i İmran 3:35
โอ้ท่านเราะสูล จงรำลึกถึงขณะที่ภรรยาของอิมรอน มารดาของมัรยัม อลัยฮัสสลาม กล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน แท้จริงฉันได้สัญญากับตนเอง ด้วยการให้สิ่งที่อยู่ในครรภ์ของฉันจากการตั้งท้องในครั้งนี้ เจาะจงไว้เพื่อพระองค์ อิสระจากทุกสิ่ง เพื่อรับใช้พระองค์และดูแลบ้านของพระองค์ ดังนั้นขอพระองค์ได้โปรดรับจากฉันด้วยเถิด แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินในคำวิงวอนของฉัน ผู้ทรงรอบรู้ในเจตนารมณ์ของฉัน"
Âl-i İmran 3:36
ครั้นเมื่อครบกำหนดนางก็ได้คลอดบุตร และนางก็ได้กล่าวเป็นการขอโทษต่ออัลลอฮ์ -ซึ่งนางได้หวังจากการตั้งครรภ์ของนางนั้นเป็นเพศชาย- "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน แท้จริงแล้วฉันได้คลอดบุตรเป็นหญิง และอัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่ง ถึงบุตรที่นางได้คลอดมา และบุตรชายที่ได้หวังไว้ไม่เหมือนกับบุตรสาวที่ได้มา ทั้งในด้านกำลังและรูปร่าง และฉันได้ตั้งชื่อนางว่า “มัรฺยัม” แล้วฉันขอต่อพระองค์ให้ทรงคุ้มครองนาง และลูกของนางให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกขับไล่จากความเมตตาของพระองค์"
Âl-i İmran 3:37
และอัลลอฮ์ได้ทรงตอบรับ การบนบานของนาง ด้วยการตอบรับที่ดี และทรงให้นาง(มัรยัม)เจริญวัยอย่างดีและทรงให้จิตใจของบรรดาบ่าวที่ดีทั้งหลายได้เมตตาเอ็นดูต่อนาง และได้ทรงให้ซะกะรียา อลัยฮิสสลาม เป็นผู้อุปการะนาง และคราใดที่ซะกะรียาเข้าไปหานางสถานที่สักการะของนาง เขามักจะพบอาหารที่ดีที่ง่ายอยู่ในที่นางเสมอ เขากล่าวว่า "มัรยัมเอ๋ย! เธอได้สิ่งนี้มาอย่างไร?" นางกล่าวว่า "ปัจจัยยังชีพนี้มาจากอัลลอฮ์ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพที่กว้างขวางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยปราศจากการคิดคำนวณ"
Âl-i İmran 3:38
เมื่อซะกะรียาได้เห็นถึงปัจจัยยังชีพที่อัลลอฮ์ได้ให้แก่มัรยัมบุตรของอิมรอนด้วยวิธีการที่เหนือปกติจากกฏเกณฑ์ของพระองค์ในการให้ปัจจัยยังชีพ เลยหวังต่ออัลลฮ์ได้ประทานแก่เขาซึ่งบุตรชาย พร้อมกับสภาพของเขาที่อยู่ในภาวะที่มีบุตรยาก ด้วยอายุที่มากและภรรยาที่เป็นหมัน ดังนั้นเขากล่าวว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดประทานแก่ฉัน ซึ่งลูกที่ดี แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินต่อคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอนต่อพระองค์ เป็นผู้ทรงตอบรับสำหรับพวกเขา"
Âl-i İmran 3:39
และมลาอิกะฮ์ได้เรียกเขา เพื่อสนทนากับเขา ขณะที่เขากำลังยืนละหมาดอยู่ในสถานที่สักการะของเขา ด้วยการกล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่เจ้าด้วยการให้กำเนิดบุตรแก่เจ้า ชื่อของเขาคือ ยะห์ยา โดยที่เขาจะเป็นผู้ยืนยันถึงถ้อยคำหนึ่งจากอัลลอฮ์ นั่นก็คือ อีซาบุตรของมัรยัม เพราะเขาถูกสร้างมาเป็นการเฉพาะด้วยถ้อยคำหนึ่งจากอัลลอฮ์ และเด็กคนนี้จะเป็นผู้นำของชนชาติของเขาในด้านความรู้และการเคารพอิบาดะฮ์ เขามักจะยับยั้งตัวเองจากความใคร่ทุกประการรวมถึงการเข้าใกล้ผู้หญิง และเต็มเปี่ยมด้วยการเคารพอิบาดะฮ์ต่อพระผู้อภิบาลของเขา และเป็นนบีคนหนึ่งจากหมู่ชนที่เป็นคนดี"
Âl-i İmran 3:40
ซะกะรียากล่าวแก่มลาอีกะฮ์หลังจากที่ได้แจ้งข่าวดีเรื่องยะหฺยาแก่เขา "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน ฉันจะมีบุตรได้อย่างไร หลังจากที่ฉันเป็นคนที่ชราภาพแล้ว และภรรยาของฉันก็เป็นหมันซึ่งไม่สามารถคลอดบุตรได้" อัลลอฮ์ตรัสตอบว่า "การสร้างยะห์ยา แม้จะด้วยความชราภาพของเจ้าและการเป็นหมันของภรรยาเจ้า ก็เหมือนกับการสร้างสิ่งอื่นๆของอัลลอฮ์ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ที่ขัดแย้งกับความคุ้นเคยที่ปกติ เพราะอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสามารถเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงกระทำตามที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยความปรีชาญาณและความรอบรู้ของพระองค์"
Âl-i İmran 3:41
ซะกะรียากล่าวว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน! ได้ทรงโปรดกำหนดสัญญาณหนึ่งแก่ฉันที่แสดงถึงการตั้งครรภ์ของภรรยาฉัน" พระองค์ตรัสว่า "สัญญาณที่เจ้าขอนั้นก็คือ เจ้าจะไม่สามารถพูดกับผู้คนเป็นเวลาสามวันสามคืน นอกจากด้วยการบอกใบ้เท่านั้น มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดปกติที่ประสบกับเจ้า ดังนั้นจงรำลึกถึงอัลลอฮ์ให้มากๆ และจงกล่าวสดุดีต่อพระองค์ ทั้งในยามเย็นและรุ่งอรุณ
Âl-i İmran 3:42
และจงรำลึกเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- ขณะที่มลาอิกะฮ์กล่าวแก่ มัรยัม อลัยฮัสสลาม "แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงเลือกเธอ เนื่องด้วยคุณลักษณะที่ดีต่างๆที่มีกับเธอ และทรงทำให้เธอบริสุทธิ์ และได้ทรงเลือกเธอให้เหนือบรรดาหญิงทั้งหลายในยุคของเธอ"
Âl-i İmran 3:43
"โอ้มัรยัมเอ๋ย จงยืนละหมาดให้ยาวนาน และจงกราบสุญูดต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า และจงโค้งคำนับต่อพระองค์ ร่วมกับบรรดาผู้ที่โค้งคำนับทั้งหลายจากปวงบ่าวที่ดีของพระองค์"
Âl-i İmran 3:44
เรื่องราวดังกล่าวที่เป็นเรื่องของซะกะรียาและมัรยัม อะลัยฮิมัสสลาม เป็นส่วนหนึ่งจากเรื่องราวที่เร้นลับซึ่งเราได้วะห์ยูให้แก่เจ้า -โอ้ท่านเราะซูล-เจ้าไม่ได้อยู่กับผู้รู้เหล่านั้นและกับผู้ทรงคุณธรรมเหล่านั้น ขณะที่พวกเขาโต้เถียงกันถึงเรื่องผู้ที่เหมาะสมในการอุปการะมัรยัม ดังนั้นพวกเขาจึงใช้การจับฉลาก พวกเขาโยนปากกาของพวกเขา และปากกาของซะกะรียา อลัยฮิสสลาม ชนะไป
Âl-i İmran 3:45
โอ้ท่านเราะซูล จงรำลึกถึงขณะที่มลาอิกะฮ์กล่าวว่า "มัรยัมเอ๋ย! แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่เธอ ด้วยลูกชายซึ่งจะเกิดมาโดยไม่มีพ่อ แต่จะเกิดมาด้วยถ้อยคำหนึ่งจากอัลลอฮ์ โดยพระองค์กล่าวว่า "จงเป็น" ดังนั้นเขาก็ปรากฎมาเป็นเด็กชาย ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ และเด็กคนนี้มีชื่อว่า อัลมะซีห์ อีซาบุตรของมัรยัม เขามีสถานะที่ยิ่งใหญ่ในโลกนี้และในปรโลก และจะอยู่ในหมู่ผู้ใกล้ชิดสำหรับพระองค์ผู้ทรงสูงส่ง"
Âl-i İmran 3:46
และเขาจะพูดแก่ผู้คนขณะที่เขายังเป็นเด็กเล็กก่อนวัยที่จะพูดได้ และเขาจะพูดกับพวกเขาในตอนที่เขาโตซึ่งความแข็งแรงและความเป็นผู้ชายของเขาสมบูรณ์ เขาก็จะสนทนากับพวกเขาในเรื่องที่ดีในเรื่องที่เกี่ยวกับทางศาสนาและทางโลกของพวกเขา และเขาเป็นคนหนึ่งจากเหล่าผู้ทรงคุณธรรมทั้งในคำพูดและการปฏิบัติของพวกเขา
Âl-i İmran 3:47
นางมัรยัมกล่าวด้วยความแปลกใจ ถึงการที่เขาจะมีลูกโดยไม่มีสามี "ฉันจะมีลูกได้อย่างไร ทั้งที่ไม่เคยมีผู้ชายไหนเข้าใกล้ฉัน ทั้งในแบบที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง?!" มลาอิกะฮ์ได้กล่าวแก่นางว่า "การสร้างของอัลลอฮ์ซึ่งลูกชายให้แก่เจ้าโดยไม่มีพ่อ ก็เหมือนกับการสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์อื่น ๆ ที่มันขัดแย้งกับหลักปกติ เพราะเมื่อพระองค์ทรงประสงค์ต่อสิ่งใด พระองค์ก็เพียงประกาศิตแก่สิ่งนั้นว่า "จงเป็น" แล้วสิ่งนั้นก็จะปรากฎขึ้น ดังนั้นไม่มีสิ่งใดที่จะขัดขวางพระองค์ได้
Âl-i İmran 3:48
และพระองค์ทรงสอนให้เขาเขียน ความถูกต้องและความเหมาะสมในการพูดและการกระทำ และสอนคัมภีร์อัตเตารอตที่ได้ประทานลงมายังมูซา อลัยฮิสสลาม และสอนอัลอินญีลที่จะประทานลงมายังเขา
Âl-i İmran 3:49
และอัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งเขาเป็นศาสนฑูตแก่วงศ์วานอิสรออีล โดยที่เขาจะกล่าวแก่พวกเขาว่า "แท้จริงฉันเป็นเราะสูลของอัลลอฮ์มายังพวกเจ้า ด้วยสัญญาณหนึ่งเพื่อเป็นการยืนยันถึงการเป็นนบีที่แท้จริงของฉัน โดยที่ฉันจะจำลองขึ้นจากดินให้แก่พวกเจ้าดั่งรูปนก แล้วฉันจะเป่าเข้าไปในมัน แล้วมันก็จะกลายเป็นนกด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และฉันจะรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดแล้วเขาจะมองเห็น และคนที่เป็นโรคเรื้อนแล้วผิวหนังของเขาก็กลับสู่ปกติ และฉันจะให้ผู้ที่ตายแล้วมีชีวิตขึ้น ทั้งหมดนี้ด้วยความอนุมัติของอัลลอฮ์ และฉันจะบอกพวกเจ้าถึงสิ่งที่พวกเจ้าจะบริโภคกัน และสิ่งที่พวกเจ้าสะสมไว้ในบ้านของพวกเจ้า จากอาหารที่พวกเจ้าเก็บซ้อนไว้ แท้จริงทั้งหมดที่ฉันได้บอกแก่พวกเจ้าที่มนุษย์ทั่วไปไม่สามารถทำได้นั้น มันคือสัญญาณที่ชัดแจ้งที่บ่งบอกถึง การเป็นเราะสูลของฉันที่มาจากอัลลอฮมายังพวกเจ้า หากพวกเจ้านั้นต้องการที่จะศรัทธาและเชื่อในหลักฐานที่นำมา"
Âl-i İmran 3:50
และฉันได้มายังพวกเจ้าเพื่อเป็นผู้มายืนยันสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนหน้าฉันจากคำภีร์อัตเตารอต และมายันพวกเจ้าเพี่อที่ฉันจะได้อนุมัติแก่พวกเจ้า ซึ่งบางสิ่งที่ถูกห้ามแก่พวกเจ้าก่อนหน้านี้ เพื่อให้เกิดความสะดวกและความง่ายดายแก่พวกเจ้า และฉันได้นำมาแก่พวกเจ้าด้วยข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่ยืนยันถึงความถูกต้องในสิ่งที่ฉันบอกพวกเจ้า ดังนั้นพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด โดยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์และห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม และจงเชื่อฟังฉันในสิ่งที่ฉันได้เชิญชวนพวกเจ้า
Âl-i İmran 3:51
นั่นเป็นเพราะว่าอัลลอฮคือพระผู้อภิบาลของฉันและพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า พระองค์เพียงผู้เดียวที่สมควรได้รับการเชื่อฟังและยำเกรง ดังนั้นจงเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว นี่คือสิ่งที่ฉันใช้ให้พวกเจ้าเคารพภักดีต่ออัลลอฮและยำเกรงต่อพระองค์ มันเป็นเส้นทางที่เที่ยงตรงที่ไม่บิดเบี้ยว
Âl-i İmran 3:52
เมื่อนบีอีซา อลัยฮิสสลาม ได้รู้ถึงพวกเขาบางคนยังคงยืนกรานที่จะปฏิเสธศรัทธา เขาจึงกล่าวแก่วงศ์วานอิสรอเอลว่า "ใครบ้างจะเป็นผู้ช่วยเหลือฉันในการเชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์? บรรดาสาวกผู้บริสุทธิ์ใจจากผู้ติดตามของเขากล่าวว่า "พวกเราคือผู้ช่วยเหลือศาสนาของอัลลอฮ์ พวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามท่าน และท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเรานั้น คือผู้นอบน้อมต่ออัลลอฮ์ด้วยศรัทธาในเอกภาพของพระองค์และเชื่อฟังพระองค์"
Âl-i İmran 3:53
อัครสาวกยังกล่าวอีกว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา เราได้ศรัทธาต่อคัมภีร์อินญีลที่พระองค์ได้ประทานลงมา และเราได้ปฏิบัติตามอีซา อลัยฮิสสลาม ดังนั้น โปรดทำให้พวกเราอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่เป็นพยานถึงความจริงนี้ ผู้ซึ่งเชื่อในพระองค์และบรรดาเราะสูลของพระองค์"
Âl-i İmran 3:54
และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจากวงศ์วานอิสรอเอลได้วางแผนเพื่อลงมือฆ่านบีอีซา อลัยฮิสสลาม ดังนั้นอัลลอฮ์ทรงวางแผนต่อพวกเขาด้วยการทิ้งพวกเขาให้อยู่ในความหลงทาง และพระองค์ได้ทรงทำให้ความคล้ายกับอีซาได้เกิดขึ้นกับผู้ชายอื่น และอัลลอฮ์ทรงเป็นเลิศแห่งผู้วางแผน เพราะ ไม่มี แผนใดที่จะร้ายกาจมากไปกว่า แผนของพระองค์ที่มีต่อศัตรูของพระองค์
Âl-i İmran 3:55
และแผนของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเขาเช่นกัน คือตอนที่อัลลอฮ์ได้ตรัสแก่อีซาว่า "โอ้ อีซา! ข้าจะเป็นผู้ที่นำเจ้ามาในสภาพที่ไม่ได้ตาย และจะเป็นผู้ที่ยกร่างกายและวิญญานของเจ้าขึ้นมายังข้า และจะเป็นผู้ที่ทำให้เจ้าบริสุทธิ์ จากความโสมมของบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อเจ้าและทำให้เจ้าห่างไกลจากพวกเขา และทำให้บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามเจ้าได้ยืนหยัดบนศาสนาที่ถูกต้อง -ซึ่งในนั้นก็คือการศรัทธาต่อมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม- โดยให้พวกเขาอยู่เหนือผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย จนถึงวันกิยามะฮ์ด้วยหลักฐานและความภาคภูมิใจ แล้วยังข้าเท่านั้นคือจุดหมายของพวกเจ้าในวันกิยามะฮ์ ดังนั้นข้าจะตัดสินระหว่างพวกเจ้าด้วยความถูกต้อง ในสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกัน"
Âl-i İmran 3:56
ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อเจ้าและต่อความจริงที่เจ้าได้นำมายังพวกเขา ดังนั้นเราจะลงโทษพวกเขาด้วยการลงโทษอย่างสาหัสทั้งในโลกนี้ด้วยการถูกฆ่า เป็นเชลย ความตกต่ำและอื่นๆ และในปรโลกนั้นด้วยการลงโทษแห่งไฟนรก และพวกเขาจะไม่มีผู้คอยช่วยเหลือปกป้องพวกเขาให้พ้นจากบทลงโทษได้
Âl-i İmran 3:57
ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาต่อเจ้าและต่อความจริงที่เจ้านำมาแก่พวกเขา และพวกเขาได้ประกอบคุณงามความดี เช่นการดำรงการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด การสานสัมพันธ์และอื่นๆนั้น แท้จริงพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาต่อการงานของพวกเขาโดยครบถ้วน โดยไม่ขาดหายแม้แต่น้อย และนี้เป็นเรื่องราวที่พูดถึงบรรดาสาวกของอัลมะซีห์ก่อนการมาของท่านศาสนทูตมูฮัมหมัด ศ็อลลัลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งเป็นผู้ที่ท่านอัลมะซีหฺได้แจ้งด้วยตัวของท่านเอง และอัลลอฮฺไม่ทรงชอบบรรดาผู้อธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่อธรรมที่สุดนั้นคือการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์และการกล่าวเท็จต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์
Âl-i İmran 3:58
นั่นคือเรื่องราวของนบีอีซา อลัยฮิสสลาม ที่เราได้อ่านมันให้แก่เจ้าซึ่งมันคือส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายที่ชัดแจ้งที่บ่งชี้ถึงความจริงของสิ่งที่เราได้ประทานลงมาให้เจ้า และมันคือข้อเตือนใจสำหรับผู้ยำเกรง ที่รัดกุมไม่เจือปนด้วยความเท็จ
Âl-i İmran 3:59
แท้จริงอุปมาของการสร้างอีซา อลัยฮิสสลาม ณ ที่อัลลอฮ์นั้น อุปไมยดังการสร้างอาดัมจากดิน โดยไม่มีทั้งพ่อและแม่ แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงตรัสแก่เขาว่า "จงเป็นมนุษย์" มันก็ปรากฎตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ดังนั้นพวกเขา(ชาวคริสต์) คิดได้อย่างไรว่าเขา (อีซา) เป็นพระเจ้า ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีพ่อทั้งที่พวกเขาเองก็ยอมรับว่าอาดัมเป็นมนุษย์ ทั้งที่เขาถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีทั้งพ่อและไม่มีทั้งแม่?!
Âl-i İmran 3:60
ความจริงที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวของอีซา อลัยฮิสสลาม นั้น มันเป็นสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า จากพระผู้อภิบาลของเจ้า ดังนั้นจงอย่าเป็นคนที่อยู่ในหมู่ผู้ที่สงสัยและลังเล แต่จงยืนหยัดบนสิ่งที่เจ้าธำรงอยู่ที่เป็นสัจธรรม
Âl-i İmran 3:61
ดังนั้นผู้ใดที่โต้เถียงเจ้า -โอ้ท่านเราะสูล- จากชาวคริสต์ นัจรอน ในเรื่องของอีซา โดยที่พวกเขาอ้างว่า เขาไม่ได้เป็นบ่าวอัลลอฮ์ หลังจากความรู้ที่ถูกต้องได้มายังพวกเขาแล้วในเรื่องนี้ ดังนั้น ก็จงกล่าวแก่พวกเขาเถิด "ท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราเรียกลูกๆ ของเรา และลูกๆของพวกท่าน และเรียกบรรดาผู้หญิงของเรา และบรรดาผู้หญิงของพวกท่าน และตัวของพวกเรา และตัวของพวกท่าน แล้วเรารวมตัวกันทั้งหมด จากนั้นเรามานอบน้อมต่ออัลลอฮ์ ด้วยการวิงวอนต่อพระองค์ ให้พระองค์ได้พระทานลงมาซึ่งการ ละนัตของพระองค์ (การสาปแช่ง) ได้ประสบ แก่บรรดาผู้ที่โกหกจากพวกเราและพวกเจ้า"
Âl-i İmran 3:62
แท้จริงสิ่งที่เราได้กล่าวมาให้แก่เจ้าถึงเรื่องราวของ อีซา อลัยฮิสสลาม นั้น มันเป็นความจริงที่ไม่มีโกหกและไม่มีสงสัย และไม่มีสิ่งใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และแท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงเดชานุภาพในการครอบครองของพระองค์ ผู้ทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการ ในคำสั่ง และการสร้างของพระองค์
Âl-i İmran 3:63
หากพวกเขาหันหนีจากศาสนาที่เจ้านำมาและไม่ปฏิบัติตามเจ้า นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความหายนะของพวกเขา อัลลอฮ์ทรงรอบรู้ถึงบรรดาผู้ก่อความเสียหายในแผ่นดิน และจะตอบแทนพวกเขาต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ
Âl-i İmran 3:64
จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะซูล- "โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จากชาวยิวและชาวคริสต์ เรามารวมตัวกันบนคำสอนที่ยุติธรรมที่พวกเราต่างก็เหมือนกันเท่าเทียมในเรื่องนี้ นั่นคือ เราจะเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวและไม่เคารพสักการะพระองค์พร้อมกับสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีฐานะที่สูงศักดิ์สักเพียงใดก็ตาม และพวกเราจะไม่ยึดเอาระหว่างพวกเราซึ่งกันและกัน เป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์" และหากพวกเขาผินหลังให้กับสิ่งที่เจ้าเรียกร้องจากความถูกต้องและความยุติธรรม ดังนั้น จงกล่าวแก่พวกเขา -โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา- "พวกเจ้า (ชาวคัมภีร์) จงเป็นพยาน แท้จริงพวกเราเป็นผู้จำนนต่ออัลลอฮ์เชื่อฟังพระองค์โดยการปฏิบัติตาม"
Âl-i İmran 3:65
โอ้บรรดาผู้ได้รับคำภีร์เพราะเหตุใดเล่า พวกเจ้าจึงโต้เถียงในเรื่องศาสนาของอิบรอฮีม อลัยฮิสสลาม?บรรดาชาวยิวอ้างว่า แท้จริงอิบรอฮีมนั้นเป็นยิว และบรรดาคริสต์อ้างว่าแท้จริงเขาเป็นคริสต์ ทั้งที่พวกเจ้าก็รู้ว่าศาสนายิวและศาสนาคริสต์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเว้นแต่หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปนานแล้ว พวกเจ้าไม่สามารถที่ใช้สติปัญญาของพวกเจ้าได้เลยหรือที่จะเข้าใจว่าสิ่งที่พวกเจ้าอ้างนั้นมันไม่จริง มันผิดมันไม่ถูกต้อง?!
Âl-i İmran 3:66
โอ้ พวกเจ้าทั้งหลาย -โอ้ชาวผู้ได้รับคำภีร์- พวกเจ้าได้โต้เถียงต่อท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ในสิ่งที่พวกเจ้ามีความรู้ในเรื่องศาสนาของพวกเจ้าและในสิ่งที่ประทานลงมายังพวกเจ้า แล้วเหตุไฉนเล่า พวกเจ้าจึงโต้เถียงกันในสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีความรู้ ที่เกี่ยวกับอิบรอฮีมและศาสนาของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีในคำภีร์ของพวกเจ้า และเป็นสิ่งที่บรรดานบีของพวกเจ้าก็ไม่ได้นำมา? และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ถึงความจริงของแต่ละสิ่งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่พวกเจ้านั้นไม่รู้
Âl-i İmran 3:67
อิบรอฮีมไม่เคยนับถือศาสนายิวและไม่เคยเป็นคริสต์ แต่ทว่าเขาเป็นผู้ที่ออกห่างจากศาสนาที่เป็นเท็จ เป็นมุสลิมที่จำนนต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้ที่ศรัทธาในเอกภาพของพระองค์ และเขาก็ไม่เคยอยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์ ดังที่พวกมุชริกีน(ผู้ตั้งภาคี)ชาวอาหรับอ้างไว้
Âl-i İmran 3:68
แท้จริงแล้ว คนที่มีสิทธิมากที่สุดที่จะถือว่าตนเองเป็นคนที่ไกล้ชิดกับอิบราฮิมนั้น คือผู้ที่ปฏิบัติตามศาสนาที่เขานำมาในสมัยของเขา และบรรดาผู้มีสิทธิมากที่สุดที่จะทำเช่นนั้นคือนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อท่านในหมู่ประชาชาตินี้ และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือและผู้คุ้มครองบรรดาผู้ศรัทธาต่อพระองค์
Âl-i İmran 3:69
โอ้ผู้ศรัทธาเอ๋ย บรรดาผู้รู้ของชาวยิวและชาวคริสต์มีความปรารถนาที่จะให้พวกเจ้าหลงจากความจริงที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้ทางนำแก่พวกเจ้า และพวกเขาจะไม่ทำให้ใครหลง นอกจากตัวของพวกเขาเอง เนื่องจากการพยายามของพวกเขาในการทำให้ผู้ศรัทธาหลงนั้นจะเพิ่มความหลงแก่พวกเขา แต่พวกเขาไม่รู้ถึงผลลัพธ์จากการกระทำของพวกเขา
Âl-i İmran 3:70
โอ้ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ทั้งหลายจากชาวยิวและชาวคริสต์ เพราะเหตุใดพวกเจ้าจึงปฏิเสธบรรดาโองการของอัลลอฮ์ที่ประทานลงมายังพวกเจ้า และในนั้นมีสิ่งที่บ่งชี้ถึงการเป็นนบีของมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ทั้งๆที่พวกเจ้าเองเป็นพยานที่ยืนยันว่า มันคือความจริงซึ่งคำภีร์ของพวกเจ้าได้บ่งบอกไว้?!
Âl-i İmran 3:71
โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย เพราะเหตุใดพวกเจ้าจึงปะปนความจริงที่ประทานลงมาในคำภีร์ของพวกเจ้า ด้วยความเท็จที่มาจากพวกเจ้า และปกปิดในสิ่งที่เป็นความจริงและทางนำไว้ และหนึ่งในนั้น(ที่ถุูกปกปิด)คือวามจริงของการเป็นนบีของมูฮัมมัด ศ็อลลัลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ทั้งๆ ที่พวกเจ้าเองรู้ว่า อะไรคือความจริงอะไรคือความเท็จและอะไรคือทางนำอะไรคือทางหลง?!
Âl-i İmran 3:72
และกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้รู้ของชาวยิวได้กล่าวว่า "พวกเจ้าจงศรัทธาแค่ภายนอกด้วยอัลกุรอ่านที่ถูกประทานแก่บรรดาผู้ศรัทธาในยามแรกของกลางวัน (เช้า) และจงปฏิเสธในยามสุดท้ายของมัน (เย็น) เพื่อว่าพวกเขาจะได้เกิดการสงสัยต่อศาสนาของพวกเขา เนื่องด้วยการปฏิเสธของพวกเจ้าหลังจากที่พวกเจ้าศรัทธาแล้วพวกเขาจะได้ละทิ้งศาสนานั้นไป ด้วยการที่พวกเขากล่าวว่า "พวกเขามีความรอบรู้มากกว่าเราเกี่ยวกับคัมภีร์ของอัลลอฮ์ พวกเขายังทิ้งศาสนานี้เลย"
Âl-i İmran 3:73
พวกเขายังกล่าวอีกว่า “พวกเจ้าจงอย่าเชื่อและปฏิบัติตามเว้นแต่ผู้ที่นับถือศาสนาของคุณ” จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่า “แท้จริงการชี้นำไปสู่สัจธรรมที่แท้จริงคือการชี้นำของอัลลอฮ์ ไม่ใช่การโกหกและการปฏิเสธที่พวกเจ้ากำลังกระทำอยู่ เพราะกลัวว่าจะมีผู้อื่นได้รับความโปรดปรานตามที่ได้ประทานแก่พวกเจ้า หรือเพราะกลัวว่าพวกเขาจะเอาชนะการโต้แย้งของพวกเจ้าต่อหน้าพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้ายอมรับสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขา" จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดว่า “แท้จริงความโปรดปรานอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์ พระองค์มีสิทธิที่จะมอบให้ใครก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ท่ามกลางปวงบ่าวของพระองค์ ซึ่งความโปรดปรานของพระองค์ไม่ได้มอบให้กับบางคนเท่านั้น ในขณะที่คนอื่นไม่ได้รับ โดยที่อัลลอฮ์ทรงกว้างขวางในความโปรดปราน โดยทรงรู้ว่าผู้ใดสมควรได้รับมัน"
Âl-i İmran 3:74
พระองค์ทรงเจาะจงความเอ็นดูเมตตาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นทรงโปรดปรานด้วยการให้ทางนำ การเป็นนบีและการให้ที่หลากหลาย และอัลลอฮ์ทรงเป็นเจ้าแห่งโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีขอบเขตในความโปรดปราณนั้น
Âl-i İmran 3:75
และจากหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น มีผู้ที่หากเจ้าฝากเขาไว้ซึ่งทรัพย์สมบัติอันมากมายเขาก็จะคืนมันแก่เจ้า และจากหมู่พวกเขานั้นมีผู้ที่หากเจ้าฝากเขาไว้ซึ่งทรัพย์สินที่น้อยนิด พวกเขาก็จะไม่ส่งคืนแก่เจ้าในสิ่งที่ฝากไว้นอกจากเจ้าจะยืนเฝ้าทวงเขาอยู่เท่านั้น นั่นก็เพราะคำกล่าวของพวกเขาและความคิดที่ไม่ดีของพวกเขาที่ว่า "ไม่มีบาปอะไรสำหรับพวกเราในการที่จะกินทรัพย์สินของชาวอาหรับ เพราะอัลลอฮ์ได้อนุญาตแก่พวกเราแล้ว" พวกเขากล่าวความเท็จ และพวกเขารู้ว่ากำลังใส่ร้ายต่ออัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:76
ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่อย่างที่พวกเขาคิด พวกเขายังคงเป็นคนบาป แต่ผู้ใดที่เต็มใจที่จะรักษาสัญญาของเขากับอัลลอฮ์จากการศรัทธาของพวกเขาที่มีต่อพระองค์และต่อบรรดารอสูลของพระองค์ และปฏิบัติตามสัญญาที่ให้กับเพื่อนมนุษย์โดยรับผิดชอบสิ่งที่ได้รับมอบหมาย และเกรงกลัวอัลลอฮ์โดยรักษาบัญญัติของพระองค์และหลีกเลี่ยงข้อห้ามของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย และจะให้รางวัลที่ดีที่สุดแก่พวกเขา
Âl-i İmran 3:77
แท้จริงบรรดาผู้ที่เปลี่ยนแปลงคำสั่งเสียของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเขา โดยการปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ประทานลงมาในคัมภีร์ของพระองค์ และสิ่งที่บรรดาเราะสูลได้นำมา และเปลี่ยนแปลงคำสาบานของพวกเขาที่พวกเขาสัญญากับอัลลอฮ์ เพียงเพื่อความเพลิดเพลินเล็กน้อยทางโลก โดยที่พวกเขาจะไม่ได้รับส่วนแบ่งใด ๆ ที่เป็นรางวัลในปรโลก และอัลลอฮ์จะไม่พูดกับพวกเขาด้วยสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุข และจะไม่มองดูพวกเขาด้วยความเมตตาในวันกิยามะฮ์ และจะไม่ทำให้พวกเขาสะอาดจากความผิดบาปและการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาและสำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันเจ็บปวด
Âl-i İmran 3:78
แท้จริงในชาวยิวนั้นมีกลุ่มหนึ่งที่บิดลิ้นของพวกเขาโดยการกล่าวสิ่งที่ไม่ได้มาจากคัมภีร์อัตเตารอตที่ถูกประทานลงมา เพื่อต้องการให้พวกเจ้าคิดว่า "พวกเขากำลังอ่านคัมภีร์อัตเตารอต" ทั้งที่มันไม่ได้มาจากอัตเตารอต แต่มันคือความเท็จที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้นมาต่ออัลลอฮ์ พวกเขากล่าวว่า "สิ่งที่เราอ่านนั้นเป็นสิ่งที่ถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์" ทั้งที่มันไม่ได้มาจากอัลลอฮ์ พวกเขากล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์ ทั้งที่พวกเขาเองก็รู้ว่าพวกเขากำลังโกหกต่ออัลลอฮ์และต่อบรรดารอสูลของพระองค์
Âl-i İmran 3:79
เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสำหรับมนุษย์ธรรมดาคนใดคนหนึ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานคัมภีร์ให้แก่เขา และได้มอบปัจจัยแห่งความรู้ความเข้าใจแก่เขา และทรงเลือกเขาให้เป็นนบี แล้วจากนั้นเขาได้กล่าวแก่มนุษย์ว่า “จงเป็นบ่าวของฉันแทนอัลลอฮ์เถิด” แต่เขาควรที่จะกล่าวว่า “จงเป็นนักปราชญ์ที่ปฏิบัติตนและสั่งสอนผู้อื่นและแก้ไขปัญหาของพวกเขา ด้วยการเผยสอนของพวกเจ้าซึ่งคัมภีร์ต่อมนุษย์ และที่พวกเจ้าได้ศึกษาเรียนรู้ ทั้งการท่องจำ และเข้าใจ”
Âl-i İmran 3:80
และสิ่งที่ไม่ควรแก่พวกเขาเช่นกัน คือการสั่งให้พวกเจ้ายึดเอามลาอีกะฮ์และบรรดานบีเป็นพระเจ้าเคารพสักการะแทนอัลลอฮ์ เป็นที่อนุญาตสำหรับเขาหรือที่จะสั่งให้พวกเจ้าปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลังจากที่พวกเจ้าได้ศรัทธาและได้จำนนต่อพระองค์?!"
