Thai Mokhtasar — A'raf 7:1 – Tevbe 9:129
Contents
- A'raf 7:1
- A'raf 7:2
- A'raf 7:3
- A'raf 7:4
- A'raf 7:5
- A'raf 7:6
- A'raf 7:7
- A'raf 7:8
- A'raf 7:9
- A'raf 7:10
- A'raf 7:11
- A'raf 7:12
- A'raf 7:13
- A'raf 7:14
- A'raf 7:15
- A'raf 7:16
- A'raf 7:17
- A'raf 7:18
- A'raf 7:19
- A'raf 7:20
- A'raf 7:21
- A'raf 7:22
- A'raf 7:23
- A'raf 7:24
- A'raf 7:25
- A'raf 7:26
- A'raf 7:27
- A'raf 7:28
- A'raf 7:29
- A'raf 7:30
- A'raf 7:31
- A'raf 7:32
- A'raf 7:33
- A'raf 7:34
- A'raf 7:35
- A'raf 7:36
- A'raf 7:37
- A'raf 7:38
- A'raf 7:39
- A'raf 7:40
- A'raf 7:41
- A'raf 7:42
- A'raf 7:43
- A'raf 7:44
- A'raf 7:45
- A'raf 7:46
- A'raf 7:47
- A'raf 7:48
- A'raf 7:49
- A'raf 7:50
- A'raf 7:51
- A'raf 7:52
- A'raf 7:53
- A'raf 7:54
- A'raf 7:55
- A'raf 7:56
- A'raf 7:57
- A'raf 7:58
- A'raf 7:59
- A'raf 7:60
- A'raf 7:61
- A'raf 7:62
- A'raf 7:63
- A'raf 7:64
- A'raf 7:65
- A'raf 7:66
- A'raf 7:67
- A'raf 7:68
- A'raf 7:69
- A'raf 7:70
- A'raf 7:71
- A'raf 7:72
- A'raf 7:73
- A'raf 7:74
- A'raf 7:75
- A'raf 7:76
- A'raf 7:77
- A'raf 7:78
- A'raf 7:79
- A'raf 7:80
- A'raf 7:81
- A'raf 7:82
- A'raf 7:83
- A'raf 7:84
- A'raf 7:85
- A'raf 7:86
- A'raf 7:87
- A'raf 7:88
- A'raf 7:89
- A'raf 7:90
- A'raf 7:91
- A'raf 7:92
- A'raf 7:93
- A'raf 7:94
- A'raf 7:95
- A'raf 7:96
- A'raf 7:97
- A'raf 7:98
- A'raf 7:99
- A'raf 7:100
- A'raf 7:101
- A'raf 7:102
- A'raf 7:103
- A'raf 7:104
- A'raf 7:105
- A'raf 7:106
- A'raf 7:107
- A'raf 7:108
- A'raf 7:109
- A'raf 7:110
- A'raf 7:111
- A'raf 7:112
- A'raf 7:113
- A'raf 7:114
- A'raf 7:115
- A'raf 7:116
- A'raf 7:117
- A'raf 7:118
- A'raf 7:119
- A'raf 7:120
- A'raf 7:121
- A'raf 7:122
- A'raf 7:123
- A'raf 7:124
- A'raf 7:125
- A'raf 7:126
- A'raf 7:127
- A'raf 7:128
- A'raf 7:129
- A'raf 7:130
- A'raf 7:131
- A'raf 7:132
- A'raf 7:133
- A'raf 7:134
- A'raf 7:135
- A'raf 7:136
- A'raf 7:137
- A'raf 7:138
- A'raf 7:139
- A'raf 7:140
- A'raf 7:141
- A'raf 7:142
- A'raf 7:143
- A'raf 7:144
- A'raf 7:145
- A'raf 7:146
- A'raf 7:147
- A'raf 7:148
- A'raf 7:149
- A'raf 7:150
- A'raf 7:151
- A'raf 7:152
- A'raf 7:153
- A'raf 7:154
- A'raf 7:155
- A'raf 7:156
- A'raf 7:157
- A'raf 7:158
- A'raf 7:159
- A'raf 7:160
- A'raf 7:161
- A'raf 7:162
- A'raf 7:163
- A'raf 7:164
- A'raf 7:165
- A'raf 7:166
- A'raf 7:167
- A'raf 7:168
- A'raf 7:169
- A'raf 7:170
- A'raf 7:171
- A'raf 7:172
- A'raf 7:173
- A'raf 7:174
- A'raf 7:175
- A'raf 7:176
- A'raf 7:177
- A'raf 7:178
- A'raf 7:179
- A'raf 7:180
- A'raf 7:181
- A'raf 7:182
- A'raf 7:183
- A'raf 7:184
- A'raf 7:185
- A'raf 7:186
- A'raf 7:187
- A'raf 7:188
- A'raf 7:189
- A'raf 7:190
- A'raf 7:191
- A'raf 7:192
- A'raf 7:193
- A'raf 7:194
- A'raf 7:195
- A'raf 7:196
- A'raf 7:197
- A'raf 7:198
- A'raf 7:199
- A'raf 7:200
- A'raf 7:201
- A'raf 7:202
- A'raf 7:203
- A'raf 7:204
- A'raf 7:205
- A'raf 7:206
- Enfal 8:1
- Enfal 8:2
- Enfal 8:3
- Enfal 8:4
- Enfal 8:5
- Enfal 8:6
- Enfal 8:7
- Enfal 8:8
- Enfal 8:9
- Enfal 8:10
- Enfal 8:11
- Enfal 8:12
- Enfal 8:13
- Enfal 8:14
- Enfal 8:15
- Enfal 8:16
- Enfal 8:17
- Enfal 8:18
- Enfal 8:19
- Enfal 8:20
- Enfal 8:21
- Enfal 8:22
- Enfal 8:23
- Enfal 8:24
- Enfal 8:25
- Enfal 8:26
- Enfal 8:27
- Enfal 8:28
- Enfal 8:29
- Enfal 8:30
- Enfal 8:31
- Enfal 8:32
- Enfal 8:33
- Enfal 8:34
- Enfal 8:35
- Enfal 8:36
- Enfal 8:37
- Enfal 8:38
- Enfal 8:39
- Enfal 8:40
- Enfal 8:41
- Enfal 8:42
- Enfal 8:43
- Enfal 8:44
- Enfal 8:45
- Enfal 8:46
- Enfal 8:47
- Enfal 8:48
- Enfal 8:49
- Enfal 8:50
- Enfal 8:51
- Enfal 8:52
- Enfal 8:53
- Enfal 8:54
- Enfal 8:55
- Enfal 8:56
- Enfal 8:57
- Enfal 8:58
- Enfal 8:59
- Enfal 8:60
- Enfal 8:61
- Enfal 8:62
- Enfal 8:63
- Enfal 8:64
- Enfal 8:65
- Enfal 8:66
- Enfal 8:67
- Enfal 8:68
- Enfal 8:69
- Enfal 8:70
- Enfal 8:71
- Enfal 8:72
- Enfal 8:73
- Enfal 8:74
- Enfal 8:75
- Tevbe 9:1
- Tevbe 9:2
- Tevbe 9:3
- Tevbe 9:4
- Tevbe 9:5
- Tevbe 9:6
- Tevbe 9:7
- Tevbe 9:8
- Tevbe 9:9
- Tevbe 9:10
- Tevbe 9:11
- Tevbe 9:12
- Tevbe 9:13
- Tevbe 9:14
- Tevbe 9:15
- Tevbe 9:16
- Tevbe 9:17
- Tevbe 9:18
- Tevbe 9:19
- Tevbe 9:20
- Tevbe 9:21
- Tevbe 9:22
- Tevbe 9:23
- Tevbe 9:24
- Tevbe 9:25
- Tevbe 9:26
- Tevbe 9:27
- Tevbe 9:28
- Tevbe 9:29
- Tevbe 9:30
- Tevbe 9:31
- Tevbe 9:32
- Tevbe 9:33
- Tevbe 9:34
- Tevbe 9:35
- Tevbe 9:36
- Tevbe 9:37
- Tevbe 9:38
- Tevbe 9:39
- Tevbe 9:40
- Tevbe 9:41
- Tevbe 9:42
- Tevbe 9:43
- Tevbe 9:44
- Tevbe 9:45
- Tevbe 9:46
- Tevbe 9:47
- Tevbe 9:48
- Tevbe 9:49
- Tevbe 9:50
- Tevbe 9:51
- Tevbe 9:52
- Tevbe 9:53
- Tevbe 9:54
- Tevbe 9:55
- Tevbe 9:56
- Tevbe 9:57
- Tevbe 9:58
- Tevbe 9:59
- Tevbe 9:60
- Tevbe 9:61
- Tevbe 9:62
- Tevbe 9:63
- Tevbe 9:64
- Tevbe 9:65
- Tevbe 9:66
- Tevbe 9:67
- Tevbe 9:68
- Tevbe 9:69
- Tevbe 9:70
- Tevbe 9:71
- Tevbe 9:72
- Tevbe 9:73
- Tevbe 9:74
- Tevbe 9:75
- Tevbe 9:76
- Tevbe 9:77
- Tevbe 9:78
- Tevbe 9:79
- Tevbe 9:80
- Tevbe 9:81
- Tevbe 9:82
- Tevbe 9:83
- Tevbe 9:84
- Tevbe 9:85
- Tevbe 9:86
- Tevbe 9:87
- Tevbe 9:88
- Tevbe 9:89
- Tevbe 9:90
- Tevbe 9:91
- Tevbe 9:92
- Tevbe 9:93
- Tevbe 9:94
- Tevbe 9:95
- Tevbe 9:96
- Tevbe 9:97
- Tevbe 9:98
- Tevbe 9:99
- Tevbe 9:100
- Tevbe 9:101
- Tevbe 9:102
- Tevbe 9:103
- Tevbe 9:104
- Tevbe 9:105
- Tevbe 9:106
- Tevbe 9:107
- Tevbe 9:108
- Tevbe 9:109
- Tevbe 9:110
- Tevbe 9:111
- Tevbe 9:112
- Tevbe 9:113
- Tevbe 9:114
- Tevbe 9:115
- Tevbe 9:116
- Tevbe 9:117
- Tevbe 9:118
- Tevbe 9:119
- Tevbe 9:120
- Tevbe 9:121
- Tevbe 9:122
- Tevbe 9:123
- Tevbe 9:124
- Tevbe 9:125
- Tevbe 9:126
- Tevbe 9:127
- Tevbe 9:128
- Tevbe 9:129
A'raf 7:1
(อะลิฟ ลาม มีม ศอด)ได้กล่าวถึงเรื่องนี้แล้วในตอนต้นของซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์
A'raf 7:2
โอ้เราะสูลเอ่ย อัลกรุอานุลการีมเป็นคัมภีร์หนึ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมาแก่เจ้า ดังนั้นจงอย่าได้มีความอึดอัด และลังเลในหัวอกของเจ้าเลย คัมภีร์นั้นถูกประทานลงมาแก่เจ้าเพื่อตักเตือนให้ผู้คนเกรงกลัว และให้มันเป็นหลักฐานอันชัดแจ้ง และเพื่อเป็นข้อเตือนใจแก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย เพราะพวกเขาคือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการตักเตือน
A'raf 7:3
โอ้มวลมนุษย์ทั้งหลาย พวกเจ้าจงปฏิบัติตามคัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาจากพระเจ้าของพวกเจ้าแก่พวกเจ้า และแนวทางของท่านนบีของพวกเจ้าเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามความปรารถนาของพวกที่พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาคือผู้คุ้มครองจากบรรดาชัยฏอนหรือผู้นำที่ไม่ดีที่ควบคุมพวกเจ้าให้ละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานลงมาแก่เจ้าเพื่อสิ่งที่พวกเขาปรารถนา แต่น้อยนักที่พวกเจ้าจะรำลึก หากพวกเขารำลึกแน่นอนพวกเจ้าจะไม่แสวงหาสัจธรรมอื่นนอกจากของพระองค์ และจะดำเนินตามสิ่งที่เราะซูลของพวกเจ้านำมา และปฏิบัติตามมัน และละทิ้งสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากนั้น
A'raf 7:4
กี่เมืองแล้วที่เราได้ทำลายมันด้วยบทลงโทษของเราเมื่อชาวเมืองนั้นยังคงอยู่ในการปฏิเสธและหลงผิด และบทลงโทษของเราอันเจ็บปวดก็ได้ลงมายังเมืองนั้น ในยามค่ำคืนที่มืดหรือยามกลางวัน และพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะต่อต้านบทลงโทษให้รอดพ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง และบรรดาพระเจ้าที่ถูกแอบอ้างว่าเป็นพระเจ้าของพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะช่วยพวกเขาให้รอดจากบทลงโทษได้เช่นกัน
A'raf 7:5
ไม่มีอะไรจากพวกเขาหลังจากที่การลงโทษได้ลงมา นอกจากการสารภาพด้วยตัวของพวกเขาเองซึ่งการอธรรมและการปฏิเสธของพวกเขาต่ออัลลอฮ์
A'raf 7:6
ดังนั้นในวันแห่งการตัดสิน(วันกิยามะฮ์)แน่นอนเราจะถามประชาชาติต่างๆที่เราได้ส่งเราะสูลของเราไปยังพวกเขาในสิ่งที่บรรดาเราะสูลได้นำมา และแน่นอน เราจะถามบรรดาเราะสูลทั้งหลายถึงการส่งสาสน์ ที่เราได้สั่งพวกเขาให้ปฏิบัติ และการตอบรับของประชาชาติของพวกเขา
A'raf 7:7
แล้วแน่นอนเราจะบอกให้ทุกสิ่งที่ถูกสร้างได้รู้ถึงการงานของพวกเขาที่ได้ปฏิบัติมาในโลกนี้ แท้จริงเราเป็นผู้รู้ถึงการงานของพวกเขาทั้งหมด และจะไม่หายไปจากเราเลย และเราไม่เคยหายไปจากพวกเขาในเวลาไหนก็ตาม
A'raf 7:8
และตราชั่งการงานในวันกิยามะฮ์นั้นจะชั่งด้วยความยุติธรรม จะไม่เกินหรืออยุติธรรม ดังนั้นผู้ใดเมื่อถูกชั่งแล้วความดีของเขาหนักกว่าความชั่วของเขา ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ได้รับความสำเร็จที่ต้องการ และรอดพ้นจากความกลัว
A'raf 7:9
และผู้ใดเมื่อถูกชั่งแล้วความชั่วของเขาหนักกว่าความดีของเขาแล้ว ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ก่อความสูญเสียให้แก่ตัวของพวกเขาเอง ที่จะนำไปสู่ความหายนะในวันกิยามะฮ์ เนื่องจากการปฏิเสธบรรดาโองการต่างๆของอัลลอฮ์
A'raf 7:10
โอ้วงค์วานของอาดัมเอ๋ย แท้จริงแล้ว เราได้ทำให้พวกเจ้ามีที่พำนักอยู่ในผืนแผ่นดิน และเราได้ให้มีขึ้นแก่พวกเจ้า ซึ่งบรรดาเครื่องยังชีพในผืนแผ่นดินนั้น ดังนั้นสำหรับพวกเจ้าต้องขอบคุณอัลลอฮ์ถึงสิ่งนั้น แต่การขอบคุณของพวกเจ้านั้นมีเพียงน้อยนิด
A'raf 7:11
โอ้มวลมนุษย์เอ๋ย แท้จริงเราได้บังเกิดอาดัมพ่อของพวกเจ้า แล้วเราได้ให้เขาเป็นรูปร่างที่ดียิ่ง และสวยงามยิ่ง แล้วเราได้สั่งให้มลาอิกะฮ์ ทำการก้มกราบแก่อาดัม เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เขา แล้วพวกเขาก็ทำตามและนบนอบกัน นอกจากอิบลิสเท่านั้นที่ไม่ยอมก้มกราบเพราะความเย่อหยิ่งและละเมิด
A'raf 7:12
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เพื่อเป็นการตำหนิอิบลิสว่า "อะไรเป็นสิ่งที่ขัดขวางเจ้ามิให้ปฏิบัติตามคำสั่งของข้าที่มีต่อเจ้าให้กราบอาดัม? อิบลิส ได้ตอบพระเจ้าของเขาว่า "สิ่งที่ได้ขัดขวางข้าพระองค์นั้นเพราะข้าพระองค์นั้นดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน และไฟนั้นย่อมมีเกียรติกว่าดิน"
A'raf 7:13
พระองค์ตรัสแก่เขาว่า "เจ้าจงลงจากสวนสวรรค์นั้นไปเสีย ไม่สมควรแก่เจ้าที่จะทำโอหังในนั้น เพราะเป็นที่พำนักสำหรับบรรดาคนดีที่บริสุทธิ์ ดังนั้นจึงไม่เป็นที่อนุญาตสำหรับเจ้าที่จะอยู่ในนั้น" โอ้อิบลิสเอ๋ย "แท้จริงเจ้านั้นอยู่ในหมู่ผู้ต่ำต้อยไม่มีเกียรติ แม้ว่าเจ้าเห็นว่าตัวเจ้านั้นมีเกียรติกว่าอาดัมก็ตาม"
A'raf 7:14
อิบลิส กล่าวว่า "โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ได้โปรดประวิงเวลาให้แก่ข้าพระองค์จนถึงวันฟื้นคืนชีพด้วยเถิด จนข้าพระองค์นั้นชักชวนมวลมนุษย์ที่ข้าพระองค์สามารถชักชวนได้"
A'raf 7:15
อัลลอฮ์ตรัสแก่เขาว่า "โอ้อิบลิส แท้จริงเจ้าอยู่ในหมู่ผู้ถูกประวิงเวลาที่ข้าไดบันทึกความตายให้พวกเขาเมื่อถึงวันที่มีการเป่าสังข์ครั้งแรก โดยที่สิ่งถูกสร้างทั้งหมดจะตายและเหลือผู้สร้างพวกเขาเพียงองค์เดียว"
A'raf 7:16
อิบลิสกล่าวว่า "ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงทำให้ข้าพระองค์นั้นหลงผิด จนข้าพระองค์ละทิ้งการปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ นั่นคือ การก้มกราบต่ออาดัม แน่นอนข้าพระองค์จะติดตามวงศ์วานของอาดัมบนเส้นทางอันเที่ยงตรงของพระองค์ ข้าพระองค์จะทำให้พวกเขาหลงไปจากทางนั้น ดั่งที่ข้าพระองค์ได้หลงผิดต่อการก้มกราบอาดัม บิดาของพวกเขา"
A'raf 7:17
"แล้วข้าพระองค์จะมายังพวกเขาทุกทิศทาง โดยการหลอกล่อพวกเขาด้วยการไม่สนใจต่อปรโลก และปรารถนาแต่ทางโลก และสร้างความคลุมเคลือ และทำให้ดูดีงามในการปฏิบัติตามอารมณ์ โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ พระองค์จะไม่พบว่าส่วนมากของพวกเขานั้น เป็นผู้ขอบคุณพระองค์ ในเมื่อข้าพระองค์ได้ให้ความหวังแก่พวกเขาผ่านการปฏิเสธศรัทธา"
A'raf 7:18
พระองค์ตรัสว่า "โอ้อิบลิสเอ๋ย เจ้าจงออกจากสวนสวรรค์ไปในฐานะผู้ถูกติเตียน และถูกขับไล่จากความเมตตาของอัลลอฮ์ และข้าจะบรรจุให้เต็มนรกญะฮันนัมในวันกิยามะฮ์จากเจ้า และทุกคนที่ปฏิบัติตามเจ้า และเชื่อฟังเจ้า และไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าของเขา"
A'raf 7:19
และอัลลอฮ์ได้ตรัสแก่อาดัมว่า "โอ้อาดัมเอ๋ย! เจ้าและคู่ครองเจ้า ฮาวาอ์ จงอยู่ในสวนสวรรค์นั้นเถิด แล้วจงบริโภคสิ่งที่ดีต่างๆ ตามที่เจ้าทั้งสองประสงค์ และเจ้าทั้งสองอย่ารับประทานจากต้นไม้ต้นนี้ (ต้นไม้ที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้แก่เขาทั้งสอง) แล้วถ้าหากเจ้าทั้งสองรับประทานจากต้นไม้นั้นหลังจากที่อัลลอฮ์ทรงห้ามพวกเจ้าทั้งสองแล้ว เจ้าทั้งสองก็จะอยู่ในหมู่ผู้ละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์"
A'raf 7:20
แล้วอิบลิสก็ได้บอกแก่ทั้งสองด้วยการกระซิบ เพื่อให้ทั้งสองเปิดเผยซึ่งสิ่งที่ถูกปกปิดสำหรับทั้งสองไว้ นั่นคือสิ่งอันพึงละอายของเขาทั้งสอง และอิบลิสได้กล่าวแก่เขาทั้งสองว่า "พระเจ้าของท่านทั้งสองมิได้ทรงห้ามท่านทั้งสองรับประทานจากต้นไม้ต้นนี้ นอกจากไม่อยากให้ท่านทั้งสองกลายเป็นมลาอิกะฮ์ หรือไม่ก็ไม่อยากให้ท่านทั้งสองกลายเป็นผู้อยู่ในสวนสวรรค์ตลอดกาล"
A'raf 7:21
และมันได้สาบานต่ออัลลอฮ์แก่ทั้งสองนั้นว่า "โอ้อาดัมและฮาวาอ์เอ๋ย แท้จริงฉันอยู่ในกลุ่มคนที่ให้การแนะนำแก่ท่านทั้งสองในสิ่งที่ได้แจ้งให้ท่านทั้งสองทราบ"
A'raf 7:22
แล้วพระองค์ก็ทำให้ทั้งสองนั้นตกจากสถานะที่เขาทั้งสองเคยอยู่ อันเนื่องจากการหลอกลวง ครั้นเมื่อทั้งสองได้ลิ้มรสจากต้นไม้ต้นนั้นที่ถูกห้ามไม่ให้รับประทานแล้ว สิ่งอันพึงละอายของเขาทั้งสอง ก็เผยให้ประจักษ์แก่เขาทั้งสอง และเขาทั้งสองก็เริ่มปกปิดบนส่วนที่น่าละอายของเขาทั้งสองจากใบไม้แห่งสวนสวรรค์นั้น และพระเจ้าของเขาทั้งสองก็ได้ทรงเรียกเขาทั้งสอง โดยกล่าวว่า "ข้ามิได้ห้ามเจ้าทั้งสองกินจากต้นไม้นี้ดอกหรือ และข้ามิได้กล่าวแก่เจ้าทั้งสอง เพื่อตักเตือนดอกหรือ ว่าแท้จริงชัยฏอน นั้นคือศัตรูที่ชัดแจ้งแก่เจ้าทั้งสอง"
A'raf 7:23
อาดัมและฮาวาอ์กล่าวว่า “โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา! เราทำผิดต่อตนเองด้วยการทำสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม นั่นคือการกิน (ผล) ของต้นไม้ หากพระองค์ไม่ยกโทษบาปของเราและประทานความเมตตาของพระองค์แก่เรา แน่นอนเราจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะเราได้สูญเสียโชคลาภของเราในโลกนี้และในโลกหน้า”
A'raf 7:24
อัลลอฮ์ได้ตรัสแก่อาดัม ฮาวาอ์ และอิบลิสว่า "พวกเจ้าจงลงจากสวนสวรรค์ไปยังพื้นแผ่นดิน โดยที่บางส่วนของพวกเจ้าคือศัตรูกับอีกบางส่วน และในแผ่นดินนั้นมีที่พำนัก และสิ่งอำนวยประโยชน์สำหรับพวกเจ้าจนถึงระยะเวลาที่ถูกกำหนด"