Âl-i İmran 3:81
จงรำลึกเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- ขณะที่อัลลอฮ์ทรงรับพันธสัญญาที่หนักแน่นกับรรดาท่านนบี โดยกล่าวแก่พวกเขาว่า "แม้ว่าเราจะมอบให้แก่พวกเจ้าซึ่งคัมภีร์ที่ประทานลงมาแก่พวกเจ้า และความเข้าใจที่ข้าได้สอนพวกเจ้า และบางคนได้บรรลุถึงสถานะหรืออยู่ในระดับที่สูง และแล้วได้มีเราะสูลท่านหนึ่งจากฉันไปยังพวกเจ้า -เขาคือมูฮัมมัด ศ็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม- เป็นการยืนยันถึงสิ่งที่มีอยู่กับพวกเจ้าในคัมภีร์และความเข้าใจ พวกเจ้าจะต้องศรัทธาต่อสิ่งที่เขานำมา และพวกเจ้าจะต้องให้การช่วยเหลือเขาด้วยการปฏิบัติตามเขา พวกเจ้าจะยืนยันและยอมรับต่อพันธสัญญาที่หนักแน่นนั้นหรือไม่ -โอ้ บรรดานบีเอ๋ย-? พวกเขาตอบว่า "เรายอมรับ" อัลลอฮทรงตรัสต่อว่า "พวกเจ้าจงเป็นพยานแก่ตัวของพวกเจ้าเองและแก่ประชาชาติของพวกเจ้าและฉัน(อัลลอฮ์)พร้อมกับพวกเจ้าอยู่ในหมู่ผู้เป็นพยานเป็นพยานต่อพวกเจ้าและต่อประชาชาติของพวกเจ้า)
Âl-i İmran 3:82
ดังนั้นผู้ใดที่ผินหลังให้หลังจากการทำพันธสัญญานี้ด้วยการมีอัลลอฮ์และบรรดารอสูลของพระองค์เป็นพยานแล้ว พวกเขาเหล่านั้นคือกลุ่มชนที่ได้ออกจากศาสนาของอัลลอฮ์และออกจากการเชื่อฟังพระองค์
Âl-i İmran 3:83
บรรดาผู้ที่ละทิ้งศาสนาของอัลลอฮ์และละทิ้งการเชื่อฟังต่อพระองค์ พวกเขาแสวงหาศาสนาอื่นนอกเหนือจากศาสนาที่อัลลอฮ์ได้เลือกไว้สำหรับปวงบ่าวของพระองค์ (เช่น อิสลาม) กระนั้นหรือ?! และสำหรับพระองค์ - ซุบฮานะฮู - ทุกสิ่งในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดินต่างก็ยอมจำนน ทั้งด้วยความสมัครใจ เช่นเหล่าบรรดาผู้ศรัทธา และด้วยการถูกบังคับ เช่นเหล่าบรรดาผู้ปฏิเสธทั้งหลาย แด่พระองค์เท่านั้นคือจุดหมายที่ทุกสิ่งที่ถูกสร้างจะถูกนำกลับไปในวันกิยามะฮ์เพื่อรับการพิจารณาการกระทำและรับรางวัลของพวกเขา
Âl-i İmran 3:84
จงกล่าวเถิด -โอ้ท่านเราะซูล- พวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮ์เป็นพระเจ้าและปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์และพวกเราศรัทธาในวะหฺยูที่พระองค์ประทานลงมายังพวกเราและในสิ่งที่พระองค์ประทานลงมายังนบีอิบรอฮีม อิสมาอีล อิสหากและยะอฺกูบและศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ประทานแก่บุตรของยะอฺกูบและในสิ่งที่มอบให้แก่มูซา อีชาและบรรดานบีทั้งหลาย ที่เป็นคัมภีร์และโองการต่างๆ ที่มาจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา โดยที่ไม่ได้แบ่งแยกระหว่างพวกเขา ด้วยการศรัทธาต่อบางท่าน และปฏิเสธกับอีกบางท่าน และพวกเรานอบน้อมต่ออัลลอฮเพียงองค์เดียวและยอมจำนนตัวต่ออัลลอฮฺ
Âl-i İmran 3:85
และผู้ใดที่แสวงหาศาสนาอื่นจากศาสนาที่อัลลอฮ์ทรงยอมรับ นั่นคือศาสนาอิสลาม อัลลอฮ์จะไม่ยอมรับศาสนานั้นจากพวกเขา และในวันปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุนด้วยตัวของพวกเขาเองโดยการทำให้ตัวเองเข้านรก
Âl-i İmran 3:86
อัลลอฮ์จะทรงชี้นำสู่การศรัทธาต่อพระองค์และต่อรอสูลของพระองค์ได้อย่างไร? แก่ผู้ซึ่งเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ์ และปฏิญาณตนว่า "แท้จริงสิ่งที่เราะซูลนำมานั้นเป็นความจริง" และได้มีหลักฐานต่าง ๆ อันชัดแจ้งมายังพวกเขาด้วย และอัลลอฮฺ์จะไม่ทรงชี้นำสู้การศรัทธาต่อพระองค์ ซึ่งกลุ่มชนที่อธรรม ผู้ที่เลือกทางที่หลงแลกกับทางที่ถูก
Âl-i İmran 3:87
แท้จริงการลงโทษของบรรดาผู้ที่อธรรมที่เลือกความเท็จ สำหรับพวกเขาคือการสาปแช่งจากอัลลอฮ์และบรรดามลาอิกะฮ์และมนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นพวกเขาเป็นผู้ที่ถูกขับไล่ ให้ออกห่างจากความเมตตาของอัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:88
พวกเขาพำนักอยู่ในไฟนรกตลอดกาลโดยที่พวกเขาไม่สามารถออกได้ โดยที่การลงโทษนั้นจะไม่ถูกผ่อนปรนแก่ตัวเขา และพวกเขาจะไม่ได้รับเวลาเพื่อการสำนึกผิดหรือขอโทษ
Âl-i İmran 3:89
นอกจากบรรดาผู้สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวสู่อัลลอฮ์หลังจากที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธาและอธรรม และพวกเขาปรับปรุงตัวเองในการงานของพวกเขาให้ดีขึ้น แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยสำหรับบ่าวที่กลับตัว ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Âl-i İmran 3:90
แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาหลังจากที่พวกเขาได้ศรัทธาแล้ว แล้วยังได้ทวีการปฏิเสธ จนกระทั้งได้เสียชีวิตไป การสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวในขณะความตายได้มาเยือนนั้นจะไม่ถูกตอบรับเป็นอันขาด เนื่องด้วยเวลาของการสำนึกผิดนั้นได้หมดไปแล้ว และชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่หลงทางจากเส้นทางที่เที่ยงตรงที่นำไปสู่อัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:91
แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาและพวกเขาได้ตายไปในขณะที่พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น ทองเต็มแผ่นดินก็จะไม่ถูกตอบรับจากคนใดในพวกเขาเป็นอันขาด และแม้ว่าเขาจะใช้ทองนั้นไถ่ตัวเขาให้พ้นจากไฟนรกก็ตาม ชนเหล่านี้แหละสำหรับพวกเขานั้น คือการลงโทษอันเจ็บปวดและไม่มีผู้ใดที่จะช่วยเหลือปกป้องพวกเขาให้พ้นจากบทลงโทษของอัลลอฮได้ในวันกียามะฮ์
Âl-i İmran 3:92
พวกเจ้าจะไม่ได้ผลบุญเท่ากับเหล่าคนดีหรือไปถึงตำแหน่งของพวกเขา (โอ้บรรดาผู้ศรัทธา) จนกว่าพวกเจ้าจะบริจาคทรัพย์สินที่พวกเจ้ารักและหวงแหนในหนทางของอัลลอฮ์ ทั้งนี้สิ่งที่พวกเจ้าบริจาคนั้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงเจตนาและการงานของพวกเจ้า และจะทรงตอบแทนการงานของทุกคน
Âl-i İmran 3:93
อาหารที่ดีทุกชนิดนั้นเคยเป็นที่อนุมัติแก่บนีอิสรออีล และไม่เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขายกเว้นสิ่งที่ยะอ์กูบห้ามแก่ตัวเขาเองก่อนที่อัตเตารอตจะถูกประทานลงมา ไม่ใช่เป็นดั่งที่ชาวยิวอ้างว่าการห้ามนั้นปรากฏอยู่ในอัตเตารอต จงกล่าวกับกับพวกเขาเถิด (นบีเอ๋ย) ว่า หากเป็นดังนั้นพวกท่านแอบอ้างก็จงนำอัตเตารอตมาและอ่านมันเถิด หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริงในสิ่งที่พวกท่านกล่าวอ้าง แต่แล้วพวกเขาก็เงียบและมิได้นำมันมา นี่เป็นตัวอย่างที่บ่งชี้ว่าชาวยิวนั้นอุปโลกน์เรื่องที่ไม่มีอยู่จริงในอัตเตารอตและบิดเบือนเนื้อหาของคัมภีร์ดังกล่าว
Âl-i İmran 3:94
ดังนั้นผู้ใดอุปโลกน์ความเท็จให้กับอัลลอฮ์หลังจากที่หลักฐานได้ประจักษ์แล้วว่าสิ่งที่ยะอ์กูบ อะลัยฮิสสลาม ถือเป็นสิ่งต้องห้ามนั้นท่านห้ามสำหรับตัวของท่านเอง มิได้เป็นคำสั่งห้ามที่มาจากอัลลอฮ์แต่อย่างใด พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่อธรรมต่อตัวของพวกเขาเองแล้ว ในการละทิ้งสิ่งที่เป็นสัจธรรมหลังจากที่หลักฐานแห่งความจริงได้ประจักษ์
Âl-i İmran 3:95
จงกล่าวเถิด (นบีเอ๋ย) ว่าอัลลอฮ์นั้นตรัสจริงแล้วในสิ่งที่พระองค์ทรงบอกเกี่ยวกับยะอ์กูบ อะลัยฮิสสลาม และในทุกสิ่งที่พระองค์ประทานลงมาและทรงบัญญัติ ดังนั้นจงปฏิบัติตามศาสนาของอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม เถิด เพราะแท้จริงแล้วอิบรอฮีมนั้นได้ปลีกตัวออกจากทุกแนวทางเพื่อไปสู่แนวทางของศาสนาอิสลาม และไม่เคยตั้งผู้ใดเป็นภาคีกับพระองค์เลย
Âl-i İmran 3:96
แท้จริงบ้านหลังแรกที่ถูกสร้างขึ้นบนหน้าแผ่นดินสำหรับมนุษย์เพื่อการทำการเคารพภักดีต่อัลลอฮ์นั้นคือบ้านของอัลลอฮ์ที่ถูกหวงห้าม ณ เมืองมักกะฮ์ เป็นบ้านที่มีความจำเริญ มีคุณประโยชน์มากมายทั้งในด้านศาสนาและทางโลก และยังเป็นทางนำที่ถูกต้องแก่ผู้คนทั้งหลาย
Âl-i İmran 3:97
มีเครื่องหมายชัดเจนมากมายที่บ่งชี้ถึงเกียรติและความประเสริฐของบ้านหลังนี้ เช่น พิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา และหนึ่งในเครื่องหมายนั้นคือหินที่ท่านนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม เคยยืนบนนั้นขณะที่ท่านต้องการสร้างผนังกะอ์บะฮ์ นอกจากนี้ผู้ใดที่เข้าบ้านหลังนี้ความกลัวของเขาจะมลายหายไปและเขาจะไม่ได้รับอันตราย และเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ที่จะมุ่งไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ บ้านหลังนี้เพื่ออัลลอฮ์ สำหรับผู้ที่สามารถจะหาทางไปได้ และผู้ใดปฏิเสธบทบัญญัติการทำฮัจญ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงต้องพึ่งพาผู้ปฏิเสธผู้นั้นและไม่ต้องทรงพึ่งพาผู้ใดในสากลโลก
Âl-i İmran 3:98
จงกล่าวเถิด (นบีเอ๋ย) ว่า โอ้ชาวคัมภีร์ทั้งชาวยิวและชาวคริสต์ เหตุใดพวกท่านถึงดื้อรั้นต่อหลักฐานอันเป็นประจักษ์ถึงความสัตย์จริงของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งรวมถึงหลักฐานอันเป็นประจักษ์แจ้งที่มีอยู่ในอัตเตารอต (โทราห์) และอัลอินญีล (ไบเบิล)?! ทั้งนี้อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรู้เห็นในการงานของพวกท่าน และจะตอบแทนพวกท่านในสิ่งที่พวกท่านกระทำ
Âl-i İmran 3:99
จงกล่าวเถิด (นบีเอ๋ย) ว่า โอ้ชาวคัมภีร์ทั้งหลายทั้งชาวยิวและชาวคริสต์ เหตุใดเล่าพวกท่านถึงห้ามผู้คนที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์มิให้ยืนหยัดในศาสนาของพระองค์ โดยพวกท่านหวังจะทำให้ศาสนาของอัลลอฮ์หันเหจากความจริงไปสู่ความเท็จ และทำให้ผู้ศรัทธาหลงจากทางนำที่ถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่พวกท่านเป็นพยานยืนยันได้ว่าศาสนานี้คือศาสนาที่ถูกต้องและตรงกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของพวกท่าน?! ทั้งนี้อัลลอฮ์มิใช่เป็นผู้ที่หลงลืมเผอเรอในสิ่งที่พวกท่านกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธศรัทธาหรือการขัดขวางผู้คนจากหนทางของพระองค์ และอัลลอฮ์จะทรงตอบแทนสิ่งที่พวกท่านกระทำอย่างแน่นอน
Âl-i İmran 3:100
โอ้ ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามศาสนทูตของพระองค์ หากว่าพวกเจ้าเชื่อฟังกลุ่มชนหนึ่งจากบรรดาชาวคัมภีร์ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือชาวคริสต์ในสิ่งที่พวกเขาพูดและยอมรับในทัศนะที่เขากล่าวอ้างแล้ว พวกเขาเหล่านั้นจะทำให้พวกเจ้ากลับไปสู่การปฏิเสธศรัทธาอีกครั้งหลังจากที่พวกเจ้าศรัทธาแล้ว เพราะว่าพวกเขามีความริษยาและหลงผิดจากทางที่ถูกต้อง
Âl-i İmran 3:101
และพวกเจ้าจะปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์กันอย่างไรเล่า หลังจากที่พวกเจ้านั้นได้ศรัทธาต่อพระองค์แล้ว และ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง) พวกเจ้ามีปัจจัยอันสำคัญยิ่งที่จะ (ช่วย) ยืนยัดในการการศรัทธา! โดยที่บรรดาอายะฮ์ของอัลลอฮ์นั้นถูกอ่านขึ้นต่อหน้าพวกเจ้า และมุหัมมัดศาสนทูตของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็อธิบายอายะฮ์เหล่านั้นให้แก่พวกเจ้า และผู้ใดที่ยึดมั่นคำภีร์ของอัลลอฮ์และแนวทางของศาสนทูตของพระองค์แล้ว อัลลอฮ์จะทรงนำเขาไปสู่หนทางที่เที่ยงตรงที่ไม่มีการคดงอใดๆ ในหนทางนั้น
Âl-i İmran 3:102
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามศาสนทูตของพระองค์ พวกเจ้าจงเกรงกลัวอัลลอฮ์อย่างแท้จริงเถิด ด้วยกับการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์ ออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์ ขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ และพวกเจ้าจงยึดมั่นในศาสนาของพวกเจ้า (ศาสนาอิสลาม) จนกว่าความตายจะมาหาพวกเจ้าโดยที่พวกเจ้าอยู่ในสภาพเช่นนั้น
Âl-i İmran 3:103
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยึดมั่นในคำภีร์อัลกุรอานและสุนนะฮ์ (แนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) อย่ากระทำการใดๆ ที่จะนำพาพวกเจ้าไปสู่ความแตกแยก และจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้าในขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกันก่อน (การเข้ารับ) อิสลาม พวกเจ้าได้สู้รบพุ่งฆ่ากันด้วยเพียงสาเหตุอันเล็กน้อย ดังนั้นพระองค์ได้รวมหัวใจพวกเจ้าด้วยกับอิสลาม แล้วด้วยกับความกรุณาของพระองค์พวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันในศาสนาของพระองค์ มีเมตตาซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน และพวกเจ้าก่อนหน้านี้เกือบที่จะเข้าไฟนรกด้วยกับการปฏิเสธศรัทธาของพวกเจ้า แล้วอัลลอฮ์ได้ทรงให้พวกเจ้ารอดพ้นจากจุดนั้นมาด้วยกับอิสลามและการชี้นำพวกเจ้าสู่การศรัทธาที่ถูกต้อง และดังเช่นที่อัลลอฮ์ได้อธิบายแจกแจงให้กับพวกเจ้าในเรื่องนี้แล้ว พระองค์ก็ได้อธิบายแจกแจงเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พวกเจ้าทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพื่อให้พวกเจ้าได้รับทางนำที่เที่ยงตรง
Âl-i İmran 3:104
และจงให้มีขึ้นในหมู่พวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) กลุ่มชนหนึ่งที่เชิญชวน (ผู้คน) ไปสู่ความดีที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัย สั่งใช้กันให้กระทำความดีที่ศาสนบัญญัติได้กำหนดและสติปัญญาเห็นว่าดี และห้ามปรามกันจากสิ่งที่มิชอบที่ศาสนบัญญัติได้ห้ามและสติปัญญาเห็นว่าน่ารังเกียจ และบรรดาผู้ที่มีคุณลักษณะนี้ พวกเขาเป็นผู้ได้รับชัยชนะที่สมบูรณ์ในโลกนี้และโลกหน้า
Âl-i İmran 3:105
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงอย่าเป็นดังเช่นชาวคำภีร์ที่พวกเขาแตกแยกกัน แล้วพวกเขาก็กลายเป็นก๊กเป็นเหล่า และพวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องศาสนาของพวกเขาหลังจากที่โองการและสัญญาณต่างๆ ที่ชัดเจนจากอัลลอฮ์ได้มายังพวกเขา และชนเหล่านี้แหละที่จะได้รับการลงโทษอันยิ่งใหญ่จากอัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:106
การลงโทษที่ยิ่งใหญ่นี้จะเกิดขึ้นกับพวกเขาในวันกิยามะฮ์ (วันสิ้นโลก) ขณะที่ใบหน้าของผู้ที่ศรัทธานั้นจะขาวผ่องด้วยกับความปิติยินดี และใบหน้าของผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นจะดำคล้ำเพราะความเศร้าหมอง ลำบากยากเข็ญ ดังนั้นผู้ที่ใบหน้าของเขาดำคล้ำในวันที่ยิ่งใหญ่นั้น จะมีเสียงกล่าวตำหนิพวกเขาว่า พวกเจ้าได้ปฏิเสธศรัทธาต่อเอกภาพของอัลลอฮ์ และคำมั่นสัญญาของพระองค์ที่พระองค์ได้สัญญาไว้กับพวกเจ้าว่า อย่าได้ตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์ หลังจากที่พวกเจ้าได้ให้คำสัญญาและยอมรับแล้วกระนั้นหรือ? ดังนั้นพวกเจ้าจงลิ้มรสการลงโทษของอัลลอฮ์ที่พระองค์ได้จัดเตรียมไว้ให้พวกเจ้าเพราะการปฏิเสธศรัทธาของพวกเจ้าเถิด
Âl-i İmran 3:107
ส่วนบรรดาผู้ที่ใบหน้าของพวกเขาขาวผ่องนั้น ที่พำนักของเขานั้นคือสวนสวรรค์อันสุขสำราญ พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล อยู่ในความสุขสบายที่ไม่หมดไม่หายและไม่เปลี่ยนแปลง
Âl-i İmran 3:108
นั่นคือบรรดาอายะฮ์ทั้งหลายที่ประกอบด้วยสัญญาดีและการขู่เข็ญของอัลลอฮ์ ซึ่งเราอ่านให้เจ้าฟัง (โอ้ นะบีเอ๋ย) โดยเป็นข่าวคราวที่สัจจริง เป็นบทบัญญัติที่ยุติธรรม และอัลลอฮ์ไม่ทรงต้องการอธรรมผู้ใดในสากลโลก ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์จะไม่ทรงลงโทษผู้ใดนอกจากด้วยการกระทำ (บาป) ที่มือของเขาได้กระทำไว้
Âl-i İmran 3:109
และอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ทั้งในเรื่องของการสร้างและการบริหารจัดการ ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นจะกลับไปหาพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงตอบแทนทุกสิ่งเหล่านั้นตามสิทธิของเขา
Âl-i İmran 3:110
พวกเจ้าทั้งหลาย (โอ้ประชาชาติของมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นประชาชาติที่ดีที่สุดที่อัลลอฮ์ทรงให้มีขึ้นสำหรับมนุษย์ในเรื่องการศรัทธาและการงานของพวกเจ้า และเป็นประชาชาติที่ให้ประโยชน์ให้กับมนุษยชาติมากที่สุด โดยที่พวกเจ้าสั่งใช้กันให้กระทำความดีในสิ่งที่ศาสนบัญญัติได้กำหนดไว้และสิ่งที่สติปัญญาต่างเห็นชอบ ห้ามปรามกันในสิ่งที่มิชอบที่ศาสนบัญญัติได้ห้ามไว้และสิ่งที่สติปัญญาเห็นว่าน่ารังเกียจ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์อย่างหนักแน่นที่มาพร้อมกับการกระทำ และหากว่าชาวคำภีร์จากชาวยิวและชาวคริสต์ศรัทธาต่อมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้ว แน่นอนมันย่อมเป็นการดีสำหรับพวกเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีส่วนน้อยจากชาวคำภีร์ที่ศรัทธาต่อสิ่งที่มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้นำมา และส่วนมากของพวกเขานั้นเป็นผู้ที่ออกศาสนาและบทบัญญัติของพระองค์
Âl-i İmran 3:111
แม้ว่าพวกเขาจะมีความเป็นศัตรู (กับพวกเจ้า) แต่พวกเขาไม่สามารถทำอันตรายใดๆ ต่อศาสนาและชีวิตของพวกเจ้าได้เลย (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) นอกจากการใส่ร้ายด้วยลิ้นของพวกเขาเท่านั้น เช่น การใส่ร้ายศาสนาและการเยาะเย้ยพวกเจ้า เป็นต้น และหากพวกเขาต่อสู้กับพวกเจ้า พวกเขาก็จะหนีเตลิดไปอย่างผู้ปราชัยและจะไม่ได้รับความช่วยเหลือให้มีชัยชนะเหนือพวกเจ้าอย่างแน่นอน
Âl-i İmran 3:112
ความอัปยศและความต่ำต้อยนั้นอยู่ล้อมรอบชาวยิวในทุกๆ แห่งที่พวกเขาอยู่ ดังนั้นพวกเขาจะไม่ปลอดภัยนอกจากด้วยการทำสัญญาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐอิสลาม หรือความปลอดภัยจากมนุษย์ที่คุ้มครองพวกเขา แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็กลับไปพร้อมกับความกริ้วจากอัลลอฮ์ และความขัดสนได้อยู่รายล้อมพวกเขา ที่เป็นดังกล่าวนั้นเพราะพวกเขาปฏิเสธอายะฮ์ต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ พวกเขาฆ่าบรรดานะบีของพระองค์อย่างอธรรม และพวกเขาฝ่าฝืนและละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:113
ชาวคำภีร์นั้นมีสภาพที่ไม่เหมือนกัน บางกลุ่มของพวกเขาซื่อตรงในศาสนาของอัลลอฮ์ ยืนหยัดในคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์ พวกเขาอ่านอายะฮ์ต่างๆ ของอัลลอฮ์ในช่วงเวลากลางคืนในสภาพที่พวกเขาละหมาดเพื่อพระองค์ กลุ่มดังกล่าวนี้มีก่อนที่มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะถูกแต่งตั้งเป็นนบีเสียอีก และผู้ใดในหมู่พวกเขาที่ทันกับนบีมุหัมมัดเขาจะน้อมรับนับถือศาสนาอิสลาม
Âl-i İmran 3:114
พวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปรโลกอย่างหนักแน่น และพวกเขาใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ชอบและเป็นความดี และห้ามมิให้ปฏิบัติในสิ่งที่มิชอบและเป็นความชั่ว รีบเร่งไปสู่การทำสิ่งที่ดีงาม และตักตวงช่วงเวลาแห่งการทำดีอย่างมากมาย ผู้ที่มีคุณลักษณะเหล่านี้พวกเขาเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ที่มีเจตนาและการงานที่ดี
Âl-i İmran 3:115
และความดีใดๆ ที่พวกเขากระทำจะน้อยหรือจะมาก ผลบุญของมันจะไม่สูญหายและจะไม่ถูกลิดรอนอย่างแน่นอน อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนถึงบรรดาผู้ยำเกรงที่ปฏิบัติตามคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์ ไม่มีการงานใดๆ ที่จะซ่อนพระองค์ได้ และพระองค์จะตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำกัน
Âl-i İmran 3:116
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ ทรัพย์สินและลูกๆ ของพวกเขาจะไม่อำนวยประโยชน์ให้พวกเขารอดพ้นจากอัลลอฮ์ได้เลย ไม่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากการลงโทษของพระองค์ และไม่ทำให้ความเมตตาของพระองค์กลับมาหาพวกเขา แต่ทว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะเป็นการเพิ่มพูนการลงโทษและความสลดใจให้พวกเขา ชนเหล่านี้แหละคือชาวนรก โดยที่พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล
Âl-i İmran 3:117
สิ่งที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาบริจาคไปในหนทางต่างๆ ที่เป็นความดี และผลตอบแทนที่พวกเขารอคอยนั้นเปรียบดั่งลมพายุที่หนาวเหน็บที่พัดเอาพืชผลของกลุ่มชนหนึ่งที่พวกเขาอธรรมต่อตัวพวกเขาเองด้วยกับการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์และการกระทำ (บาป) อื่นๆ ทำให้พืชผลของพวกเขาได้รับความเสียหาย โดยที่พวกเขาได้หวังความดีอันมากมายจากพืชผลเหล่านั้น ในเมื่อลมพายุนี้ได้ทำลายพืชผลจนไม่สามารถให้ประโยชน์ใดๆ การปฏิเสธศรัทธาก็เช่นกัน มันจะโมฆะผลบุญการกระทำของพวกเขาที่พวกเขาหวัง และอัลลอฮ์ไม่ทรงอธรรมต่อพวกเขาเลย (พระองค์ทรงสูงส่งจากสิ่งดังกล่าว) แต่ทว่าพวกเขาเองที่อธรรมต่อตัวเองด้วยการปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์
Âl-i İmran 3:118
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามศาสนทูตของพระองค์ พวกเจ้าอย่าเป็นเพื่อนสนิทมิตรชิดกับผู้อื่นนอกเหนือจากบรรดาผู้ศรัทธา โดยให้พวกเขารับรู้ถึงความลับและสภาพเฉพาะต่างๆ ของพวกเจ้า ซึ่งพวกเขาไม่ลดละที่จะทำร้ายและทำให้พวกเจ้ามีสภาพเสื่อมเสีย หวังให้พวกเจ้าได้รับอันตรายและความยากลำบาก โดยที่ความเกลียดชังและความเป็นศัตรูได้เผยออกจากปากของพวกเขา ด้วยการด่าทอศาสนา ทำให้พวกเจ้าทะเลาะกัน เปิดเผยความลับของพวกเจ้า และยังมีความเกลียดชังอันใหญ่โตที่ซ้อนอยู่ในใจของพวกเขาอีก และแน่นอนเราได้แจกแจงหลักฐานอันประจักษ์แก่พวกเจ้าแล้ว (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย) ถึงผลประโยชน์ของพวกเจ้าในโลกนี้และโลกหน้า หากพวกเจ้าตริตรองถึงสิ่งที่พระเจ้าของพวกเจ้าประทานลงมาให้แก่พวกเจ้า
Âl-i İmran 3:119
(โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) พวกเจ้านี่แหละที่รักกลุ่มชนดังกล่าวและหวังให้พวกเขาได้รับสิ่งที่ดีงาม ทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่ได้รักและไม่ได้หวังให้พวกเจ้าได้รับสิ่งที่ดีงามเลย แต่ตรงกันข้ามพวกเขาเกลียดชังพวกเจ้าต่างหาก โดยที่พวกเจ้าศรัทธาต่อคำภีร์ต่าง ๆ ทั้งหมดรวมทั้งคำภีร์ของพวกเขาด้วย แต่พวกเขาไม่ศรัทธาต่อคำภีร์ที่อัลลอฮ์ประทานให้แก่นบีของพวกเจ้า และเมื่อพวกเขาพบพวกเจ้า พวกเขาจะกล่าวว่า "พวกเราศรัทธาแล้ว" แต่เมื่อพวกเขาอยู่ด้วยกันเอง พวกเขาจะกัดนิ้วมือของตัวเองอย่างโศกเศร้าโกรธแค้นในความเป็นหนึ่งของพวกเจ้าที่อยู่บนหลักอันเดียวกันและความมีเกียรติของอิสลาม โดยที่พวกเขากลับอยู่ในความต่ำต้อย (โอ้นบีเอ๋ย) จงกล่าวกับกลุ่มชนดังกล่าวเถิดว่า พวกเจ้าจงใช้ชีวิตจนกระทั่งตายในสภาพที่โศกเศร้าโกรธแค้นนี้เถิด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรู้ถึงการศรัทธาและการปฏิเสธศรัทธา ความดีและความชั่วที่มีอยู่ในใจ (ของพวกเจ้า)
Âl-i İmran 3:120
(โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) หากพวกเจ้าได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์เป็นชัยชนะเหนือศัตรู มีลูกหลาน หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้น พวกเขาจะทุกข์ระทมเศร้าใจ แต่หากพวกเจ้าพ่ายแพ้ต่อศัตรู สูญเสียลูกหลานหรือทรัพย์สิน พวกเขาจะดีใจเยาะเย้ย หากพวกเจ้าอดทนต่อกำหนดการต่าง ๆ ของพระองค์ และเกรงกลัวต่อความโกรธกริ้วของพระองค์ การทำร้ายและกลอุบายของพวกเขาจะทำอันตรายพวกเจ้าไม่ได้ อัลลอฮ์ทรงรอบรู้ถึงกลอุบายของพวกเขา และพระองค์จะขับไล่พวกเขาอย่างสิ้นหวัง
Âl-i İmran 3:121
และจงรำลึก (โอ้นบีเอ๋ย) ขณะที่เจ้าออกจากเมืองมะดีนะฮ์ตอนเช้าตรู่เพื่อที่จะสู้รบกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในสงครามอุหุด โดยที่เจ้าได้จัดวางบรรดาผู้ศรัทธาไว้ที่ตำแหน่งของพวกเขาในสนามรบ โดยแจกแจงตำแหน่งให้กับทุกคน และอัลลอฮ์ทรงได้ยินคำพูดของพวกเจ้า ทรงรอบรู้ถึงการกระทำของพวกเจ้า
Âl-i İmran 3:122
(โอ้นบี) จงรำลึกเถิด ในสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสองกลุ่มของผู้ศรัทธา คือ เผ่าสะลิมะฮ์และเผ่าหาริษะฮ์ ขณะที่พวกเขาอ่อนแอและตั้งใจจะถอยกลับในตอนที่บรรดาผู้กลับกลอกได้ถอยกลับ และอัลลอฮ์ทรงช่วยเหลือให้พวกเขายืนหยัดในการสู้รบและขจัดความกลัดกลุ้มออกจากพวกเขา และอัลลอฮ์ผู้เดียวเท่านั้นที่บรรดาผู้ศรัทธาจะยึดเหนี่ยวพึ่งพาในทุกสภาพการณ์
Âl-i İmran 3:123
และแน่นอนอัลลอฮ์ได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าให้มีชัยชนะเหนือบรรดาผู้ตั้งภาคีในสงครามบะดัรแล้ว โดยที่พวกเจ้าเป็นผู้อ่อนแอเนื่องจากมีกำลังไพร่พลและอาวุธจำนวนน้อย ดังนั้นจงยำเกรงต่ออัลลออฮ์เถิด เผื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณต่อความโปรดปรานที่พระองค์มอบให้
Âl-i İmran 3:124
(โอ้นบีเอ๋ย) จงรำลึกถึงขณะที่เจ้าได้กล่าวให้กำลังใจแก่บรรดาผู้ศรัทธาหลังจากที่พวกเขาได้ยินข่าวกำลังไพร่พลจำนวนมากของบรรดาผู้ตั้งภาคี ว่า การที่อัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์) ได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าด้วยการส่งมลาอิกะฮ์ลงมาสามพันท่านเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพวกเจ้าในการสู้รบนั้น มันไม่เพียงพอแก่พวกเจ้าอีกกระนั้นหรือ?
Âl-i İmran 3:125
แน่นอน สิ่งดังกล่าวเพียงพอแก่พวกเจ้าแล้ว และพวกเจ้าจะมีข่าวดีด้วยการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์อื่นจากนี้อีก หากพวกเจ้าอดทนในการสู้รบ ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และเข้าหาศัตรูของพวกเจ้าอย่างรีบด่วนทันที หากครบเงื่อนไขนั้นแล้วอัลลอฮ์จะทรงช่วยเหลือพวกเจ้าโดยส่งมลาอิกะฮ์มาห้าพันท่านโดยที่พวกเขาและม้าของพวกเขาจะมีเครื่องหมายสัญลักษณ์อันชัดเจน
Âl-i İmran 3:126
และอัลลอฮ์มิได้ให้การช่วยเหลือและการหนุนไพร่พลมลาอิกะฮ์ (ครั้งนี้) นอกจากเพื่อเป็นข่าวดีแก่พวกเจ้า เพื่อที่หัวใจของพวกเจ้าจะสงบนิ่ง และชัยชนะที่แท้จริงไม่ได้มาเพียงเพราะสาเหตุต่าง ๆ ที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่ชัยชนะที่แท้จริงนั้นมาจากอัลลอฮ์ผู้ทรงเดชานุภาพที่ไม่มีผู้ใดจะมีชัยชนะเหนือพระองค์ได้ ผู้ทรงปรีชาญาณรอบรู้ในทุก ๆ กำหนดการณ์และบทบัญญัติของพระองค์
Âl-i İmran 3:127
ชัยชนะครั้งนี้ที่พวกเจ้าได้รับในสงครามบะดัร อัลลอฮ์ทรงต้องการให้กลุ่มชนหนึ่งที่ปฏิเสธศรัทธาพินาศด้วยการเสียชีวิตและให้อีกกลุ่มชนหนึ่งได้รับความอัปย และโกรธแค้นพวกเขาด้วยการให้พวกเขาได้รับความพ่ายแพ้ ทำให้พวกเขาต้องถอยกลับไปด้วยความล้มเหลวและไร้เกียรติ
Âl-i İmran 3:128
เมื่อครั้งที่ท่านเราะสูลได้สาปแช่งบรรดาหัวหน้าของบรรดาผู้ตั้งภาคีให้พินาศไปหลังจากเหตุการณ์สงครามอุหุด อัลลอฮ์ก็ได้ตรัสกับท่านว่า เจ้าไม่มีสิทธิใด ๆ ในเรื่องของพวกเขาเลย แต่นั่นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ดังนั้นเจ้าจงอดทนเถิด จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงตัดสินระหว่างพวกเจ้า พระองค์อาจให้พวกเขาเตาบะฮ์ (กลับตัวกลับใจ) แล้วเข้ารับอิสลาม หรือพวกเขาจะยังคงปฏิเสธศรัทธาอย่างต่อเนื่องต่อไป แล้วพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นผู้อธรรมสมควรได้รับการลงโทษ
Âl-i İmran 3:129
ทุกสิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ทั้งในการสร้างและการบริหารกิจการ พระองค์จะทรงอภัยโทษให้กับบ่าวผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยความเมตตาของพระองค์ และจะทรงลงโทษผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยความยุติธรรม และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษอย่างมากมายให้กับบ่าวของพระองค์ที่กลับเนื้อกลับตัว เป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขา
Âl-i İmran 3:130
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามศาสนทูตของพระองค์ทั้งหลาย พวกเจ้าจงออกห่างจากการเอาดอกเบี้ยทบเป็นทวีคูณเกินต้นทุนที่พวกเจ้าได้ให้กู้ยืม ดั่งที่ชาวญาฮิลียะฮ์ (ยุคงมงาย) กระทำกัน และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ด้วยกับการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์ เพื่อพวกท่านจะได้รับในสิ่งที่ดี ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
Âl-i İmran 3:131
และพวกเจ้าจงให้มีสิ่งป้องกันระหว่างพวกเจ้ากับไฟนรกที่อัลลอฮ์ได้ตระเตรียมมันไว้ให้กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ด้วยการกระทำความดีและการละทิ้งสิ่งต้องห้ามต่าง ๆ
Âl-i İmran 3:132
และพวกเจ้าจงเชื่อฟังอัลลอฮ์และศาสนทูตของพระองค์ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามต่าง ๆ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตาในโลกนี้และโลกหน้า
Âl-i İmran 3:133
และพวกเจ้าจงรีบเร่งและแข่งขันกันสู่การปฏิบัติดีทั้งหลาย และเข้าใกล้อัลลอฮ์ด้วยการเคารพภักดีที่หลากหลาย เพื่อพวกเจ้าจะได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ และพวกเจ้าจะได้เข้าสวรรค์ซึ่งความกว้างของมันดั่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน โดยที่อัลลอฮ์ได้เตรียมมันไว้สำหรับบรรดาผู้ยำเกรงจากบ่าวของพระองค์
Âl-i İmran 3:134
บรรดาผู้ยำเกรง คือ บรรดาผู้ที่ใช้จ่ายทรัพย์สินของพวกเขาในทางของอัลลอฮ์ ทั้งในยามผาสุกและยามคับแค้น สามารถข่มตัวเองได้ในยามโกรธทั้ง ๆ ที่พวกเขามีความสามารถในการแก้แค้น และให้อภัยแก่ผู้ที่อธรรมต่อพวกเขา และอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้กระทำความดีที่มีจริยธรรมดังกล่าวมานี้
Âl-i İmran 3:135
และพวกเขา (บรรดาผู้ยำเกรง) เมื่อพวกเขาละเมิดกระทำบาปใหญ่ หรืออธรรมต่อตัวเองด้วยการละเมิดกระทำบาปเล็ก พวกเขาจะรำลึกถึงอัลลอฮ์ และรำลึกถึงคำขู่ของพระองค์ที่มีต่อบรรดาผู้กระทำบาปและสัญญาของพระองค์ที่มีต่อบรรดาผู้ยำเกรง แล้วขอจากพระองค์ให้ทรงปกปิดบาปต่าง ๆ ของพวกเขาอย่างเสียใจและอย่าได้เอาผิดพวกเขากับบาปเหล่านั้น เพราะไม่มีผู้ใดสามารถให้อภัยโทษได้นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และพวกเขามิได้กระทำบาปอีกต่อไป โดยที่พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาเป็นผู้กระทำบาป และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษบาปทั้งหลาย
Âl-i İmran 3:136
บรรดาผู้มีคุณลักษณะอันน่ายกย่องและคุณธรรมอันสูงส่งเหล่านั้น ผลบุญของพวกเขาคือ อัลลอฮ์จะทรงปกปิดบาปต่าง ๆ ของพวกเขาและจะทรงยกโทษให้ และในปรโลกพวกเขาจะได้รับสวนสวรรค์ที่หลากหลายโดยที่เบื้องล่างของมันจะมีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และผลตอบแทนดังกล่าวช่างเลิศจริง ๆ สำหรับบรรดาผู้กระทำการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:137
และครั้นตอนที่บรรดาผู้ศรัทธาได้ถูกทดสอบด้วยสิ่งที่พวกเขาต้องประสบในสงครามอุหุด อัลลอฮ์ก็ได้ตรัสให้กำลังใจพวกเขาว่า: แท้จริงกฏต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ได้ผ่านพ้นมาแล้วเกี่ยวกับทำลายบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และให้ผลตอบแทนที่ดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาภายหลังการทดสอบพวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าจงเดินไปบนหน้าแผ่นดิน แล้วจงดูใคร่ควรญถึงจุดจบของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และบรรดาเราะสูลของพระองค์เป็นเช่นไร บ้านเรือนของพวกเขาพังพลาย และอำนาจของพวกเขาสูญหายไป
Âl-i İmran 3:138
คัมภีร์อัลกุรอานนี้เป็นคัมภีร์ที่ชี้แจ้งถึงข้อเท็จจริงและให้ระวังจากสิ่งมดเท็จแก่มนุษย์ทั้งหลาย เป็นคัมภีร์ที่นำไปสู่ทางนำ และเป็นสิ่งป้องกันสำหรับผู้ยำเกรงทั้งหลาย เพราะพวกเขาคือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากทางนำและข้อชี้แนะที่มีอยู่ในนั้น
Âl-i İmran 3:139
และพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) อย่าได้อ่อนแอและอย่าได้เสียใจกับสิ่งที่ได้ประสบกับพวกเจ้าในสงครมอุหุด ซึ่งดังกล่าวนั้นไม่สมควรยิ่งสำหรับพวกเจ้า เพราะพวกเจ้าคือผู้สูงส่งด้วยการศรัทธาของพวกเจ้า สูงส่งด้วยการช่วยเหลือของอัลลอฮ์ และสูงส่งด้วยความคาดหวังของพวกเจ้าที่มีต่อการช่วยเหลือของพระองค์ หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และสัญญาของพระองค์ที่มีต่อบ่าวของพระองค์ที่ยำเกรง
Âl-i İmran 3:140
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย หากพวกเจ้าได้รับบาดแผลหนึ่งและถูกฆ่าตายในสงครามอุหุด แน่นอนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็ได้รับบาดแผลและถูกฆ่าตายเช่นเดียวกับพวกเจ้า และวันเวลาต่าง ๆ เหล่านั้น อัลลอฮ์ได้ให้มันหมุนเวียนไประหว่างมนุษย์ผู้ศรัทธาและปฏิเสธศรัทธาตามความประสงค์ของพระองค์ที่จะให้มีชัยชนะบ้างและปราชัยบ้าง โดยมีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ เช่น เพื่อเปิดเผยบรรดาผู้ศรัทธาที่แท้จริงออกจากบรรดามุนาฟิก และเพื่อให้เกียรติแก่ผู้ที่ตายชะฮีดในหนทางของพระองค์ และอัลลอฮ์ไม่ทรงรักบรรดาผู้อธรรมแก่ตัวเองที่ละทิ้งการญิฮาดในหนทางของพระองค์
Âl-i İmran 3:141
และอีกส่วนหนึ่งจากเป้าหมาย คือ เพื่อขัดเกลาบรรดาผู้ศรัทธาจากบาปต่าง ๆ ของพวกเขา ขจัดบรรดามุนาฟิกออกจากกลุ่มของพวกเขา และเพื่อทำลายบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและขจัดพวกเขาออกเสีย
Âl-i İmran 3:142
หรือพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธา) คิดว่า พวกเจ้าจะได้เข้าสวรรค์โดยปราศจากการทดสอบและความอดทนที่เปิดเผยถึงธาตุแท้ของบรรดาผู้ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์และบรรดาผู้อดทนต่อบททดสอบที่ประสบกับพวกเขา?
Âl-i İmran 3:143
และแน่นอนพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธา) เคยมีความปรารถนาจะพบเจอ (ต่อสู้) กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเพื่อที่จะได้ตายชะฮีดในหนทางของอัลลอฮ์ก่อนที่พวกเจ้าจะได้พบกับสาเหตุแห่งความตายและความรุนแรงของมัน เฉกเช่นพี่น้องของพวกเจ้า (ที่ตายชะฮีด) ในสงครามบะดัร แต่ตอนนี้พวกเจ้าได้เห็นถึงสิ่งที่พวกเจ้าเคยปรารถนาไว้แล้วในสงครามอุหุดโดยที่พวกเจ้ากำลังมองดูมันอยู่กับตา
Âl-i İmran 3:144
และมุหัมมัดนั้นมิได้เป็นอื่นใดนอกจากเป็นเราะสูลคนหนึ่งที่เหมือนกับบรรดาเราะสูลก่อนหน้าเขาที่ได้เสียชีวิตหรือถูกฆ่า ถ้าหากเขาเสียชีวิตหรือถูกฆ่า พวกเจ้าจะออกนอกศาสนาของพวกเจ้าและละทิ้งการญิฮาดกระนั้นหรือ? และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่ออกนอกศาสนาของเขา เขาไม่อาจทำอันตรายใด ๆ ต่ออัลลอฮฺได้เลย เพราะพระองค์คือผู้ทรงพลัง ผู้ทรงอำนาจ หากแต่จะเป็นอันตรายแก่ตัวเขาเองโดยจะทำให้เขาขาดทุนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และอัลลอฮ์จะทรงตอบแทนสิ่งที่ดีที่สุดแก่บรรดาผู้กตัญญูโดยจะให้พวกเขายืนหยัดบนศาสนาของพระองค์ และให้พวกเขาต่อสู้ญิฮาดในหนทางของพระองค์
Âl-i İmran 3:145
และไม่มีชีวิตใดที่จะตายได้นอกจากด้วยลิขิตของอัลลอฮ์ ภายหลังจากที่มันได้ใช้ห้วงเวลาที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้ครบถ้วนและได้ทรงกำหนดให้มันเป็นเวลาแห่งความตายสำหรับชีวิตนั้น โดยที่มันจะไม่เพิ่มให้ช้าลงและจะไม่ลดให้เร็วขี้น และผู้ใดทำงานเพื่อต้องการผลตอบแทนแห่งโลกนี้ เราก็จะให้ผลตอบแทนนั้นแก่เขาตามการงานที่เขาได้กระทำไว้ โดยที่เขาจะไม่ได้รับผลตอบแทนใด ๆ ในโลกหน้า และผู้ใดทำงานเพื่อต้องการผลตอบแทนแห่งโลกหน้า เราก็จะให้ผลตอบแทนนั้นแก่เขา และเราจะตอบแทนแก่บรรดาผู้กตัญญูด้วยการตอบแทนที่ใหญ่หลวง
Âl-i İmran 3:146
และมีกี่มากน้อยแล้วจากบรรดานบีของอัลลอฮ์ที่มีกลุ่มชนผู้ติดตามเขาอันมากมายได้ร่วมต่อสู้กับเขา แล้วพวกเขาก็ไม่ขี้ขลาดในการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์นั้นเลย (ถึงแม้) จะมีการสูญเสียชีวิตและบาดแผลประสบกับพวกเขาก็ตาม พวกเขาไม่อ่อนกำลังในการต่อสู้และไม่ยอมจำนนต่อศัตรู หากแต่พวกเขาอดทนและยืนหยัด และแท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้อดทนต่อความทุกข์ยากและสิ่งที่ไม่ไม่พึงปรารถนาในหนทางของพระองค์
Âl-i İmran 3:147
และไม่มีคำใดพูดของบรรดาผู้อดทนเหล่านั้นในตอนที่บททดสอบได้ประสบแก่พวกเขานอกจากพวกเขาจะกล่าว (ดุอาอ์) ว่า: "โอ้พระเจ้าของเรา ได้โปรดอภัยโทษในความผิดบาปต่าง ๆ ของเราและสิ่งที่เราได้เกินเลยไปในกิจการงานต่าง ๆ ของเรา ได้โปรดให้เท้าของเรายืนหยัดได้อย่างมั่นคงในยามเผชิญหน้ากับศัตรู และได้โปรดช่วยเหลือเราให้ชนะเหนือกลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์ด้วยเถิด
Âl-i İmran 3:148
แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ทรงประทานแก่พวกเขาซึ่งผลตอบแทนแห่งโลกนี้ ด้วยการช่วยเหลือพวกเขาให้ได้รับชัยชนะและให้พวกเขามีอิทธิพล (เหนือศัตรู) และยังได้ทรงประทานผลตอบแทนที่ดีแห่งโลกหน้าด้วยการพอพระทัยต่อพวกเขา และรวมถึงความโปรดปรานแห่งที่พำนักในสวนสวรรค์อันหลากหลาย และแท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรักบรรดาผู้กระทำดีทั้งหลาย ทั้งในเรื่องการเคารพภักดีและการปฏิสัมพันธ์ของพวกเขา
Âl-i İmran 3:149
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ทั้งหลาย หากพวกเจ้าเชื่อฟังปฏิบัติตามบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจากชาวยิว ชาวคริสเตียน และบรราดาผู้ตั้งภาคี ในสิ่งที่หลงทางที่พวกเขาสั่งใช้พวกเจ้า พวกเขาจะทำให้พวกเจ้าหันกลับไปสู่การปฏิเสธศรัทธาภายหลังจากที่พวกเจ้าได้ศรัทธาแล้ว แล้วพวกเจ้าจะกลับกลายเป็นผู้ขาดทุนในโลกนี้และโลกหน้า
Âl-i İmran 3:150
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น พวกเขาจะไม่ช่วยเหลือพวกเจ้าอย่างเด็ดขาดหากพวกเจ้าเชื่อฟังพวกเขา แต่ทว่าอัลลอฮ์ต่างหากทรงเป็นผู้ช่วยเหลือพวกเจ้าให้ชนะเหนือศัตรูของพวกเจ้า ดังนั้นจงเชื่อฟังพระองค์เถิด เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือที่ดีเลิศโดยที่พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องพึ่งผู้ใดอีกนอกเหนือจากพระองค์
Âl-i İmran 3:151
เราจะโยนความหวาดกลัวอันมหันต์เข้าไปในจิตใจของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ จนกระทั่งพวกเขาไม่สามารถยืนหยัดต่อสู้กับพวกเจ้าได้ เนื่องจากพวกเขาได้เอาพระเจ้าจอมปลอมต่าง ๆ ที่พวกเขาเคารพบูชาตามอารมร์ใฝ่ต่ำของพวกเขามาเป็นภาคีเทียบเท่ากับอัลลอฮ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีหลักฐานยืนยันจากพระองค์เลย และที่พำนักของพวกเขาที่พวกเขาจะกลับไปในปรโลกคือไฟนรก ซึ่งมันเป็นที่พำนักอันชั่วช้ายิ่งสำหรับบรรดาผู้อธรรม
Âl-i İmran 3:152
และแน่นอนอัลลอฮ์ได้ทรงทำให้สัญญาที่ให้ไว้กับพวกเจ้าเป็นจริงด้วยการช่วยเหลือให้มีชัยเหนือศัตรูของพวกเจ้าในสงครามอุหุด ขณะที่พวกเจ้าสู้รบเข่นฆ่าพวกเขาอย่างรุนแรงด้วยการอนุมัติของพระองค์ จนกระทั่งเมื่อพวกเจ้ารู้สึกขี้ขลาด อ่อนแรงไม่ยืนหยัดในสิ่งที่เราะสูลได้สั่งใช้พวกเจ้า ขัดแย้งกันระหว่างพวกเจ้าเองว่าจะอยู่ประจำการที่ของพวกเจ้าหรือจะละทิ้งมันเพื่อเก็บทรัพย์เฉลย และการฝ่าฝืนคำสั่งของเราะสูลที่ใช้ให้พวกเจ้าประจำการที่ของพวกเจ้าในทุกสถานการณ์ สิ่งดังกล่าวนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้พวกเจ้าเห็นในสิ่งที่พวกเจ้าชอบดั่งชัยชนะเหนือศัตรู (เพราะ) ในหมู่พวกเจ้ามีผู้ปรารถนาทรัพย์เฉลยแห่งโลกนี้ ซึ่งพวกเขาคือบรรดาผู้ที่ละทิ้งที่ประจำการของพวกเขา และในหมู่พวกเจ้ามีผู้ปรารถนาผลตอบแทนแห่งโลกหน้า ซึ่งพวกเขาคือบรรดาผู้ที่ยืนหยัดอยู่ที่ประจำการของพวกเขาโดยเชื่อฟังคำสั่งของเราะสูล หลังจากนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงให้พวกเจ้าหันกลับจากพวกเขาและทรงทำให้พวกเขามีชัยเหนือพวกเจ้า เพื่อพระองค์จะทรงทดสอบพวกเจ้า แล้วเปิดเผยธาตุแท้ของผู้ศรัทธาที่อดทนต่อบททดสอบออกจากผู้ที่ไม่ยืนหยัดและมีจิตใจที่อ่อนแอ่ และแน่นอนอัลลอฮ์ได้ทรงอภัยให้พวกเจ้าที่กระทำการละเมิดคำสั่งใช้ของเราะสูลของพระองค์ และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้มีพระคุณแก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย โดยที่พระองค์ได้ทรงประทานทางนำแห่งศรัทธาแก่พวกเขา ได้ทรงอภัยโทษแก่พวกเขาในสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ และได้ทรงให้ผลบุญแก่พวกเขาในบททดสอบต่าง ๆ
Âl-i İmran 3:153
และจงรำลึก (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) ขณะที่พวกเจ้าปลีกตัวออกจากสมรภูมิอุหุดเพื่อหนีเอาตัวรอด เนื่องจากพวกเจ้าประสบกับความปราชัยเพราะฝืนคำสั่งของท่านเราะสูลจนไม่มีใครหันมามองซึ่งกันและกัน ทั้ง ๆ ที่ท่านเราะสูลกำลังร้องเรียกพวกเจ้าจากทางด้านหลังระหว่างพวกเจ้ากับบรรดาผู้ตั้งภาคี โดยท่านกล่าวว่า: จงกลับมาหาฉัน โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ จงกลับมาหาฉัน โอ้บ่าวของอัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ทรงตอบแทนการกระทำของพวกเจ้านี้ด้วยความเจ็บปวดและความคับแคบเนื่องจากชัยชนะและทรัพย์เฉลยได้หลุดมือพวกเจ้าไป และตามมาด้วย (ผลตอบแทนแห่ง) ด้วยความเจ็บปวนและความคับแคบด้วยข่าวลือระหว่างพวกเจ้าว่าท่านนบีถูกฆ่าเสียชีวิต และแน่นอนพระองค์ได้ทรงประทานเหตุการณ์นี้ลงมาแก่พวกเจ้าเพื่อไม่ให้พวกเจ้าเสียใจกับชัยชนะและทรัพย์เฉลยที่ได้หลุดมือพวกเจ้าไป และไม่เสียใจกับการตายและบาทแผลที่ได้ประสบแก่พวกเจ้า ภายหลังจากที่พวกเจ้าได้รู้ว่าท่านนบียังไม่ได้ถูกฆ่าเสียชีวิต ซึ่งทำให้เคราะห์ร้ายและความเจ็บปวดต่าง ๆ เบาบางลงสำหรับพวกเจ้า และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่งถึงทุกสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน ไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นพระองค์ได้ทั้งการงานของหัวใจและการกระทำของอวัยวะร่างกายของพวกเจ้า
Âl-i İmran 3:154
หลังจากความเจ็บปวดและความคับแคบนั้นพระองค์ก็ได้ทรงประทานความสงบใจและความเชื่อมั่นแก่กลุ่มหนึ่งจากพวกเจ้า (คือบรรดาผู้ที่มีความเชื่อมั่นในสัญญาของอัลลอฮ์) โดยพระองค์ทรงให้พวกเขางีบหลับชั่วขณะแล้วทำให้หัวใจของพวกเขารู้สึกปลอดภัยและสงบสุข และอีกกลุ่มหนึ่งนั้น พระองค์ไม่ได้ทำให้พวกเขาปลอดภัยหรืองีบหลับไป พวกเขาคือบรรดามุนาฟิกที่ไม่คิดอะไรนอกจากให้ตัวเองได้รอด พวกเขาตกอยู่ในภาวะกระวนกระวายและหวาดกลัว กล่าวหาอัลลอฮ์ในทางที่ไม่ดี ว่าอัลลอฮ์จะไม่ทรงช่วยเหลือเราะสูลและไม่ทรงสนับสนุนบ่าวของพระองค์ เฉกเช่นการกล่าวหาของพวกสมัยงมงายยุคก่อน (ยุคอัลญะฮิลียะฮ์) พวกเขาไม่ให้เกียรติอัลลอฮ์อย่างแท้จริง บรรดามุนาฟิกเหล่านั้นที่มีความเขลาเกี่ยวอัลลอฮ์จึงกล่าวว่า: พวกเราไม่มีสิทธิคิดวางแผนในการออกสู้รบเลย และหากพวกเรามีส่วนในกิจการนี้พวกเราคงไม่ออกมาหรอก จงกล่าวตอบแก่พวกเขาเถิด (โอ้นบี) ว่า แท้จริงกิจการทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์พระองค์จะทรงกำหนดในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงตัดสินในสิ่งที่พระองค์ต้องการ พระองค์เป็นผู้ทรงกำหนดให้พวกเจ้าออกมา และบรรดามุนาฟิกนั้นพวกเขาปกปิดความสงสัยและความคิดที่ไม่ดีไว้ในใจของพวกเขาซึ่งไม่เปิดเผยให้เจ้ารู้ โดยที่พวกเขากล่าวว่า: หากพวกเรามีสิทธิคิดวางแผนในการออกสู้รบ พวกเราคงจะไม่ถูกฆ่าตายที่นี่หรอก จงกล่าวตอบแก่พวกเขาเถิด (โอ้นบี) ว่า ถึงแม้พวกเจ้าจะอยู่ในบ้านห่างไกลจากสมรภูมิรบ แน่นอนบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดความตายไว้แก่พวกเขาในหมู่พวกเจ้า พวกเขาจะออกไปหาความตายของพวกเขา และอัลลอฮ์มิได้ทรงกำหนดเหล่านี้มา นอกจากเพื่อพระองค์จะทรงทดสอบสิ่งที่มีอยู่ในหัวใจของพวกเจ้า เช่น ความตั้งใจและเจตนารมณ์ และเพื่อจะทรงแยกแยะการศรัทธาออกจากการกลับกลอก และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่งถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจของบ่าวของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นจากการรอบรู้ของพระองค์ได้
Âl-i İmran 3:155
แท้จริงบรรดาผู้ปราชัยในหมู่พวกเจ้า (โอ้สาวกของมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ในวันที่กองทัพของบรรดาผู้ตั้งภาคีและกองทัพของบรรดามุสลิมได้เผชิญหน้ากันในสงครามอุหุดนั้น แท้จริงชัยฏอนได้ชักนำพวกเขาให้สะดุด เนื่องจากบาปส่วนหนึ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ และแน่นอนอัลลอฮ์ก็ได้อภัยให้แก่พวกเขา โดยที่พระองค์มิได้ลงโทษพวกเขาซึ่งนับเป็นความโปรดปรานและความเมตตาจากพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษสำหรับผู้ที่เตาบะฮ์กลับเนื้อกลับตัว และเป็นผู้ทรงขันติโดยที่พระองค์นั้นไม่ทรงรีบในการลงโทษ
Âl-i İmran 3:156
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ จงอย่าเป็นดังเช่นบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจากกลุ่มมุนาฟิก โดยที่พวกเขาจะกล่าวแก่พวกพ้องของพวกเขา เมื่อพวกพ้องของพวกเขาออกเดินทางเพื่อแสวงหาปัจจัยยังชีพหรือเมื่อเข้าร่วมเป็นนักรบจนทำให้เสียชีวิตหรือถูกฆ่าตาย ว่า: ถ้าหากพวกเขาอยู่กับเราโดยไม่ออกไปหรือไม่เข้าร่วมรบ พวกเขาก็จะไม่ตายและจะไม่ถูกฆ่าแน่นอน ซึ่งอัลลอฮ์ได้ทำให้หัวใจของพวกเขามีความเชื่อเช่นนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความเสียใจและความเศร้าโศกในหัวใจของพวกเขา และอัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้นที่ทรงให้มีชีวิตและทรงให้ตายด้วยความประสงค์ของพระองค์ โดยที่การนั่งอยู่กับที่จะไม่สามารถหักห้ามลิขิตของพระองค์ และการออกไปก็ไม่สามารถรีบเร่งลิขิตของพระองค์ได้เช่นกัน และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเห็นในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน ซึ่งการงานต่าง ๆ ของพวกเจ้าจะไม่สามารถปกปิดจากการรู้เห็นของพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าถึงการงานนั้น
Âl-i İmran 3:157
และแน่นอน หากพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) ถูกฆ่าหรือตายในหนทางของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ก็จะทรงอภัยโทษอันมหาศาลแก่พวกเจ้าอย่างแน่นอน และพระองค์จะทรงเอ็นดูเมตตาพวกเจ้า ซึ่งมันย่อมดีกว่าโลกดุนยาทั้งใบและรวมถึงทุกสรรพสิ่งที่ชาวโลกต่างสะสมมันอยู่จากความโปรดปรานของมันอันชั่วคราว
Âl-i İmran 3:158
และถ้าหากพวกเจ้าตายไปหรือถูกฆ่า ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม แน่นอนยังอัลลอฮ์เท่านั้นที่พวกเจ้าจะถูกนำกลับไป เพื่อที่พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าตามการงานของพวกเจ้า
Âl-i İmran 3:159
ดังนั้นด้วยสาเหตุแห่งความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ที่ทำให้มารยาทของเจ้านั้น (โอ้บนีเอ๋ย) มีความง่ายดายในการคลุกคลีเข้ากับบรรดาสาวกของเจ้า (เพราะ) ถ้าหากเจ้าแข็งกร้าวในคำพูด การกระทำ และมีใจกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาย่อมแยกตัวออกจากเจ้า ฉะนั้นจงให้อภัยในความบกพร่องของพวกเขาที่เป็นสิทธิของเจ้า จงขออภัยโทษให้แก่พวกเขา และจงปรึกษาหารือกับพวกเขาในเรื่องที่จำเป็นที่ต้องปรึกษาหารือ แล้วครั้นเมื่อเจ้าได้ตัดสินใจเด็ดขาดต่อกิจการใดภายหลังจากที่ได้ปรึกษาหารือกันแล้ว ก็จงเดินหน้าต่อไปพร้อมมอบหมายต่ออัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้มอบหมายทั้งหลาย แล้วพระองค์ก็จะทรงช่วยเหลือและสนับสนุนพวกเขา
Âl-i İmran 3:160
หากว่าอัลลอฮ์ทรงสนับสนุนพวกเจ้าด้วยการช่วยเหลือจากพระองค์ ก็จะไม่มีผู้ใดชนะพวกเจ้าได้ ถึงแม้มนุษย์ทั้งโลกจะรวมตัวกันเพื่อจะทำร้ายพวกเจ้าก็ตาม และเมื่อพระองค์ทรงทอดทิ้งการช่วยเหลือพวกเจ้า และปล่อยให้พวกเจ้าดูแลกันเอง ก็จะไม่มีใครที่สามารถช่วยเหลือพวกเจ้าได้อีกแล้วนอกจากพระองค์ เพราะชัยชนะนั้นอยู่ที่พระหัตถ์ของพระองค์เท่านั้น และแด่อัลลอฮ์เท่านั้นที่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายจะต้องยึดมั่น ซึ่งไม่มีใครอื่นนอกจากพระองค์
Âl-i İmran 3:161
เป็นไปไม่ได้ที่นบีคนหนึ่งจากบรรดานบีทั้งหลายจะคดโกงเอาบางสิ่งบางอย่างจากทรัพย์เชลย นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ได้มอบเป็นการเฉพาะแก่เขา และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่คดโกงเอาบางสิ่งบางอย่างจากทรัพย์เชลย เขาจะถูกลงโทษด้วยการประจานในวันกิยามะฮ์ โดยที่เขาจะแบกนำสิ่งที่เขาได้คดโกงมาเปิดเผยต่อหน้ามนุษย์ทั้งหลาย จากนั้นทุกคนจะได้รับการตอบแทนตามที่เขาได้ขวนขวายอย่างครบถ้วนไม่ตกขาด และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมด้วยการเพิ่มความชั่วและลดความดี
Âl-i İmran 3:162
ย่อมไม่เท่าเทียมกัน ณ อัลลอฮ์ระหว่างผู้ที่ปฏิบัติตามความพึ่งพอใจของอัลลอฮ์ เช่น การศรัทธาและกระทำความดี กับผู้ที่ปฏิเสธอัลลอฮ์และกระทำความชั่วต่าง ๆ แล้วทำให้เขาต้องได้รับความโกรธเกรี้ยวอันรุนแรงจากอัลลอฮ์ และที่พำนักของเขาคือนรกญะฮันนัม ซึ่งเป็นที่กลับและที่พำนักอันชั่วช้ายิ่ง
Âl-i İmran 3:163
พวกเขาเหล่านั้นมีระดับขั้นที่หลากหลาย ณ อัลลอฮ์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน ไม่มีสิ่งใดจะปกปิดพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนทุกคนตามการงานของเขา
Âl-i İmran 3:164
แน่นอนยิ่ง อัลลอฮ์ได้ทรงประทานความโปรดปรานและสิ่งที่ดีแก่บรรดาผู้ศรัทธา โดยที่พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งเราะสูลคนหนึ่งในหมู่พวกเขาที่มาจากพวกเขาเอง เพื่อที่เขาจะได้อ่านอัลกุรอานให้แก่พวกเขาฟัง ขัดเกลาชีวิตของพวกเขาออกจากการตั้งภาคีและมารยาทที่ตกต่ำ และสอนอัลกุรอานและสุนนะฮ์ให้แก่พวกเขา และแน่นอนก่อนหน้าที่เราะสูลคนนี้ (มุหัมมัด) จะถูกแต่งตั้ง พวกเขาเคยอยู่ในการหลงทางอย่างชัดแจ้ง (ห่างไกล) จากทางนำและแนวทางที่เที่ยงธรรม
Âl-i İmran 3:165
เมื่อมีทุกข์ภัยหนึ่งได้ประสบกับพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย) ในวันที่พวกเจ้าปราชัยในสงครามอุหุด และมีส่วนหนึ่งจากพวกเจ้านั้นถูกฆ่า โดยที่พวกเจ้าได้เคยสร้างความทุกข์ยาก (ความพ่ายแพ้) ให้แก่ศัตรูของพวกเจ้าถึงสองเท่าด้วยการฆ่าและจับเป็นเชลยในสงครามบะดัร พวกเจ้ายังจะกล่าวว่า: ที่พวกเราประสบกันอยู่นี้ มันมาจากไหนทั้ง ๆ ที่พวกเราเป็นผู้ศรัทธาและนบีของอัลลอฮ์ก็อยู่กับพวกเรา กระนั้นหรือ? จงกล่าวเถิด (โอ้นบีเอ๋ย) สิ่งที่ประสบกับพวกเจ้านั้นมีสาเหตุมาจากตัวของพวกเจ้าเองในตอนที่พวกเจ้าต่างขัดแย้งกันเองและฝ่าฝืนคำสั่งของเราะสูล แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพเพนือทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งพระองค์จะทรงช่วยเหลือและทอดทิ้งใครก็ได้ที่พระองค์ทรงประสงค์
Âl-i İmran 3:166
และสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้าจากการถูกฆ่า มีบาดแผล และความปราชัยในสงครามอุหุดในตอนที่กองทัพของพวกเจ้าและกองทัพของบรรดาผู้ตั้งภาคีได้เผชิญหน้ากันนั้น เป็นเพราะการอนุมัติของอัลลอฮ์และความเดชานุภาพของพระองค์ โดยมีเป้าหมายเพื่อจะเปิดเผยธาตุแท้ของบรรดาผู้ศรัทธาที่สัตย์จริง
Âl-i İmran 3:167
และเพื่อจะเปิดเผยธาตุแท้ของบรรดาผู้กลับกลอก ครั้นเมื่อได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า: พวกเจ้าจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ หรือจงปกป้อง (บ้านเมือง) กันเถิด ด้วยการเข้าร่วมกับบรรดามุสลิมให้มีจำนวนมาก พวกเขากล่าวว่า: ถ้าหากเรารู้ว่ามีการสู้รบ แน่นอนเราจะตามพวกเจ้าไป แต่ทว่าเราไม่เห็นว่ามันจะมีการสู้รบกันระหว่างพวกเจ้ากับฝ่ายศัตรูเลย โดยที่พวกเขาในเวลานั้นอยู่ใกล้กับการปฏิเสธศรัทธายิ่งกว่าการศรัทธาเสียอีก เพราะพวกเขากล่าวด้วยปากของพวกเขาซึ่งสิ่งที่มิได้อยู่ในหัวใจของพวกเขา และอัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่พวกเขาปิดบังในหัวอกของพวกเขา และพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา
Âl-i İmran 3:168
พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ไม่ออกไปช่วยสู้รบ พวกเขาได้กล่าวแก่พี่น้องของพวกเขาที่ประสบความทุกข์ยากในสงครามอุหุดว่า: ถ้าหากพวกเขาเชื่อฟังเราโดยไม่ออกไปสู้รบ แน่นอนพวกเขาก็จะไม่ถูกฆ่า จงกล่าวตอบพวกเขาเถิด (โอ้นบีเอ๋ย) ว่า: หากความตายได้มาเยือนพวกเจ้า พวกเจ้าจงปัดความตายนั้นให้พ้นจากตัวของพวกเจ้าเองเสียก่อนเถิด หากพวกเจ้าเป็นผู้สัตย์จริงในสิ่งที่พวกเจ้ากล่าวอ้าง และสาเหตุที่พวกเจ้ารอดพ้นจากความตายคือการนั้งอยู่เฉย ๆ โดยไม่ออกไปต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:169
และเจ้าจงอย่าคิดเป็นอันขาด (โอ้นบีเอ๋ย) ว่าบรรดาผู้ที่ถูกฆ่าในการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ตาย เปล่าเลย หากแต่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ณ ที่พระเจ้าของพวกเขาในสถานที่ที่มีเกียรติเป็นการเฉพาะ โดยที่พวกเขาได้รับปัจจัยยังชีพที่หลากหลายชนิดที่ไม่มีใครรู้นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น
Âl-i İmran 3:170
แท้จริงพวกเขารื่นเริงอยู่กับความสุข และปลาบปลื้มอยู่กับความดีในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่พวกเขาจากความกรุณาของพระองค์ พวกเขาหวังและเฝ้ารอการกลับมาของพี่น้องของพวกเขาที่อยู่ในโลกดุนยา หากว่าพวกเขาถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮ์ พวกเขาก็จะได้รับความกรุณา(จากอัลลอฮฺ)เหมือนพวกเขา และไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญกับเหตุการณ์วันโลกหน้า และพวกเขาจะไม่เสียใจกับส่วนแบ่งแห่งโลกดุนยาที่หลุดมือพวกเขาไป
Âl-i İmran 3:171
พวกเขามีความปิติยินดีพร้อม ๆ กับผลบุญอันใหญ่หลวงจากอัลลอฮ์ที่รอพวกเขาอยู่ และผลบุญอันใหญ่หลวงนั้นจะถูกเพิ่มขึ้นอีก และแท้จริงพระองค์นั้นจะไม่ทรงทำให้ผลตอบแทนของบรรดาผู้ศรัทธาเป็นโมฆะ แต่ทว่าพระองค์จะทรงให้ผลตอบแทนของพวกเขาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ยิ่งกว่านั้นพระองค์จะทรงเพิ่มผลตอบแทนให้พวกเขามากขึ้น
Âl-i İmran 3:172
บรรดาผู้ที่น้อมรับคำสั่งของอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ในตอนที่พวกเขาถูกเชิญชวนให้ออกไปสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์และเผชิญหน้ากับบรรดาผู้ตั้งภาคีในสงคราม “หัมรออฺ อัลอะสัด” ที่เกิดถัดจากสงครามอุหุด หลังจากที่พวกเขาได้ประสบกับบาดแผลในสงครามอุหุด แต่บาดแผลเหล่านั้นไม่สามารถหักห้ามพวกเขาจากตอบรับการเรียกร้องของอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ได้ สำหรับบรรดาผู้กระทำความดีในหมู่พวกเขา และยำเกรงต่ออัลอฮ์ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามต่าง ๆ ของพระองค์ จะได้รับผลตอบแทนอันใหญ่หลวงจากอัลลอฮ์ นั้นก็คือ สวนสวรรค์
Âl-i İmran 3:173
บรรดา(ผู้ศัรทธา)ที่เมื่อมีบรรดาผู้ตั้งภาคีบางคนได้กล่าวแก่พวกเขาว่า: แท้จริงพวกกุร๊อยชฺที่นำทัพโดยอบูซุฟยาน ได้รวมตัวครั้งใหญ่เพื่อที่จะสู้รบและขจัดพวกเจ้าออก ดังนั้นพวกเจ้าจงระวังและเกรงกลัวการเผชิญหน้ากับพวกเขา แต่แล้วคำขู่นี้ได้(ทำให้พวกเขา)เพิ่มความเชื่อมั่นต่ออัลลอฮ์และความมั่นใจในสัญญาณของพระองค์ จากนั้นบรรดาผู้ศรัทธาก็ได้ออกไปเผชิญหน้ากับบรรดาผู้ตั้งภาคีโดยที่บรรดาผู้ศรัทธากล่าวว่า: อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นที่เพียงพอแล้วสำหรับเรา และพระองค์ทรงเป็นผู้ที่เรามอบหมายการงานของเราแด่พระองค์ที่ดีเยี่ยม
Âl-i İmran 3:174
ภายหลังจากที่พวกได้ออกไปทำสงคราม “หัมรออ์ อัลอะสัด” แล้ว พวกเขาก็ได้กลับมาด้วยผลตอบแทนอันใหญ่หลวงจากอัลลอฮ์ พร้อมกับการยกระดับสถานะความเป็นอยู่ของพวกเขาให้สูงขึ้น และปลอดภัยจากเหล่าศรัตรูโดยที่พวกเขามิได้ถูกฆ่าและมิได้รับบาดแผลใด ๆ และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยแก่พวกเขาด้วยการยืนหยัดในการเคารพภักดีต่อพระองค์ และยับยั้งจากการเนรคุณต่อพระองค์ และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้กรุณาอันยิ่งใหญ่ต่อบ่าวของพระองค์ที่เป็นผู้ศรัทธาทั้งหลาย
Âl-i İmran 3:175
แท้จริงผู้ที่ข่มขู่พวกเจ้านั้นคือชัยฏอน โดยที่มันข่มขู่พวกเจ้าด้วยกับพวกพ้องและผู้สนับสนุนของมัน ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าขี้กลัวอะไรพวกเขา เพราะแท้จริงพวกเขาไม่มีความสามารถและพลังใด ๆ แต่จงเกรงกลัวอัลลอฮ์เท่านั้นด้วยการยืนหยัดเคารพภักดีต่อพระองค์ หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง
Âl-i İmran 3:176
และจงอย่าให้บรรดาผู้กลับกลอกที่รีบเร่งในการปฏิเสธศรัทธาโดยการหันหลังออกจากศาสนา ทำให้เจ้า(โอ้เราะสูล)ต้องเสียใจเลย เพราะแท้จริงพวกเขาไม่สามารถก่ออันตรายใด ๆ แก่อัลลอฮ์ได้ แต่ทว่าพวกเขาต่างหากที่จะได้รับอันตรายเนื่องจากพวกเขาห่างไกลจากการศรัทธาต่ออัลลอฮ์และไม่เคารพเชื่อฟังพระองค์ อัลลอฮ์นั้นทรงต้องการให้พวกเขาล้มละลายและไม่ประสบความสำเร็จ โดยที่พวกเขาไม่มีส่วนได้ใด ๆ ในความโปรดปรานแห่งโลกหน้า และสำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันมหันต์ในไฟนรก
Âl-i İmran 3:177
แท้จริงบรรดาผู้ที่แลกเปลี่ยนการศรัทธาด้วยการเอาการปฏิเสธศรัทธา พวกเขาจะไม่มีทางก่ออันตรายใด ๆ ต่ออัลลอฮ์ได้ และสำหรับพวกเขาคือการลงโทษที่เจ็บแสบในโลกหน้า
Âl-i İmran 3:178
และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขาและบทบัญญัติของพระองค์นั้น จงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่า การที่พวกเขาได้รับการประวิงเวลาและไว้อายุยาวอยู่กับการปฏิเสธศรัทธานั้นเป็นการดีกว่าสำหรับพวกเขา มันไม่ใช่อย่างที่พวกเขาได้คิดหรอก เพราะแท้จริงที่เราประวิงเวลาให้แก่พวกเขานั้น เพื่อพวกเขาจะได้เพิ่มพูนบาปกรรมด้วยการประพฤติชั่วสะสม และสำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันอัปยศ
Âl-i İmran 3:179
ไม่ใช่หิกมะฮ์ของอัลลอฮ์ที่พระองค์จะทรงทอดทิ้งพวกเจ้า(โอ้บรรดาผู้ศรัทธา)ไว้ในสภาพที่พวกเจ้าเป็นอยู่ด้วยการปะปนกับบรรดาผู้กลับกลอก ไม่สามารถจำแนกระหว่างพวกเจ้า และไม่สามารถรู้ว่าใครคือบรรดาผู้ศรัทธาที่สัตย์จริง จนกว่าพระองค์จะทรงจำแนกพวกเจ้าด้วยกับบททดสอบต่าง ๆ เพื่อเปิดเผยผู้ศรัทธาที่ดีออกจากผู้กลับหลอก(มุนาฟิก)ที่เลว และไม่ใช่หิกมะฮ์ของอัลลอฮ์(อีกเช่นกัน)ที่พระองค์จะทรงให้พวกเจ้ามองเห็นสิ่งเร้นลับ เพื่อพวกเจ้าสามารถจำแนกระหว่างผู้ศรัทธากับผู้กลับหลอก แต่ทว่าอัลลอฮ์นั้นจะทรงเลือกจากบรรดาเราะสูลของพระองค์ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ แล้วให้เขาได้รับรู้สิ่งเร้นลับบางอย่าง ดั่งที่พระองค์ได้ทรงให้บนีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม รู้ถึงสภาพของบรรดาผู้กลับกลอก ดังนั้นพวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์เถิด และหากพวกเจ้าศรัทธาอย่างสัตย์จริงและยำเกรงต่ออัลลอฮ์ด้วยการน้อมรับคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามต่าง ๆ ของพระองค์แล้ว พวกเจ้าจะได้รับผลบุญอันใหญ่หลวง ณ ที่อัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:180
และบรรดาผู้ตระหนี่ถี่เหนี่ยวในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานความโปรดปรานให้แก่พวกเขาซึ่งถือเป็นการกรุณาจากพระองค์ แล้วยังได้หักห้ามสิทธิที่เป็นของอัลลอฮ์นั้น จงอย่าได้คิดเป็นอันขาดว่ามันเป็นการดีสำหรับพวกเขา หากแต่มันเป็นความชั่วสำหรับพวกเขา เพราะสิ่งใดที่พวกเขาตระหนี่ไว้นั้นจะกลายเป็นห่วงสำหรับคล้องคอของพวกเขาในวันกิยามะฮ์โดยที่พวกเขาจะถูกลงโทษด้วยกับสิ่งนั้น และสำหรับอัลลอฮ์เท่านั้นเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์แห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และพระองค์คือผู้ทรงมีชีวิตหลังจากที่สรรพสิ่งทุกอย่างได้พินาศไป และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าตามที่ได้กระทำไว้
Âl-i İmran 3:181
แน่นอนยิ่ง อัลลอฮ์ทรงได้ยินคำกล่าวของชาวยิว ขณะที่พวกเขาได้กล่าวว่า: “แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ยากจน โดยที่พระองค์ได้ทำการยืมขอจากเรา และพวกเรานั้นเป็นผู้มั่งมีด้วยกับทรัพย์สินที่พวกเรามี” เราจะจารึกสิ่งที่พวกเขากล่าวโกหกที่มีต่อพระเจ้าของพวกเขา และการที่พวกเขาฆ่าบรรดานบีของพวกเขาโดยปราศจากความเป็นธรรม และเราจะกล่าวแก่พวกเขาว่า: พวกเจ้าจงลิ้มรสการลงโทษแห่งเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ในนรกเถิด
Âl-i İmran 3:182
การลงโทษนั้นอันเนื่องมาจากสิ่งที่มือของพวกเจ้าได้ขวนขวายไว้ก่อน (โอ้ชาวยิวเอ๋ย) ทั้งการกระทำบาปและการดูหมิ่นทั้งหลาย และแท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอธรรมคนใดคนหนึ่งจากปวงบ่าวของพระองค์
Âl-i İmran 3:183
พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ได้กล่าวโกหกแล้วกล่าวหาว่า: แท้จริงอัลลอฮ์ได้สั่งเสียแก่เราในคัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์ และผ่านการบอกเล่าจากบรรดานบีของพระองค์ว่า เราจะไม่ศรัทธาต่อเราะสูลคนใด จนกว่าเขาจะนำหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความสัตย์จริงในคำพูดของเขาแก่เรา โดยการพลีเข้าใกล้อัลลอฮ์ด้วยการให้ทานที่มีไฟลงมาจากฟ้าเผาไหม้มัน พวกเขาได้โกหกใส่อัลลอฮ์ด้วยการพาดพิงคำสั่งเสียนี้ถึงพระองค์ และโกหกในการจำกัดหลักฐานที่บ่งชี้ถึงความสัตย์จริงของบรรดาเราะสูลตามที่พวกเขาได้กล่าวไว้ และด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์จึงสั่งใช้ให้นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวแก่พวกเขาว่า: แท้จริงได้มีบรรดาเราะสูลก่อนหน้าฉันได้นำหลักฐานต่าง ๆ อันชัดแจ้งที่บ่งชี้ถึงความสัตย์จริงของพวกเขามายังพวกเจ้า และได้นำสิ่งที่พวกเจ้าได้กล่าวไว้จากสิ่งพลีที่มีไฟลงมาจากฟ้าเผาไหม้มันแล้ว แต่ทำไมพวกเจ้าปฏิเสธพวกเขาและฆ่าพวกเขา หากพวกเจ้าเป็นผู้สัจจริงในสิ่งที่พวกเจ้าพูด?