A'raf 7:25
อัลลอฮ์ตรัสแก่อาดัม และฮาวาอ์ และลูกหลานของเขาทั้งสองว่า "ในแผ่นดินนี้แหละพวกเจ้าจะมีชีวิตอยู่ตามที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดเวลาแก่พวกเจ้า และในแผ่นดินนี้แหละพวกเจ้าจะตายและจะถูกฝังไว้ และจากหลุมฝังศพของพวกเจ้า พวกเจ้าจะถูกให้ออกมาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง"
A'raf 7:26
โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย "แท้จริงเราได้ประทานให้แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งเครื่องนุ่งห่มที่จำเป็นเพื่อปกปิดสิ่งที่อันน่าละอายของพวกเจ้าและเราได้ประทานแก่พวกเจ้าเครื่องนุ่งห่มเพื่อให้พวกเจ้าได้ประดับ และเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรงนั้นคือ การปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาและห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามนั้น ดีกว่าเครื่องนุ่มห่มที่สัมผัสได้ เครื่องนุ่งห่มที่ได้กล่าวมานั่นแหละคือส่วนหนึ่งจากบรรดาโองการของอัลลอฮ์ที่บ่งบอกถึงความสามารถของพระองค์ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รำลึกถึงความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อพวกเจ้าแล้วพวกเจ้าจะขอบคุณพระองค์
A'raf 7:27
โอ้ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย จงอย่าให้ชัยฏอนหลอกลวงพวกเจ้าโดยการล่อลวงให้ทำบาปด้วยการละทิ้งเครื่องนุ่งห่มที่ปกปิดสิ่งที่น่าละอายหรือละทิ้งเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรง แท้จริงแล้วมันได้หลอกลวงบรรพบุรุษของพวกเจ้าให้รับประทานจากต้นไม้ที่พระองค์ทรงห้ามไว้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ทั้งสองต้องออกจากสวรรค์ และสิ่งที่น่าละอายของทั้งสองก็ได้เปิดเผยออกมา แท้จริงทั้งชัยฏอนและเผ่าพันธุ์ของมันมองเห็นและดูพวกเจ้าโดยที่พวกเจ้าไม่เห็นพวกมันหรือดูพวกมันได้ ดั้งนั้นจำเป็นสำหรับพวกเจ้าที่ต้องระวังมันและเผ่าพันธุ์ของของมัน แท้จริงเราได้ให้บรรดาชัยฏอนเป็นสหายของกับบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และส่วนบรรดาผู้ศรัทธาที่ปฏิบัติการงานที่ดีนั้น ก็จะไม่มีทางสำหรับพวกมัน ที่จะมีอำนาจเหลือพวกเขา
A'raf 7:28
และเมื่อบรรดาผู้ตั้งภาคีกระทำสิ่งชั่วช้าน่ารังเกียจ เช่นการตั้งภาคี และการเดินรอบๆ อัลกะอ์บะฮ์โดยเปลือยกายและอื่นๆ พวกเขามีเหตุผลว่า พวกเขานั้นได้พบเห็นบรรดาบรรพบุรุษของพวกเขาเคยกระทำกันมา และอัลลอฮ์ก็ทรงใช้พวกเขาให้กระทำมันด้วย โอ้มุฮัมมัดเอ๋ย จงตอบพวกเขาเถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงใช้ให้กระทำสิ่งชั่วช้าน่ารังเกียจดอกแต่พระองค์จะทรงห้ามมัน แล้วพวกท่านจะแอบอ้างสิ่งนั้นได้อย่างไร? โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคีเอ๋ย พวกท่านจะกล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์ในสิ่งที่พวกเจ้าไม่รู้กระนั้นหรือ?!
A'raf 7:29
โอ้มุฮัมมัด จงกล่าวแก่บรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้นเถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงสั่งให้มีความยุติธรรม และไม่ทรงสั่งให้กระทำสิ่งลามกและชั่วช้า และทรงสั่งให้พวกท่านบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ในทุกๆ อิบาดะฮ์ โดยทั่วไป และบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ในเวลาละหมาดเป็นการเฉพาะ และจงวิงวอนต่อพระองค์เท่านั้นโดยเป็นผู้สุจริตมั่นต่อพระองค์ เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบังเกิดจากที่ไม่มีในครั้งแรก และให้พวกท่านกลับไปมีชีวิตอีกครั้ง และอัลลอฮ์ผู้ที่ทรงสามารถที่ทำให้พวกท่านบังเกิดขึ้นมาได้ก็ทรงสามารถที่จะให้พวกท่านตายและพื้นคืนชีพได้
A'raf 7:30
และแท้จริงอัลลอฮ์ทรงทำให้มนุษย์นั้นออกมาเป็นสองพวก พวกหนึ่งในหมู่พวกท่านคือพวกที่พระองค์ทรงชี้นำให้ และให้ความง่ายดายแก่เขาเพื่อเป็นสาเหตุที่จะได้รับคำแนะนำ และอุปสรรคทั้งหลายของเขาจะหมดไป และอีกพวกหนึ่งสมควรแก่พวกเขาแล้วซึ่งการหลงผิดจากทางแห่งสัจธรรม เพราะพวกเขาทำให้บรรดาชัยฏอนกลายเป็นผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ์ และปล่อยให้พวกเขาโง่เขลา และพวกเขาคิดว่าพวกเขาคือผู้ที่ได้รับการชี้นำไปสู่ทางที่เที่ยงตรง
A'raf 7:31
โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย พวกเจ้าจงสวมใส่สิ่งที่จะปกปิดสิ่งพึงสงวนของพวกเจ้า และจงประดับกายของพวกเจ้าด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดในเวลาละหมาดและตอวาฟ และพวกเจ้าจงกินและจงดื่มสิ่งที่ดีที่อัลลอฮ์ทรงอนุญาตไว้ตามที่พวกเจ้าปรารถนา และจงอย่าละเมิดขอบเขตความเป็นกลางในเรื่องนี้ และจงอย่าละเมิดสิ่งที่อนุญาตไปยังสิ่งที่ต้องห้าม แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ชอบบรรดาผู้ที่ละเมิดขอบเขตความเป็นกลางทั้งหลาย
A'raf 7:32
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เพื่อลบล้างคำกล่าวของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ห้ามทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญญัติไว้ ไม่ว่าในเรื่องของเสื้อผ้า อาหาร หรือสิ่งอื่นใด “ใครห้ามมิให้พวกเจ้าสวมเสื้อผ้าที่เป็นเครื่องประดับสำหรับพวกเจ้า? และใครเล่าที่ห้ามสิ่งที่ดีๆ จากอาหาร เครื่องดื่ม และสิ่งอื่น ๆ ที่อัลลอฮ์ได้จัดเตรียมไว้ให้พวกเจ้า?” กล่าว -โอ้ เราะสูลเอ๋ย- “แท้จริงอาหาร, เครื่องดื่ม, เสื้อผ้า, ฯลฯ ที่จัดอยู่ในประเภทสิ่งที่ดีนั้นสงวนไว้สำหรับผู้ศรัทธาในช่วงชีวิตของพวกเขาในโลกนี้ แม้ว่าจะมีคนอื่น ๆ มีส่วนกับพวกเขาในโลกก็ตาม แต่ในวันฟื้นคืนชีพจะถูกสงวนไว้สำหรับผู้ศรัทธาเท่านั้น ซึ่งในวันนั้นไม่มีคนนอกศาสนาใดสามารถที่จะมีส่วนกับพวกเขาได้ เพราะสวรรค์เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ไม่ศรีทธา เราอธิบายโองการโดยละเอียดแก่ผู้ที่ต้องการคิด เพราะพวกเขาเป็นคนที่ได้รับประโยชน์จากมัน”
A'raf 7:33
จงกล่าวเถิด- โอ้เราะสูลเอ๋ย - แก่บรรดาผู้ตั้งภาคีที่ห้ามสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงอนุญาตว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงห้ามเฉพาะสิ่งที่น่ารังเกียจแก่ปวงบ่าวของพระองค์เท่านั้น นั่นคือบาปที่น่าเกลียดทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย เขายังห้ามการกระทำที่ผิดศีลธรรมทุกประเภท และการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเลือด ทรัพย์สิน หรือความภาคภูมิใจในตนเองโดยอธรรม เขายังห้ามไม่ให้พวกเจ้าเคารพสักการะพระเจ้าอื่นควบคู่กับอัลลอฮ์ โดยไม่มีหลักฐานที่ถูกต้อง และพระองค์ยังห้ามไม่ให้พวกเจ้าพูดในทางที่ไม่ดีเกี่ยวกับพระองค์ โดยปราศจากความรู้ ในเรื่องพระนามของพระองค์ คุณลักษณะของพระองค์ การกระทำของพระองค์ และบทบัญญัติแห่งกฎหมายของพระองค์ "
A'raf 7:34
แต่ละรุ่นมีระยะเวลาเฉพาะสำหรับช่วงเวลาที่กำหนดของพวกเขา ครั้นเมื่อเวลาที่ถูกกำหนดของพวกเขามาถึง ก็จะไม่ล่าช้าแม้แต่น้อยนิด และจะไม่มาก่อนกำหนด
A'raf 7:35
โอ้ลูกหลานอาดัมเอ๋ย ถ้ามีบรรดาเราะสูลจากข้าในหมู่พวกเจ้ามายังพวกเจ้า โดยบอกเล่าในสิ่งที่ข้าได้ประทานแก่พวกเขาถึงพระคัมภีร์ของข้า พวกเจ้าจงเชื่อฟังพวกเขาเถิด และปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาได้นำมาแก่พวกเจ้า แล้วผู้ใดที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ และห่างไกลจากข้อห้ามของพระองค์และปรับปรุงแก้ไขการงานของเขาแล้ว ก็ไม่มีความหวาดกลัวใดๆ แก่พวกเขาในวันกิยามะฮ์ และทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจในสิ่งที่พวกเขาพลาดจากสิ่งดีๆโลกนี้
A'raf 7:36
และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา ซึ่งพวกเขาได้ปฏิเสธซึ่งโองการทั้งหลายของเราและไม่ศรัทธาต่อโองการเหล่านั้น และพวกเขาหยิ่งสโยต่อการงานที่บรรดาเราะสูลของพวกเขาได้นำมา ชนเหล่านี้แหละคือ ชาวนรกโดยที่พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล
A'raf 7:37
ไม่มีผู้ใดที่อธรรมยิ่งกว่าผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ ด้วยการให้สิ่งอื่นเป็นภาคีกับพระองค์ หรือพระองค์บกพร่อง หรือกล่าวถึงพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ไม่ได้กล่าว หรือปฏิเสธต่อบรรดาโองการของพระองค์ที่ชัดแจ้งที่ชี้นำสู่ทางของพระองค์ที่เที่ยงตรง พวกเขาคือกลุ่มชนที่ประสบกับสิ่งที่ถูกบันทึกไว้สำหรับพวกเขาในแผ่นจารึกที่ถูกเก็บรักษาไว้ ทั้งดีและไม่ดี จนกว่าบรรดามะลาอิกะฮ์แห่งความตายและสมุนของเขาจากบรรดามะลาอิกะฮ์ทั้งหลายนั้นได้มายังพวกเขา เพื่อกระชากวิญญาณของพวกเขาโดยกล่าวแก่พวกเขาด้วยความรังเกียจว่า "ไหนเล่า สิ่งที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์? จงร้องขอต่อพวกเขาเพื่อเป็นประโยชน์ในแก่พวกเจ้าซิ บรรดาผู้ตั้งภาคีก็ได้กล่าวแก่มะลาอิกะฮ์ว่า "บรรดาสิ่งที่เราได้วิงวอนขอนั้น มันได้หายหน้าไปจากเราเสียแล้ว เราไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน" และพวกเขาได้ยืนยันแก่ตัวพวกเขาเองว่า พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธการศรัทธา แต่การยืนยันของเขา ณ เวลานั้นเป็นหลักฐานต่อพวกเขาว่าสิ่งที่พวกเขาได้วิงวอนนั้นไม่สามารถให้ประโยชน์แก่พวกเขาได้เลย
A'raf 7:38
มลาอิกะฮ์ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกเจ้า -โอ้ บรรดาผู้ตั้งภาคีเอ๋ย- จงเข้าไปในนรกพร้อมกับบรรดาประชาชาติที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า จากญินและมนุษย์ที่ปฏิเสธศรัทธาและหลงทางเถิด ทุกครั้งที่ประชาชาติหนึ่งได้เข้าไปต่างก็จะสาปแช่งประชาชาติเท่าเข้าก่อนหน้าเขา จนกระทั่งเมื่อพวกเขาทั้งหมดรวมกันในนั้นแล้ว กลุ่มสุดท้ายของพวกเขา(คือกลุ่มผู้ตาม )ได้กล่าวแก่กลุ่มแรกของพวกเขา(กลุ่มผู้นำ)ว่า “ข้าแต่พระเจ้าของเรา พวกเขานั่นแหละที่ทำให้เราหลงจากทางที่เที่ยงตรง ดังนั้นจงลงโทษแก่พวกเขาเป็นสองเท่าเถิดเนื่องด้วยการกระทำของพวกเขาทำให้เราหลง อัลลอฮ์ตรัสว่า “สำหรับพวกเจ้าแต่ละกลุ่มจะได้รับการลงโทษเป็นสองเท่าตามสภาพของแต่ละกลุ่ม แต่พวกเจ้าไม่รู้”
A'raf 7:39
บรรดาผู้นำ กล่าวแก่ผู้ติดตามของพวกเขาว่า " พวกเจ้าไม่มีความข้อได้เปรียบใดๆ เหนือพวกเราที่จะได้รับการลดหย่อนบทลงโทษของพวกเจ้า ดังนั้นบทเรียนที่พวกท่านได้รับจากการงานนั้น ไม่ได้เป็นข้ออ้างแก่พวกเจ้าที่จะติดตามสิ่งที่ผิด โอ้ ผู้ติดตามเอ๋ย ดังนั้นพวกเจ้าจงลิ้มรสการลงโทษเหมือนที่เราได้ลิ้มรสเถิด เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเจ้าแสวงหากันจากการปฏิเสธและความชั่ว"
A'raf 7:40
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธโองการที่ชัดแจ้งต่างๆ ของเรา และได้แสดงโอหังโดยไม่เชื่อฟังและไม่ปฏิบัติตามโองการต่างๆ และไม่มีต้องการกับทุกความดีนั้น บรรดาประตูแห่งฟากฟ้าจะไม่ถูกเปิดให้แก่การงานของพวกเขาเพราะการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา และสำหรับวิญญานของพวกเขาก็เช่นกันเมื่อพวกเขาได้ตายไป และพวกเขาจะไม่ได้เข้าสวรรค์ตลอดกาล จนกว่าอูฐ(ซึ่งเป็นสัตว์ที่ใหญ่)จะลอดเข้าไปในรูเข็มได้ซึ่งเป็นสิ่งที่แคบที่สุด ซึ่งสิ่งนี้เป็นไปไม่ได้ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับมันในการเข้าสวนสวรรค์นั้นก็เป็นไปไม่ได้ และสิ่งตอบแทนเช่นนี้เหละที่อัลลอฮ์ทรงตอบแทนแก่ผู้ที่ทำบาปอันใหญ่หลวง
A'raf 7:41
สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธที่โอหังนั้น คือ ที่นอนจากนรกญะฮันนัม และจากเบื้องบนของพวกเขานั้นถูกปกคลุมด้วยไฟ และสิ่งตอบแทนในทำนองนี้แหละที่เราจะตอบแทนลงโทษแก่บรรดาผู้ล่วงละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์ที่ได้ปฏิเสธและไม่เชื่อฟังพระเจ้าของพวกเขา
A'raf 7:42
และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขาและประกอบคุณงามความดีทั้งหลายที่พวกเขาสามารถกระทำได้ และอัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้เป็นภาระแก่ชีวิตใด ที่เกินความสามารถของพวกเขา ชนเหล่านี้แหละคือชาวสวรรค์ โดยที่พวกเขาจะเข้าพำนักอยู่ในสวรรค์นั้นชั่วนิรันดร์
A'raf 7:43
และจากความสุขที่สมบูรณ์ของชาวสวรรค์นั้น คือการที่อัลลอฮ์ทรงขจัดความเกลียดชังและคับแค้นใจ ออกจากหัวอกของพวกเขา และให้มีบรรดาแม่น้ำไหลอยู่ภายใต้ของพวกเขา และบรรดาผู้ที่ยอมรับต่ออัลลอฮ์ในความสะดวกสบายที่พระองค์ได้ทรงมอบให้แก่พวกเขาได้กล่าวว่า "การสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ผู้ทรงประทานการงานที่ดีแก่เราซึ่งเราได้รับระดับนี้ และใช่ว่าพวกเราจะได้รับการตอบรับด้วยตัวของเราเอง หากว่าอัลลอฮ์ไม่ทรงตอบรับพวกเรา แน่นอนบรรดาเราะสูลแห่งพระเจ้าของเรานั้นได้นำความจริงมาที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ และความสัตย์จริงถึงการสัญญาต่อสิ่งที่ดีและชั่ว พวกเขาได้ถูกป่าวร้องว่า "นั้นแหละ คือสวนสวรรค์ที่บรรดาเราะสูลของข้าได้บอกแก่พวกเจ้าในดุนยา อัลลอฮ์ทรงมอบสวนสวรรค์นี้แก่พวกเจ้าต่อการงานที่ดีที่พวกเจ้าที่เคยกระทำกันไว้ ที่พวกเจ้าต้องการพระพักตร์ของอัลลอฮ์"
A'raf 7:44
และชาวสวรรค์ได้ร้องเรียกชาวนรกหลังจากที่ทั้งสองได้เข้าไปอยู่ในที่ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับพวกเขาว่า "แท้จริงพวกเราได้พบแล้ว สิ่งที่พระเจ้าของเราได้สัญญาแก่เรา นั่นคือสวรรค์มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นจริง และพวกเราก็ได้เข้าไปอยู่ในนั้นแล้ว แล้วพวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย- ได้พบสิ่งที่พระเจ้าของพวกเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะให้อยู่ในนรกนั้นเป็นความจริงไหม? บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวว่า "แท้จริงเราได้พบสิ่งที่พระเจ้าของเราได้สัญญาแก่เราแล้ว มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นจริง แล้วมีผู้ประกาศได้ทำการประกาศ ได้ขอต่ออัลลอฮ์ให้ขับไล่ผู้อธรรมออกจากความเมตตาของพระองค์ แท้จริงประตูแห่งความเมตตาได้ถูกเปิดแก่พวกเขาแล้ว แต่พวกเขาได้ผินหลังให้ต่อความเมตตานั้นตอนอยู่ในโลกดุนยา
A'raf 7:45
บรรดาผู้อธรรมเหล่านี้ พวกเขาคือผู้ที่ผินหลังจากแนวทางของอัลลอฮ์และสนับสนุนให้ผู้อื่นหันหลังให้กับทางนั้น และพวกเขาหวังให้ทางที่ถูกต้องกลายเป็นทางที่คดเคี้ยว เพื่อไม่ให้มนุษย์ผ่านไปได้ และพวกเขาปฏิเสธศรัทธาในปรโลก และพวกเขาไม่พร้อมสำหรับวันนั้น
A'raf 7:46
และระหว่างทั้งสองกลุ่ม (ชาวสวรรค์และชาวนรก) มีกำแพงกั้นสูงเรียกว่า อัล-อะอ์รอฟ และบนส่วนสูงของกำแพงนั้นมีชายกลุ่มหนึ่งที่ความดีและความชั่วของพวกเขานั้นหนักเท่ากัน ซึ่งพวกเขารู้จักบรรดาชาวสวรรค์ ด้วยเครื่องหมายต่างๆบนใบหน้าพวกเขา เช่น การมีใบหน้าที่ขาวสะอาด และบรรดาชาวนรกด้วยเครื่องหมายต่างๆ เช่น การมีใบหน้าที่มืดดำ และบรรดาผู้ชายเหล่านั้นก็เรียกร้องบรรดาชาวสวรรค์เพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเขา โดยกล่าวว่า "ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกท่าน" โดยที่บรรดาชาวสวรรค์ในตอนนั้นยังมิได้เข้าสวรรค์ และพวกเขาก็ปรารถนาที่จะเข้าสวรรค์ด้วยความเมตตาจากอัลลอฮ์
A'raf 7:47
และเมื่อสายตาของพวกที่อยู่บนกำแพงสูงถูกหันไปทางชาวนรก และได้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นในนรกซึ่งบทลงโทษที่แสนเจ็บปวดนั้น พวกเขาจึงกล่าวขอต่ออัลลอฮ์ว่า "โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ โปรดอย่าให้พวกข้าพระองค์ร่วมอยู่กับกลุ่มผู้อธรรมที่ปฏิเสธและตั้งภาคีเหล่านั้นเลย"