Âl-i İmran 3:184
แล้วหากพวกเขาปฏิเสธเจ้า(โอ้นบีเอ๋ย) เจ้าก็อย่าเสียใจ เพราะนั้นคือสันดานของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาอยู่แล้ว เพราะบรรดาเราะสูลก่อนหน้าเจ้าก็เคยถูกปฏิเสธมาแล้ว ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นได้นำหลักฐานต่าง ๆ อันชัดแจ้ง บรรดาคัมภีร์ที่ครอบคลุมด้วยบทเรียนและคำตักเตือนต่าง ๆ และคัมภีร์ที่ให้ทางนำที่มีทั้งคำชี้ขาดและบทบัญญัติศาสนาต่าง ๆ มาด้วย
Âl-i İmran 3:185
ทุกชีวิตที่มีอยู่จำเป็นที่จะต้องลิ้มรสแห่งความตาย ดังนั้นสิ่งถูกสร้างทั้งหลายอย่าได้หลงกับโลกใบนี้ และในวันกิยามะฮ์พวกเจ้าจะได้รับผลตอบแทนแห่งการงานของพวกเจ้าอย่างครบสมบูรณ์โดยไม่ขาดตกบกพร่อง ดังนั้นผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงทำให้เขาห่างไกลจากไฟนรกและทำให้เขาเข้าสวรรค์ แน่นอนเขาได้รับจากความดีงามที่เขาหวังไว้ และรอดพ้นจากความชั่วร้ายที่เขากลัว และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้น มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นเพียงสิ่งหลอกหลวงที่เลือนหายไปเท่านั้น และไม่มีใครคนไหนที่ผูกมัดอยู่กับมันนอกจากบรรดาผู้ถูกหลอกหลวงเท่านั้น
Âl-i İmran 3:186
(โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย) แน่นอนยิ่งพวกเจ้าจะถูกทดสอบในทรัพย์สมบัติของพวกเจ้า ด้วยการใช้จ่ายมันในเรื่องที่เป็นภาคบังคับและด้วยบททดสอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมัน แน่นอนยิ่งตัวของพวกเจ้าเองก็จะถูกทดสอบด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัติต่าง ๆ ของศาสนา และด้วยบททดสอบหลากหลายรูปแบบที่ประสบแก่พวกเจ้า และแน่นอนยิ่งพวกเจ้าจะได้ยินจากบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ทั้งหลายก่อนหน้าพวกเจ้าและจากบรรดาผู้ตั้งภาคีเกี่ยวกับการก่อความเดือนร้อนอันมากมายแก่พวกเจ้า ด้วยการกล่าวหาพวกเจ้าและศาสนาของพวกเจ้า และหากพวกเจ้าอดทนต่อบททดสอบทั้งหลายที่ประสบแก่พวกเจ้า และยำเกรงต่ออัลลอฮ์ด้วยการกระทำสิ่งที่พระองค์สั่งใช้และละทิ้งสิ่งที่พระองค์สั่งห้ามแล้ว แท้จริงสิ่งดังกล่าวนั่นเป็นส่วนหนึ่งจากกิจการที่จำเป็นจะต้องยืนหยัดแน่วแน่ และจะต้องแข่งขันกัน
Âl-i İmran 3:187
และจงรำลึกเถิด (โอ้นบีเอ๋ย) ขณะที่อัลลอฮ์ได้ทรงเอาคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นกับบรรดาผู้รู้ชาวคัมภีร์จากชาวยิวและคริสเตียนว่า แน่นอนยิ่งพวกเจ้าจะต้องให้ความกระจ่างคัมภีร์ของอัลลอฮ์แก่ผู้คน และอย่าได้ปิดบังทางนำและสิ่งที่บ่งชี้ถึงการเป็นนบีของมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่มีอยู่ในนั้น แต่แล้วสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติมันมิใช่อื่นใดนอกจากพวกเขาได้เหวี่ยงทิ้งคำมั่นสัญญานั้นและมิได้ใส่ใจต่อมัน เลยพวกเขาได้ปิดบังสัจธรรมและเปิดเผยความเท็จ และได้แลกเปลี่ยนคำมั่นสัญญาของอัลลอฮ์ด้วยกับราคาอันเล็กน้อย เช่น เพื่อตำแหน่งและทรัพย์สินที่พวกเขาอาจจะได้รับ นี่คือราคาที่ชั่วช้ายิ่งที่พวกเขาแลกเปลี่ยนมันด้วยคำมั่นสัญญาของอัลลอฮ์
Âl-i İmran 3:188
(โอ้นบีเอ๋ย) เจ้าอย่าคิดเป็นอันขาดว่า บรรดาผู้ที่ระเริงกับการกระทำสิ่งที่มิชอบและชอบที่จะให้ผู้คนชมเชยพวกเขาในความดีที่พวกเขามิได้กระทำ เจ้าอย่าคิดเป็นอันขาดว่า พวกเขาจะมีทางรอดพ้นจากการลงโทษและจะได้รับความปลอดภัย แต่ทว่าที่พำนักของพวกเขาคือนรกญะฮันนัม และในนรกนั้นพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด
Âl-i İmran 3:189
อำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสิ่งที่มีอยู่ในระหว่างทั้งสอง เป็นของอัลลอฮ์องค์เดียว ทั้งในเรื่องการสร้างและการบริหารจัดการ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงมีความสามารถเหนือทุกสิ่ง
Âl-i İmran 3:190
แท้จริงในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินขึ้นมาจากที่ไม่เคยมี พร้อมกับไม่มีตัวอย่างมาก่อนหน้านี้ และการสลับเปลี่ยนเวลากลางคืนและกลางวัน และความแตกต่างของทั้งสองในเรื่องระยะเวลาทั้งยาวและสั้นนั้น แน่นอนล้วนเป็นหลักฐานที่ชัดแจ้งสำหรับบรรดาผู้มีสติปัญญาที่ดี ซึ่งบ่งชี้ให้พวกเขารู้ถึงการมีอยู่ของผู้สร้างแห่งจักรวาลที่สมควรได้รับการเคารพภักดีเพียงพระองค์เดียว
Âl-i İmran 3:191
พวกเขาคือบรรดาผู้ที่รำลึกถึงอัลลอฮ์ในทุกอริยบทของพวกเขา ทั้งในสภาพยืน นั่ง และนอนตะแคง และพวกเขาจะใคร่ครวญในการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและผ่านดิน โดยที่พวกเขากล่าวว่า: โอ้พระเจ้าของเรา พระองค์มิทรงสร้างการสร้างที่ใหญ่หลวงนี้มาโดยไร้สาระ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์จากสิ่งไร้สาระ ฉะนั้นได้โปรดให้เรารอดพ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยการให้เราบรรลุผลสำเร็จในการงานที่ดี และปกป้องเราจะการงานที่ชั่ว
Âl-i İmran 3:192
เพราะแท้จริง (โอ้พระเจ้าของเรา) ผู้ที่พระองค์ทรงให้เขาเข้านรกจากบ่าวของพระองค์นั้น แน่นอนพระองค์ได้ทรงทำให้เขาอัปยศและประจาน(ความผิดของ)เขา และในวันกิยามะฮ์สำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นจะไม่มีผู้ช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้
Âl-i İmran 3:193
โอ้พระเจ้าของเรา แท้จริงเราได้ยินผู้เรียกร้องเชิญชวนไปสู่การศรัทธา (คือนบีของพระองค์ มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยที่ท่านกล่าวว่า: พวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ซึ่งเป็นพระเจ้าของพวกเจ้าองค์เดียวเถิด แล้วเราก็ได้ศรัทธาในสิ่งที่เขาเชิญชวนและปฏิบัติตามบทบัญญัติของเขา ดังนั้นได้โปรดปกปิดบาปทั้งหลายของเราแล้วอย่าได้เปิดเผยประจานเราเลย โปรดอย่าได้เอาโทษในฐานความผิดที่เราได้ล่วงละเมิดไป และได้โปรดให้เราสิ้นชีวิตร่วมกับคนดีทั้งหลายด้วยการให้เราบรรลุสำเร็จในการทำดีและละทิ้งความชั่วทั้งหลาย
Âl-i İmran 3:194
โอ้พระเจ้าของเรา ได้โปรดประทานแก่เราในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาแก่เราโดยผ่านบรรดาเราะสูลของพระองค์ จากทางนำและการช่วยเหลือในโลกนี้ และในวันกิยามะฮ์ได้โปรดอย่าทำให้เราอับอายด้วยการต้องเข้านรก แท้จริงพระองค์นั้น (โอ้พระเจ้าของเราเอ๋ย) คือผู้ทรงเกื้อกูล ทรงไม่ผิดต่อสัญญา
Âl-i İmran 3:195
แล้วพระเจ้าของพวกเขาก็ได้ทรงตอบรับคำวิงวอนของพวกเขาไว้ว่า: แท้จริงข้าจะไม่ทำให้ผลบุญการงานทั้งหลายของพวกเจ้าสูญเปล่าไปไม่ว่าจะน้อยหรือมาก และไม่ว่าผู้กระทำนั้นจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม เพราะการตัดสินระหว่างพวกเจ้าในศาสนานั้นคืออันเดียวกัน ซึ่งผู้ชายจะไม่ถูกเพิ่มผลบุญให้มากขึ้นและผู้หญิงจะไม่ถูกลดผลบุญให้น้อยลง ดังนั้นบรรดาผู้ที่อพยพในหนทางของอัลลอฮ์ บรรดาผู้ที่ถูกผู้ปฏิเสธศรัทธาขับไล่ให้ออกจากบ้านเรือนของพวกเขา และพวกเขาได้ถูกทำร้ายเนื่องจากพวกเขาเชื่อฟังต่อพระเจ้าของพวกเขา และพวกเขายังได้ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และถูกฆ่าเพื่อที่จะรักษาพระดำรัสของอัลลอฮ์นั้นให้สูงส่ง แน่นอนยิ่งข้าจะลบล้างและยกโทษความผิดต่าง ๆ ให้แก่พวกเขาในวันกิยามะฮ์ และจะให้พวกเขาเข้าสวนสวรรค์อันหลากหลายที่มีลำน้ำหลายสายไหล่อยู่เบื้องล่างคฤหาสน์ของมัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนผลบุญจากอัลลอฮ์ และ ณ อัลลอฮ์นั้นมีการตอบแทนที่ดีเลิศที่ไม่เคยมีมา
Âl-i İmran 3:196
จงอย่าให้การเคลื่อนไหวของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในเมือง อำนาจของพวกเขาในการปกครองบ้านเมือง ความรุ่งเรื่องทางการค้าและปัจจัยยังชีพอันกว้างขวางของพวกเขานั้นล่อลวงเจ้าเป็นอันขาด (โอ้นบีเอ๋ย) เพราะมันจะทำให้เจ้าต้องรู้สึกเศร้าโศกและเสียใจกับสภาพของพวกเขา
Âl-i İmran 3:197
เพราะโลกนี้เป็นแค่เพียงสิ่งเล็กน้อยและไม่มั่นคงถาวร จากนั้นที่พำนักของพวกเขาในวันกิยามะฮ์คือนรกญะฮันนัม และไฟนรกกก็จะเป็นที่ปูพื้นให้พวกเขาเหยีบ
Âl-i İmran 3:198
แต่บรรดาผู้ยำเกรงต่อพระเจ้าของเขา ด้วยการน้อมรับคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามต่าง ๆ ของพระองค์ พวกเขาจะได้รับสวนสวรรค์อันหลากหลายที่มีลำน้ำหลายสายไหลอยู่เบื้องล่างของมัน โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ซึ่งเป็นการตอบแทนที่ได้ถูกเตรัยมไว้สำหรับพวกเขา ณ ที่อัลลอฮ์ ตะอาลา และสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงเตรียมไว้สำหรับบ่าวที่ดีของพระองค์นั้น ดีและประเสริฐยิ่งกว่าความสุขแห่งโลกนี้ที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้รับ
Âl-i İmran 3:199
ชาวคัมภีร์อยู่ในสถานะที่ต่างกัน บางส่วนนั้นศรัทธาต่ออัลลอฮ์ สัจธรรม และทางนำที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้า และศรัทธาในสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขาที่ถูกกล่าวในคัมภีร์ของพวกเขา ซึ่งพวกเขาจะไม่เลือกศรัทธาระหว่างบรรดาเราะสูลของอัลลอฮ์ พวกเขาศรัทธาในสภาพที่นอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮ์ โดยหวังการตอบแทนจากพระองค์ และพวกเขาจะไม่แลกซื้อโองการต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ด้วยราคาอันเล็กน้อยเพื่อความสุขแห่งโลกนี้ บุคคลที่มีคุณลักษณะดังกล่าวนี้ พวกเขาจะได้ผลตอบแทนอันใหญ่หลวง ณ ที่อัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำระสอบสวนการงานทั้งหลาย และทรงรวดเร็วในการตอบแทนในการงานนั้น
Âl-i İmran 3:200
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ พวกเจ้าจงอดในการปฎิบัติตนตามบทบัญญัติแห่งศาสนาและบททดสอบต่าง ๆ ที่ประสบกับพวกเจ้าในโลกดุนยา จงอดทนในการต่อสู้เอาชนะบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา จงเอาชนะพวกเขาให้ได้ อย่าให้พวกเขามีความอดทนมากกว่าพวกเจ้า จงดำรงไว้ซึ่งการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ด้วยการน้อมรับคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามต่าง ๆ ของพระองค์ เพื่อพวกเจ้าจะได้รับสิ่งที่พวกเจ้าปรารถนา การรอดพ้นจากไฟนรก และการได้เข้าสวรรค์ของพระองค์
Nisa' 4:1
โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงยำเกรงต่อพระเจ้าของพวกเจ้าเถิด พระองค์คือผู้ทรงสร้างพวกเจ้ามาจากหนึ่งชีวิต คืออาดัมผู้เป็นบิดาของพวกเจ้า และพระองค์ได้ทรงสร้างจากอาดัมซึ่งคู่ครองของเขา คือพระนางเฮาวาอ์ผู้เป็นมารดาของพวกเจ้า และพระองค์ได้ทรงแพร่ขยายจากทั้งสองซึ่งมนุษย์ชาติที่เป็นผู้ชายและผู้หญิงอันมากมายทั่วทุกสารทิศบนแผ่นดินนี้ และพวกเจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ที่พวกเจ้าต่างเรียกร้องสิทธิซึ่งกันและกันด้วยกับ(พระนามของ)พระองค์ โดยกล่าวว่า: ฉันขอร้องด้วย(พระนามของ)อัลลอฮ์ให้เจ้ากระทำสิ่งนี้ และจงยำเกรงการตัดขาดวงเครือญาติที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเฝ้าดูพวกเจ้าอยู่เสมอ ดังนั้นไม่มีสิ่งใดจากการงานของพวกเจ้าจะพลาดจากพระองค์ได้ หากแต่พระองค์นั้นจะทรงคิดมันและจะทรงตอบแทนแก่พวกเจ้าตามการงานนั้น
Nisa' 4:2
และ (โอ้บรรดาผู้ดูแลเด็กกำพร้า) จงมอบให้แก่บรรดาเด็กกำพร้า (คือบรรดาผู้ที่เสียบิดาโดยที่พวกเขานั้นยังไม่บรรลุศาสนภาวะ) ซึ่งทรัพย์สินของพวกเขาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อพวกเขาบรรลุศาสนภาวะและฉลาด และพวกเจ้าอย่าได้เปลี่ยนเอาของหะรอมแทนด้วยของหะลาล ด้วยการที่พวกเจ้าเอาทรัพย์ที่ดีของเด็กกำพร้า แล้วให้ทรัพย์ที่เลวของพวกเจ้าแทน และอย่าได้เอาทรัพย์สมบัติของเด็กกำพร้าปะปนกับทรัพย์สมบัติของเจ้า เพราะแท้จริงมันเป็นบาปอันมหันต์ ณ ที่อัลลอฮ์
Nisa' 4:3
และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้เมื่อพวกเจ้าได้แต่งงานกับบรรดาหญิงกำพร้าที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเจ้า โดยเกรงว่าจะลดค่าสินสอดที่จำเป็นหรือปฏิบัติไม่ดีแก่พวกนาง ดังนั้นจงอย่าแต่งงานกับพวกนาง แล้วหันมาแต่งงานกับบรรดาหญิงที่ดีที่มิใช่พวกนาง ถ้าหากพวกเจ้าประสงค์ก็จงแต่งงานสองคน หรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมระหว่างพวกนางได้ ก็จงจำกัดการแต่งงานกับผู้หญิงคนเดียว หรือจะเข้าหาความสำราญจากทาสหญิงที่อยู่ในความครอบครองของพวกเจ้า เพราะพวกนางจะไม่ได้รับสิทธิต่าง ๆ เหมือนกับที่บรรดาผู้ที่เป็นภรรยาจะได้รับ ฉะนั้นสิ่งที่กล่าวถึงในโองการที่เกี่ยวกับเด็กกำพร้า การจำกัดให้แต่งงานกับผู้หญิงคนเดียว หรือหาความสำราญกับทาสหญิงนั้นมีความใกล้เคียงกว่าที่จะไม่ให้พวกเจ้าอธรรมและโน้มเอียง(ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง)
Nisa' 4:4
และพวกเจ้าจงให้สินสอดแก่บรรดาผู้หญิง(ที่พวกเจ้าแต่งงาน) ซึ่งถือเป็นของขวัญที่บังคับ แต่ถ้าหากพวกนางเห็นชอบด้วยความเต็มใจที่จะมอบส่วนหนึ่งจากสินสอดดังกล่าวแก่พวกเจ้าแล้ว ก็จงบริโภคสิ่งนั้นด้วยความเอร็ดอร่อยและอย่าได้หนักใจในสิ่งนั้นเลย
Nisa' 4:5
และพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้เป็นผู้ปกครองเอ๋ย) อย่าได้ให้ทรัพย์สมบัติแก่บรรดาผู้ที่ใช้จ่ายไม่เป็น ซึ่งทรัพย์สมบัตินี้อัลลอฮ์ได้ทรงทำให้มันเป็นสาเหตุในการอำนวยความสะดวกและการใช้ชีวิตของปวงบ่าว โดยที่พวกเขาเหล่านั้นไม่สามารถที่จะดูแลและจัดเก็บรักษาทรัพย์สินได้ และพวกเจ้าจงให้ใช้จ่ายมันแก่พวกเขา จงให้เครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขา จงกล่าววาจาที่ดีแก่พวกเขา และจงให้สัญญาที่ดีแก่พวกเขาว่าพวกเจ้าจะให้ทรัพย์สินของพวกเขากลับคืนเมื่อพวกเขาฉลาดไหวพริบและใช้จ่ายเป็น
Nisa' 4:6
และพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้เป็นผู้ปกครองเอ๋ย) จงทดสอบบรรดาเด็กกำพร้า เมื่อพวกเขาใกล้บรรลุศาสนภาวะ ด้วยการให้พวกเขาใช้จ่ายส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขา ถ้าหากพวกเขาใช้จ่ายเป็นและเป็นที่แน่ชัดแก่พวกเจ้าถึงความมีไหวพริบของพวกเขา พวกเจ้าก็จงมอบทรัพย์สมบัติของพวกเขาให้แก่พวกเขาทั้งหมดโดยไม่ขาดบกพร่อง และพวกเจ้าอย่าได้กินทรัพย์สมบัติของพวกเขาจนเลยขอบเขตที่อัลลอฮ์ได้ทรงอนุญาตให้แก่พวกเจ้าในยามที่จำเป็น และอย่าได้รีบเร่งในการกินทรัพย์สมบัตินั้น เพราะกลัวว่าพวกเขาจะเอามันไปเมื่อโตขึ้น และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเป็นผู้มั่งมี ก็จงงดเอาทรัพย์สมบัติเด็กกำพร้าเสีย และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเป็นผู้ยากจน ก็จงกินด้วยปริมาณที่เขาจำเป็น และเมื่อพวกเจ้าได้มอบทรัพย์สมบัติของพวกเขาให้แก่พวกเขาหลังจากบรรลุศาสนภาวะและเป็นที่แน่ชัดถึงความมีไหวพริบของพวกเขา พวกเจ้าก็จงให้มีพยานยืนยันในการมอบนั้น เพื่อเป็นการรักษาสิทธิต่าง ๆ และเพื่อป้องกันจากสาเหตุของความขัดแย้ง และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยานในเรื่องนั้น และทรงเป็นผู้สอบสวนปวงบ่าวที่มีต่อการงานทั้งหลายของพวกเขา
Nisa' 4:7
สำหรับบรรดาผู้ชายนั้น มีส่วนได้รับจากสิ่งที่บิดามารดาและบรรดาญาติที่ใกล้ชิด เช่น พี่น้องและลุงได้ทิ้งไว้ภายหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิต จะได้น้อยหรือจะได้มากก็ตาม และสำหรับบรรดาผู้หญิงนั้น ก็มีส่วนได้รับจากสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นได้ทิ้งไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะต่างกับยุคสมัยงมงาย(อัลญาฮิลียะฮ์)ที่ห้ามสิทธิของบรรดาผู้หญิงและเด็ก ๆ จากกองมรดก โดยส่วนแบ่ง(มรดก)นี้คือสิทธิที่ได้ถูกแจกแจงอัตราและได้ถูกกำหนดไว้แล้วจากอัลลอฮ์ ตะอาลา
Nisa' 4:8
และเมื่อผู้ที่ไม่มีสิทธิได้รับมรดกที่มาจากบรรดาญาติที่ใกล้ชิด บรรดาเด็กกำพร้า และบรรดาผู้ขัดสนมาร่วมอยู่ด้วยในขณะที่มีการแบ่งมรดก นับเป็นการส่งเสริมอย่างยิ่งให้พวกเจ้ามอบบางส่วนจากทรัพย์สมบัตินั้นให้แก่พวกเขาก่อนที่จะทำการแบ่งด้วยจำนวนที่พวกเจ้าพอใจ เพราะพวกเขามีความปรารถนาต่อสิ่งนั้น และพวกเจ้าได้ทรัพย์สมบัตินั้นมาโดยไม่มีอุปสรรคใด ๆ และพวกเจ้าจงกล่าวแก่พวกเขาด้วยถ้อยคำที่ดี ไม่ใช่ถ้อยคำที่หยาบคาย
Nisa' 4:9
และบรรดาผู้ที่หากพวกเขาเสียชีวิตและได้ละทิ้งบรรดาลูกเล็กที่ยังอ่อนแอไว้เบื้องหลังของพวกเขา โดยกลัวว่าบรรดาลูก ๆ จะได้รับความยากลำบากนั้น พวกเขาจงกลัว(อัลลอฮ์)เถิด แล้วจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ในการดูแลบรรดาเด็กกำพร้าที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา ด้วยการไม่อธรรมต่อบรรดาเด็กกำพร้า เพื่อที่อัลลอฮ์จะทรงให้มีผู้ดูแลกระทำดีต่อลูก ๆ ของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาได้เสียชีวิต ดั่งที่พวกเขาได้เคยกระทำดี และจงกระทำดีต่อสิทธิของลูก ๆ ของผู้ที่พวกเขาอยู่ร่วมด้วยในตอนที่เขาให้คำสั่งเสีย ด้วยการกล่าวถ้อยคำที่ถูกต้องโดยไม่อธรรมต่อคำสั่งเสียของเขาที่ส่งผลต่อสิทธิของผู้รับมรดกของเขาหลังจากที่เขาได้เสียชีวิต และอย่าได้ปิดกั้นตัวเขาจากความดี ด้วยการละทิ้งคำสั่งเสีย
Nisa' 4:10
แท้จริงบรรดาผู้ที่ฉวยเอาทรัพย์สมบัติของบรรดาเด็กกำพร้า และใช้จ่ายมันอย่างไม่เป็นธรรและก้าวร้าว แท้จริงพวกเขากำลังกินไฟที่กำลังลุกโชนเข้าไปในท้องของพวกเขา และในวันกิยามะฮ์ไฟนรกจะเผ่าไหม้พวกเขา
Nisa' 4:11
อัลลอฮ์ได้ทรงสั่งใช้พวกเจ้าในเรื่องมรดกของลูก ๆ ของพวกเจ้า โดยมรดกนั้นจะถูกแบ่งให้แก่พวกเขา สำหรับลูกชายนั้นจะได้รับเท่ากับส่วนได้ของลูกสาวสองคน ถ้าหากผู้ตายมีลูกสาวมากกว่าสองคนโดยที่ไม่มีลูกชายเลย พวกนางก็จะได้สองในสามจากสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ และถ้าหากมีลูกสาวคนเดียว นางก็จะได้ครึ่งหนึ่งจากสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ และแต่ละคนจากบิดามารดาของผู้ตายจะได้หนึ่งในหกจากสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ หากว่าเขานั้นมีลูกชายหรือลูกสาว แต่ถ้าหากผู้ตายไม่มีบุตรและไม่มีผู้รับมรดกคนอื่นนอกจากบิดามารดาของเขาเท่านั้น มารดาจะได้รับหนึ่งในสาม และส่วนที่เหลือจะตกเป็นของบิดาของเขา และถ้าหากผู้ตายมีพี่น้องมากกว่าสองคน จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงที่ร่วมบิดามารดาเดียวกันหรือไม่ร่วมกัน สำหรับมารดานั้นจะได้หนึ่งในหกดังที่ได้กำหนดไว้ และส่วนที่เหลือจะตกเป็นของบิดาในฐานะผู้ได้รับส่วนที่เหลือ โดยที่พี่น้องจะไม่ได้รับส่วนแบ่งใด ๆ เลย ซึ่งการแบ่งส่วนมรดกนี้ จะมีขึ้นภายหลังจากที่ได้จัดการกับพินัยกรรมที่ผู้ตายได้สั่งเสียมันไว้ โดยมีเงื่อนไขว่า พินัยกรรรมของเขานั้นจะต้องไม่เกินหนึ่งในสามของทรัพย์สมบัติของเขา และภายหลังจากที่ได้ชำระหนี้สินที่เขาติดคนอื่น และแน่นอนอัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติการแบ่งมรดกในรูปแบบดังกล่าว เพราะพวกเจ้าไม่รู้ว่าใครกันเล่า จะเป็นบรรดาบิดาหรือลูก ๆ ที่มีคุณประโยชน์ให้กับพวกเจ้าใกล้มากที่สุดทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ซึ่งบางทีผู้ตายอาจจะคิดดีกับทายาทคนหนึ่งของเขา แล้วเขาก็จะมอบทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาให้กับทายาทนั้น หรืออาจจะคิดร้าย แล้วเขาก็จะห้ามไม่ให้อะไรแก่ทายาทคนนั้น และบางทีสภาพความเป็นจริงอาจจะต่างกับที่ได้คิดไว้ และผู้ที่รู้ยิ่งในเรื่องดังกล่าวคืออัลลอฮ์ที่ไม่มีสิ่งใดจะปกปิดพระองค์ได้ ด้วยเหตุนี้ พระองค์ได้แบ่งส่วนมรดกตามที่ได้แจกแจ้งไว้ และได้ทรงทำให้มันเป็นภาคบังคับเหนือบ่าวทั้งหลายของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ที่ไม่มีสิ่งใดจากสิ่งอำนวยประโยชน์ของบ่าวจะปกปิดจากการรอบรู้ของพระองค์ได้ และพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณในการกำหนดบทบัญญัติและบริหารจัดการ
Nisa' 4:12
และสำหรับพวกเจ้า(โอ้บรรดาผู้เป็นสามีเอ๋ย)จะได้รับครึ่งหนึ่งของสิ่งที่บรรดาภรรยาของพวกเจ้าได้ทิ้งไว้ ถ้าหากว่าพวกนางนั้นไม่มีบุตร(ทั้งบุตรชายและบุตรสาว)ที่เกิดจากพวกเจ้าหรือคนอื่น แล้วถ้าหากพวกนางมีบุตร(จะเป็นบุตรชายหรือบุตรสาว) พวกเจ้าจะได้รับหนึ่งในสี่จากทรัพย์สมบัติของพวกนางที่ได้ทิ้งไว้ โดยมันจะถูกแบ่งแก่พวกเจ้าหลังจากที่ได้จัดการกับพินัยกรรมและชำระหนี้สินของพวกนางเสียก่อน และสำหรับบรรดาผู้เป็นภรรยาจะได้รับหนึ่งในสี่จากสิ่งที่พวกเจ้าได้ทิ้งไว้ (โอ้บรรดาผู้เป็นสามีเอ๋ย) ถ้าหากว่าพวกเจ้านั้นไม่มีบุตร(ทั้งบุตรชายและบุตรสาว)ที่เกิดจากพวกนางหรือคนอื่น แล้วถ้าหากพวกเจ้ามีบุตร(จะเป็นบุตรชายหรือบุตรสาว) พวกนางจะได้รับหนึ่งในแปดจากสิ่งที่พวกเจ้าได้ทิ้งไว้ โดยมันจะถูกแบ่งแก่พวกนางหลังจากที่ได้จัดการกับพินัยกรรมและชำระหนี้สินของพวกเจ้าเสียก่อน และถ้าหากมีผู้ชายหรือผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิตโดยที่เขาและนางไม่มีบิดาและบุตร แต่ผู้เสียชีวิตจากทั้งสองนั้นมีพี่น้องชายหรือพี่น้องสาวหนึ่งคนร่วมมารดา ดังนั้นแต่ละคนจากพี่น้องชายหรือพี่น้องสาวร่วมมารดาของเขาจะได้รับหนึ่งส่วนหกดังที่ได้กำหนดไว้ แล้วถ้าหากเขามีพี่น้องชายหรือพี่น้องสาวร่วมมารดามากกว่าหนึ่งคน พวกเขาทุกคนจะได้รับหนึ่งในสามร่วมกันดังที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งจะได้รับอย่างเท่าเทียมกันระหว่างพวกเขาทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยพวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งของพวกเขาเหล่านี้หลังจากที่ได้จัดการกับพินัยกรรมและชำระหนี้สินของผู้ตายเสียก่อน โดยมีเงื่อนไขว่าพินัยกรรมของเขานั้นจะต้องไม่ส่งผลเสียให้แก่ทายาท เช่น การการทำพินัยกรรมที่มากกว่าหนึ่งในสามของทรัพย์สินของเขา บทบัญญัติในโองการนี้เป็นพันธสัญญาจากอัลลอฮ์โดยมีผลบังคับใช้เหนือพวกเจ้า และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบ่าวของพระองค์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และเป็นผู้ทรงขันติไม่รีบเร่งลงโทษผู้ฝ่าฝืน
Nisa' 4:13
ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับบรรดาลูกกำพร้าและบุคคลอื่นดังกล่าวนั้นเป็นบทบัญญัติของอัลลอฮ์ที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติให้แก่บ่าวของพระองค์เพื่อพวกเขาจะได้ปฏิบัติตาม และผู้ใดเชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ด้วยการน้อมรับคำสั่งใช้และออกห่างจากคำสั่งห้ามต่าง ๆ พระองค์ อัลลอฮ์จะทรงให้เขาเข้าสวนสวรรค์อันหลากหลายที่มีลำน้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างคฤหาสน์ของมัน โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลอย่างไม่พินาศ และผลตอบแทนของพระเจ้านั้นคือชัยชนะอันใหญ่หลวงซึ่งไม่มีชัยชนะใดจะเปรียบได้
Nisa' 4:14
และผู้ใดฝ่าฝืนอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ด้วยการปฏิเสธบทบัญญัติของพระองค์และละทิ้งการปฏิบัติมัน หรือสงสัยเกี่ยวกับมัน และละเมิดขอบเขตที่พระองค์ได้บัญญัติไว้ พระองค์จะทรงให้เขาเข้านรกโดยที่เขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และในนรกนั้นเขาจะได้รับการลงโทษอันอัปยศ
Nisa' 4:15
และบรรดาผู้ที่กระทำการผิดประเวณีในหมู่สตรีของพวกเจ้าที่แต่งงานแล้วและยังไม่แต่งงานอีกนั้น พวกเจ้าจงให้มีพยานผู้ชายมุสลิมที่เที่ยงธรรมสี่คนมายืนยันต่อพวกนาง ถ้าหากพวกเขายืนยันถึงการกระทำของพวกนางแล้ว พวกเจ้าจงกักขังพวกนางไว้ในบ้านเพื่อเป็นการลงโทษแก่พวกนาง จนกว่าความตายจะคร่าชีวิตพวกนางไป หรือจนกว่าอัลลอฮ์จะทรงให้มีทางออกอื่นที่มิใช่การกักขัง ซึ่งหลังจากนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงชี้แจงทางออกให้แก่พวกเขา โดยได้ทรงบัญญัติการเฆี่ยนหนึ่งรอยทีพร้อมเนรเทศหนึ่งปี สำหรับผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน และขว้างด้วยหินจนเสียชีวิต สำหรับผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงานแล้ว
Nisa' 4:16
และคนสองคน(ชาย-หญิง)ที่กระทำการผิดประเวณี -ทั้งที่แต่งงานแล้วหรือยังไม่แต่งงานอีก- นั้น พวกเจ้าจงลงโทษทั้งสองด้วยคำพูดและการกระทำที่ทำให้เกิดการดูหมิ่นและการหยุดยั้ง แล้วหากทั้งสองสำนึกผิดจากสภาพที่ทั้งสองเป็นอยู่และการงานต่าง ๆ ของทั้งสองปรับตัวดีขึ้น พวกเจ้าจงละทิ้งการทำร้ายทั้งสอง เพราะผู้เตาบะฮ์(กลับเนื้อกลับตัว)จากการกระทำบาปเสมือนกับว่าเขานั้นไม่มีบาป แท้จริงอัลลอฮ์เป็นทรงผู้อภัยโทษยิ่งแก่ปวงบ่าวของพระองค์ที่เตาบะฮ์ และเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขา ซึ่งการจำกัดการลงโทษด้วยรูปแบบดังกล่าวนี้มีอยู่ในช่วงแรกของอิสลาม แล้วหลังจากนั้นมันถูกยกเลิกด้วยการเฆี่ยนและเนรเทศผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน และขว้างหินผู้ที่ผ่านการแต่งงานแล้วจนเสียชีวิต
Nisa' 4:17
แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงตอบรับการสำนึกผิดของบรรดาผู้ที่ล่วงเกินกระทำบาปและฝ่าฝืนโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถึงบทลงโทษและความชั่วของมัน -และนี่ถือเป็นกรณีของผู้กระทำบาปที่เจตนาหรือไม่ได้เจตนา- แล้วหลังจากนั้นพวกเขากลับเนื้อกลับตัวต่อพระเจ้าของพวกเขาก่อนประสบกับความตาย พวกเขาเหล่านั้นอัลลอฮ์จะทรงตอบรับการสำนึกผิดของพวกเขา และพระองค์จะทรงยกโทษความชั่วทั้งหลายของพวกเขา และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงสถานะของสิ่งถูกสร้างทั้งหมด และพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณในการกำหนดและการบัญญัติมัน
Nisa' 4:18
และอัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับการสำนึกผิดของบรรดาผู้ที่ยึดติดอยู่กับการกระทำบาปตลอดโดยที่พวกเขาไม่สำนึกผิดจากการกระทำบาปดังกล่าวจนกระทั่งพวกเขาใกล้จะตาย แล้วเมื่อนั้นคนหนึ่งจากพวกเขาจะกล่าวว่า: แท้จริงบัดนี้ฉันได้สำนึกผิดแล้ว จากบาปที่ฉันได้ฝ่าฝืนกระทำมันไป และอัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับ -เช่นกัน- การสำนึกผิดของบรรดาผู้ที่ตายในสภาพที่ปฏิเสธศรัทธา พวกเขาเหล่านั้นที่ยึดติดอยู่กับการกระทำบาปตลอด และที่ตายในสภาพที่ปฏิเสธศรัทธา เราได้เตรียมการลงโทษอันเจ็บแสบให้แก่พวกเขาไว้แล้ว
Nisa' 4:19
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ทั้งหลาย ไม่อนุญาตให้พวกเจ้าเอาบรรดาภรรยาของบิดาของพวกเจ้าและเครือญาติใกล้ชิดของพวกเจ้ามาเป็นมรดกเหมือนทรัพย์สิน และจัดการกับพวกนางด้วยการแต่งงานกับพวกนาง หรือให้พวกนางแต่งงานกับคนใดคนหนึ่งที่พวกเจ้าปรารถนา หรือห้ามพวกนางไม่ให้แต่งงาน และไม่อนุญาตให้พวกเจ้าขัดขวางบรรดาภรรยาของพวกเจ้าที่พวกเจ้าไม่ชอบเพื่อเป็นการทำร้ายพวกนาง จนทำให้พวกนางต้องสละให้แก่พวกเจ้าด้วยบางส่วนจากสินสอดและอื่น ๆ ที่พวกเจ้าได้ให้พวกนางไป เว้นแต่พวกนางจะกระทำสิ่งลามกอันชัดแจ้ง เช่น การผิดประเวณี ดังนั้นเมื่อใดที่พวกนางได้กระทำดังกล่าว ก็อนุญาตให้พวกเจ้าขัดขวางและกดดันพวกนาง จนกว่าพวกนางจะคืนกลับในสิ่งที่พวกเจ้าได้เคยให้แก่พวกนาง และพวกเจ้าจงอยู่ร่วมกับบรรดาภรรยาของพวกเจ้าด้วยดี โดยงดการทำร้ายและมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำดี ถ้าหากพวกเจ้าเกลียดพวกนางในเรื่องที่เกี่ยวกับดุนยา ก็จงอดทนต่อพวกนางเถิด อาจเป็นไปได้ว่าอัลลอฮ์จะทรงให้มีความดีอันมากมายทั้งในโลกนี้และโลกหน้าในสิ่งที่พวกเจ้าไม่พอใจกัน
Nisa' 4:20
และถ้าหากพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้เป็นสามีเอ๋ย) ต้องการจะหย่าภรรยา และแต่งงานกับภรรยาอื่นมาแทนนาง ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดแก่พวกเจ้าในเรื่องดังกล่าว และถ้าหากว่าพวกเจ้าได้ให้ทรัพย์สินอันมากมายที่เป็นสินสอดแก่นางที่พวกเจ้าตั้งใจจะหย่ากับนางแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้พวกเจ้ายึดเอาสิ่งใดจากทรัพย์สินนั้นกลับคืนมา แล้วถ้าหากพวกเจ้ายึดเอาสิ่งที่พวกเจ้าได้ให้แก่พวกนางกลับคืนมา จะถือว่าเป็นการทำร้ายและกระทำบาปอันชัดแจ้ง
Nisa' 4:21
และพวกเจ้าจะยึดเอาสินสอดที่พวกเจ้าได้ให้พวกนางหลังจากที่ได้มีความสัมพันธ์ ความรัก การสมสู่ และรวมถึงความลับต่าง ๆ ระหว่างพวกเจ้าแล้วได้อย่างไร เพราะการโลภมากในทรัพย์สินที่เป็นของนางหลังจากที่ได้มีสิ่งดังกล่าวนี้นั้นถือเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายและน่ารังเกียจ และแท้จริงนางก็ได้เอาคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นจากพวกเจ้าแล้ว นั้นก็คือ การทำให้พวกนางเป็นที่อนุญาตด้วยพระดำรัสของอัลลอฮ์และบทบัญญัติของพระองค์
Nisa' 4:22
และพวกเจ้าจงอย่าแต่งงานกับบรรดาหญิงที่บิดาของพวกเจ้าได้แต่งงานมาก่อนแล้ว เพราะสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นที่หะรอม นอกจากที่ได้เกิดขึ้นผ่านพ้นมาแล้วก่อนอิสลาม ซึ่งไม่ถือว่าเป็นความผิด ทั้งนี้เพราะการที่บรรดาลูก ๆ ได้แต่งงานกับบรรดาภรรยาของบิดาของพวกเขานั้นถือเป็นสิ่งที่น่ารังเกลียดยิ่ง เป็นสาเหตุให้อัลลอฮ์ทรงโกรธเกรี้ยวแก่ผู้กระทำดังกล่าว และเป็นวิธีทางที่ชั่วช้าสำหรับผู้ที่ยึดปฏิบัติกับมัน
Nisa' 4:23
อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามพวกเจ้ามิให้แต่งงานกับมารดาของพวกเจ้าและที่สูงขึ้นไป คือ ย่าและยายที่มาจากฝั่งบิดาหรือมารดา ลูกสาวของพวกเจ้าและที่ต่ำลงมา คือ ลูกสาวและหลานสาวของลูกสาวและลูกชายของพวกเจ้า พี่น้องสาวของพวกเจ้าที่ร่วมบิดามารดาเดียวกันหรือร่วมคนใดคนหนึ่ง พี่น้องสาวของบิดาของพวกเจ้า พี่น้องสาวของปู่และตาของพวกเจ้าและที่สูงขึ้นไป พี่น้องสาวของมารดาของพวกเจ้า พี่น้องสาวของยายและย่าของพวกเจ้าและที่สูงขึ้นไป ลูกสาวและหลานสาวของพี่น้องชายหญิงของพวกเจ้าและที่ต่ำลงมา แม่นมที่ให้นมแก่พวกเจ้า พี่น้องสาวที่ร่วมน้ำนมกับพวกเจ้า มารดาของภรรยาของพวกเจ้า ไม่ว่าพวกเจ้าได้สมสู่กับพวกนางแล้วหรือไม่ก็ตาม ลูกสาวของภรรยาของพวกเจ้าที่เกิดจากสามีอื่นที่เติบโตและได้รับการเลี้ยงดูในบ้านของพวกเจ้า และไม่ได้รับการเลี้ยงดูในบ้านของพวกเจ้า หากพวกเจ้าได้สมสู่กับมารดาของหล่อน แต่ถ้าหากพวกเจ้ายังมิได้สมสู่นาง ก็ไม่เป็นบาปใด ๆ สำหรับพวกเจ้าที่จะแต่งงานกับหล่อน และพระองค์ได้ทรงห้ามพวกเจ้ามิให้แต่งงานกับภรรยาของลูกชายของพวกเจ้าที่มาจากสายเลือดของพวกเจ้า ถึงแม้ว่าเขายังมิได้สมสมสู่กับนางก็ตาม ซึ่งบทบัญญัตินี้ยังได้รวมถึงภรรยาของลูกชายของพวกเจ้าที่ร่วมน้ำนม และพระองค์ยังได้ทรงห้ามพวกเจ้ามิให้แต่งงานกับหญิงสาวสองพี่น้องรวมกัน ทั้งที่มาจากสายเลือดหรือมาจากการดื่มน้ำนมร่วมกัน นอกจากสิ่งที่ได้เกิดขึ้นผ่านพ้นไปแล้วในยุคก่อนอิสลาม(อัลญาฮิลียะฮ์) ซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงอภัยให้กับสิ่งนั้นแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยให้แก่ปวงบ่าวที่กลับเนื้อกลับตัวยังพระองค์ เป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ และได้มีปรากฏในสุนนะฮ์เช่นเดียวกันว่าไม่อนุญาตให้แต่งงานรวมกับระหว่างหญิงสาวกับป้าและอา หรือป้าและน้าของนาง
Nisa' 4:24
และเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเจ้าที่จะแต่งงานด้วยคือบรรดาสตรีที่แต่งงานแล้ว,เว้นแต่บรรดาสตรีที่พวกท่านครอบครองที่เป็นเชลยศึกในสงครามในหนทางของอัลลอฮ์ ดังนั้นจึงเป็นที่อนุญาตสำหรับพวกเจ้าในการที่จะหลับนอนกับพวกนางหลังจากที่ครรภ์ของพวกนางนั้นสะอาดโดยการมีประจำเดือนหนึ่งครั้ง อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกำหนดสิ่งนั้นให้แก่พวกเจ้า และพระองค์ได้ทรงอนุมัติให้แก่พวกเจ้าซึ่งบรรดาสตรีที่นอกเหนือจากนั้น ในการที่พวกเจ้าจะแสวงหามาด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของพวกเจ้าและความบริสุทธิ์ของนางอย่างถูกต้อง โดยมิได้มีเจตนาที่จะเป็นผู้ล่วงประเวณี ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าได้เสพสุขกับพวกนางโดยการแต่งงานแล้ว ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งสินสอดที่อัลลอฮ์ทรงทำให้มันเป็นฟัรฎูเหนือพวกท่าน และไม่เป็นความผิดแก่พวกเจ้าในการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการกำหนดจำนวนสินสอดที่เป็นวาญิบไว้แล้ว ที่จะมีการเพิ่มจำนวนสินสอดขึ้นหรือมีการผ่อนปรนในบางส่วน แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่พระองค์สร้าง ไม่มีสิ่งใดจากพวกเขาซ่อนเร้นเหนือพระองค์ไปได้,ทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการและบทบัญญัติของพระองค์
Nisa' 4:25
และผู้ใดในหมู่พวกเจ้า -โอ้บรรดาสุภาพบุรุษเอ๋ย- ที่ไม่มีกำลังความสามารถเนื่องจากมีทรัพย์สินน้อยในการที่จะแต่งงานกับบรรดาหญิงอิสระ ก็เป็นที่อนุญาตสำหรับเขาที่จะแต่งงานกับบรรดาทาสหญิงที่ไม่ได้อยู่ในการครอบครองของพวกเจ้า หากปรากฏว่าพวกนางเป็นผู้ศรัทธาตามที่พวกเจ้าเห็น และพระองค์อัลลอฮ์ ทรงรอบรู้ยิ่งถึงการศรัทธาที่แท้จริงและสภาพการเบื้องลึกของพวกเจ้า พวกเจ้าและพวกนางนั้นเท่าเทียมกันในศาสนาและความเป็นมนุษย์ ดังนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงอย่าหยิ่งที่จะแต่งงานกับพวกนาง พวกเข้าจงแต่งงานกับพวกนางด้วยการอนุมัติจากผู้เป็นนายของพวกนาง และจงให้แก่พวกนางซึ่งสินตอบแทนของพวกนางโดยไม่ขาดตกบกพร่องหรือผัดวันประกันพรุ่ง นี่ถ้าหากว่าพวกนางเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นผู้ผิดประเวณีอย่างโจ่งแจ้ง และไม่ใช่หญิงที่ยึดเอาชายเป็นเพื่อนสนิทเพื่อผิดประเวณีกับพวกนางอย่างลับๆ ดังนั้นเมื่อพวกนางได้รับการแต่งงานแล้ว ต่อมาพวกนางได้กระทำความชั่วโดยการผิดประเวณี ดังนั้นโทษของพวกนางคือครึ่งหนึ่งของโทษที่บรรดาหญิงอิสระได้รับ คือการเฆี่ยน 50 ครั้ง และไม่ต้องขว้างพวกนาง โดยต่างจากบรรดาหญิงอิสระที่ได้รับการแต่งงานแล้ว หากพวกนางได้ผิดประเวณี การอนุญาติให้แต่งงานกับทาสหญิงผู้ศรัทธาที่บริสุทธิ์ที่ได้กล่าวมานั้นคือ ข้อผ่อนปรนสำหรับผู้ที่กลัวว่าตัวเองจะล่วงประเวณี และไม่สามารถแต่งงานกับบรรดาหญิงอิสระได้ แท้จริงการอดทนในการแต่งงานกับทาสหญิงนั้นเป็นเรื่องที่ดีกว่า เพื่อให้ลูกๆห่างไกลจากความเป็นทาส,และอัลลอฮ์คือผู้ทรงอภัยยิ่งสำหรับผู้กลับเนื้อกลับตัวจากบรรดาบ่าวของพระองค์ ผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขา และส่วนหนึ่งจากความเมตตาของพระองค์คือ การบัญญัติให้แก่พวกเขาซึ่งการแต่งงานกับทาสหญิงในสภาพที่ไม่มีความสามารถที่จะแต่งงานกับบรรดาหญิงอิสระ ขณะที่กลัวว่าจะเกิดการผิดประเวณี
Nisa' 4:26
อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงปรารถนาด้วยกับการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆของพระองค์แก่พวกเจ้านั้น ก็เพื่อแจกแจงแก่พวกเจ้าซึ่งจุดสำคัญของบทบัญญัติและศาสนาของพระองค์ และสิ่งที่มีคุณประโยชน์แก่พวกเจ้าทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์ และพระองค์ทรงปรารถนาที่จะชี้นำพวกเจ้าไปสู่หนทางของบรรดานบีก่อนหน้าพวกเจ้าในเรื่องข้ออนุมัติและข้อห้าม และครรลองอันทรงเกียรติของพวกเขา และชีวประวัติที่น่าสรรเสริญของพวกเขา เพื่อพวกเจ้าจะได้เจริญรอยตามพวกเขา และพระองค์ทรงปรารถนาที่จะนำพวกเจ้ากลับจากการไม่เชื่อฟังพระองค์ ไปสู่การเคารพภักดีต่อพระองค์ และอัลลอฮ์คือผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อบรรดาบ่าวของพระองค์ พระองค์จึงบัญญัติมันให้แก่พวกเขา ผู้ทรงปรีชาญาณในการบัญญัติและการบริหารของพระองค์ในกิจการต่างๆของพระองค์
Nisa' 4:27
และอัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะยอมรับการสำนึกผิดของพวกเจ้า และผ่อนปรนในความผิดต่างๆของพวกเจ้า ในขณะที่ผู้ที่ปฏิบัติตามความปรารถนาต่ำของพวกเขาต้องการให้พวกเจ้าหันหลังให้ห่างไกลจากวิถีชีวิตที่ถูกต้อง
Nisa' 4:28
อัลลอฮ์ ทรงปรารถนาที่จะผ่อนผันให้แก่พวกเจ้าในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติขึ้น และพระองค์จะมิทรงทำให้เป็นที่ลำบากแก่พวกเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีความสามารถ เพราะพระองค์คือผู้ทรงรอบรู้ถึงความอ่อนแอของมนุษย์ทั้งในเรื่องรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยของเขา
Nisa' 4:29
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์เอ๋ย บางคนในหมู่พวกเจ้าจงอย่าเอาทรัพย์สินของอีกบางคนโดยมิชอบ เช่น การจี้ชิงทรัพย์ การลักขโมย การติดสินบนและอื่นๆ เป็นต้น นอกเสียจากว่าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่มาจากการค้าขาย โดยเกิดขึ้นจากความพึงพอใจของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย จึงเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าที่จะใช้จ่ายและบริหารจัดการมัน และพวกเจ้าจงอย่าเข่นฆ่ากันระหว่างพวกเจ้า อย่าฆ่าตัวเอง และจงอย่าทิ้งตัวเองสู่ความพินาศ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ และส่วนหนึ่งจากความเมตตาของพระองค์ คือ พระองค์ทรงทำให้เลือดเนื้อของพวกเจ้า ทรัพย์สินของพวกเจ้าและเกียรติยศของพวกเจ้าเป็นเรื่องต้องห้าม(ที่จะละเมิดต่อกัน)
Nisa' 4:30
และผู้ใดก็ตามที่กระทำในสิ่งที่เราได้ห้ามพวกเจ้าไว้นั้น เช่นการที่เขากินทรัพย์สินของผู้อื่นหรือละเมิดด้วยการฆ่าโดยเจตตนา ไม่ได้เป็นผู้โง่เขล่าหรือหลงลืม ดังนั้นอัลลอฮ์ก็จะให้เขาเข้าไปในไฟนรกอันยิ่งใหญ่ในวันกิยามะฮ์ ทุรนทุรายจากความร้อนของมัน และจะได้พบกับบทลงโทษ และเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับอัลลอฮ์ เพราะพระองค์คือผู้ทรงสามารถ ไม่มีสิ่งใดทำให้พระองค์อ่อนแอได้
Nisa' 4:31
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย หากพวกเจ้าออกห่างจากการฝ่าฝืนที่เป็นบาปใหญ่ๆ เช่น การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์,เนรคุณต่อบิดามารดา,การฆ่าตัวตาย,และการกินดอกเบี้ย เราก็จะมองข้ามในสิ่งที่เป็นบาปเล็กๆให้แก่พวกเจ้าด้วยการปกปิดและลบล้างมัน และเราจะให้พวกเจ้าเข้าอยู่ในสถานที่อันมีเกียรติ ณ ที่อัลลอฮ์ นั่นก็คือสรวงสวรรค์นั่นเอง
Nisa' 4:32
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงอย่าปรารถนาในสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้แก่บางคนในหมู่พวกเจ้าเหนือกว่าอีกบางคน เพื่อมิให้นำไปสู่ความไม่พอใจและการอิจฉาริษยา ดังนั้นจึงไม่เป็นการสมควรสำหรับบรรดาสตรีที่จะหวังในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดสิ่งที่เป็นการเฉพาะสำหรับผู้ชาย เพราะแท้จริงแล้วสำหรับแต่ละฝ่ายนั้นจะมีความได้เปรียบในการทำงานที่เหมาะสมกับเขา และพวกเจ้าจงขอจากอัลลอฮ์เถิด เพื่อให้พระองค์ได้เพิ่มพูนปัจจัยต่างๆของพระองค์แก่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์จึงประทานให้แก่ทุก ๆ กลุ่มซึ่งการงานที่เหมาะสมกับเขา
Nisa' 4:33
และสำหรับแต่ละคนในหมู่พวกเจ้านั้น เราได้ทำให้เขามีส่วนที่จะได้รับมรดกที่ผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และญาติที่ใกล้ชิดได้ทิ้งไว้ และบรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้ผูกสัญญาแห่งการเป็นพันธมิตรกันและการช่วยเหลือกัน ก็จงให้แก่พวกเขาที่เป็นส่วนของพวกเขาจากมรดก แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นพยานในทุกสิ่ง และส่วนหนึ่งจากเรื่องดังกล่าว คือ การเป็นพยานของพระองค์ต่อคำสาบานและคำสัญญาของพวกเจ้า และการรับมรดกโดยการทำสนธิสัญญานั้นมีในช่วงแรกของอิสลาม หลังจากนั้นก็ถูกยกเลิกไป
Nisa' 4:34
ผู้ชายเป็นผู้ปกครองเลี้ยงดูผู้หญิงและจัดการดูแลเรื่องต่างๆของพวกนาง เนื่องด้วยการที่อัลลอฮ์ได้ทรงเลือกสรรให้แก่พวกเขาเป็นการเฉพาะให้อยู่เหนือพวกนาง และด้วยสิ่งที่เป็นวาญิบเหนือพวกเขาในการให้ค่าเลี้ยงดูและการจัดการเรื่องต่างๆต่อพวกนาง และบรรดากุลสตรีที่จงรักภักดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกนาง พวกนางคือผู้ที่เชื่อฟังต่อสามี ผู้ที่ดูแลสิทธิ์ต่างๆของสามีในยามที่สามีไม่อยู่ เนื่องด้วยการช่วยเหลือของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกนาง และบรรดาสตรีที่พวกเจ้าหวั่นเกรงต่อการยกตนเหนือการเชื่อฟังต่อสามี จะด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ตาม ดังนั้น-โอ้บรรดาสามีเอ๋ย- จงเริ่มด้วยการตักเตือนพวกนางและทำให้พวกนางเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์,แต่ถ้าหากว่านางยังดื้อดึง ก็จงทอดทิ้งนางไว้แต่ลำพังในที่นอน โดยการผินหลังให้แก่นาง และไม่ร่วมหลับนอนกับนาง แต่ถ้าพวกนางยังดื้อดึงอีก ก็จงตีพวกนางเบาๆ ดังนั้นถ้าหากพวกนางกลับมาสู่การเชื่อฟัง พวกท่านทั้งหลายก็จงอย่าละเมิดต่อพวกนางอย่างอธรรมหรือต่อว่าพวกนาง แท้จริงอัลลอฮ์นั้นคือผู้ทรงสูงส่งเหนือทุกสิ่ง ผู้ทรงเกรียงไกรทั้งในด้านตัวตนและคุณลักษณะของพระองค์ ดังนั้นจงยำเกรงต่อพระองค์เถิด
Nisa' 4:35
และถ้าหากพวกเจ้าหวั่นเกรง -โอ้บรรดาผู้ปกครองของคู่สามีภรรยาเอ๋ย- ว่าความขัดแย้งระหว่างทั้งสองนั้นจะนำไปสู่การเป็นศัตรูและการผินหลังให้แก่กัน ก็จงส่งผู้ชายที่มีความยุติธรรมจากครอบครัวฝ่ายสามี และผู้ชายที่มีความยุติธรรมจากครอบครัวฝ่ายภรรยา เพื่อทั้งสองนั้นจะได้มาตัดสินด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ดีกว่าการแตกแยก หรือด้วยการให้ทั้งสองคืนดีกัน และการคืนดีกันนั้นย่อมดีกว่าและจำเป็นกว่า ดังนั้นหากผู้ตัดสินทั้งสองคนปรารถนาที่ให้การช่วยเหลือและดำเนินไปด้วยวิธีที่ถูกต้องแล้ว อัลลอฮ์ก็จะทรงช่วยเหลือคู่สามีภรรยานั้น และขจัดความขัดแย้งระหว่างเขาทั้งสองออกไป แท้จริงสำหรับอัลลอฮ์นั้น ไม่มีปวงบ่าวคนใดซ่อนเร้นเหนือพระองค์ไปได้ และพระองค์ผู้ทรงรอบรู้ทุกรายละเอียดถึงสิ่งที่พวกเขาซ่อนไว้ในหัวใจของพวกเขา
Nisa' 4:36
และพวกเจ้าจงเคารพอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวโดยการยอมจำนนต่อพระองค์เถิดและจงอย่าเคารพอิบาดะฮ์ผู้ใดพร้อมกับพระองค์ และจงทำดีต่อผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง ด้วยการให้เกียรติและทำดีต่อท่านทั้งสอง และจงทำดีต่อผู้เป็นญาติใกล้ชิด ทำดีต่อเด็กกำพร้า และผู้ขัดสน และพวกเจ้าจงทำดีต่อเพื่อนบ้านที่เป็นญาติ และเพื่อนบ้านที่ไม่ได้เป็นญาติกัน และพวกเจ้าจงทำดีต่อเพื่อนสนิทที่เคียงข้างพวกเจ้า และจงทำดีต่อผู้เดินทางแปลกหน้า ที่เดินทางมาไกล และจงทำดีต่อผู้ที่เป็นทาสที่พวกเจ้าครอบครอง แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงชอบผู้ที่หลงตัวเอง ผู้หยิ่งยโสเหนือบรรดาบ่าวของพระองค์ ผู้ชื่นชมเยินยอตัวเองเหนือผู้คนอย่างโอ้อวด
Nisa' 4:37
และอัลลอฮ์ ไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ไม่กระทำสิ่งที่เป็นคำสั่งของพระองค์ ในการบริจาคทานจากสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่พวกเขาจากริสกีของพระองค์ และพวกเขายังสั่งใช้ผู้อื่นให้ทำเรื่องดังกล่าวด้วยคำพูดและการกระทำของพวกเขา และปกปิดสิ่งที่อัลลอฮ์ ได้ทรงประทานให้แก่พวกเขาที่เป็นความโปรดปรานต่างๆจากพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยยังชีพความรู้และอื่นๆ พวกเขาจึงไม่อธิบายสัจธรรมให้แก้ผู้คน แต่กลับปกปิดมันไว้ และเปิดเผยสิ่งที่ไม่ดีออกมา และคุณลักษณะเหล่านี้เป็นคุณลักษณะของการปฏิเสธศรัทธา และแน่นอนเราได้เตรียมไว้แล้ว ซึ่งการลงโทษที่ยังความอัปยศ แก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย
Nisa' 4:38
และเช่นเดียวกัน เราได้เตรียมการลงโทษไว้สำหรับผู้ที่บริจาคทรัพย์ของพวกเขา ด้วยเจตนาให้ผู้คนได้รู้และชื่นชมพวกเขา และพวกเขาก็ไม่ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และไม่ศรัทธาต่อวันกิยามะฮ์ เราได้เตรียมการลงโทษที่น่าอัปยศนั้นไว้สำหรับพวกเขา และไม่มีสิ่งใดทำให้พวกเขาหลงผิด เว้นแต่การที่พวกเขานั้นปฏิบัติตามชัยฏอน และผู้ใดที่มีชัยฏอนเป็นเพื่อนสนิทของเขาแล้วนั้น แน่นอนมันเป็นเพื่อนสนิทที่เลวทรามที่สุด
Nisa' 4:39
และจะมีอะไรทำอันตรายพวกเขา หากพวกเขานั้นศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลกอย่างแท้จริง และพวกเขาได้บริจาคปัจจัยต่างๆ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่พวกเขาในหนทางที่อัลลอฮ์ทรงรัก ทรงพอใจ และเช่นเดียวกันกับทุกความดีทั้งหมด และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้เกี่ยวกับพวกเขาดี ไม่มีสภาพการใด ๆ ซ่อนเร้นสำหรับพระองค์ และพระองค์จะทรงตอบแทนทุกคนตามการงานของเขา
Nisa' 4:40
แท้จริงอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงมีความยุติธรรม พระองค์จะไม่ทรงอธรรมต่อบรรดาบ่าวของพระองค์เลยแม้แต่น้อยนิด ดังนั้นความดีต่างๆของพวกเขาจะไม่ขาดตกบกพร่องลงไป แม้มีขนาดเท่ามดตัวเล็กๆ และความชั่วต่างๆของพวกเขาก็จะไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และถ้ามันเป็นสิ่งที่ดีมีน้ำหนักเท่าผงธุลี พระองค์ก็จะทรงเพิ่มพูนผลบุญของมันนั้นเป็นทวีคูณ ด้วยความกรุณาของพระองค์ และพระองค์จะทรงประทานให้ซึ่งรางวัลอันใหญ่หลวงจากพระองค์
Nisa' 4:41
และเรื่องราวจะเป็นอย่างไรเล่าในวันปรโลก เมื่อเราได้นำนบีของทุกประชาชาติมาเป็นพยานต่อประชาชาตินั้นๆในสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติ และเราได้นำเจ้า-โอ้เราะสูลเอ๋ย-มาเป็นพยานต่อประชาชาติของเจ้า ?!
Nisa' 4:42
ในวันอันยิ่งใหญ่นั้น บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และดื้อดึงต่อเราะสูลของพระองค์ต่างก็ปรารถนาว่า หากพวกเขากลายเป็นฝุ่นดิน โดยที่พวกเขาและแผ่นดินเป็นเนื้อเดียวกัน และพวกเขาก็ไม่สามารถปิดบังอัลลอฮ์ซึ่งสิ่งต่างๆที่พวกเขากระทำได้ เพราะเนื่องจากว่าอัลลอฮ์ได้ทรงปิดปากพวกเขาจนไม่สามารถพูดได้ และทรงอนุญาตให้อวัยวะส่วนอื่นๆของพวกเขาทำการพูดแทน มันจึงเป็นพยานต่อพวกเขาในการงานต่างๆของพวกเขา
Nisa' 4:43
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์เอ๋ย พวกเจ้าอย่าละหมาดในขณะที่พวกจ้ากำลังมึนเมาอยู่ จนกว่าพวกเจ้าจะส่างจากการเมานั้นและสามารถแยกแยะสิ่งที่พวกเจ้าพูดได้ -เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการห้ามดื่มสุรา- และพวกเจ้าอย่าได้ทำการละหมาดในขณะที่พวกเจ้ามีญะนาบะฮ์ และอย่าเข้ามัสยิดไปในสภาพนั้น เว้นแต่เป็นผู้ที่เดินผ่านไปโดยไม่หยุดนิ่งในมัสยิด จนกว่าพวกเจ้าจะอาบน้ำ และหากว่าพวกเจ้าป่วยไม่สามารถใช้น้ำได้ หรืออยู่ในการเดินทาง หรือคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้ามีหะดัษ หรือว่าพวกเจ้าได้ร่วมหลับนอนกับผู้หญิง แล้วพวกเจ้าไม่พบน้ำ ดังนั้นพวกเจ้าจงทำการตะยัมมุมด้วยดินที่สะอาด แล้วจงลูบใบหน้าของพวกเจ้าและมือของพวกเจ้าด้วยดินนั้น แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงอภัยยิ่งต่อข้อบกพร่องของพวกเจ้า ผู้ทรงยกโทษให้พวกเจ้าเสมอ
Nisa' 4:44
โอ้เราะสูลเอ๋ย เจ้ารู้เรื่องราวของชาวยิวหรือไม่ ที่อัลลอฮ์ทรงประทานความรู้ส่วนหนึ่งให้แก่พวกเขาโดยผ่านคัมภีร์เตารอต พวกเขาได้ทำการแลกเปลี่ยนการหลงผิดด้วยทางนำ และพวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะทำให้พวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย- ได้หลงจากทางที่เที่ยงตรงที่เราะสูลนำมา เพื่อพวกเจ้าจะได้เดินตามแนวทางของพวกเขาที่คดเคี้ยว?!