A'raf 7:48
และบรรดาผู้ที่อยู่บนส่วนสูงของกำแพงนั้นได้ร้องเรียกชายกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวนรกจากบรรดาผู้อธรรม โดยพวกเขารู้จักพวกนั้นด้วยเครื่องหมายของพวกเขา ที่มีใบหน้าที่ดำและมีตาสีฟ้า โดยกล่าวแก่พวกเขาว่า "มันไม่อำนวยประโยชน์ใดๆ เลยแก่พวกท่าน ซึ่งสิ่งที่พวกท่านสะสม ทั้งทรัพย์สินและบรรดาผู้ติดตาม และไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกท่านเลย การที่พวกท่านผินหลังให้แก่สัจธรรมด้วยความหยิ่งยโสและโอหัง
A'raf 7:49
อัลลอฮ์ตรัสไว้เพื่อเป็นการดูแคลนผู้ปฏิเสธว่า "ชนเหล่านี้ใช่ไหมคือผู้ที่พวกเจ้าได้สาบานไว้ว่า อัลลอฮ์จะไม่ทรงให้แก่พวกเขาซึ่งความเอ็นดูเมตตาใดๆ จากพระองค์?! อัลลอฮ์ตรัสแก่ผู้ศรัทธาว่า "โอ้ผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงเข้าสวรรค์เถิด ไม่มีความกลัวใดๆ สำหรับพวกเจ้า ในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังจะเผชิญ และพวกเจ้าจะไม่มีมีเสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าเคยพลาดไปในดุนยา เมื่อพวกเจ้าได้พบกับความสุขของการอยู่ในสวรรค์"
A'raf 7:50
และชาวนรกได้ร้องเรียกชาวสวรรค์ด้วยความหวัง ว่า "โอ้ ชาวสวรรค์เอ๋ย จงเทน้ำแบ่งมาให้แก่พวกเราด้วยเถิด หรือไม่ก็สิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกท่าน เช่น อาหาร" ชาวสวรรค์ได้ตอบว่า "แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงให้สิ่งทั้งสองนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายเพราะการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา และพวกเราจะไม่ช่วยเหลือพวกท่านในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้ามแก่พวกท่านไว้"
A'raf 7:51
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่ทำให้ศาสนาของพวกเขาเป็นสิ่งไร้ค่าและไร้สาระ และความสวยงามต่างๆ แห่งโลกดุนยาได้หลอกล่อพวกเขา ดังนั้นในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮ์จะลืมพวกเขา และจะละทิ้งพวกเขา ให้พวกเขาทุกข์ทรมานดังที่พวกเขาได้ลืมการพบกับวันกิยามะฮ์ พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติ(การงานที่ดี)และไม่ได้เตรียมพร้อมใดๆ เลย และสำหรับการปฏิเสธข้อโต้แย้งและหลักฐานของอัลลอฮ์และการปฏิเสธนั้นทั้งๆ ที่พวกเขารู้ว่ามันเป็นความจริง
A'raf 7:52
และแท้จริงนั้นเราได้นำอัลกรุอานมาให้แก่พวกเขาแล้ว ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาแก่มุฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม และเราได้แจกแจงคัมภีร์นั้นบนฐานแห่งความรอบรู้จากเรา และมันเป็นคัมภีร์ที่ชี้นำบรรดาผู้ศรัทธาไปสู่ทางที่ถูกต้องและไปสู่ความจริง และเป็นความเมตตาแก่พวกเขา เพราะมันมีแนวทางในการบรรลุความสุขทั้งในชีวิตในโลกนี้และในโลกหน้า
A'raf 7:53
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่างก็ไม่ได้รอคอยสิ่งใด นอกจากการลงโทษอันเจ็บปวดซึ่งได้มีแก่พวกเขา ซึ่งจะเป็นจุดจบของชะตากรรมของพวกเขาในปรโลก นั่นคือวันที่การลงโทษซึ่งได้ประกาศแก่พวกเขาจะมาถึง และเป็นวันที่รางวัลที่ประกาศแก่บรรดาผู้ศรัทธาจะมาถึง บรรดาผู้ที่ลืมอัลกุรอานในช่วงชีวิตของพวกเขาในโลกดุนยา และปฏิบัติตามคำสอนที่อยู่ในนั้น จะกล่าวว่า “แท้จริงบรรดาเราะสูลแห่งพระเจ้าของเราได้มายังพวกเราด้วยความจริงซึ่งไม่มีสงสัยเลยและไม่มีความเคลือบแคลงใดๆ ว่ามันคือความจริงที่มาจากอัลลอฮ์ ถ้าเรามีผู้วิงวอนที่สามารถช่วยเราได้ ณ ที่อัลลอฮ์ เพื่อเราจะได้พ้นจากการทรมานนั้น หรือถ้าเราได้กลับคืนสู่โลกอีกครั้ง เพื่อเราจะได้ทำความดีแทนความชั่วของเราที่เคยทำมา” บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ทำร้ายตัวเองด้วยการพลัดพรากตัวเองลงไปในเหวแห่งความพินาศอันเป็นผลจากการไม่ศรัทธาของพวกเขา และบรรดาพระเจ้าที่พวกเขาเคยเคารพบูชาอื่น ๆ นอกเหนือจากอัลลอฮ์ได้ห่างหายจากพวกเขาไป ดังนั้นพวกเขาจะไม่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาอีกเลย
A'raf 7:54
โอ้ มวลมนุษย์เอ๋ย แท้จริงพระเจ้าของพวกเจ้านั้น คือ อัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดิน โดยไม่มีแบบมาก่อน ภายในหกวัน แล้วพระองค์ก็ทรงสถิตอยู่เหนือบัลลังก์ด้วยการสถิตที่สูงส่งที่เหมาะกับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะทราบถึงลักษณะของมันได้ พระองค์ทรงให้ความมืดของกลางคืนหายไปด้วยแสงของกลางวัน และแสงของกลางวันหายไปด้วยความมืดของกลางคืน และทั้งสองนี้ต่างก็จะไล่ตามกันอย่างรวดเร็ว โดยไม่ล่าช้า เมื่อความมืดไปความสว่างก็เข้ามา และทรงสร้างดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ และบรรดาดวงดาว พึงรู้เถิด สิ่งถูกสร้างทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว หรือมีใครที่เป็นผู้สร้างอื่นจากพระองค์อีก?! และการงานทุกอย่างล้วนเป็นสิทธ์ของพระองค์เพียงผู้เดียว และความดีของพระองค์ที่ยิ่งใหญ่และความเอ็นดูเมตตาที่มากมาย และพระองค์ทรงมีคุณลักษณะความยิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบและผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก
A'raf 7:55
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงวิงวอนต่อพระเจ้าของพวกเจ้าในสภาพนอบน้อมถ่อมตนและเป็นส่วนตัว เป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจในการวิงวอนไม่โอ้อวดหรือตั้งภาคีอื่นจากอัลลอฮ์ในการวิงวอน แท้จริงพระองค์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ละเมิดขอบเขตของพระองค์ในการวิงวอน และหนึ่งในการละเมิดขอบเขตของพระองค์ที่ใหญ่ยิ่งสุดในการวิงวอน คือ การวิงวอนจากสิ่งอื่นพร้อมพระองค์ ดังที่บรรดาผู้ตั้งภาคีได้ปฏิบัติกันมา
A'raf 7:56
และพวกเจ้าอย่าก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดินด้วยการทำความชั่ว หลังจากที่อัลลอฮ์ได้ทรงปรับปรุงแก้ไขมันแล้วโดยการส่งบรรดาเราะสูลแก่พวกเขา และฟื้นฟูมันด้วยการเชื่อฟังพระองค์เพียงองค์เดียว และจงวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์พระองค์เดียวด้วยความรู้สึกที่ยำเกรงต่อบทลงโทษของพระองค์และเป็นผู้ที่รอคอยผลตอบแทนของพระองค์ แท้จริงความเอ็นดูเมตตาของอัลลอฮ์นั้นใกล้แก่ผู้กระทำดีทั้งหลาย พวกเจ้าจงเป็นหนึ่งในพวกเขา
A'raf 7:57
และพระองค์นั้นคือผู้ที่ส่งลมมาเป็นข่าวดีว่าจะเกิดฝน จนกระทั่งเมื่อลมได้แบกเมฆอันหนักที่เต็มไปด้วยน้ำ แล้วเราก็ได้นำเมฆไปสู่เมืองที่แห้งแล้ง แล้วเราก็ให้น้ำหลั่งลงที่เมืองนั้น แล้วเราได้ให้ผลไม้ทุกชนิดออกมาด้วยน้ำนั้น อุปมาการออกผลผลิตของต้นไม้เหมือนกับคนตายที่ถูกเอาออกมาจากหลุมฝังศพของพวกเขาในสภาพมีชีวิต โอ้ มวลมนุษย์เอ๋ย เราทำเช่นนั้นหวังว่าพวกเจ้าจะได้รำลึกฤทธิ์เดชของอัลลอฮ์และการสร้างที่แปลกใหม่ของพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงสามารถฟื้นคนตายได้
A'raf 7:58
และพื้นดินที่ดีจะทำให้เกิดพืชพันธุ์งอกออกมาอย่างสวยงามและสมบูรณ์ ด้วยอนุมัติแห่งอัลลอฮ์ เช่นเดียวกับผู้ศรัทธาที่ฟังคำตักเตือนและรับประโยชน์จากมัน จะทำให้เกิดการงานที่ดี และแผ่นดินที่เค็มนั้นจะไม่ทำให้เกิดพืชพันธุ์ นอกจากด้วยความยากและไม่ดี เช่นเดียวกับผู้ปฏิเสธศรัทธาที่คำตักเตือนไม่ได้เกิดประโยชน์แก่เขา และไม่ก่อให้เกิดการงานที่ดีที่เป็นประโยชน์แก่เขา ความหลากหลายที่สวยงามเช่นนี้คือความหลากหลายของหลักฐานและข้อโต้แย้งเพื่อพิสูจน์ความจริงต่อผู้ที่ขอบคุณในความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ดังนั้นจงอย่าเนรคุณ และจงเชื่อฟังพระเจ้าของพวกเขา
A'raf 7:59
และเป็นที่แน่นอนยิ่ง เราได้ส่งนูห์เป็นเราะสูล ไปยังหมู่ชนของเขาซึ่งเรียกร้องพวกเขาสู่การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และละทิ้งการเคารพภักดีต่อสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ ดังนั้นเขาได้กล่าวแก่พวกเขาว่า "โอ้หมู่ชนของฉันเอ๋ย พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเถิด เพราะไม่มีสำหรับพวกท่านผู้ที่สมควรได้รับการเคารพภักดีอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น โอ้กลุ่มชนของฉัน แท้จริงแล้วฉันกลัวสำหรับพวกท่านต่อบทลงโทษในวันที่ยิ่งใหญ่หากพวกท่านจะคงอยู่ในการปฏิเสธศรัทธา"
A'raf 7:60
บรรดาชนชั้นนำและผู้หลักผู้ใหญ่ของพวกเขากล่าวแก่เขาว่า "โอ้ นุห์เอ๋ย แท้จริงเราเห็นท่านห่างไกลจากความถูกต้องอันชัดแจ้ง"
A'raf 7:61
นูห์ กล่าวแก่บรรดาผู้นำแห่งประชาชาติของเขาว่า "ฉันไม่ได้หลงผิดอย่างที่พวกท่านได้อ้างไว้ แต่ทว่าฉันอยู่ในทางแนะนำจากพระเจ้าของฉัน และฉันคือเราะสูลที่ถูกส่งมายังพวกท่าน จากอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้าของฉันและของพวกท่านและเป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก"
A'raf 7:62
"ฉันจะทำการประกาศซึ่งสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานแก่ฉันสู่พวกท่าน ฉันต้องการให้พวกท่านได้รับความดีโดยการสนับสนุนให้พวกท่านปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้าและรับรางวัลจากพระองค์ และโดยการเตือนพวกท่านให้ละทิ้งข้อห้ามของพระองค์และห่างไกลจากการลงโทษของพระองค์ และฉันรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากพระเจ้าที่พวกท่านไม่รู้ผ่านโองการที่พระองค์ประทานแก่ฉัน"
A'raf 7:63
พวกท่านแปลกใจและประหลาดใจกระนั้นหรือ การที่โองการของอัลลอฮ์และข้อตักเตือนจากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านโดยผ่านชายคนหนึ่งในหมู่พวกท่านและพวกท่านรู้จักเขาดี?! เขาได้ใช้ชีวิตกับพวกท่าน และเขาไม่ได้เป็นจอมโกหกและไม่ได้เป็นคนที่หลงทาง และ(เขาเป็นมนุษย์)ไม่ได้มาจากชนิดอื่น เขามายังพวกท่านเพื่อให้พวกท่านเกรงกลัวต่อบทลงโทษของอัลลอฮ์ หากพวกท่านโกหกและไม่เชื่อฟัง และเพื่อที่พวกท่านจะได้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์และห่างไกลจากข้อห้ามของพระองค์ และหวังให้พวกท่านจะได้รับการเอ็นดูเมตตาหากพวกท่านศรัทธาต่อพระองค์
A'raf 7:64
แล้วประชาชาติของนุห์ได้ปฏิเสธนูห์ พวกเขาไม่ศรัทธาต่อนุห์ แต่อยู่ในการปฏิเสธอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นนุห์จึงได้วิงวอนขอให้อัลลอฮ์ทำลายพวกเขา แล้วเราได้นุหฺและบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่กับนุห์บนเรือให้รอดพ้นจากการจมน้ำ และเราได้ให้ความหายนะแก่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธโองการทั้งหลายของเราและปฏิเสธอย่างต่อเนื่องนั้น ให้พวกเขาจมน้ำและน้ำท่วมบ้านเพื่อเป็นบทลงโทษสำหรับพวกเขา แท้จริงแล้วหัวใจของพวกเขานั้นมืดบอดจากความจริง
A'raf 7:65
และเราได้ส่งเราะสูลไปยังกลุ่มชนของอ๊าดซึ่งมาจากพวกเขา เขาก็คือฮูด อะลัยฮิสะลาม เขากล่าวว่า โอ้กลุ่มชนของฉันเอ๋ย "พวกท่านจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียวเถิด เพราะไม่มีสำหรับพวกท่านผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะที่แท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น ดังนั้นพวกท่านจะไม่ยำเกรงต่อพระองค์กระนั้นหรือ ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์และห่างไกลจากข้อห้ามของพระองค์ เพื่อพวกท่านจะได้รอดพ้นจากบทลงโทษของพระองค์?!"
A'raf 7:66
บรรดาหัวหน้าและชนชั้นนำจากกลุ่มชนของเขาที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิเสธเราะสูลของพระองค์กล่าวว่า "โอ้ ฮูดเอ๋ย แท้จริงเรารู้ว่าท่านอยู่ในความโฉดเขลาและไร้เดียงสาขณะที่ท่านได้เรียกร้องพวกเราให้เคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว และละทิ้งการสักการะฮ์ต่อเทวรูป และแท้จริงพวกเราแน่ใจว่าท่านนั้นเป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้มุสาในสิ่งที่ท่านอ้างว่าท่านนั้นเป็นเราะสูลที่ถูกส่งมา"
A'raf 7:67
และฮูดก็ได้ตอบกลุ่มชนของเขาว่า "โอ้กลุ่มชนของฉัน ฉันไม่ได้โฉดเขลาและไร้เดียงสา แต่ทว่าฉัน คือเราะสูลคนหนึ่ง ซึ่งมาจากพระเจ้าแห่งสากลโลก"
A'raf 7:68
(หน้าที่ของฉัน)คือการประกาศแก่พวกท่านซึ่งสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาให้แก่ฉันทำการประกาศให้แก่พวกท่านถึงการศรัทธาในเอกภาพและบทบัญญัติของพระองค์ และฉันเป็นผู้ให้การตักเตือนที่ได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่ประกาศแก่พวกท่านอย่างซื่อตรง โดยฉันจะไม่เสริมสิ่งใดๆ เพิ่มเติมหรือตัดให้ลดลง
A'raf 7:69
และพวกท่านแปลกใจและประหลาดใจกระนั้นหรือ การที่ได้มีข้อตักเตือนจากพระเจ้าของพวกท่านมายังพวกท่านโดยผ่านชายคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน ที่ไม่ได้มาจากบรรดามลาอิกะฮ์หรือญินเพื่อมาตักเตือนพวกท่าน?! และจงสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้าของท่านเถิดที่ทรงให้พวกท่านอยู่บนพื้นดินและทรงให้พวกท่านเป็นผู้สืบช่วงหลังจากกลุ่มชนของนูห์ที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้เกิดความหายนะเพราะการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา และจงขอบคุณอัลลอฮ์ที่ได้ทรงให้ร่างกายที่ใหญ่ แข็งแรง และทรงพลังเป็นการเฉพาะแก่พวกท่าน และจงถึงรำลึกถึงความกรุณาของอัลลอฮ์ที่กว้างขวางที่มีต่อพวกท่านเถิด หวังว่าพวกท่านจะได้รับในสิ่งที่ต้องการ และปลอดภัยจากสิ่งที่หวาดกลัว
A'raf 7:70
กลุ่มชนของเขากล่าวแก่เขาว่า "โอ้ ฮูดเอ๋ย การที่ท่านมาหาพวกเรา เพื่อให้เราเคารพสักการะอัลลอฮ์แต่เพียงองค์เดียว และให้เราละทิ้งสิ่งที่บรรดาบรรพบุรุษของพวกเราเคยเคารพกันมากระนั้นหรือ?! (ถ้าเช่นนั้นก็)จงนำสิ่งที่ท่านได้สัญญาแก่พวกเรามาที่เป็นบทลงโทษ หากท่านอยู่ในหมู่ผู้พูดจริงในสิ่งที่ท่านได้อ้างมา"
A'raf 7:71
และฮูดก็ได้ตอบพวกเขาว่า "แน่นอนพวกท่านได้รับบทลงโทษจากอัลลอฮ์และความกริ้วโกรธจากพระองค์ และมันจะเกิดขึ้นกับพวกท่านที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ พวกท่านจะโต้เถียงฉันถึงเทวรูปที่พวกท่านและบรรพบุรุษของพวกท่านได้ตั้งให้มันเป็นพระเจ้าและมันไม่ใช่ความจริง อย่างนั้นหรือ?! โดยที่อัลลอฮ์มิได้ทรงประทานหลักฐานใดๆเพื่อเป็นการยืนยันถึงสิ่งที่พวกท่านวิงวอนอยู่นั้นคือพระเจ้า ดังนั้นพวกท่านจงรอคอยบทลงโทษที่พวกท่านขอให้รีบเร่งเถิดและฉันก็จะร่วมกับพวกท่านด้วยในการเป็นผู้ที่รอคอย และมันจะเกิดขึ้นจริง"
A'raf 7:72
แล้วเราได้ให้ฮูด อะลัยฮิสะลาม และบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่ร่วมกับเขาให้ปลอดภัย ด้วยความเอ็นดูเมตตาจากเรา และเราได้กำจัดด้วยการทำลายล้างบรรดาผู้ที่ปฏิเสธโองการทั้งหลายของเรา และมิเคยปรากฏว่าพวกเขาเป็นผู้ศรัทธา แต่พวกเขาคือผู้ปฏิเสธศรัทธา และสมควรที่จะได้รับการลงโทษ
A'raf 7:73
และแท้จริงเราได้ส่งไปยังกลุ่มชนษะมูตซึ่งพี่น้องของพวกเขาคือศอลิห์ เพื่อเรียกร้องให้พวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์และทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์ ศอลิห์ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า "โอ้กลุ่มชนของฉันเอ๋ย จงเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ผู้เดียวเถิด ไม่มีผู้ใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะและได้รับการภัคดีนอกจากพระองค์เท่านั้น แท้จริงได้มีหลักฐานอันชัดเจนจากพระเจ้าของพวกท่านมายืนยังถึงความสัตย์จริงในสิ่งที่ฉันนำมาแก่พวกท่าน นั้นก็คืออูฐตัวเมียที่ถูกนำออกมาจากหิน ซึ่งสำหรับมันมีเวลาที่เฉพาะในการดื่มน้ำ และสำหรับพวกท่านก็มีวันที่เฉพาะในดื่มน้ำในวันที่รู้กัน ดังนั้นพวกท่านจงปล่อยมันกินในแผ่นดินของอัลลอฮ์เถิด พวกท่านไม่จำเป็นต้องให้การช่วยเหลือมันเลย และอย่าทำร้ายมัน เพระการทำร้ายมันนั้นเป็นเหตุทำให้พวกท่านได้รับการลงโทษอันเจ็บแสบ