Nisa' 4:45
และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ทรงรู้ดียิ่งกว่าพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาศัตรูของพวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย- พระองค์จึงบอกแก่พวกเจ้าถึงเรื่องราวของพวกเขา และอธิบายให้แก่พวกเจ้าถึงการเป็นศัตรูของพวกเขา และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮ์ ทรงเป็นผู้คุ้มครองดูแลพวกเจ้าจากความเดือดร้อนต่างๆจากพวกเขา และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮ์ ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือ คอยปกป้องพวกเจ้าจากกลอุบายและอันตรายต่างๆของพวกเขาและทรงช่วยเหลือพวกเจ้าให้มีชัยเหนือพวกเขา
Nisa' 4:46
ในหมู่ผู้เป็นยิวนั้น มีบางกลุ่มที่ไม่ดี พวกเขาบิดเบือนถ้อยคำที่อัลลอฮ์ ทรงประทานมันลงมา แล้วพวกเขาก็ตีความมันไม่ตรงกับที่อัลลอฮ์ได้ประทานลงมา แล้วพวกเขาก็กล่าวแก่เราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เมื่อท่านได้สั่งใช้พวกเขาให้ปฏิบัติตามคำสั่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ว่า “เราได้ยินคำพูดของท่านแล้ว และเราก็ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านแล้ว” แล้วพวกเขาก็กล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “ท่านจงฟังสิ่งที่เราจะพูด โดยที่ท่านไม่ได้ยิน” และพวกเขาก็อ้างด้วยคำพูดของพวกเขาที่ว่า“รออินา”ซึ่งมีความหมายว่า “จงสดับฟังเรา” แท้จริงพวกเขาต้องการจะสื่อว่า “ท่านจงสดับฟังเรา” แต่ที่จริงแล้วพวกเขาต้องการด้วยความหมายว่า“เราะอูนะฮ์” ซึ่งแปลว่า “ชั่วร้าย” โดยที่พวกเขาได้บิดลิ้นของพวกเขา พวกเขาต้องการดุอาอ์ร้ายให้แก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และมีเจตตนาจาบจ้วงศาสนา แต่ถ้าหากพวกเขากล่าวว่า “เราได้ยินคำพูดของท่านแล้ว และเราก็ได้เชื่อฟังคำสั่งของท่านแล้ว” แทนคำพูดของพวกเขาที่ว่า “เราได้ยินคำพูดของท่านแล้ว และเราก็ได้ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านแล้ว” และพวกเขากล่าวว่า “จงฟัง” แทนคำพูดของพวกเขาที่ว่า “ท่านจงฟัง โดยที่ท่านไม่ได้ยิน” และกล่าวว่า “ท่านจงรอพวกเราสักครู่ พวกเราจะทำความเข้าในสิ่งที่ท่านพูด”แทนคำพูดของพวกเขาที่ว่า “ท่านจงสดับรับฟังเรา” แน่นอนคำพูดต่างๆเหล่านี้ย่อมดีกว่าสำหรับพวกเขาจากสิ่งที่พวกเขาพูดในตอนแรก และมีความยุติธรรมมากกว่า เนื่องจากสิ่งที่มีอยู่ในนั้น จากการมีมารยาทที่ดีงาม เหมาะสมแก่การเป็นเพื่อนบ้านของ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่อัลลอฮฺได้ทรงสาปแช่งพวกเขา แล้วขับไล่พวกเขาออกจากความเมตตาของพระองค์ เนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาไม่ศรัทธาด้วยการศรัทธาที่ยังคุณประโยชน์แก่พวกเขา
Nisa' 4:47
โอ้บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ทั้งหลายที่เป็นชาวยิวและคริสต์ จงศรัทธาต่อสิ่งที่เราได้ประทานลงมายังมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เถิด เพื่อยืนยันสิ่งที่มีอยู่กับพวกเจ้า นั่นคือคัมภีร์เตารอตและอิลญีล ก่อนที่เราจะลบสิ่งที่อยู่บนใบหน้า จากสัมผัสต่างๆ แล้วทำให้มันไปอยู่ทางด้านหลังของพวกเขา หรือจะให้เราขับไล่พวกเขาให้ออกจากความเมตตาของอัลลอฮ์ เฉกเช่นที่เราได้ขับไล่ชนชาววันเสาร์ออกจากความเมตตาของพระองค์ ผู้ซึ่งทำการละเมิด โดยการออกหาปลาในวันดังกล่าว หลังที่พวกเขาได้ถูกห้ามแล้ว ดังนั้นอัลลอฮ์จึงสาปพวกเขาให้เป็นลิง และพระบัญชาและพระกำหนดของพระองค์นั้นย่อมเป็นจริงอย่างแน่นอน
Nisa' 4:48
แท้จริงอัลลอฮ์ จะไม่ทรงอภัยโทษต่อการทำภาคีกับสิ่งใดๆที่เป็นสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์ และพระองค์จะทรงผ่อนปรนจากสิ่งเป็นการฝ่าฝืนที่ไม่ใช่การตั้งภาคีและการปฏิเสธศรัทธาแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ หรือพระองค์จะทรงลงโทษต่อการฝ่าฝืนนั้นต่อผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากหมู่พวกเขาตามขนาดความผิดบาปของพวกเขาอย่างยุติธรรม และผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาก็ได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น จะไม่ได้รับการอภัยโทษสำหรับผู้ที่เสียชีวิตบนสภาพที่ได้ตั้งภาคี
Nisa' 4:49
โอ้เราะสูลเอ๋ย เจ้ารู้เรื่องราวของบรรดาผู้ที่ชื่นชมเยินยอให้กับตัวเองและการงานต่างๆของพวกเขาให้ดูดีบริสุทธิ์หรือไม่ ? เปล่าเลย อัลลอฮ์ พระองค์เดียวต่างหาก ที่เป็นผู้ชื่นชมผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากบรรดาบ่าวของพระองค์และทำให้พวกเขานั้นบริสุทธิ์ เนื่องจากพระองค์คือผู้ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ และผลบุญจากการงานต่างๆของพวกเขาจะไม่ลดลงไปแต่อย่างใด แม้เพียงขนาดเท่าเส้นที่อยู่ในร่องเมล็ดอินทผลัม
Nisa' 4:50
จงดูเถิด-โอ้เราะสูลเอ๋ย-ว่า พวกเขาได้อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์อย่างไร ด้วยการที่พวกเขาสรรเสริญเยินยอต่อตัวของพวกเขาเอง และเพียงพอแล้วที่ความเท็จนั้นเป็นบาปอันชัดแจ้ง ที่อธิบายถึงการหลงผิดของพวกเขา
Nisa' 4:51
โอ้เราะสูลเอ๋ย เจ้ารู้หรือไม่? และแปลกใจบ้างหรือเปล่า? เกี่ยวกับสภาพของชาวยิว ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงประทานความรู้ส่วนหนึ่งให้แก่พวกเขา พวกเขาศรัทธาต่อสิ่งที่พวกเขายึดเหนี่ยวมันจากบรรดาสิ่งบูชาทั้งหลาย ที่นอกเหนือจากอัลลอฮ์ แล้วพวกเขาก็กล่าวแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาอย่างประจบประแจงว่า “แท้จริงพวกเขาเป็นผู้อยู่ในทางที่เที่ยงตรงมากกกว่าบรรดาอัครสาวกของมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม”
Nisa' 4:52
ชนเหล่านี้ที่ยึดมั่นในความเชื่อที่ผิด พวกเขาคือผู้ที่อัลลอฮ์ ทรงขับไล่พวกเขาให้ออกจากความเมตตาของพระองค์ และผู้ใดก็ตามที่อัลลอฮ์ ทรงขับไล่เขา ดังนั้นเจ้าจะไม่พบผู้ใด เป็นผู้ช่วยเหลือเขาที่คอยปกป้องดูแลเขา
Nisa' 4:53
ไม่มีส่วนแบ่งใดๆจากอำนาจสำหรับพวกเขา และถ้าหากว่าพวกเขามีอำนาจจริง แน่นอนพวกเขาจะไม่ให้อำนาจนั้นแก่ผู้ใดเลย แม้ว่าจะขนาดเพียงเท่าจุดที่อยู่บนร่องของเมล็ดอินทผาลัมก็ตาม
Nisa' 4:54
เปล่าเลย! พวกเขานั้นอิจฉามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาสาวกของท่าน ในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่พวกเขา ซึ่งการเป็นนบี,ความศรัทธา,และการมีอำนาจบนหน้าแผ่นดิน,ดังนั้นพวกเขาจะอิจฉาท่านนบีและบรรดาสาวกของท่านทำไม เพราะแท้จริงเราได้ประทานลงมาให้แก่วงศ์วานของอิบรอฮีมมาแล้วซึ่งคัมภีร์,และเราไม่ได้วะฮีย์มันให้แก่พวกเขา นอกจากคัมภีร์เท่านั้น,และเราได้ให้แก่พวกเขาซึ่งอำนาจอันกว้างขวางเหนือผู้คน
Nisa' 4:55
ชาวคัมภีร์บางคนศรัทธาต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ ทรงประทานลงมาแก่อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม และที่ประทานแก่บรรดานบี ในหมู่ลูกหลานของเขา และในหมู่พวกเขา มีผู้ปฏิเสธการศรัทธาต่อสิ่งนั้น และนี่เป็นจุดยืนของพวกเขาที่มีต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่นบีมุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และไฟนรกนั้น คือ บทลงโทษที่เพียงพอแล้วสำหรับผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่พวกเขา
Nisa' 4:56
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อสัญญาณและโองการของเรา ในวันกิยามะฮ์นั้นเราจะโยนลงไปในไฟนรกซึ่งจะปกคลุมพวกเขา เมื่อใดที่ไฟแห่งนรกแผดเผาผิวหนังของพวกมัน เราจะเปลี่ยนผิวหนังที่ไหม้เกรียมด้วยผิวหนังใหม่ เพื่อให้พวกเขารู้สึกถึงการทรมานต่อไป แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพสูงส่ง ไม่มีใครสามารถเอาชนะพระองค์ได้ และทรงเป็นผู้ทรงปรีชาญาณในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนด
Nisa' 4:57
และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และเจริญรอยตามบรรดาเราะสูลของพระองค์ และประกอบสิ่งดีงามทั้งหลายนั้น เราจะให้พวกเขาเข้าในบรรดาสรวงสวรรค์ในวันกิยามะฮ์ ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่ภายใต้คฤหาสน์แห่งสรวงสวรรค์เหล่านั้น โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ซึ่งในนั้นพวกเขาจะได้รับคู่ครองที่บริสุทธิ์จากมลทินทั้งปวง และเราจะให้เขาเข้าอยู่ในเงาร่มอันแน่นหนา ในนั้นจะไม่ร้อนและไม่หนาว
Nisa' 4:58
แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้พวกเจ้าให้มอบคืนทุกสิ่งที่พวกเจ้าถูกมอบหมายให้ดูแลแก่เจ้าของของมัน และใช้พวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างผู้คน พวกเจ้าก็จะต้องตัดสินด้วยความยุติธรรมและอย่าลำเอียงและเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในการตัดสิน แท้จริงอัลลอฮ์ทรงตักเตือนแนะนำพวกเจ้าด้วยสิ่งซึ่งดีจริงๆ ในทุกๆ สภาพการณ์ของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงได้ยินคำพูดต่างๆของพวกเจ้าและเป็นผู้ทรงเห็นการกระทำต่างๆของพวกเจ้า
Nisa' 4:59
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และปฏิบัติตามเราะสูลเอ๋ย พวกเจ้าทั้งหลายจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และเชื่อฟังเราะสูลของพระองค์เถิด โดยการปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงใช้ และห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม และเชื่อฟังบรรดาผู้ปกครองของพวกเจ้าด้วย ตราบใดที่พวกเขาไม่สั่งใช้ให้กระทำในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน แต่ถ้าพวกเจ้าได้ขัดแย้งกันในสิ่งใด พวกเจ้าก็จงนำสิ่งนั้นกลับไปอ้างถึงคัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮ์นบีของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก นั่นแหละคือการกลับไปยังอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีกว่าการที่ความขัดแย้งนั้นยังคงดำเนินต่อไปและพูดโดยการใช้ความคิดตัวเอง และเป็นผลลัพธ์ที่สวยงามยิ่งสำหรับพวกท่าน
Nisa' 4:60
โอ้เราะสูลเอ๋ย เจ้าไม่เห็นถึงการย้อนแย้งกันของบรรดาผู้ที่กลับกลอกที่มาจากชาวยิวหรอกหรือ? ผู้ที่อ้างตนอย่างเป็นเท็จว่าพวกเขานั้นศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าและสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่บรรดาเราะสูลก่อนหน้าเจ้า โดยที่พวกเขาเหล่านั้นต้องการที่จะให้มีการตัดสินในสิ่งที่เป็นความขัดแย้งกัน ด้วยกฎหมายที่ไม่ได้บัญญัติโดยอัลลอฮ์ แต่มาจากสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นโดยมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาถูกใช้ให้ปฏิเสธมัน และชัยฏอนนั้นต้องการที่จะให้พวกเขาหลงทางที่ห่างไกลจากสัจธรรมให้มากๆ จนพวกเขาไม่ได้รับทางนำเยี่ยงมัน
Nisa' 4:61
และเมื่อถูกกล่าวแก่พวกมุนาฟิกเหล่านี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงตัดสินด้วยสิ่งที่ถูกลงมาที่มีในคัมภีร์ และด้วยการตัดสินขอเราะสูลเถิด เพื่อเขาจะได้ตัดสินระหว่างคู่กรณีในหมู่พวกเจ้า แน่นอนเจ้าก็ได้เห็นพวกเขาเหล่านั้น-โอ้เราะสูลเอ๋ย- ถึงการผินหลังให้แก่เจ้า แล้วหันไปสู่การตัดสินด้วยสิ่งอื่นจากเจ้าอย่างสมบูรณ์
Nisa' 4:62
แล้วสภาพของคนหน้าซื่อใจคดจะเป็นอย่างไรเมื่อพวกเขาประสบภัยพิบัติต่าง ๆ เนื่องจากบาปของพวกเขาที่ได้กระทำขึ้น แล้วพวกเขามาหาเจ้า -โอ้ เราะสูลเอ๋ย- เพื่อขอโทษเจ้า ด้วยการสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า "เราไม่ได้มีเจตนาในการตัดสินด้วยสิ่งอื่นจากเจ้า นอกจากการทำดีและให้มีการปรองดองกันระหว่างคู่กรณีเท่านั้น?! ทั้งที่พวกเขากล่าวเท็จในเรื่องดังกล่าว เพราะความดีที่แท้จริงนั้นคือ การใช้การตัดสินตามบทบัญญัติที่อัลลอฮ์กำหนดแก่บรรดาบ่าวของพระองค์
Nisa' 4:63
พวกเขาคือผู้ที่อัลลอฮ์ทรงรู้ถึงความกลับกลอกและแรงจูงใจที่ซ้อนเร้นที่อยู่ในใจของพวกเขา ดังนั้นจงทิ้งพวกเขาและผินหลังให้ห่างจากพวกเขา และจงชี้แจงบทบัญญัติของอัลลอฮ์ให้กระจ่างแก่พวกเขา ด้วยการสนับสนุนพวกเขาให้ภัคดีต่ออัลลอฮ์ และให้เกิดความเกรงกลัวต่อการเนรคุณต่อพระองค์ และจงกล่าวแก่พวกเขาด้วยคำพูดที่ดีที่ส่งผลต่อจิตใจของพวกเขาให้มากที่สุด
Nisa' 4:64
และเราไม่ได้ส่งเราะสูลคนใดมา นอกจากเพื่อให้เขาได้รับการเชื่อฟังในสิ่งที่เขาได้สั่ง ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์และพระกำหนดของพระองค์ และหากพวกเขาได้มาหาเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- หลังจากที่พวกเขาได้อธรรมต่อตัวเอง ด้วยการกระทำในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน ในขณะที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่ ด้วยสภาพเป็นผู้ที่ยอมรับต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ เศร้าโศกเสียใจ กลับเนื้อกลับตัว(เตาบัต) และพวกเขาก็ได้ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และเจ้าก็ได้ขออภัยโทษให้แก่พวกเขา แน่นอน พวกเขาก็ย่อมพบว่าอัลลอฮ์นั้นคือผู้ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา ผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ
Nisa' 4:65
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บรรดามุนาฟิกเหล่านั้นได้กล่าวอ้างกันหรอก จากนั้นอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ได้ทรงสาบานต่อตัวของพระองค์เองว่า พวกเขาเหล่านั้นจะยังไม่เป็นผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง จนกว่าพวกเขาจะให้เราะสูลเป็นผู้ตัดสิน ในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ และใช้หลักแห่งการตัดสินของท่าน(ชะรีอะฮ์) หลังจากที่เขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ในทุกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา จากนั้นพวกเขาพึงพอใจในคำตัดสินของเราะสูล และไม่มีความคับใจและข้อสงสัยใดๆ จากคำตัดสินนั้น และพวกเขาก็ยอมจำนนด้วยดีอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งต่อหน้าและลับหลังของพวกเขา
Nisa' 4:66
และหากเราสั่งพวกเขาให้มีการฆ่ากันระหว่างพวกเขา หรือให้ออกจากบ้านเรือนของพวกเขา พวกเขาจะไม่ทำตามคำสั่งของเรา นอกจากเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำเช่นนั้น ดังนั้นให้พวกเขาสรรเสริญอัลลอฮ์ - ตาอาลา- เพราะพระองค์จะไม่ทรงใช้พวกเขาในสิ่งที่เกินความสามารถของพวกเขา และหากพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่พวกเขาได้รับคำแนะนำที่เป็นการเชื่อฟังอัลลอฮ์ แน่นอนมันจะดีกว่าสำหรับพวกเขามากกว่าการฝ่าฝืน และทำให้การศรัทธาของพวกเจ้ามั่นคงยิ่งขี้น และเราจะให้รางวัลอันยิ่งใหญ่จากเราแก่พวกเขา และเราจะชี้นำพวกเขาไปสู่ทางอันเที่ยงตรงที่จะนำพวกเขาไปสู่อัลลอฮ์-ตะอาลาและสวรรค์ของพระองค์
Nisa' 4:67
และหากเราสั่งพวกเขาให้มีการฆ่ากันระหว่างพวกเขา หรือให้ออกจากบ้านเรือนของพวกเขา พวกเขาจะไม่ทำตามคำสั่งของเรา นอกจากเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำเช่นนั้น ดังนั้นให้พวกเขาสรรเสริญอัลลอฮ์ - ตาอาลา- เพราะพระองค์จะไม่ทรงใช้พวกเขาในสิ่งที่เกินความสามารถของพวกเขา และหากพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่พวกเขาได้รับคำแนะนำที่เป็นการเชื่อฟังอัลลอฮ์ แน่นอนมันจะดีกว่าสำหรับพวกเขามากกว่าการฝ่าฝืน และทำให้การศรัทธาของพวกเจ้ามั่นคงยิ่งขี้น และเราจะให้รางวัลอันยิ่งใหญ่จากเราแก่พวกเขา และเราจะชี้นำพวกเขาไปสู่ทางอันเที่ยงตรงที่จะนำพวกเขาไปสู่อัลลอฮ์-ตะอาลาและสวรรค์ของพระองค์
Nisa' 4:68
และหากเราสั่งพวกเขาให้มีการฆ่ากันระหว่างพวกเขา หรือให้ออกจากบ้านเรือนของพวกเขา พวกเขาจะไม่ทำตามคำสั่งของเรา นอกจากเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำเช่นนั้น ดังนั้นให้พวกเขาสรรเสริญอัลลอฮ์ - ตาอาลา- เพราะพระองค์จะไม่ทรงใช้พวกเขาในสิ่งที่เกินความสามารถของพวกเขา และหากพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่พวกเขาได้รับคำแนะนำที่เป็นการเชื่อฟังอัลลอฮ์ แน่นอนมันจะดีกว่าสำหรับพวกเขามากกว่าการฝ่าฝืน และทำให้การศรัทธาของพวกเจ้ามั่นคงยิ่งขี้น และเราจะให้รางวัลอันยิ่งใหญ่จากเราแก่พวกเขา และเราจะชี้นำพวกเขาไปสู่ทางอันเที่ยงตรงที่จะนำพวกเขาไปสู่อัลลอฮ์-ตะอาลาและสวรรค์ของพระองค์
Nisa' 4:69
และผู้ใดที่เชื่อฟังอัลลอฮ์ และเราะสูล เขาผู้นั้นจะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่พวกเขาด้วยการให้ได้เข้าสวรรค์ อันได้แก่บรรดานบี ผู้ยืนยันความจริงที่แน่วแน่(ซิดดิกีน) คือ บรรดาผู้ที่สมบูรณ์ในการยืนยันต่อสิ่งที่บรรดาเราะสูลนำมาและได้ปฏิบัติตามมัน บรรดาชุฮะดาอ์ คือ บรรดาผู้ที่พลีชีพในหนทางของอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่ยำเกรง คือ บรรดาผู้ที่ดีทั้งภายในและภายนอกของพวกเขา จึงทำให้การงานต่างๆของพวกเขาออกมาดี ไม่มีอีกแล้วเพื่อนที่ดีสุด มากไปกว่าเพื่อนที่อยู่ด้วยกันในสวรรค์
Nisa' 4:70
รางวัลการตอบแทนดังกล่าวนั้นคือ ความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงสภาพของพวกเขา และพระองค์จะทรงตอบแทนทุกคนด้วยการงานของเขา
Nisa' 4:71
โอ้บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์เอ๋ย พวกเจ้าทั้งหลายจงเฝ่าระวังศัตรูของพวกเจ้า โดยการยึดหลักเหตุและผลในการวางแผนสู้รบกับพวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าจงออกไปหาพวกเขาเป็นกลุ่มๆ หรือออกไปหาพวกเขาพร้อมกันทั้งหมดเป็นกลุ่มเดียวกัน ทั้งหลายทั้งปวงนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อพวกเจ้า และมีชัยชนะเหนือศัตรูของพวกเจ้า
Nisa' 4:72
และแท้จริงในหมู่พวกเจ้านั้น -โอ้บรรดามุสลิมเอ๋ย- มีบางกลุ่ม ที่ทำให้เกิดการชักช้าในการที่จะออกไปสู้รบกับศัตรูของเนื่องจากความขี้ขลาดตาขาวของพวกเขา และพวกเขาก็ทำให้ผู้อื่นล่าช้าไปด้วย พวกเขาคือพวกมุนาฟิก(พวกหน้าไหว้หลังหลอก)และบรรดาผู้ที่มีความศรัทธาที่อ่อนแอ หากประสบแก่พวกเจ้าซึ่งความตายหรือความพ่ายแพ้ คนหนึ่งในหมู่พวกเขาก็กล่าวอย่างมีความสุขที่เขานั้นปลอดภัย ว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่ฉัน ที่ฉันไม่ได้เข้าร่วมสู้รบกับพวกเขา ถ้าไม่เช่นนั้นฉันต้องประสบ อย่างที่พวกเขาได้ประสบแน่นอน”
Nisa' 4:73
-โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย- ถ้าหากพวกเจ้าได้ประสบกับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ โดยการได้รับชัยชนะหรือได้รับทรัพย์ที่ยึดได้จากสงคราม แน่นอนผู้ที่ทำชักช้าในการออกไปสู้รบก็จะกล่าวประหนึ่งเขานั้นไม่ใช่พวกพ้องของพวกเจ้า และไม่มีความรักใคร่และความเป็นเพื่อนใดๆเกิดขึ้นระหว่างพวกเจ้ากับเขาว่า “ถ้าเพียงแต่ฉันอยู่กับพวกเขาในการต่อสู้ครั้งนั้น ฉันก็คงจะประสบความสำเร็จอย่างที่พวกเขาได้รับเช่นกัน"
Nisa' 4:74
ดังนั้นจงสู้รบในทางของอัลลอฮ์เถิด เพื่อให้คำดำรัสของอัลลอฮ์นั้นสูงส่ง ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือผู้ที่ขายชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ด้วยการสละจากมัน เพื่อปรโลกเนื่องด้วยความปรารถนาต่อมัน และผู้ใดสู้รบในทางของอัลลอฮ์ เพื่อให้คำดำรัสของอัลลอฮ์สูงส่ง แล้วเขาก็ถูกฆ่าในสภาพที่เป็นชะฮีด(เสียชีวิตในสภาพที่ถูกฆ่าเพื่อเป็นพยานถึงความสูงส่งแห่งคำดำรัสของอัลลอฮ์)หรือปรากฎต่อหน้าศัตรูของพวกเขาและได้รับชัยชนะ ดังนั้นแล้วอัลลอฮ์จะทรงประทานผลบุญอันใหญ่หลวงให้แก่เขา นั่นก็คือสรวงสวรรค์และความพอพระทัยของอัลลอฮ์
Nisa' 4:75
และมีสิ่งใดเหล่าที่ห้ามพวกเจ้า-โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย-จากการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ เพื่อให้คำดำรัสของพระองค์สูงส่งและเพื่อช่วยเหลือบรรดาผู้ที่อ่อนแอ ที่เป็นชายและหญิง และเด็กๆ ที่ต่างก็กล่าวขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดนำพวกเราออกจากเมืองมักกะฮ์ เนื่องจากการอธรรมของชาวเมือง โดยการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์และข่มเหงปวงบ่าวของพระองค์ และโปรดให้มีขึ้นจากพระองค์ ซึ่งผู้ปกครองที่คอยดูแลและปกปักรักษาพวกเรา และโปรดให้มีผู้ช่วยเหลือคนหนึ่งแก่พวกเราที่คอยปกป้องเราให้ห่างไกลจากภัยอันตรายต่างๆ
Nisa' 4:76
บรรดาผู้ที่ศรัทธาที่แท้จริงนั้น พวกเขาจะต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ เพื่อเชิดชูพระดำรัสของพระองค์ให้สูงส่ง และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น พวกเขาจะต่อสู้ในหนทางของบรรดาพระเจ้าของพวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าจงต่อสู้กับบรรดาสมุนของชัยฏอนเถิด แท้จริงแล้วหากพวกเจ้าต่อสู้กับพวกเขา พวกเจ้าจะมีชัยเหนือพวกเขา เพราะแท้จริงแล้วการบริหารจัดการของชัยฏอนนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนแอ ไม่สามารถทำอันตรายใดๆแก่บรรดาผู้ที่มอบหมายต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้
Nisa' 4:77
โอ้เราะซูลเอ๋ย เจ้ารู้หรือไม่ เกี่ยวกับเศาะฮาบะฮ์ของเจ้าบางคนได้ขอให้การญิฮาดถูกบัญญัติขึ้นเหนือพวกเขา? จนมีคนกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงเก็บมือของพวกเจ้าจากการสู้รบไว้ก่อนเถิด จงละหมาด และจ่ายซะกาตเถิด - เรื่องดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการบัญญัติเรื่องญิฮาด - ครั้นเมื่อพวกเขาได้อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮ์ และอิสลามได้มีความเข้มแข็งขึ้น และการสู้รบก็ได้ถูกบัญญัติขึ้น และกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับบางคน จนพวกเขานั้นกลัวต่อมนุษย์เสมือนกับกลัวต่ออัลลอฮ์ หรือกลัวยิ่งกว่า และพวกเขากล่าวว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ทำไมพระองค์จึงได้บัญญัติการต่อสู้ขึ้นแก่พวกเรา?" พระองค์จะทรงเลื่อนมันออกไปสักระยะเวลาหนึ่งอันใกล้ไม่ได้หรือ?! จนกว่าเราจะได้เสพสุขกับโลกนี้ จงกล่าวแก่พวกเขาเถิด-โอ้เราะซูลเอ๋ย-ความสุขทางโลกนี้ แม้ว่าจะบรรลุสูงสุดเพียงใด มันก็เป็นสิ่งที่เล็กน้อยและเป็นสิ่งที่สลายไป และปรโลกนั้นดียิ่งกว่าสำหรับผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เนื่องจากความโปรดปรานที่มีอยู่ในนั้นเป็นสิ่งที่ถาวร และการงานที่ดีต่างๆของพวกเจ้าจะไม่ลดน้อยลงแต่อย่างใด แม้มีขนาดเท่าเส้นๆหนึ่งที่อยู่ในร่องเมล็ดอินทผลัม
Nisa' 4:78
ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าปรากฏอยู่ ความตายก็ย่อมมาประสบกับพวกเจ้า เมื่อกำหนดเวลาแห่งความตายของพวกเจ้ามาถึง ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะพำนักอยู่ในคฤหาสน์ส่วนตัวที่ห่างไกลจากสนามรบก็ตาม และหากบรรดาผู้กลับกลอกเหล่านั้นได้รับสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความสุข ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานหรือปัจจัยยังชีพที่มากมาย พวกเขาก็จะกล่าวว่า “สิ่งนี้มาจากอัลลอฮ์” และหากความทุกข์ยากใดๆประสบแก่พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกหรือเรื่องปัจจัยยังชีพ พวกเขาก็จะให้ร้ายแก่ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า “ความทุกข์ยากนี้ มันเกิดขึ้นเพราะเจ้า” จงกล่าวตอบโต้พวกเขาเหล่านั้นไปเถิด-โอ้เราะซูลเอ๋ย- ว่า “ทั้งหมดนั้นที่เป็นความสุขสบาย และความทุกข์ยาก ล้วนแล้วเกิดขึ้นด้วยการกำหนดและการชี้ขาดจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น แล้วมีเหตุอันใดเล่าที่ทำให้พวกเขากล่าวออกมาซึ่งคำพูดดังกล่าวเหล่านี้ ที่ทำให้พวกเขาห่างไกลที่จะเข้าใจคำพูดของเจ้า?!
Nisa' 4:79
สิ่งใดก็ตามที่ประสบแก่เจ้า -โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย- ที่เป็นสิ่งที่ทำให้เจ้ามีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัจจัยยังชีพหรือเรื่องลูก สิ่งนั้นมาจากอัลลอฮ์ ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่เจ้า และสิ่งใดก็ตามที่เจ้าได้ประสบที่เป็นความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัจจัยยังชีพของเจ้าหรือเรื่องลูกของเจ้า สิ่งนั้นมาจากตัวของเจ้าเอง อันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนที่เจ้าได้กระทำมัน และเราได้ตั้งเจ้า-โอ้ นบีเอ๋ย- เป็นเราะสูลที่ถูกส่งมาจากอัลลอฮ์แก่มวลมนุษย์ เพื่อเผยแพร่สาสน์ของพระเจ้าของเจ้า และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์เป็นพยานต่อความสัจจริงของเจ้า ในสิ่งที่เจ้าเผยแพร่มันจากพระองค์ ในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เจ้า ที่เป็นหลักฐานต่างๆ
Nisa' 4:80
ผู้ใดที่เชื่อฟังเราะสูล โดยการปฏิบัติตามสิ่งที่ท่านใช้และห่างไกลจากสิ่งที่ท่านห้าม แน่นอนเขาผู้นั้นได้ตอบรับพระบัญชาของอัลลอฮ์แล้ว และผู้ใดก็ตามที่ผินหลังออกจากการเชื่อฟังเจ้า-โอ้เราะซูลเอ๋ย-เจ้าอย่าได้เสียใจเลย เราไม่ได้ส่งเจ้าไปเพื่อเป็นผู้ติดตามเขา ที่เจ้าจะต้องคอยดูแลการงานต่างๆของเขา แต่เราต่างหากล่ะ ที่เป็นผู้ตรวจสอบการงานของเขา และคิดบัญชีเขา
Nisa' 4:81
และบรรดามุนาฟิกีนได้กล่าวแก่เจ้าด้วยปากของพวกเขาเองว่า “เราเชื่อฟังคำสั่งของเจ้า และเราก็ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น” แต่เมื่อพวกเขาออกจากเจ้าไปแล้ว กลุ่มหนึ่งจากหมู่พวกเขาก็ได้วางแผนกันอย่างลับๆ ซึ่งขัดกับสิ่งที่พวกเขาได้แสดงออกแก่เจ้า และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากำลังวางแผนกันอยู่ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาต่อกลอุบายของพวกเขาในครั้งนี้ ดังนั้นเจ้าอย่าได้สนใจพวกเขา พวกเขาไม่สามารถทำอันตรายใดๆแก่เจ้าได้อย่างแน่นอน และจงมอบหมายภารกิจของเจ้าแด่อัลลอฮ์และยึดมั่นกับพระองค์ และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์เป็นผู้พิทักษ์รักษา ที่เจ้ายึดมั่นต่อพระองค์
Nisa' 4:82
ทำไมพวกเขาไม่พิจารณาดูอัลกุรอานและศึกษาทำความเข้าใจ ให้ละเอียดจนเป็นที่มั่นใจแก่พวกเขาว่ามันไม่มีความขัดแย้งและความสับสนใดๆในนั้น และจนกว่าพวกเขานั้นรับรู้ความจริงของสิ่งที่เจ้านำมา และหากว่า อัลกุรอานมาจากผู้อื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความสับสนเกี่ยวกับบทบัญญัติต่างๆของมันและมีความขัดแย้งอย่างมากมายในเรื่องความหมายของมัน
Nisa' 4:83
และเมื่อมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมายังพวกมุนาฟิกีน ที่เป็นเรื่องความสงบปลอดภัยและความสุขต่าง ๆ ของผู้ศรัทธา หรือจะเป็นความกลัวและความทุกข์ใจ พวกเขาก็จะแพร่มันออกไป และหากพวกเขาทำใจให้สงบแล้วนำเรื่องนั้นกลับไปยัง เราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และผู้ที่มีประสปการณ์ นักวิชาการและนักวิชาการที่ปรึกษา แน่นอนนักวิชาการจะสามารถหาวิธีแก้ไขที่ควรทำในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหานั้น ควรเผยแพร่หรือเก็บเป็นความลับ? และหากมิใช่เพราะความโปรดปรานของอัลลอฮ์และความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อพวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย- เจ้าคงจะปฏิบัติตามเสียงกระซิบของชัยฏอนอย่างแน่นอน เว้นแต่บางคนในหมู่พวกเจ้าเท่านั้น
Nisa' 4:84
จงต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์เถิด-โอ้เราะสูลเอ๋ย- เพื่อเชิดชูคำดำรัสของพระองค์ให้สูงส่ง และเจ้าจะไม่ถูกถามในเรื่องความรับผิดชอบของผู้อื่นและไม่จำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น เพราะเจ้ามิได้ถูกใช้(ให้เกณฑ์ผู้ใด)นอกจากการนำตัวเองเข้าสู่สนามรบ และจงปลุกใจบรรดาผู้ศรัทธาและส่งเสริมพวกเขาในการสู้รบด้วย เผื่อว่าอัลลอฮ์จะทรงยับยั้งความแข็งแกร่งของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นด้วยการสู้รบของพวกเจ้า และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงมีฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่ และการลงโทษของพระองค์นั้นรุนแรง
Nisa' 4:85
ผู้ใดก็ตามที่ทำให้ผู้อื่นพบกับความดี ผลบุญส่วนหนึ่งก็จะเป็นของเขา และผู้ใดก็ตามที่ทำให้ผู้อื่นพบกับความชั่ว ความผิดส่วนหนึ่งก็จะเป็นของเขา และปรากฏว่าอัลลอฮ์นั้นทรงเป็นพยานต่อทุกๆสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำไว้ และพระองค์จะทรงตอบแทนเขาในการกระทำนั้น ดังนั้นผู้ใดก็ตามจากหมู่พวกเจ้าที่เป็นต้นเหตุให้ได้รับความดี ดังนั้นสำหรับเขาผู้นั้นแล้ว ก็มีส่วนที่จะได้รับจากความดีนั้น และผู้ใดก็ตามที่เป็นต้นเหตุให้ได้รับความชั่ว ดังนั้นแล้ว ความชั่วบางส่วนก็จะประสบกับเขา
Nisa' 4:86
และเมื่อมีผู้ใดกล่าวคำอวยพรแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงตอบคำอวยพรกลับไปแก่เขา ด้วยคำอวยพรที่ดีกว่าคำที่เขากล่าวมาแก่พวกเจ้า หรือไม่ก็ตอบเขากลับไป เหมือนกับคำของเขาที่กล่าวมา และการตอบสลามในรูปแบบที่ดีกว่านั้น ถือว่าประเสริฐกว่า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ดูแลรักษาสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ทุกอย่าง และพระองค์จะทรงตอบแทนทุกคนตามการงานของเขา
Nisa' 4:87
อัลลอฮ์คือผู้ที่ไม่มีผู้ใดที่ได้รับการเคารพสักการะโดยเที่ยงแท้ นอกจากพระองค์เท่านั้น แน่นอนพระองค์จะทรงรวบรวมพวกเจ้าทั้งหมดตั้งแต่มนุษย์คนแรกจนคนสุดท้ายในวันกิยามะฮ์ ซึ่งไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในวันนั้น เพื่อตอบแทนการงานต่างๆของพวกเจ้า และไม่มีผู้ใดที่จะพูดจริงยิ่งกว่าอัลลอฮ์
Nisa' 4:88
มีอะไรเกิดขึ้นแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ -โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย- ที่พวกเจ้าได้กลายเป็นสองพวกที่มีความขัดแย้งกัน เกี่ยวกับกรณีที่ต้องปฏิบัติต่อบรรดามุนาฟิกเหล่านั้น กลุ่มหนึ่งบอกให้ฆ่าพวกเขา อันเนื่องมาจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา อีกกลุ่มบอกว่าไม่ต้องฆ่าพวกเขา เนื่องจากการศรัทธาของพวกเขา แล้วสิ่งใดเล่าที่ทำให้พวกเจ้าแตกแยกกันในประเด็นที่เกียวกับบรรดามุนาฟิกีนเหล่านั้น และอัลลอฮ์ได้ทรงให้พวกเขากลับสู่การปฏิเสธศรัทธาและการหลงผิดแล้ว เนื่องจากการปฏิบัติต่างๆของพวกเขา พวกเจ้าต้องการที่จะแนะนำผู้ที่อัลลอฮ์มิทรงช่วยเหลือเขาให้ไปสู่สัจธรรมกระนั้นหรือ และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงให้หลงผิดไปแล้ว เจ้าก็จะไม่พบทางใดๆ ที่นำเขาไปสู่ทางนำเป็นอันขาด
Nisa' 4:89
พวกบรรดามุนาฟิกนั้นปรารถนา หากว่าพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้า ดังที่พวกเขาได้ปฏิเสธ เพราะพวกเจ้าจะได้กลายเป็นผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาเหมือนพวกเขา ดังนั้นจงอย่าได้เอาใครในหมู่พวกเขาเป็นมิตร เนี้องด้วยความเป็นศัตรูของพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะอพยพไปในทางของอัลลอฮ์ ออกจากแผ่นดินที่มีการทำภาคี สู่แผ่นดินอิสลาม เพื่อเป็นการแสดงถึงความศรัทธาของพวกเขาอย่างแท้จริง แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้และยังคงอยู่ในสภาพเดิมของพวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าก็จับตัวพวกเขาไว้ และจงฆ่าพวกเขาในทุกที่ที่พวกเจ้าพบ และจงอย่าเอาใครในหมู่พวกเขาเป็นผู้นำ ที่จะมาปกครองกิจการต่างๆของพวกเจ้า และอย่าเอามาเป็นผู้ช่วยเหลือพวกเจ้า ในการช่วยเหลือพวกเจ้าจากศัตรูของพวกเจ้า
Nisa' 4:90
เว้นแต่บางคนในหมู่พวกเขาที่ทำการติดต่ออยู่กับพวกหนึ่ง ซึ่งระหว่างพวกเจ้ากับพวกนั้นมีพันธสัญญาสงบศึกกัน หรือบรรดาผู้ที่มาหาพวกเจ้าด้วยหัวใจที่อัดอั้น พวกเขาไม่ต้องการต่อสู้กับพวกเจ้าและไม่ต้องการต่อสู้กับพวกเขาด้วยเช่นกัน และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขามีอำนาจเหนือพวกเจ้า แล้วพวกเขาก็ต่อสู้กับพวกเจ้า ดังนั้น จงยอมรับความปลอดภัยที่อัลลอฮ์ที่ได้ประทานแก่พวกเจ้าและอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาด้วยการฆ่าหรือจับคนใดคนหนึ่งในพวกเขาเป็นเชลย หากพวกเขาได้ปลีกตัวออกห่างจากพวกเจ้าแล้วโดยไม่ได้ต่อสู้กับพวกเจ้า และพวกเขามาหาพวกเจ้าเพื่อสร้างสันติภาพ แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ได้เปิดทางให้แก่พวกเจ้าในการฆ่าพวกเขาหรือจับคนใดคนหนึ่งในพวกเขาเป็นเชลย
Nisa' 4:91
พวกเจ้ายังจะพบกับกลุ่มอื่นอีก -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย- ที่มาจากบรรดาพวกมุนาฟิก ซึ่งพวกเขาจะแสดงออกถึงการศรัทธาให้พวกเจ้าได้เห็นเพื่อความปลอดภัยของตัวพวกเขาเอง และจะแสดงการปฏิเสธศรัทธาแก่กลุ่มชนของพวกเขาที่ปฏิเสธศรัทธา เมื่อได้กลับไปยังพวกเขา เพื่อความปลอดภัยจากบรรดาผู้ปฏิเสธเหล่านั้น ทุกครั้งที่พวกเขาได้ถูกเชื้อเชิญไปสู่การปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และการตั้งภาคีต่อพระองค์ พวกเขาก็จะกระทำเรื่องดังกล่าวด้วยการกระทำที่จริงจังมาก ดังนั้นถ้าพวกเขามิได้หยุดจากการต่อสู้กับพวกเจ้าและมิได้เจรจาสันติภาพกับพวกเจ้า และมิได้หยุดจากการทำร้ายพวกเจ้า ก็จงควบคุมตัวพวกเขาไว้ และจงฆ่าพวกเขา ทุกที่ที่พวกเจ้าพบพวกเขา และพวกเขาเหล่านี้ที่มีคุณลักษณะเหล่านี้ เราได้ทำให้พวกเจ้ามีอำนาจเหนือพวกเขาได้อย่างชัดแจ้งด้วยการควบคุมตัวและฆ่าพวกเขา เนื่องจากการบิดพริ้วและเล่ห์เหลี่ยมของพวกเขา
Nisa' 4:92
และไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับผู้ศรัทธาที่จะฆ่าผู้ศรัทธาคนหนึ่งคนใด นอกเสียจากว่าการฆ่าที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดเท่านั้น และผู้ใดที่ฆ่าผู้ศรัทธาโดยเกิดจากความผิดพลาดแล้ว ก็จำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องปล่อยทาสที่ศรัทธาคนหนึ่งให้เป็นไท ซึ่งเป็นการชดใช้ต่อสิ่งที่เขาได้กระทำไว้ และจำเป็นสำหรับเครือญาติใกล้ชิดของผู้ฆ่า ที่มีสิทธิรับมรดกจากเขาที่จะต้องให้มีค่าทำขวัญ ซึ่งถูกมอบให้แก่ครอบครัวของผู้ถูกฆ่า นอกจากว่าครอบครัวของผู้ถูกฆ่านั้นจะอภัยเรื่องค่าทำขวัญให้ ค่าทำขวัญนั้นจึงจะตกไป แต่ถ้าหากผู้ถูกฆ่าอยู่ในหมู่ชนที่เป็นศัตรูของพวกเจ้า โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ก็จำเป็นสำหรับผู้ฆ่าที่จะต้องไถ่ชีวิตทาสที่ศรัทธาคนหนึ่งให้เป็นไท และไม่ต้องเสียค่าทำขวัญแต่อย่างใด และถ้าผู้ถูกฆ่าไม่ใช่ผู้ศรัทธา แต่เขาอยู่ในหมู่ชนที่มีพันธะสัญญาระหว่างพวกเจ้ากับพวกเขา เช่น ผู้ที่ได้รับการคุ้มครอง ดังนั้นเครือญาติของผู้ฆ่า ที่มีสิทธิ์รับมรดกจากเขา จำเป็นจะต้องให้มีการจ่ายค่าทำขวัญ ซึ่งถูกมอบให้แก่ครอบครัวของผู้ถูกฆ่า และสำหรับผู้ฆ่านั้น จำเป็นสำหรับเขาที่จะต้องไถ่ชีวิตทาสที่ศรัทธาคนหนึ่งให้เป็นไท ซึ่งเป็นการชดใช้ต่อสิ่งที่เขาได้กระทำไว้ ดังนั้นหากผู้ใดไม่มีทาสเพื่อการปลดปล่อยเขาให้เป็นไทหรือไม่สามารถจ่ายเป็นราคาได้แล้ว ก็ให้เขาถือศีลอดสองเดือนต่อเนื่องกันโดยไม่ขาดตอนไม่หยุดถือศีลอดในสองเดือนนั้นเพื่อให้อัลลอฮ์ ทรงอภัยโทษแก่เขา ต่อสิ่งที่เขาทำ และอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงการงานต่างๆ ของบ่าวของพระองค์ และการนึกคิดต่างๆของพวกเขา ผู้ทรงปรีชาญาณในการบัญญัติศาสนาและบริหารจัดการของพระองค์
Nisa' 4:93
และผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาอย่างจงใจ โดยไม่มีความชอบธรรม ดังนั้นผลตอบแทนสำหรับเขาคือ การเข้านรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮ์ก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงขับไล่เขาให้ออกจากความเมตตาของพระองค์ และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง เนื่องจากที่พวกเขาได้กระทำการที่เป็นบาปใหญ่
Nisa' 4:94
โอ้บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะซูลของพระองค์เอ๋ย เมื่อใดที่พวกเจ้าได้ออกเพื่อทำการญิฮาดในทางของอัลลอฮฺ ก็จงให้ประจักษ์ชัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเสียก่อนว่าพวกเจ้าจะสู้รบกับใคร และจงอย่ากล่าวแก่ผู้ที่แสดงออกให้พวกเจ้าเห็นถึงสิ่งที่บ่งชี้ความเป็นอิสลามของเขาว่า “ท่านมิใช่เป็นผู้ศรัทธา แต่ความหวาดกลัวต่อชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าต่างหากที่ทำให้เจ้าแสดงความเป็นอิสลามของเจ้าออกมา” พวกเจ้าจึงฆ่าเขา โดยแสวงหาจากการฆ่าเขานั้นซึ่งสิ่งอำนวยประโยชน์ในโลกที่มีค่าเพียงน้อยนิดนี้ เช่น ทรัพย์สงครามที่ยึดได้จากเขา แต่ ณ ที่อัลลอฮ์นั้นมีปัจจัยยังชีพอันมากมาย ซึ่งมันดีกว่าและยิ่งใหญ่กว่านั้น ในทำนองเดียวกันนั้นพวกเจ้าก็เคยเป็นผู้ที่ซ่อนการศรัทธาเช่นเดียวกับเขาผู้นี้ที่ปกปิดการศรัทธาของเขาต่อกลุ่มชนของเขา แล้วอัลลอฮ์ได้ทรงโปรดปรานอิสลามแก่พวกเจ้า พระองค์จึงปกป้องรักษาชีวิตของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงให้ประจักษ์เสียก่อน แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่มีสิ่งใดจากการงานต่างๆของพวกเจ้าจะปกปิดซ้อนเร้นจากพระองค์ไปได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ละเอียดก็ตาม และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าต่อการกระทำนั้น ๆ
Nisa' 4:95
บรรดาผู้ศรัทธาที่นั่งไม่ออกไปต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ ที่มิใช่ผู้มีเหตุจำเป็น เช่น ผู้ป่วย,คนตาบอด,และบรรดาผู้ต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ ด้วยการทุ่มเททรัพย์สมบัติและชีวิตของพวกเขานั้น จะไม่เท่าเทียมกัน อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่บรรดาผู้ที่ต่อสู้ด้วยการทุ่มเททั้งทรัพย์สมบัติและชีวิตของพวกเขาให้เหนือกว่าบรรดาผู้ที่นั่งโดยไม่ออกไปต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ ขั้นหนึ่ง และสำหรับทุกคนในหมู่ผู้ที่ต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์และบรรดาผู้ที่ไม่ออกไปต่อสู่ในทางของพระองค์ เนื่องจากมีเหตุจำเป็น จะได้รับผลตอบแทนที่คู่ควรกับเขา และทรงให้บรรดาผู้ที่ต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์นั้น เหนือกว่าบรรดาผู้ที่ไม่ออกไปต่อสู้ในทางของพระองค์ ด้วยการประทานรางวัลอันใหญ่หลวง ณ ที่พระองค์ให้แก่พวกเขา
Nisa' 4:96
ผลตอบแทนนี้คือระดับขั้นที่เหนือกว่าหลายขั้นที่มาพร้อมกับการอภัยโทษจากบาปต่างๆของพวกเขา และจะได้รับความเมตตาจากพระองค์ที่มีต่อพวกเขา และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษแก่ปวงบ่าวของพระองค์ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาต่อพวกเขาเสมอ
Nisa' 4:97
แท้จริงบรรดาผู้ที่มะลาอิกะฮ์ได้เอาชีวิตของพวกเขาไป โดยที่พวกเขาเป็นผู้อธรรมแก่ตัวของพวกเขาเองด้วยการละทิ้งการอพยพจากเมืองที่มีการปฏิเสธศรัทธาไปสู่เมืองอิสลามนั้น มลาอิกะฮ์ได้ถามแก่พวกเขาขณะกำลังกระชากวิญญาณของพวกเขาอย่างเย้ยหยันว่า “พวกเจ้าเคยอยู่ในสภาพเช่นไร? และด้วยกับสิ่งใดบ้างที่ทำให้พวกเจ้าโดดเด่นจากพวกมุชริกีน? พวกเขาตอบอย่างรู้สึกผิดว่า “พวกเราเป็นผู้ที่อ่อนแอ ไม่มีพลังและอำนาจที่จะคอยปกป้องตัวของพวกเราเอง" มลาอิกะฮ์จึงถามแก่พวกเขาอย่างเย้ยหยันอีกว่า “แผ่นดินของอัลลอฮ์มิได้กว้างใหญ่พอที่จะทำให้พวกเจ้าอพยพออกไปกระนั้นหรือ? เพื่อความปลอดภัยต่อศาสนาและตัวของพวกเจ้าเองจากความตกต่ำและการถูกกดขี่ข่มเหง ดังนั้นบรรดาผู้ที่ไม่อพยพเหล่านี้แหละ ที่พำนักของพวกเขาที่พวกเขาจะตั้งหลักปักฐานอยู่นั้น คือนรกญะฮันนัม และเป็นจุดมุ่งหมายอันชั่วร้ายสำหรับพวกเขา
Nisa' 4:98
และจะมีกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นจากการลงโทษนี้ อันได้แก่ ผู้อ่อนแอ ผู้มีอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หรือเป็นเด็ก ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจสำหรับพวกเขาที่จะใช้มันในการปกป้องพวกเขาจากการอธรรมและการถูกกดขี่ข่มเหง อีกทั้งยังไม่ได้รับการแนะนำให้ไปสู่หนทางหนึ่งหนทางใด เพื่อหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหงที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ ชนเหล่านี้แหละ อัลลอฮ์อาจจะทรงยกโทษให้แก่พวกเขาด้วยความเมตตาปรานีของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงอภัยโทษแก่ปวงบ่าวของพระองค์ที่หันกลับมาหาพระองค์ด้วยการสำนึกผิด
Nisa' 4:99
และจะมีกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นจากการลงโทษนี้ อันได้แก่ ผู้อ่อนแอ ผู้มีอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หรือเป็นเด็ก ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจสำหรับพวกเขาที่จะใช้มันในการปกป้องพวกเขาจากการอธรรมและการถูกกดขี่ข่มเหง อีกทั้งยังไม่ได้รับการแนะนำให้ไปสู่หนทางหนึ่งหนทางใด เพื่อหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหงที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ ชนเหล่านี้แหละ อัลลอฮ์อาจจะทรงยกโทษให้แก่พวกเขาด้วยความเมตตาปรานีของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงอภัยโทษแก่ปวงบ่าวของพระองค์ที่หันกลับมาหาพระองค์ด้วยการสำนึกผิด
Nisa' 4:100
และผู้ใดก็ตามที่อพยพจากเมืองที่มีการปฏิเสธศรัทธาไปสู่เมืองอิสลามเพื่อแสวงหาความพึงพอพระทัยของอัลลอฮ์ เขาก็จะพบในผืนแผ่นดินที่เขาอพยพไป ซึ่งสถานที่อพยพและแผ่นดินที่ไม่ใช่แผ่นดินของเขาที่เขาทอดทิ้งมา เขาจะได้รับเกียรติและปัจจัยยังชีพที่กว้างขวาง และผู้ใดที่ออกจากบ้านของเขาไป ในฐานะผู้อพยพไปยังอัลลอฮ์ และเราะสูลของพระองค์ แล้วความตายก็ลงมาถึงเขา ก่อนที่เขาจะถึงจุดหมายปลายทางที่เขาจะอพยพไป ดังนั้นแน่นอนเหลือเกินว่ารางวัลของเขานั้นย่อมปรากฏอยู่แล้ว ณ อัลลอฮ์ และการที่เขาไปไม่ถึงปลายทางของเขานั้นจะไม่ส่งผลอันใดแก่เขาเลย และอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่สำนึกตัวจากปวงบ่าวของพระองค์ ผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ
Nisa' 4:101
และเมื่อพวกเจ้าเดินทางไปบนผืนแผ่นดินก็ไม่มีความผิดใด ๆ แก่พวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะย่อละหมาดที่มี 4 รอกะอะฮ์ โดยจาก 4 รอกะอะฮ์ เป็น 2 รอกะอะฮ์ หากพวกเจ้ากลัวว่าจะมีภัยอันตรายจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธามาประสบกับพวกเจ้า แท้จริงความเป็นศัตรูของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มีต่อพวกเจ้านั้น คือ เป็นศัตรูอย่างเปิดเผยและชัดเจน และมีหลักฐานที่ถูกต้องที่ยืนยันว่า อนุญาตให้ละหมาดย่อได้ ในการเดินทางที่มีความปลอดภัยเช่นกัน
Nisa' 4:102
และเมื่อเจ้า-โอ้เราะสูลเอ๋ย-อยู่ในหมู่ทหารขณะที่กำลังสู้รบกับศัตรู แล้วเจ้าก็ต้องการนำละหมาดให้แก่พวกเขา ดังนั้น เจ้าจงแบ่งทหารออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจากพวกเขาจงยืนละหมาดร่วมกับเจ้า และพวกเขาจงจับอาวุธของพวกเขาไว้กับตัวในขณะที่กำลังละหมาดด้วย แล้วกลุ่มที่สองก็จงรักษาความปลอดภัยให้แก่พวกเจ้า ครั้นเมื่อกลุ่มแรกทำการละหมาดได้หนึ่งรอกะอัตพร้อมกับอิหม่ามแล้ว ก็ให้พวกเขาทำการละหมาดด้วยตัวเองให้เสร็จสมบูรณ์ ครั้นเมื่อพวกเขาละหมาดเสร็จแล้ว จงให้พวกเขาอยู่เบื้องหลังของพวกเจ้าโดยหันหน้าไปทางศัตรู และกลุ่มที่กำลังทำการรักษาความปลอดภัยที่ยังไม่ได้ละหมาด ก็จงมาละหมาดหนึ่งรอกะอัตพร้อมกับอิมาม ครั้นเมื่ออิมามได้ให้สลามแล้ว พวกเขาก็จงทำสิ่งที่เหลือจากการละหมาดของพวกเขาให้เสร็จสมบูรณ์ และพวกเขาจงอยู่ในความระมัดระวังจากศัตรูและจงจับอาวุธไว้ เพราะแท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น หวังให้พวกเจ้าละเลยอาวุธและสัมภาระของพวกเจ้า และเมื่อพวกเจ้ากำลังละหมาดกันอยู่นั้น พวกเขาก็จะจู่โจมพวกเจ้าอย่างรวดเดียวและบุกควบคุมตัวพวกเจ้าในขณะที่พวกเจ้ากำลังเผลอ และไม่มีบาปใดๆแก่พวกเจ้า หากมีความเดือดร้อนใดๆมาประสบกับพวกเจ้าเนื่องจากฝนตกหรือพวกเจ้าป่วยและอื่นๆ ในการที่พวกเจ้านั้นจะวางอาวุธของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าได้ถือมันเอาไว้ และพวกเจ้าจงระมัดระวังศัตรูของพวกเจ้าอย่างสุดความสามารถ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเตรียมไว้แล้วสำหรับผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายซึ่งการลงโทษที่ยังความอัปยศแก่พวกเขา
Nisa' 4:103
ครั้นเมื่อพวกเจ้า-โอ้ผู้ศรัทธาเอ๋ย-ได้เสร็จสิ้นจากการละหมาดแล้ว พวกเจ้าจงรำลึกถึงอัลลอฮ์ด้วยการกล่าว “ตัสเบียะฮ์” “ตะฮ์มีด”,และ “ตะฮ์ลีล” ในทุกสภาพของพวกเจ้า ไม่ว่าจะยืน นั่ง หรือกำลังนอนเอกเขนกอยู่ และเมื่อใดที่ความกลัวได้หายไปจากพวกเจ้าและพวกเจ้าก็ปลอดภัยดีแล้ว พวกเจ้าก็จงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดให้ครบสมบูรณ์ ทั้งสิ่งที่เป็นรุกนต่างๆการละหมาด วาญิบต่างๆของการละหมาดและสุนัตต่างๆของการละหมาด ต้องให้ตรงตามที่พวกเจ้าได้ถูกสั่งใช้เอาไว้ แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นฟัรฎูที่ถูกกำหนดเวลาไว้เหนือผู้ศรัทธาทั้งหลายไม่อนุญาติทำให้มันล่าช้าออกไปจากเวลาของมันได้ ยกเว้นมีอุปสรรค นี่คือกรณีที่พำนักอยู่กับบ้าน ส่วนกรณีของการเดินทางนั้น ก็ให้พวกเจ้าสามารถละหมาดรวมและละหมาดย่อได้
Nisa' 4:104
และพวกเจ้าจงอย่าอ่อนแอ-โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย-และจงอย่าเกียจคร้านในการค้นหาศัตรูผู้ปฏิเสธของพวกเจ้า หากพวกเจ้าเจ็บปวดเนื่องจากการถูกฆ่าและได้รับบาดเจ็บที่ประสบกับพวกเจ้า พวกเขาก็เจ็บปวดเช่นเดียวกับพวกเจ้า ,พวกเขาได้ประสบเหมือนกับที่พวกเจ้าประสบ แต่ความอดทนของพวกเขานั้นจะไม่มีวันยิ่งใหญ่ไปกว่าความอดทนของพวกเจ้า ,เพราะแท้จริงพวกเจ้าหวังจากอัลลอฮ์ซึ่งผลบุญและความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากอัลลอฮ์ ซึ่งพวกเขาไม่หวังมัน และอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้สภาพต่างๆของปวงบ่าวของพระองค์ ผู้ทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการและกำหนดบทบัญญัติของพระองค์
Nisa' 4:105
-โอ้เราะซูลเอ๋ย-แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาให้แก่เจ้าซึ่งประกอบไปด้วยความจริง เพื่อเจ้าจะได้แจกแจงระหว่างผู้คนในกิจการต่างๆของพวกเขา ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสอนให้เจ้ารู้และดลใจแก่เจ้า มิใช่ด้วยอารมณ์และความคิดของเจ้า และเจ้าจงอย่าเป็นผู้ปกป้องให้แก่บรรดาผู้บิดพริ้วต่อตัวของพวกเขาเองและต่อความรับผิดชอบของพวกเขา ที่เจ้าจะไปโต้ตอบผู้ที่เรียกร้องความจริงจากพวกเขา
Nisa' 4:106
และจงขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ แก่ปวงบ่าวของพระองค์ที่หันกลับมาหาพระองค์ด้วยการสำนึกผิด ผู้ทรงเมตตายิ่งต่อพวกเขาเสมอ
Nisa' 4:107
และเจ้าจงอย่าโต้เถียง เพื่อปกป้องผู้ที่บิดพริ้ว และจริงจังกับการปกปิดการบิดพริ้วของเขา แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักจอมหลอกลวงโกหกและกระทำบาปทั้งหลาย
Nisa' 4:108
พวกเขาจะปกปิดให้พ้นจากมนุษย์เมื่อพวกเขาทำบาปเนื่องจากเกรงกลัวและอับอายได้ แต่พวกเขาจะปกปิดให้พ้นจากอัลลอฮ์นั้นไม่ได้ โดยที่พระองค์อยู่ร่วมกับพวกเขาด้วยความครอบคลุมของพระองค์ต่อพวกเขาไว้ทุกทิศทาง ไม่มีสิ่งใดจากพวกเขาปกปิดพระองค์ได้ ขณะที่พวกเขากำลังวางแผนกันอย่างลับๆ ซึ่งคำพูดที่พระองค์ไม่ทรงพอพระทัย เช่น ปกป้องผู้กระทำผิดและกล่าวหาผู้บริสุทธิ์ และอัลลอฮ์ทรงครอบคลุมทุกสิ่งที่พวกเขากระทำกันทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ไม่มีสิ่งใดที่สามารถแอบซ่อนจากพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาต่อการงานต่างๆของพวกเขา
Nisa' 4:109
พึงรู้เถิดว่า พวกเจ้านี้แหละ-โอ้ผู้ที่เรื่องราวของบรรดาผู้ที่กระทำความผิดมีความสำคัญต่อเขา- ที่พวกเจ้าได้เถียงแทนพวกเขากันในชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของพวกเขา และปกป้องพวกเขาจากการลงโทษ แล้วผู้ใดเล่าที่จะเถียงกับอัลลอฮ์แทนพวกเขาในวันกิยามะฮ์ ทั้งๆที่รู้ถึงสภาพที่แท้จริงของพวกเขา?! และใครเล่าจะเป็นผู้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษาพวกเขาในวันนั้น? และแน่นอนว่าจะไม่มีบุคคลใดทำเช่นนั้นได้
Nisa' 4:110
และผู้ใดที่กระทำความชั่วหรืออธรรมต่อตัวเองโดยการทำสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน แล้วเขาขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ ยอมรับในความผิดของตัวเองและเสียใจต่อการกระทำนั้นได้ออกห่างจากมัน เขาก็จะพบว่าอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษในความผิดของเขา และเป็นผู้ทรงเมตตาต่อเขาเสมอ
Nisa' 4:111
และผู้ใดที่ได้ทำบาปกรรมอะไรไว้ ไม่ว่าจะเป็นบาปเล็กหรือบาปใหญ่ แท้จริงแล้วบทลงโทษของเขาก็ย่อมตกเป็นของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น มันจะไม่ล่วงล้ำไปยังผู้อื่น และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงการงานต่างๆของปวงบ่าว ผู้ทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการและการกำหนดบทบัญญัติศาสนาของพระองค์
Nisa' 4:112
และผู้ใดที่กระทำความผิดโดยมิได้เจตตนาหรือทำบาปกรรมอะไรไว้โดยเจตตนา จากนั้นก็กล่าวหาผู้ที่บริสุทธิ์ว่าเป็นผู้กระทำ แน่นอนเขาได้แบกรับภาระที่เกิดจากการกระทำของเขา ซึ่งเป็นความเท็จที่ร้ายแรงและบาปกรรมอันชัดเจนเอาไว้
Nisa' 4:113
และหากไม่ใช่เพราะความกรุณาของอัลลอฮ์ที่มีต่อเจ้า-โอ้เราะสูลเอ๋ย-ที่ให้การคุ้มครองแก่เจ้าแล้ว แน่นอนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ที่หลอกลวงต่อตัวของพวกเขาเอง ก็ได้มุ่งหวังที่จะให้เจ้าหลงผิดไปจากสัจธรรม จนเจ้าตัดสินอย่างไม่มีความยุติธรรม แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาจะไม่ทำให้ใครหลงผิดไปได้ นอกจากตัวของพวกเขาเองเท่านั้น เพราะเนื่องจากว่าบทลงโทษของสิ่งที่พวกเขาได้ก่อขึ้นจากความพยายามในการทำให้ผู้อื่นหลงผิดนั้น ก็จะย้อนกลับมายังตัวพวกเขาเอง และอัลลอฮ์ได้ทรงประทานคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ลงมาแก่เจ้า และได้ทรงสอนให้เจ้ารู้ทางนำและแสงสว่างที่เจ้าไม่เคยรู้มาก่อนหน้านี้ และความกรุณาของอัลลอฮ์ด้วยการแต่งตั้งให้เป็นนบีและให้การคุ้มครองที่มีแก่เจ้านั้น มันใหญ่หลวงยิ่งนัก
Nisa' 4:114
ไม่มีความดีใดๆเลย ในการพูดส่วนมากที่ผู้คนได้กระซิบกระซาบกัน และไม่มีประโยชน์อันใดเลยจากคำพูดเหล่านั้น นอกจากว่า ถ้าหากคำพูดของพวกเขานั้นเป็นการใช้ให้ทำทาน หรือให้ทำสิ่งที่ดีงามที่ศาสนานำมาและสอดคล้องกับสติปัญญา หรือการเชิญชวนสู่การประนีประนอมระหว่างคู่กรณี และผู้ใดกระทำการดังกล่าวเพื่อแสวงหาความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮ์ เราจะให้แก่เขาซึ่งรางวัลอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:115
และผู้ใดที่ต่อต้านเราะสูลและขัดแย้งกับท่านในสิ่งที่ท่านนำมา หลังจากที่สัจธรรมได้ประจักษ์แก่เขาแล้ว และปฏิบัติตามทางที่มิใช่ทางของบรรดาผู้ศรัทธา เราก็จะปล่อยเขาไป และสิ่งที่เขาได้เลือกสำหรับตัวเขา และเราจะไม่ช่วยเหลือเขาให้พบกับสัจธรรม เนื่องจากการที่เขาปฏิเสธโดยเจตตนา และให้เขาเข้านรกญะฮันนัม ซึ่งเขาจะทรมานเนื่องจากความร้อนของมัน และมันเป็นจุดหมายปลายทางที่ชั่วร้ายสำหรับชาวนรก
Nisa' 4:116
แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การกระทำที่เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงให้ผู้ที่ตั้งภาคีนั้นถูกจองจำในนรกตลอดกาลอีกด้วย แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่การฝ่าฝืนต่างๆที่นอกเหนือจากการตั้งภาคีสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ด้วยความเมตตาและความโปรดปราณของพระองค์ และผู้ใดก็ตามที่ให้ผู้อื่นเป็นภาคีต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้หลงทางออกจากสัจธรรมแล้วและห่างไกลจากมันอย่างมาก เพราะเขาได้ทำให้ผู้สร้างและผู้ถูกสร้างเทียบเท่ากัน
Nisa' 4:117
พวกมุชริกีนเหล่านั้นมิได้เคารพสักการะและวิงวอนขอพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮ์ นอกจากเจว็ดที่ถูกขนานนามด้วยชื่อของผู้หญิง เช่น อัลลาต และ อุซซา มันไม่มีคุณประโยช์และไม่ให้โทษใดๆ และในความเป็นจริงแล้วพวกเขามิได้สักการะสิ่งใดเลย นอกจากชัยฏอนที่หันออกจากการเชื่อฟังอัลลอฮ์ ซึ่งมันไม่มีความดีงามอันใดเลย เพราะมันคือผู้ที่ใช้ให้พวกเขาสักการะเจว็ด
Nisa' 4:118
ด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์จึงขับไล่เขาให้ออกจากความเมตตาของพระองค์ และชัยฏอนตนนั้นก็ได้กล่าวคำสาบานกับพระผู้อภิบาลของมันว่า “ข้าพระองค์จะทำให้ปวงบ่าวของพระองค์จำพวกหนึ่งเป็นของข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาหลงออกจากสัจธรรมให้ได้”
Nisa' 4:119
และแท้จริงข้าจะขัดขวางพวกเขาจากทางอันเที่ยงตรงของพระองค์ และข้าจะปรุกเร้าพวกเขาด้วยความหวังที่เป็นเท็จเพื่อทำให้ความหลงผิดของพวกเขาเป็นสิ่งสวยงาม ฉันจะสั่งให้พวกเขากรีดหูสัตว์เพื่อทำให้สัตว์ที่อัลลอฮ์ได้อนุมัติฮะลาลกลายเป็นสัตว์ต้องห้ามไป และฉันจะสั่งพวกเขาให้ทำการเปลี่ยนการสร้างของอัลลอฮ์และความบริสุทธิ์ของมัน” และผู้ใดก็ตามที่เอาชัยตอนเป็นผู้นำด้วยการภัคดีและเชื่อฟังเขา ดังนั้นเขาได้ประสบกับการขาดทุนอย่างแท้จริงเพราะความจงรักภักดีของเขาที่มีต่อชัยตอนที่ถูกสาปแช่ง
Nisa' 4:120
ชัยฏอนจะสัญญากับพวกเขาด้วยสัญญาเท็จ และจะปรุกเร้าพวกเขาอยู่ในความเพ้อฝันลมๆแล้งๆ และในความเป็นจริงแล้วชัยฏอนมันไม่ได้สัญญาอะไรกับพวกเขา นอกจากสัญญาที่ลมๆแล้งๆที่ไม่มีความจริงเลย
Nisa' 4:121
บรรดาผู้ที่เดินตามทางเดินของชัยฏอนและตามสิ่งที่มันได้กำหนดให้พวกเขา ที่พำนักของพวกเขาก็คือนรกญะฮันนัม ซึ่งพวกเขาจะไม่พบทางหนีใดๆให้พ้นจากมันไปได้
Nisa' 4:122
และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และประกอบคุณงามความดีต่างๆที่ทำให้เขาใกล้ชิดกับพระองค์ เราจะให้พวกเขาเข้าสรวงสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านภายใต้คฤหาสน์ของสวรรค์นั้น โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล เป็นสัญญาจากอัลลอฮฺ และสัญญาของพระองค์นั้นเป็นจริงเสมอ และพระองค์จะไม่ทรงผิดสัญญา และไม่มีผู้ใดที่จะมีคำพูดที่เป็นจริงยิ่งกว่าอัลลอฮ์
Nisa' 4:123
เรื่องของความปลอดภัยและชัยชนะนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่การเพ้อฝันของพวกเจ้าหรือความเพ้อฝันของชาวคมภีร์ -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย- แต่มันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติต่างหาก ฉะนั้นแล้วใครก็ตามในหมู่พวกเจ้ากระทำความชั่ว เขาก็จะได้รับการตอบแทนด้วยความชั่วช้านั้นในวันกิยามะฮ์ และเขาจะไม่พบผู้คุ้มครองใดๆอื่นจากอัลลอฮ์ที่จะให้ประโยชน์ให้แก่เขา และจะไม่พบผู้ช่วยเหลือใดๆสำหรับเขา ที่จะปกป้องเขาจากภัยอันตราย
Nisa' 4:124
และผู้ใดกระทำในส่วนที่เป็นคุณงามความดี ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม ในฐานะที่เขาเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา อย่างแท้จริง ดังนั้นชนเหล่านี้ที่ได้รวมระหว่างการศรัทธากับการปฏิบัติเข้าด้วยกันนั้น พวกเขาจะได้เข้าสวรรค์ และพวกเขาจะไม่ถูกทำให้ผลบุญจากการงานต่างๆของพวกเขาลดน้อยลงแต่อย่างใด ถึงแม้ว่ามันเป็นสิ่งน้อยนิดที่มีขนาดเท่าปุ่มเล็กๆที่อยู่บนเมล็ดอินทผลัมก็ตาม
Nisa' 4:125
และไม่มีผู้ใดที่จะมีศาสนา ดียิ่งไปกว่าผู้ที่ยอมจำนนต่ออัลลอฮ์ ทั้งภายในและภายนอก และมีเจตนาที่บริสุทธิ์ต่อพระองค์ และปฏิบัติการงานของเขาอย่างดีโดยการปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติ และปฏิบัติตามศาสนาของอิบรอฮีม ซึ่งมันคือรากฐานของศาสนาของมุหัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่ออกห่างจากการตั้งภาคีและการปฏิเสธศรัทธา สู่การยึดมั่นในเอกภาพของอัลลอฮ์และการศรัทธาต่อพระองค์ และอัลลอฮ์ทรงเลือกนบีของพระองค์ที่ชื่ออิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ด้วยความรักที่เต็มเปี่ยม เหนือสิ่งถูกสร้างของพระองค์ทั้งหมด
Nisa' 4:126
และเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่เป็นผู้ครอบครองสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และอัลลอฮ์ทรงครอบคลุมทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ครอบคลุมทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ และการบริหารจัดการ
Nisa' 4:127