A'raf 7:74
และจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่ได้ทรงประทานแก่พวกเจ้าครั้นที่พวกเจ้าเป็นผู้สืบทอดหลังจากชาวอ็าด และได้ทรงให้พวกเจ้าได้อยู่ในแผ่นดินของพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้าจะได้เพลิดเพลินกับสิ่งที่อยู่ที่นั่นและค้นหาสิ่งที่พวกเจ้ากำลังมองหา และทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ชาวอ็าดถูกทำลายหลักจากที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธาและไม่ยอมรับ พวกเจ้าได้สร้างวังบนพื้นที่ราบ และแกะสลักภูเขาเพื่อสร้างบ้านสำหรับพวกเจ้า ดังนั้นจงระลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่ทรงประทานแก่พวกเจ้าเพื่อที่พวกเจ้าจะได้ขอบคุณพระองค์ และละความชั่วไว้บนแผ่นดิน นั่นคือโดยการละทิ้งความไม่เชื่อในพระเจ้าและหลีกเลี่ยงการกระทำที่ผิดศีลธรรม
A'raf 7:75
บรรดาผู้นำและบุคคลสำคัญที่หยิ่งผยองซึ่งดูถูกเหยียดหยามต่อบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งได้ถามพวกเขาว่า "พวกเจ้าเชื่อ -โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย- ว่า ศอลิห์เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์จริงหรือ?" บรรดาผู้ศรัทธาที่พวกเขาเหยียดหยามตอบว่า“เราเชื่อมั่นในตัวเขาและเราปฏิบัติตามสิ่งที่เขานำมาให้เรา”
A'raf 7:76
บรรดาผู้หยิ่งยโสจากกลุ่มชนของเขากล่าวว่า "แท้จริงเราเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ต่อสิ่งที่พวกเจ้าได้ศรัทธากัน ดังนั้นเราจะไม่ศรัทธาต่อมันและจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของมันอย่างแน่นอน"
A'raf 7:77
และพวกเขาก็ได้เชือดอูฐที่เคยถูกห้ามแก่พวกเขาไม่ให้แตะต้องทำร้าย เพราะความหยิ่งยโสต่อคำสั่งของอัลลอฮ์์ และพวกเขาได้กล่าวด้วยการเยาะเย้ยและดุแคลนต่อสิ่งที่ศอลิห์ได้ให้สัญญากับพวกเขา ว่า "โอ้ศอลิห์ จงนำสิ่งที่เจ้าได้สัญญาแก่พวกเราไว้ซึ่งบทลงโทษอันเจ็บปวดมาให้แก่พวกเราเถิด ถ้าหากท่านเป็นผู้ที่อัลลอฮ์ส่งมาจริง"
A'raf 7:78
ดังนั้นบทลงโทษที่บรรดาผู้ปฏิเสธได้เรียกร้องก็ได้มาถึง ซึ่งได้ทำลายพวกเขาด้วยการเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง จนกลายเป็นศพที่ล้มคว่ำบนหน้าพื้นดิน และไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเขาที่รอดจากความหายนะได้
A'raf 7:79
แล้วศอลิห์ อะลัยฮิสะลาม ได้ออกห่างจากประชาชาติของเขาหลังจากหมดหวังจากการตอบรับของพวกเขา และได้กล่าวแก่พวกเขาว่า "โอ้ประชาชาติของฉันเอ๋ย แท้จริงฉันได้นำมาแก่พวกเจ้าแล้วซึ่งสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ใช้ให้ฉันมาประกาศแก่พวกเจ้า และฉันก็ได้ตักเตือนพวกเจ้าด้วยการส่งเสริมให้ทำดีและด้วยการให้เกรงกลัวต่อการทำชั่ว แต่พวกเจ้าเป็นประชาชาติที่ไม่ชอบบรรดาผู้ที่ให้การตักเตือนที่จริงจังต่อการชี้แนะพวกเจ้าสู่แนวทางที่ดีและให้พวกเจ้าห่างไกลจากความชั่ว"
A'raf 7:80
และจงรำลึกถึงลูฏ ขณะที่เขาได้กล่าวประณามแก่ประชาชาติของเขาว่า "พวกท่านทั้งหลายได้กระทำสิ่งชั่วช้าน่ารังเกียจ นั้นก็คือการร่วมเพศกับผู้ชายด้วยกันกระนั้นหรือ?! การกระทำที่พวกเจ้าได้ทำมันขึ้นมานั้น ไม่มีผู้ใดกระทำมันมาก่อนพวกท่าน!ً
A'raf 7:81
อันที่จริงพวกเจ้ามาหาผู้ชายเพื่อสนองตัณหาของพวกเจ้าและเพิกเฉยต่อผู้หญิงที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อระบายความใคร่ให้กับพวกเจ้า แท้จริงแล้วพวกเจ้าไม่ได้ปฏิบัติตามสามัญสำนึก คำสอนทางศาสนา หรือธรรมชาติดังเดิมของมนุษย์ พวกเจ้าได้ละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์เพราะพวกเจ้าได้ออกจากสภาวะปกติที่มีอยู่ในมนุษย์ คุณเบี่ยงเบนจากสามัญสำนึกและธรรมชาติอันสูงส่ง
A'raf 7:82
หมู่ชนของเขาซึ่งกระทำความผิดอันไร้ยางอายนี้ (รักร่วมเพศ) ซึ่งพวกเขาถูกห้ามไม่ให้กระทำ กลับตอบโต้ด้วยการหันหนีจากความจริงโดยกล่าวว่า “จงขับไล่ลูฏและครอบครัวของเขาออกจากเมืองของพวกเจ้าเสีย” แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นมนุษย์ที่หลีกเลี่ยงจากการกระทำของเรา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สมควรที่จะอยู่ท่ามกลางพวกเรา”
A'raf 7:83
แล้วเราได้ช่วยเขาและครอบครัวของเขาให้รอดพ้นโดยการสั่งให้พวกเขาออกจากหมู่บ้านที่จะเกิดการลงโทษนั้นในเวลากลางคืน เว้นแต่ภรรยาของเขาซึ่งนางจะอยู่ในหมู่ประชาชาติที่เหลือ แล้วนางก็ได้ประสบกับบทลงโทษเช่นเดียวกับที่พวกเขาได้ประสบ
A'raf 7:84
และเราได้ทำให้ฝนตกลงบนพวกเขาอย่างหนัก โดยเราได้ขว้างพวกเขาด้วยก้อนหินจากดิน และเราได้พลิกหมู่บ้าน แล้วทำให้ข้างบนของมันเป็นข้างล่าง ดังนั้นจงสังเกตุเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ถึงจุดจบของประชาชาติลูฏที่กระทำชั่วนั้นเป็นอย่างไร? แท้จริงจุดจบของพวกเขาคือความพินาศและความอัปยศอย่างถาวร
A'raf 7:85
และเราได้ส่งชุอัยบ์ อะลัยฮิสสลาม แก่ชาวมัดยัน ซึ่งเป็นพี่น้องของพวกเขา แล้วเขาได้ตรัสกับพวกเขาว่า “โอ้ หมู่ชนของฉัน! จงเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียวเถิด ไม่มีพระเจ้าอื่นใดสำหรับพวกเจ้าที่มีสิทธิจะเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น ได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งจากอัลลอฮ์มายังพวกเจ้า และข้อยืนยันอันชัดแจ้งที่บ่งบอกว่าคำสอนที่ฉันนำมาให้แก่พวกเจ้านั้นมาจากพระเจ้าของฉันจริงๆ จงให้แก่มนุษย์ซึ่งสิทธิของพวกเขาด้วยการตวงและชั่งให้ครบสมบูรณ์ และอย่าลดทอนสิทธิของพวกเขาด้วยการดูแคลนและทำให้สินค้าของพวกเขาเสื่อมเสียหรือหลอกลวงพวกเขา และอย่าก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดินด้วยการปฏิเสธศรัทธาและกระทำความชั่วหลังจากที่บรรดานบีได้เคยทำให้มันดีก่อนหน้านั้น มันจะดีและมีประโยชน์มากขึ้นสำหรับพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าศรัทธา เพราะมันหมายถึงการละทิ้งสิ่งที่ผิดศีลธรรมเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามต่างๆของอัลลอฮ์ และเป็นการเข้าใกล้อัลลอฮ์มากขึ้นโดยการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์
A'raf 7:86
และพวกเจ้าอย่านั่งบนทางทุกสาย เพื่อการขู่เข็ญผู้ที่เดินผ่านเพื่อปล้นทรัพย์สินของพวกเขา และอย่าสกัดกั้นผู้คนให้ออกจากทางของอัลลอฮ์ที่ต้องการรับคำชี้นำ โดยหวังให้ทางของอัลลอฮ์คตเคี้ยวจงไม่มีผู้คนเดินอยู่บนเส้นทางนั้น และจงรำลึกความกรุณาของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้าเพื่อจะได้ขอบคุณพระองค์ แท้จริงพวกเจ้าเคยมีจำนวนน้อยแล้วพระองค์ก็ทรงทำให้พวกเจ้ามีจำนวนมากขึ้น และจงสังเกตุดูว่าจุดจบของบรรดาผู้ก่อความเสียหายบนแผ่นดินก่อนหน้าพวกเจ้านั้นเป็นอย่างไร แท้จริงจุดจบของพวกเขาคือความหายนะและความพินาศ
A'raf 7:87
และถ้าหากว่ามีกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกท่านศรัทธาต่อสิ่งที่ฉันนำมาจากพระเจ้าของฉัน และอีกกลุ่มหนึ่งมิได้ศรัทธาต่อสิ่งนั้น ดังนั้น -โอ้ บรรดาผู้ปฏิเสธเอ๋ย- จงรอสิ่งที่อัลลอฮ์จะทรงชี้ขาดระหว่างพวกเจ้าเถิด และพระองค์คือผู้ทรงชี้ขาดที่ดีเยี่ยมและผู้ทรงตัดสินที่ยุติธรรม
A'raf 7:88
บรรดาผู้มีอิทธิพลและเหล่าผู้นำที่หยิ่งผยองจากหมู่ชนของชุอัยบ์ได้กล่าวกับเขาว่า "แน่นอนเราจะขับไล่เจ้า-โอ้ชุอัยบ์-และบรรดาผู้ที่ศรัทธากับเจ้าออกจากหมู่บ้านของเรา เว้นแต่ว่าเจ้าจะกลับมานับถือศาสนาของเรา" นบีชุอัยบ์จึงกล่าวแก่พวกเขาด้วยความประหลาดใจว่า "จะให้เราตามศาสนาและลัทธิของพวกเจ้า ถึงแม้ว่าเราเกลียดมัน เพราะเรารู้อย่างถ่องแท้ว่าสิ่งที่พวกเจ้ายึดมั่นนั้นมันไม่ถูกต้องกระนั้นหรือ?"