และพวกเขาจะถามเจ้า -โอ้ เราะสูลเอ๋ย- เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้หญิง จงกล่าวแก่พวกเขาเถิด “อัลลอฮ์จะทรงให้คำอธิบายเกี่ยวกับปัญหาที่พวกเจ้าถาม และพระองค์จะทรงอธิบายแก่พวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ถูกอ่านให้แก่พวกเจ้าในอัลกุรอานที่เกี่ยวกับเด็กกำพร้าที่เป็นผู้หญิงที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเจ้า และพวกเจ้าไม่ให้แก่พวกนางซึ่งสิทธิของพวกนาง ทั้งในรูปของสินสอดทองหมั้นหรือสิทธิในมรดกที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้สำหรับพวกนาง ในขณะที่พวกเจ้าไม่มีความปรารถนาที่จะแต่งงานกับพวกนาง และพวกเจ้าขัดขวางไม่ให้พวกนางแต่งงาน เนื่องด้วยความโลภของพวกเจ้าที่มีต่อความมั่งคั่งของพวกนาง และอัลลอฮ์ยังอธิบายให้พวกเจ้าเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของพวกเจ้าที่มีต่อเด็กที่อ่อนแอที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เช่น ให้สิทธิ์พวกเขาจากมรดก และสิทธิ์ที่จะไม่ถูกกดขีด้วยการที่พวกเจ้าครอบครองทรัพย์สินของพวกเขา และอัลลอฮ์ยังอธิบายแก่พวกเจ้าเกี่ยวกับภาระหน้าที่ของพวกเจ้าที่จะต้องปฏิบัติต่อเด็กกำพร้าอย่างเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ในโลกนี้และปรโลก และความดีใด ๆ ที่พวกเจ้าทำเพื่อเด็กกำพร้าและคนอื่น ๆ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้และจะตอบแทนพวกเจ้าอย่างยุติธรรม
Nisa' 4:128
และหากหญิงใดที่กังวลว่าสามีจะเฉยเมยต่อนางและเกิดการไม่สนใจนางขึ้นมา ดังนั้นก็ไม่ผิดอะไรที่ทั้งสองจะตกลงกันด้วยดี ด้วยการสละสิทธิบางอย่างของนาง เช่น สิทธิค่าเลี้ยงดูและการค้างคืนกับสามีของนาง การตกลงประนีประนอมกันในลักษณะนี้ดีกว่าการหย่าร้างกัน ในขณะที่มนุษย์มีลักษณะพื้นฐานของความโลภและความตระหนี่ ดังนั้นจึงไม่ต้องการที่จะลดสิทธิของตนง่ายๆ ดังนั้น คู่สามีภรรยาควรพยายามเอาชนะนิสัยเหล่านี้ด้วยการฝึกจิตใจให้มีการปล่อยวางและทำดีกับผู้อื่น และหากพวกเจ้าทำดีในทุกกิจการของพวกเจ้าและเกรงกลัวอัลลอฮ์โดยปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์และหลีกเลี่ยงข้อห้ามของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่พวกเจ้าทำ ไม่มีอะไรหนีจากความรู้ของพระองค์ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าอย่างยุติธรรม
Nisa' 4:129
และพวกเจ้าไม่สามารถ-โอ้บรรดาสามีทั้งหลาย- ที่จะให้ความยุติธรรมอย่างสมบูรณ์แก่บรรดาภรรยาของพวกเจ้าในเรื่องของหัวใจได้ ถึงแม้ว่าพวกเจ้าจะพยายามขนาดไหนก็ตาม เนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ หลายประการ บางครั้งเหตุผลเหล่านั้นอยู่เหนือความปรารถนาของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าเอนเอียงไปจนหมด จากผู้ที่พวกเจ้ามิได้รักนาง ด้วยการทิ้งพวกนาง เสมือนกับผู้ที่ถูกแขวนไว้ เป็นหญิงผู้มีสามีคอยดูแลเอาใจใส่ก็ไม่ใช่ เป็นหญิงผู้ไม่มีสามีที่กำลังมองหาการแต่งงานก็ไม่เชิง และหากพวกเจ้าประนีประนอมระหว่างกัน ด้วยการบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ จากการดำรงไว้ซึ่งสิทธิของภรรยา และมีความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ในเรื่องที่เกี่ยวกับนางแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ
Nisa' 4:130
และถ้าหากคู่สามีภรรยาแยกทางกันด้วยการหย่าร้าง หรือด้วยการซื้อหย่า อัลลอฮ์จะทรงทำให้ทั้งคู่ร่ำรวยจากความโปรดปรานอันมหาศาลของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงโปรดปรานอันมหาศาลและมีความเมตตาอย่างมากมาย และทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการและการกำหนดต่าง ๆ ของพระองค์
Nisa' 4:131
และเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ผู้เดียวเท่านั้นซึ่งกรรมสิทธิ์ในการครอบครองสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในผืนแผ่นดิน และครอบครองสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสอง และแท้จริงเราได้สั่งไว้แก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ที่เป็นชาวยิวและคริสเตียน และเราได้สั่งไว้แก่พวกเจ้าด้วย ว่าต้องปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงใช้และห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม และถ้าหากพวกเจ้าปฏิเสธคำสั่งนี้ พวกเจ้าก็ไม่ได้ทำอันตรายแก่ผู้ใดนอกจากแก่ตัวของพวกเจ้าเอง ดังนั้นอัลลอฮผู้ทรงมั่งมีเหนือการเชื่อฟังของพวกเจ้า อำนาจการปกครองสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงมั่งมีเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งหมดของพระองค์ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญในทุกๆคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์
Nisa' 4:132
และเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ครอบครองสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน พระองค์คือผู้ที่คู่ควรแก่การได้รับการเชื่อฟัง และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮ์เป็นผู้ปกครองบริหารทุกกิจการของทุกสรรพสิ่งที่พระองค์สร้าง
Nisa' 4:133
หากพระองค์ทรงประสงค์ก็จะทรงให้พวกเจ้าพังพินาศไป -โอ้ มนุษย์เอ๋ย- และจะทรงนำพวกอื่น ที่ไม่ใช่พวกเจ้า ซึ่งพวกเขานั้นเชื่อฟังอัลลอฮ์และไม่ฝ่าฝืนพระองค์ และอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพเหนือสิ่งนั้น
Nisa' 4:134
ผู้ใดในหมู่พวกเจ้า-โอ้ มนุษย์เอ๋ย-ที่ต้องการสิ่งตอบแทนจากการงานของเขาในโลกนี้เพียงอย่างเดียวนั้น พึ่งทราบเถิดว่าแท้จริง ณ ที่อัลลอฮ์นั้นมีทั้งสิ่งตอบแทนในโลกนี้และปรโลก ดังนั้นเขาจงแสวงหาผลบุญของทั้งสองจากพระองค์ และอัลลอฮ์ เป็นผู้ทรงได้ยินคำพูดของพวกเจ้า ผู้ทรงเห็นการกระทำต่างๆ ของพวกเจ้า และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าต่อการกระทำเหล่านั้น
Nisa' 4:135
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์เอ๋ย จงเป็นผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในทุกสภาพการณ์ของพวกเจ้า จงทำหน้าที่พยานด้วยความสัจจริงกับทุกคน แม้สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับตัวของเจ้าเอง หรือผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองของพวกเจ้า หรือญาติที่ใกล้ชิดของพวกเจ้าก็ตาม และอย่าให้ความยากจนหรือความร่ำรวยของคนใดคนหนึ่งนำเจ้าสู่การเป็นพยานหรือทะทิ้งการเป็นพยาน เพราะอัลลอฮ์เหนือกว่าคนจนและคนรวยในหมู่พวกเจ้า และพระองค์ทรงรอบรู้ยิ่งถึงผลประโยชน์ของเขาทั้งสอง ดังนั้นจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำในการเป็นพยานของพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้ไม่เอนเอียงออกไปจากสัจธรรมในการเป็นพยาน และหากพวกเจ้าบิดเบือนการเป็นพยานด้วยการกระทำที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของมัน หรือปฏิเสธที่จะเป็นพยาน แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน
Nisa' 4:136
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยึดมั่นในศรัทธาของพวกเจ้าที่มีต่ออัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์เถิด และต่อคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่เราะสูลของพระองค์ และต่อบรรดาคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่บรรดาเราะสูลคนก่อนๆ และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และวันปรโลกแล้วไซร้ แน่นอนเขาก็ได้ถูกทำให้ห่างไกลจากหนทางที่เที่ยงตรงอย่างไกลโพ้น
Nisa' 4:137
แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพวกเขาหลังจากที่ได้มีการศรัทธาแล้ว โดยการที่พวกเขานั้นได้เข้าสู่การศรัทธา แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ถอนตัวจากมัน แล้วก็เข้าสู่การศรัทธาอีกครั้ง แล้วก็ถอนตัวจากมัน แล้วพวกเขาก็ยืนกรานอยู่บนการปฏิเสธศรัทธานั้น แล้วก็เสียชีวิตลงในสภาพที่ปฏิเสธศรัทธา อัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา และจะไม่ทรงชี้นำพวกเขาสู่เส้นทางที่เที่ยงธรรมที่นำไปสู่พระองค์
Nisa' 4:138
-โอ้เราะสูลเอ๋ย- จงแจ้งข่าวดีแก่พวกมุนาฟิกที่แสดงการศรัทธาออกมา และปกปิดการปฏิเสธศรัทธาไว้ข้างในเถิดว่า แท้จริงสำหรับพวกเขา ณ ที่อัลลอฮ์แล้วในวันกิยามะฮ์จะได้รับการลงโทษอันเจ็บแสบ
Nisa' 4:139
การลงโทษนี้เกิดขึ้นกับพวกเขา (มนาฟิกีน) เพราะพวกเขารับผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นผู้ช่วยและผู้สนับสนุนไม่ใช่ผู้ศรัทธา และที่น่าแปลกเมื่อพวกเขาทำให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นผู้ช่วยเหลือ พวกเขาคาดหวังความแข็งแกร่งและความคุ้มครองจากผู้ปฏิเสธศรัทธาเพื่อยกระดับความสูงส่งด้วยสิ่งนั้นกระนั้นหรือ? ดังนั้นแท้จริงความแข็งแกร่งและการปกป้อง ทั้งหมดนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ทั้งสิ้น
Nisa' 4:140
และแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแก่พวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย-ในคัมภีร์อัลกุรอาน อัลการีม ว่าเมื่อพวกเจ้าได้นั่งในวงสนทนาและได้ยินใครบางคนปฏิเสธและใช้โองการของอัลลอฮ์ในทางที่ดูถูกเย้ยหยัน ดังนั้นพวกเจ้าไม่ควรนั่งด้วยกับพวกเขา และจำเป็นต้องออกจากวงสนทนานั้นทันทีจนกว่าพวกเขาจะพูดถึงเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิเสธและการดูถูกต่อโองการของอัลลอฮ์ เพราะถ้าพวกเจ้ายังคงนั่งกับพวกเขาต่อไปในสภาพที่พวกเขาปฏิเสธและเยาะเย้ยต่อโองการของอัลลอฮ์อยู่หลังจากที่พวกเจ้าได้ยินจากพวกเขาแล้ว แสดงว่าพวกเจ้าเป็นเหมือนพวกเขาในการฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์ เพราะการอยู่กับพวกเขาหมายความว่าพวกเจ้าไม่ได้เชื่อฟังอัลลอฮ์เสมือนที่พวกเขาไม่เชื่อฟังอัลลอฮ์ด้วยการปฏิเสธของพวกเขา แท้จริงในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮ์จะทรงรวบรวมพวกหน้าซื่อใจคด(มุนาฟิกีน)ที่มีอิสลามแค่ภายนอกแต่ซ่อนการปฏิเสธไว้ร่วมกับผู้ปฏิเสธศรัทธาในนรกญะฮันนัม
Nisa' 4:141
บรรดา (มุนาฟิก) ที่เฝ้ารอสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเจ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายนั้น ถ้าหากพวกเจ้าได้รับชัยชนะจากอัลลอฮ์ และได้รับทรัพย์สงคราม พวกเขาก็จะกล่าวแก่พวกเจ้าว่า “เราไม่ได้ร่วมรบกับพวกท่านดอกหรือ เราได้เผชิญเหมือนอย่างที่พวกท่านได้เผชิญ ?!” เพื่อต้องการได้รับทรัพย์สงคราม และหากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นฝ่ายได้เปรียบ พวกเขาก็กล่าวแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นว่า “เรามิได้ดูแลกิจการต่าง ๆ ของพวกท่านดอกหรือ? และมิได้รายล้อมพวกท่านด้วยการปกป้องและให้การช่วยเหลือพวกท่านดอกหรือ? และเรามิได้ปกป้องพวกท่านให้พ้นจากบรรดาผู้ศรัทธาด้วยการช่วยเหลือพวกท่านและทอดทิ้งพวกเขากระนั้นหรือ? อัลลอฮ์จะทรงตัดสินระหว่างพวกเจ้าทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ และพระองค์จะทรงตอบแทนบรรดาผู้ศรัทธาด้วยการได้เข้าสวรรค์ และจะทรงตอบแทนพวกมุนาฟิกด้วยการได้เข้านรกชั้นต่ำที่สุด และอัลลอฮ์จะไม่ทรงให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธามีอำนาจเหนือบรรดาผู้ศรัทธาด้วยความโปรดปรานของพระองค์เป็นอันขาด แต่จะทรงให้ผลตอบแทนที่ดีแก่บรรดาผู้ศรัทธา ตราบใดที่พวกเขายืนหยัดบนหลักการด้วยการศรัทธาที่สัจจริง
Nisa' 4:142
แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นหลอกลวงอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ด้วยการแสดงความเป็นอิสลามออกมาและซ่อนการปฏิเสธศรัทธาเอาไว้ข้างใน ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงหลอกลวงพวกเขา เนื่องจากพระองค์ได้ทรงรักษาชีวิตของพวกเขาเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่พระองค์นั้นทรงรอบรู้ถึงการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับพวกเขาซึ่งบทลงโทษที่แสนเจ็บปวดในวันอาคิเราะฮ์ และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นไปละหมาด พวกเขาก็ลุกขึ้นในสภาพเกียจคร้าน เป็นผู้ที่รังเกียจการละหมาด และพวกเขาจะไม่กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ์ นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อพวกเขาเห็นบรรดาผู้ศรัทธา
Nisa' 4:143
บรรดามุนาฟิกเหล่านั้นอยู่ในสภาพที่ลังเลอยู่ในความสับสน พวกเขาจะอยู่กับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งภายในและภายนอกก็ไม่อยู่ จะอยู่กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็ไม่ใช่ แต่ภายนอกของพวกเขาอยู่กับบรรดาผู้ศรัทธาและภายในของพวกเขาอยู่กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และผู้ใดที่อัลลอฮ์ให้หลงทางไปแล้ว เจ้าก็จะไม่พบหนทางใด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เพื่อชี้นำเขาจากการหลงทางนั้น
Nisa' 4:144
โอ้บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์เอ๋ย พวกเจ้าจงอย่าได้ยึดเอาบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์เป็นมิตรที่พวกเจ้าให้ความรักใคร่แก่พวกเขาที่ไม่ใช่บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าต้องการที่จะให้อัลลอฮ์มีหลักฐานอันชัดเจนที่บ่งบอกถึงการคู่ควรของพวกเจ้าแก่การถูกลงโทษที่เกิดจากการกระทำของพวกเจ้าในครั้งนี้กระนั้นหรือ?!
Nisa' 4:145
แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้น อัลลอฮ์จะทรงทำให้พวกเขาอยู่ในสถานที่ที่ต่ำที่สุดจากขุมนรกในวันกิยามะฮ์ และเจ้าก็จะไม่พบว่ามีผู้ช่วยคนใดสำหรับพวกเขา ที่จะมาปกป้องพวกเขาจากการถูกลงโทษ
Nisa' 4:146
นอกจากบรรดาผู้ที่กลับไปหาอัลลอฮ์ด้วยการสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวจากการบิดพริ้วของพวกเขาและปรับปรุงแก้ไขภายในของพวกเขา และยึดมั่นต่อสัญญาของอัลลอฮฺ และได้มอบการงานต่างๆของพวกเขาให้แก่อัลลอฮฺโดยไม่มีการโอ้อวดใดๆ ชนที่มีคุณลักษณะดังกล่าวนี้แหละจะร่วมอยู่กับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งในโลกนี้และวันปรโลก และอัลลอฮ์จะทรงประทาน แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลายซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่
Nisa' 4:147
ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับอัลลอฮ์ในการที่จะลงโทษพวกเจ้า หากพวกเจ้ากตัญญู และศรัทธาต่อพระองค์ ดังนั้นพระองค์คือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผู้ทรงเมตตาเสมอ แท้จริงพระองค์จะทรงลงโทษพวกเจ้าตามความผิดของพวกเจ้า ถ้าหากพวกเจ้าปรับปรุงแก้ไขการงานให้ดีขึ้น และกตัญญูรู้คุณในความโปรดปรานของพระองค์ และศรัทธาต่อพระองค์ทั้งภายนอกและภายในแล้ว พระองค์จะไม่ทรงลงโทษพวกเจ้าอย่างแน่นอน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงตอบแทนที่ดีสำหรับผู้ที่น้อมรับในความโปรดปรานของพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงประทานผลบุญให้แก่พวกเขา ผู้ทรงรอบรู้ถึงอีหม่านของสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง และจะทรงตอบแทนทุกคนตามการงานของเขา
Nisa' 4:148
อัลลอฮฺทรงไม่ชอบการเปิดเผยถ้อยคำที่ไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ทรงรังเกียจและข่มขู่การใช้ถ้อยคำที่ไม่ดี แต่อนุญาตสำหรับผู้ที่ถูกอธรรมให้เขาเปิดเผยถ้อยคำที่ไม่ดีได้ เพื่อเป็นการฟ้องผู้ที่อธรรมต่อเขา ดุอาอ์สาปแช่งและตอบโต้เขาด้วยถ้อยคำที่เหมือนกับถ้อยคำของเขา แต่การอดทนของผู้ที่ถูกอธรรมนั้นย่อมดีกว่าการเปิดเผยด้วยถ้อยคำที่ไม่ดี และพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยินถึงถ้อยคำของพวกเจ้า ทรงรอบรู้ถึงเจตนาของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงระวังถ้อยคำและเจตนาที่ไม่ดี
Nisa' 4:149
หากพวกเจ้าเปิดเผยถึงความดีใดๆจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ หรือปกปิดมันไว้ หรือให้อภัยแก่ผู้ที่กระทำไม่ดีต่อพวกเจ้า แน่นอนพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงอนุภาพเสมอ ดังนั้นจงทำให้การให้อภัยนั้นเป็นมารยาทหนึ่งของพวกเจ้า หวังว่าอัลลอฮฺจะทรงให้อภัยแก่พวกเจ้า
Nisa' 4:150
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ และยังต้องการให้เกิดความแตกต่างระหว่างอัลลอฮ์กับบรรดาเราะสูลของพระองค์ด้วยการศรัทธาต่อพระองค์และปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาเราะสูล โดยที่พวกเขากล่าวว่า เราจะศรัทธาต่อเราะสูลบางคนและปฏิเสธการศรัทธาต่อบรรดาเราะสูลอีกบางคน พร้อมกันนั้นพวกเขาต้องการ (จากคำพูดของพวกเขา) เพื่อยึดเป็นทางสายกลางระหว่างการปฏิเสธกับการศรัทธา โดยที่พวกเขาคิดว่ามันสามารถช่วยเหลือให้พวกเขาปลอดภัยได้
Nisa' 4:151
ชนเหล่านั้นที่อยู่บนแนวทางนี้ พวกเขาคือผู้ปฏิเสธศรัทธาอย่างแท้จริง เพราะผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลทั้งหมดหรือต่อบางคนนั้น แน่นอนพวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺและต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ และเราได้เตรียมไว้แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาซึ่งการลงโทษที่อัปยศที่สุดในวันกิยามะฮฺเพื่อเป็นการลงโทษพวกเขาที่เย่อหยิ่งไม่ยอมศรัทธาต่ออัลลอฮฺและบรรดาเราะซูลของพระองค์
Nisa' 4:152
และบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและให้เอกภาพต่อพระองค์โดยไม่ตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ทั้งหมดโดยมิได้แยกระหว่างคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขาดั่งที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กระทำไว้ แต่พวกเขากลับศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลทั้งหมด ชนเหล่านั้น อัลลอฮฺจะประทานให้แก่พวกเขาซึ่งรางวัลอันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการตอบแทนการศรัทธาและการงานที่ดีของพวกเขาที่เกิดจากการศรัทธา และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ทรงอภัยโทษให้แก่บ่าวของพระองค์ที่เตาบะฮฺกลับเนื้อกลับตัวเข้าหาพระองค์ เป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขา
Nisa' 4:153
โอ้ท่านเราะซูล ชาวยิวขอร้องให้เจ้านำคัมภีร์ฉบับหนึ่งจากฟากฟ้าลงมาแก่พวกเขาอย่างเบ็ดเสร็จดังที่เคยเกิดขึ้นกับมูซาเพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความสัจจริงของเจ้า ดังนั้นเจ้าจงอย่าได้ให้ความสำคัญกับพวกเขาในเรื่องดังกล่าว เพราะบรรพบรุษของพวกเขาได้เคยขอร้องมูซาซึ่งสิ่งที่ใหญ่กว่าที่พวกเขาเหล่านั้นได้ขอร้องเจ้า โดยบรรพบรุษของพวกเขาได้ขอร้องมูซาให้พวกเขาได้เห็นอัลลอฮฺกับตาโดยชัดแจ้ง แล้วพวกเขาก็ถูกฟ้าผ่าเพื่อเป็นการลงโทษในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงให้พวกเขาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง แล้วพวกเขาก็ได้เคารพอิบาดะฮฺลูกวัวนอกจากอัลลอฮฺภายหลังจากที่สัญญาณอันชัดแจ้งที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกะของอัลลอฮฺและความเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องรุบูบียะฮฺและอุลูฮียะฮฺได้มายังพวกเขา แล้วเราก็ได้อภัยให้แก่พวกเขา และเราได้ให้แก่มูซาซึ่งอำนาจหลักฐานอันชัดเจนเหนือกลุ่มชนของเขา
Nisa' 4:154
และเราได้ยกภูเขาเหนือศรีษะพวกเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งคำมั่นสัญญาที่แน่นอนจากพวกเขาและให้พวกเขาเกิดความกลัวเพื่อนำพวกเขาสู่การปฏิบัติตามสิ่งทีมีในสัญญานั้นไว้ และเราได้กล่าวแก่พวกเขาหลังจากที่ยกภูเขาว่า พวกเจ้าจงเข้าสู่ประตูบัยตุลมักดิสในสภาพที่โน้มศรีษะลง แต่พวกเขากลับเดินคลานหันหลังเข้าไป และเราได้กล่าวแก่พวกเขาอีกว่า พวกเจ้าอย่าได้ละเมิดจับปลาในวันเสาร์ แต่พวกเขากลับละเมิดแล้วจับปลา และเราได้ทำสัญญาอันหนักแน่นรุนแรงกับพวกเขา แต่พวกเขากลับผิดสัญญาที่ได้สัญญาไว้
Nisa' 4:155
แล้วเราได้ให้พวกเขาห่างไกลจากความโปรดปรานของเราเนื่องด้วยพวกเขาทำลายสัญญาอันหนักแน่นที่มีต่อพวกเขา และเนื่องด้วยการปฏิเสธของพวกเขา ต่อสัญญาณของอัลลอฮ์และด้วยความเหิมเกริมของพวกเขาได้ฆ่าบรรดานบี และด้วยคำพูดของพวกเขาที่มีต่อมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า จิตใจของเรามีฝาปิดอยู่ ดังนั้นมันจึงไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพูด โดยที่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่พวกเขาพูด แต่อัลลอฮ์ต่างหากที่ประทับตราบนจิตใจของพวกเขา ทำให้ความดีใด ๆ เข้าไปไม่ถึงจิตใจของพวกเขา เลยพวกเขาไม่ศรัทธานอกจากการศรัทธาที่น้อยนิดที่ไม่สามารถให้ประโยชน์แก่พวกเขาได้เลย
Nisa' 4:156
และเราได้ให้พวกเขาห่างไกลจากความโปรดปรานเนื่องด้วยการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาและการโกหกใส่ร้ายป้ายสีมัรยัมว่ากระทำการซินา
Nisa' 4:157
และเราได้สาปแช่งพวกเขาเนื่องด้วยคำพูดโกหกของพวกเขาอย่างหยิ่งยโสว่า แท้จริงเราได้ฆ่าอัลมะซีหฺ อีซาบุตรของมัรยัมซึ่งเป็นเราะซูลของอัลลอฮฺ และพวกเขาหาได้ฆ่าอีซาและตรึงเขาบนไม้กางเขนตามที่พวกเขากล่าวอ้างไม่ แต่ทว่าพวกเขาได้ฆ่าชายท่านหนึ่งที่อัลลอฮฺได้ทำให้เขาเหมือนกับอีซาและตรึงเขาบนไม้กางเขน เลยพวกเขาคิดว่าผู้ที่ถูกฆ่านั้นคือ อีซา อลัยฮิสสลาม ชาวยิวที่อ้างว่าฆ่าอีซาและชาวคริสต์ที่คล้อยตามพวกเขา ทั้งสองกลุ่มนี้ต่างมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องราวของอีซา (ว่าถูกฆ่าและตรึงไว้บนไม้กางเขนจริงหรือไม่) พวกเขาไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย แต่ทว่าพวกเขาคล้อยตามข้อสงสัยต่างหาก และแท้จริงการสงสัยนั้นไม่อาจอำนวยประโยชน์ใดๆ แก่ความจริงได้ และพวกเขามิได้ฆ่าอีซาและตรึงเขาบนไม้กางเขนอย่างแน่นอน
Nisa' 4:158
แต่ทว่าอัลลอฮฺได้ทรงช่วยให้เขา(อีซา) ปลอดภัยจากแผนร้ายของพวกเขา โดยที่พระองค์ได้ยกเขาทั้งร่างกายและวิญญาณขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอำนาจในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพระองค์ได้ พระองค์ทรงปรีชาญาณในแผนการ กำหนดการ และบทบัญญัติของพระองค์
Nisa' 4:159
และไม่มีชาวคัมภีร์คนใดนอกจากเขาจะศรัทธาต่ออีซาหลังจากที่เขาลงมาช่วงใกล้วันสิ้นโลกและก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต และในวันกิยามะฮฺอิซา อลัยฮิสสลาม จะเป็นพยานให้กับการงานของพวกเขาทั้งที่ถูกต้องตามศาสนบัญญัติและที่ไม่ถูกต้อง
Nisa' 4:160
แล้วก็เนื่องด้วยความอธรรมของชาวยิวเราจึงได้ให้อาหารดีๆ บางอย่างที่เคยเป็นที่อนุมัติกลายเป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขา เช่น สัตว์ประเภทที่มีกรงเล็บทุกชนิด และไขมันของวัวและแกะ นอกจากไขมันที่ติดอยู่กับหลังของมัน (ที่เป็นที่อนุมัติ) และเนื่องด้วยการขัดขวางของพวกเขาซึ่งตัวของพวกเขาเองและผู้อื่นเพื่อให้ออกห่างจากแนวทางของอัลลอฮฺ จนกระทั่งว่าการขัดขวาง (ไม่ให้กระทำ) ความดีนั้นกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับพวกเขา
Nisa' 4:161
และเนื่องด้วยการใช้ระบบดอกเบี้ยในการซื้อขายของพวกเขาหลังจากที่อัลลอฮฺได้ห้ามมันไว้ และเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมิชอบตามศาสนบัญญัติ และเราได้เตรียมไว้ซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่พวกเขา
Nisa' 4:162
แต่ทว่าบรรดาผู้ที่ยืนหยัดมั่นคงในวิชาความรู้ในหมู่ชาวยิวและบรรดาผู้ศรัทธา พวกเขาย่อมศรัทธาต่ออัลกุรอ่านที่อัลลอฮฺได้ประทานลงมาให้แก่เจ้า โอ้ท่านเราะซูล พวกเขาศรัทธาต่อคัมภีร์ต่างๆ ที่ถูกประทานลงมาให้แก่บรรดาเราะซูลก่อนหน้าเจ้า เช่น คัมภีร์เตารอต คัมภีร์อินญีล และพวกเขาดำรงไว้ซึ่งการละหมาด จ่ายซะกาตทรัพย์ ศรัทธาต่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆ และศรัทธาต่อวันปรโลก พวกเขาผู้ซึ่งมีคุณลักษณะเช่นนี้ เราจะตอบแทนให้แก่พวกเขาซึ่งรางวัลอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:163
โอ้ท่านเราะสูล แท้จริงเราได้ประทานวะฮ์ยูแก่เจ้าดั่งที่เราได้ประทานมันให้แก่บรรดานบีก่อนหน้าเจ้า ดังนั้นเจ้ามิใช่เราะสูลที่แปลกใหม่ และแท้จริงเราได้ประทานวะฮ์ยูแก่นูห์ และบรรดานบีที่มาหลังจากเขา และเราได้ประทานวะฮ์ยูแก่อิบรอฮีม และลูกชายทั้งสองของเขาอิสมาอีลกับอิสหาก และยะอ์กูบบุตรของอิสหาก และอัล-อัสบาฏ (พวกเขาคือบรรดานบีที่ถูกส่งยังเผ่าต่าง ๆ 12 เผ่าที่มาจากลูก ๆ ของนบียะอ์กูบ อลัยฮิสสลาม) และเราได้ให้คัมภีร์ซะบูรแก่ดาวูด
Nisa' 4:164
และเราได้ส่งบรรดาเราะซูลที่เราได้เล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เจ้าในอัลกุรอ่าน และบรรดาเราะซูลที่เราได้ส่งพวกเขาแต่ไม่ได้เล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เจ้าในอัลกุรอ่าน และการที่เราละทิ้งไม่เล่าเรื่องราวของพวกเขาในอัลกุรอาน(ให้แก่เจ้ารู้นั้น)เพราะหิกมะฮฺบางประการ และอัลลอฮฺได้พูดกับมูซาจริงๆ ที่เหมาะสมกับพระองค์ โดยไม่มีสื่อกลางใดๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่มูซา
Nisa' 4:165
เราได้ส่งพวกเขา (บรรดาเราะซูล) ในฐานะเป็นผู้แจ้งข่าวดีแก่ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺซึ่งผลบุญอันมีเกียรติ และเป็นผู้ตักเตือนผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์ซึ่งการลงโทษอันเจ็บปวด เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่มีข้ออ้างใดๆมาแก้ตัวต่ออัลลอฮฺได้ หลังจากที่พระองค์ได้ส่งบรรดาเราะซูลมา และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเดชานุภาพในอำนาจของพระองค์ ผู้ทรงปรีชาญาณในกำหนดการและปฏิบัติการของพระองค์
Nisa' 4:166
หากชาวยิวปฏิเสธศรัทธาต่อเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรับรองเจ้าว่าอัลกุรอ่านที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้านั้นเป็นความจริง พระองค์ได้ประทานในอัลกุรอ่านนั้นซึ่งความรู้ของพระองค์ที่พระองค์ปรารถนาจะให้บ่าวของพระองค์รับรู้ในสิ่งที่พระองค์ชอบและพอพระทัย หรือสิ่งที่พระองค์รังเกียจและปฏิเสธ และบรรดามลาอิกะฮฺก็เป็นพยานเช่นกันว่าสิ่งที่เจ้าได้นำมา (หมายถึง อัลกุรอ่าน) นั้นเป็นความจริงพร้อมกับการเป็นพยานของอัลลอฮฺด้วย และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮฺทรงเป็นพยานให้ เพราะการเป็นพยานของพระองค์นั้นเพียงพอแล้วโดยไม่ต้องพึ่งพยานอื่น
Nisa' 4:167
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อการเป็นนบีของเจ้า และขัดขวางผู้คน (ไม่ให้เข้าใกล้ ) ศาสนาอิสลาม แท้จริงพวกเขาได้ห่างไกลจากความสัจจริงอย่างไกลไปแล้ว
Nisa' 4:168
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺและบรรดาเราะซูลของพระองค์ และอธรรมต่อตัวเองด้วยการคงอยู่บนการปฏิเสธศรัทธานั้น พระองค์จะไม่ทรงอภัยโทษแก่พวกเขาตราบใดที่พวกเขายังคงยืนกรานปฏิเสธศรัทธา และพระองค์จะไม่ทรงชี้แนะพวกเขาไปสู่เส้นทางที่สามารถให้พวกเขารอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺได้อีกด้วย
Nisa' 4:169
นอกจากแนวทางที่นำไปสู่นรกญะฮันนัมโดยที่พวกเขาจะได้รับการลงโทษอยู่ในนั้นตลอดกาล และนั่นเป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับอัลลอฮฺ ไม่มีสิ่งใดสามารถขัดขวางพระองค์ได้
Nisa' 4:170
โอ้มวลมนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงเราะซูล มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม ได้มายังพวกเจ้าด้วยการนำสัจธรรมและศาสนาที่เที่ยงตรงจากอัลลอฮฺ ดังนั้นจงศรัทธาต่อสิ่งที่ท่านได้นำมายังพวกเจ้าเถิด มันจะเป็นการดียิ่งสำหรับพวกเจ้าทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮฺ และหากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงมั่งมีเหนืออีหม่าน (การศรัทธา) ของพวกเจ้า และการปฏิเสธศรัทธาของพวกเจ้าก็ไม่อาจทำให้อัลลอฮฺได้รับความเดือดร้อนแต่อย่างใด เพราะทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองนั้นล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้น และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ว่าใครสมควรได้รับฮิดายะฮฺ (ทางนำ) แล้วพระองค์ก็จะให้มันง่ายดายแก่เขา และทรงรอบรู้ว่าใครไม่สมควรได้รับมัน แล้วพระองค์ก็จะปิดบังเขาไม่ให้เจอกับทางนำนั้น พระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณทั้งในคำพูด การกระทำ บทบัญญัติ และการกำหนดของพระองค์
Nisa' 4:171
โอ้ท่านเราะซูล จงกล่าวแก่ชาวคริสต์ผู้ได้รับคัมภีร์อินญีลว่า พวกเจ้าอย่าได้เลยขอบเขตในเรื่องศาสนาของพวกเจ้า และอย่าได้กล่าวพาดพิงถึงอัลลอฮฺเกี่ยวกับเรื่องของอีซา อลัยฮิสสลาม นอกจากที่เป็นจริงเท่านั้น แท้จริงอัล-มะซีหฺอีซา บุตรของมัรยัมนั้นเป็นเพียงเราะซูล (ศาสนทูต) ของอัลลอฮฺเท่านั้นที่พระองค์ส่งเขาลงมาด้วยการนำสัจธรรม พระองค์ได้สร้างเขาด้วยคำดำรัสของพระองค์ที่ญิบรีลได้นำมันไปยังมัรยัม คำดำรัสนั้นคือ "กุน" (หมายถึง จงเป็น) แล้วมันก็เป็น (อีซา) มันเป็นการเป่าวิญญาณจากอัลลอฮฺที่ญิบรีลได้เป่ามันตามคำบัญชาของอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺและบรรดาเราะซูลของพระองค์ทั้งหมดโดยไม่แยกระหว่างพวกเขา และอย่าได้กล่าวว่าพระเจ้านั้นมีสามองค์ จงหยุดกล่าวคำโกหกเสื่อมเสียนี้เสียเถิด เพราะมันจะเป็นการดีสำหรับพวกเจ้าทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นมีพระองค์เดียวที่บริสุทธิ์จากการมีภาคีและการมีบุตร พระองค์ทรงมั่งมีเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง กรรมสิทธิ์แห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และที่อยู่ระหว่างทั้งสองเป็นของพระองค์ และเพียงพอแล้วสำหรับสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดินด้วยการมีอัลลอฮฺเป็นผู้บริหารจัดการในกิจการของพวกเขา
Nisa' 4:172
อีซา บุตรของมัรยัมจะไม่หยิ่งและไม่คัดค้านเป็นอันขาดที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ และบรรดามลาอิกะฮฺที่อัลลอฮฺทรงให้พวกเขาใกล้ชิดพระองค์และยกฐานะพวกเขาก็เช่นกันจะไม่หยิ่งและไม่คัดค้านเป็นอันขาดที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ ดังนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่พวกเจ้าได้นับถืออีซาเป็นพระเจ้า?! และเป็นไปได้อย่างไรที่บรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺนับถือบรรดามลาอิกะฮฺเป็นพระเจ้าของพวกเขา?! และผู้ใดหยิ่งและยะโสไม่เคารพอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ แน่นอนอัลลอฮฺจะทรงชุมนุมพวกเขาทั้งหมดไว้ยังพระองค์ในวันกิยามะฮฺ และตอบแทนทุกคนตามที่ควร
Nisa' 4:173
ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ และกระทำความดีงามทั้งหลายด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺและตามศาสนบัญญัตินั้น พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาด้วยผลบุญจากการงานของพวกเขาอย่างครบถ้วน และจะทรงเพิ่มให้แก่พวกเขาอีกจากความกรุณาและความเมตตาของพระองค์ ส่วนบรรดาผู้ที่หยิ่งและยะโสไม่เคารพอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺและไม่เชื่อฟังพระองค์นั้น พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ และพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครองที่สามารถให้ประโยชน์แก่พวกเขาและผู้ช่วยเหลือที่สามารถปกป้องพวกเขาจากความทุกข์ได้นอกจากอัลลอฮฺ
Nisa' 4:174
โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงได้มีหลักฐานอันประจักษ์แจ้งจากพระผู้อภิบาลของเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว ที่ปฏิเสธการแก้ตัวและขจัดสิ่งคลุมเครือ(หมายถึงท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม) และเราได้ให้แสงสว่างอันแจ่มแจ้งแก่พวกเจ้าด้วย (หมายถึงอัลกุรอ่าน)
Nisa' 4:175
ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและยึดมั่นในอัลกุรอ่านที่ถูกประทานลงมาแก่นบีของพวกเขา พระองค์จะทรงเมตตาพวกเขาด้วยการให้เข้าสวรรค์ และเพิ่มผลบุญและยกฐานะให้แก่พวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาให้ได้รับทางอันเที่ยงตรงที่ไม่คดเคี้ยว ซึ่งมันคือทางที่จะนำไปสู่สวรรค์อัดนฺ
Nisa' 4:176
โอ้ท่านเราะซูล พวกเขาจะขอให้เจ้าชี้ขาดเกี่ยวกับปัญหามรดกของ อัล-กะลาละฮฺ คือ ผู้ที่เสียชีวิตโดยไม่มีบิดาและบุตร จงกล่าวเถิดว่า อัลลอฮฺจะทรงชี้ขาดเกี่ยวกับปัญหาของมัน คือ หากคนหนึ่งเสียชีวิตโดยไม่มีบิดาและบุตร แต่มีพี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาอย่างเดียว นางจะได้รับแบบสัดส่วนครึ่งหนึ่งของมรดกที่เขาได้ทิ้งไว้ และพี่ชายหรือน้องชายร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาอย่างเดียวจะได้รับแบบส่วนที่เหลือจากมรดกหากไม่มีผู้ได้รับแบบสัดส่วนร่วมอยู่กับเขา แต่หากมีผู้ได้รับแบบสัดส่วนร่วมอยู่กับเขาด้วย เขาก็จะได้รับส่วนที่เหลือหลังจากที่ได้แบ่งแบบสัดส่วนเสร็จก่อน แต่ถ้าพี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาอย่างเดียวมีมากกว่าสองคน พวกนางจะได้รับแบบสัดส่วนสองส่วนสาม และหากพวกเขาที่ร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาอย่างเดียวมีทั้งชายและหญิง พวกเขาทั้งหมดจะได้รับมรดกแบบส่วนที่เหลือตามกฎที่ว่า " สำหรับชายจะได้รับเท่ากับส่วนได้ของหญิงสองคน" คือ ผู้ชายจะได้รับสองส่วน ผู้หญิงจะได้รับหนึ่งส่วน อัลลอฮฺทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าเกี่ยวกับหุกุมของอัล-กะลาละฮฺและหุกุมมรดกอื่นๆ เพื่อพวกเจ้าจะได้ไม่หลงผิดในเรื่องมรดก และอัลลอฮฺทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดปิดบังพระองค์ได้