A'raf 7:89
หากเราเชื่อในสิ่งที่พวกท่านได้ปฏิเสธและตั้งภาคีกับอัลลอฮฺ หลังจากที่อัลลอฮฺได้ทรงช่วยพวกเราให้พ้นจากสิ่งนั้นมาแล้ว แน่นอนเราจะกลายเป็นผู้ที่อุปโลกน์และบิดเบือนข้อเท็จจริงที่มีต่อพระองค์ มันไม่ถูกต้องและมันไม่เป็นการควรสำหรับเราที่จะกลับไปสู่ศาสนาที่เป็นเท็จของพวกท่าน เว้นแต่ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความประสงค์จากพระผู้อภิบาลของเรา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ยอมจำนนต่อความประสงค์ของอัลลอฮฺทั้งสิ้น พระองค์ทรงรอบรู้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นจากพระองค์ได้ แด่อัลลอฮฺพระองค์เดียวเท่านั้นที่เราเชื่อมั่นเพื่อให้เราได้ยืนยัดอยู่บนเส้นทางที่เที่ยงตรงนี้ และปกป้องเราจากเส้นทางแห่งไฟนรก โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดชี้ขาดด้วยความจริงระหว่างเรากับประชาชาติของเราเถิด และโปรดช่วยเหลือผู้ที่อยู่บนความถูกต้องที่ถูกกดขี่จากน้ำมือของผู้อธรรมที่ดื้อดึงเถิด แท้จริง (โอ้พระผู้อภิบาลของเรา) พระองค์คือผู้ที่ชี้ขาดที่ดีที่สุด
A'raf 7:90
และบรรดาผู้มีอิทะิพลและบรรดาหัวหน้าจากหมู่ชนของเขาที่ปฏิเสธการเชิญชวนสู้การให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺได้กล่าวเพื่อเป็นการข่มขู่เพื่อให้พวกเขาห่างไกลจากชุอัยบฺและศาสนาของเขาว่า "โอ้หมู่ชนของเราเอ๋ย หากพวกเจ้าเข้ารับศาสนาของชุอัยบฺ แล้วละทิ้งศาสนาของพวกเจ้าและศาสนาบรรพบุรุษของพวกเจ้า พวกเจ้าก็จะได้รับความหายนะแน่นอน"
A'raf 7:91
แผ่นดินไหวได้ถล่มพวกเขาอย่างรุ่นแรง แล้วพวกเขากลายเป็นศพตายในสภาพนอนพังพาบอย่างราบคาบภายในบ้านของพวกเขาเอง
A'raf 7:92
บรรดาผู้ปฏิเสธชุอัยบฺได้ตายทั้งหมด คล้ายกับว่าพวกเขาไม่ทันได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขในหมู่บ้านของพวกเขา และบรรดาผู้ปฏิเสธชุอัยบฺนั้น พวกเขาเป็นผู้ขาดทุน ขาดทุนทั้งชีวิตและกรรมสิทธิ์ที่พวกเขาครอบครอง ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาจากหมู่ประชาชาติของเขา (ชุอัยบฺ) พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ขาดทุนตามที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าวอ้างกัน
A'raf 7:93
นบีชุอัยบฺได้หันออกจากพวกเขา หลังจากที่พวกเขาได้ตายพินาศ พร้อมกับกล่าวว่า "โอ้ประชาชาติของฉัน แท้จริงฉันได้ประกาศแก่พวกเจ้าตามที่พระผู้อภิบาลของฉันได้สั่งให้ประกาศ และฉันได้ทำการตักเตือนพวกท่านแล้ว แต่พวกท่านหาได้น้อมรับคำตักเตือนและปฏิบัติตามคำแนะนำของฉันไม่ แล้วฉันจะเสียใจต่อกลุ่มชนที่ยืนกรานปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮฺได้อย่างไร?!"
A'raf 7:94
และเรามิได้ส่งนบีท่านใดไปยังเมืองใดเมืองหนึ่ง แล้วพวกเขาปฏิเสธไม่ศรัทธาต่อนบีของพวกเขา นอกจากเราได้ลงโทษชาวเมืองนั้นด้วยความแร้นแค้น ความยากไร้ และโรคภัยไข้เจ็บ เผื่อว่าพวกเขาจะนอบน้อมศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และละทิ้งสิ่งที่พวกเขาเคยอยู่กันมา เช่น การปฏิเสธศรัทธา ความหยิ่งยโสโอหัง เรื่องราวนี้เพื่อเป็นการเตือนต่อชาวกุเรชและต่อทุกคนที่ปฏิเสธ ด้วยการเล่าถึงกฎเกณฑ์ของอัลลอฮฺที่มีต่อเหล่าประชาชาติที่ปฏิเสธศรัทธา
A'raf 7:95
หลังจากเราได้ลงโทษพวกเขาด้วยความแร้นแค้นและโรคภัยไข้เจ็บ เราได้มอบแก่พวกเขาซึ่งความดีต่างๆ ความมั่นคั่ง และความสงบสุข จนกระทั่งพวกเขาเริ่มมีจำนวนมากขึ้น และทรัพย์สมบัติของพวกเขาเริ่มมั่นคง พวกเขากล่าวว่า "ทุกสิ่่งทุกอย่างที่เคยประสบกับพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ยากหรือความดี ล้วนเป็นเรื่องปกติที่เคยประสบกับบรรพบุรุษของพวกเรา พวกเขาไม่ทันได้คิดเลยว่าบทลงโทษที่เคยประสบกับพวกเขานั้นมันเป็นบทเรียน และความสุขสำราญที่พวกเขาได้ลิ้มรสนั้นมันเป็นแค่การประวิงเวลาให้พวกเขาชะล่าใจ" ผลสุดท้ายเราได้ลงโทษพวกเขาอย่างกะทันหัน โดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัวและคาดหมายมาก่อน
A'raf 7:96
และถ้าหากชาวเมืองนั้นที่เราได้ส่งบรรดารอสูลไปยังพวกเขาเชื่อในแนวทางที่บรรดารอสูลได้นำมาและยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา ด้วยการละทิ้งการปฏิเสธศรัทธาและความชั่วต่างๆ และปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ แน่นอนเราจะเปิดประตูแห่งความจำเริญแก่พวกเขาจากทุกด้าน แต่ทว่าพวกเขาไม่เชื่อและไม่ยำเกรง มิหนำซ้ำพวกเขากลับมาปฏิเสธในแนวทางที่บรรดารอสูลของพวกเขาได้นำมา ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ลงโทษพวกเขาด้วยบทลงโทษอย่างกะทันหัน อันเนื่องมาจากบาปกรรมที่พวกเขาได้สะสมมา
A'raf 7:97
แล้วชาวเมืองที่ปฏิเสธศรัทธาจะปลอดภัยจากการลงโทษของเราที่จะมาเยือนพวกเขาในยามค่ำคืนขณะที่พวกเขากำลังหลับสบายอยู่ในที่พักอันสุขสบายและเงียบสงบของพวกเขากระนั้นหรือ?
A'raf 7:98
และพวกเขาจะปลอดภัยจากการลงโทษของเราที่จะมาเยือนพวกเขาในตอนกลางวันขณะที่พวกเขากำลังเพลิดเพลินกับการเล่นและหลงลืมอยู่กับโลกดุนยาของพวกเขากระนั้นหรือ?
A'raf 7:99
จงมองในสิ่่งที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่พวกเขาซึ่งการผ่อนผันเวลา และจงมองในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเขาซึ่งความแข็งแกร่งและความมั่งมีที่กว้างขวาง เพื่อเป็นการประวิงเวลาให้พวกเขาชะล่าใจ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ผู้ปฏิเสธจากชาวเมืองเหล่านี้จะปลอดภัยจากอุบายและแผนลับของอัลลอฮฺกระนั้นหรือ? ไม่มีกลุ่มใดที่คิดว่าปลอดภัยจากกลอุบายของอัลลอฮฺได้นอกจากกลุ่มชนที่ขาดทุนเท่านั้น ส่วนผู้ประสบความสำเร็จ (จากผู้ศรัทธา) พวกเขาจะเกรงกลัวอุบายของพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจะไม่หลงระเริงกับความสุขต่างๆที่พระองค์ได้ประทานให้แก่พวกเขา แต่พวกเขาจะสำนึกอยู่เสมอว่า นั่นคือความโปรดปรานที่พวกเขาต้องขอบคุณ
A'raf 7:100
ยังไม่ได้เป็นที่กระจ่างชัดสำหรับบรรดาผูู้ทีสืบทอดแผ่นดินจากประชาชาติต่างๆ ที่ได้พินาศจากบาปกรรมของพวกเขาอีกหรือ? แล้วพวกเขาก็มิได้รับบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาเลย มิหนำซ้ำพวกเขาก็ยังทำในสิ่งที่คนก่อนหน้านั้นได้กระทำกัน ยังไม่ได้เป็นที่กระจ่างชัดสำหรับพวกเขาเหล่านี้อีกหรือว่า หากอัลลอฮฺประสงค์ให้พวกเขาต้องประสบกับภัยพิบัติอันเนื่องมาจากบาปกรรมที่พวกเขาก่อ แน่นอนพวกเขาก็จะประสบกับมันตามที่พระองค์ทรงประสงค์ เพราะมันคือกฎเกณฑ์ของพระองค์? และพระองค์ทรงปิดผนึกหัวใจของพวกเขา ด้วยเหตุนี้พวกเขามิได้รับประโยชน์จากคำตักเตือนเลย
A'raf 7:101
บรรดาเมืองเหล่านั้น (หมายถึง เมืองนบีนุฮฺ ฮูด ศอลิห์ ลูฏ และชุอัยบ์) ที่เราได้อ่านและเล่าให้เจ้าทราบ (โอ้รอสูลเอ๋ย) ถึงเรื่องราวของพวกเขา การปฏิเสธดื้อรั้นของพวกเขา และความหายนะที่พวกเขาได้รับมา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบทเรียนแก่ผู้ที่เอามันมาเป็นบทเรียน และเป็นข้อเตือนสติแก่ผู้ที่น้อมรับการตักเตือน แท้จริงแล้วบรรดารอสูลของพวกเขาได้ชี้แจงถึงความสัจธรรมของพวกเขาด้วยการนำหลักฐานที่ชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว แต่พวกเขากลับไม่ศรัทธาขณะที่บรรดารอสูลได้มายังพวกเขา เพราะด้วยความรู้ของอัลลอฮฺในเรื่องที่จะเกิดขื้นว่าพวกเขาจะปฏิเสธต่อบรรดารอสูลของพวกเขา และจากการที่อัลลอฮฺได้ปิดผนึกหัวใจของชาวเมืองที่ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดารอสูลของพวกเขา พระองค์จึงปิดผนึกหัวใจของผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อมูหัมมัดเช่นกัน ดังนั้นพวกเขาจะไม่ได้รับทางนำไปยังการศรัทธาที่ถูกต้อง
A'raf 7:102
และในส่วนใหญ่ของประชาชาติต่างๆ ที่เราส่งบรรดรอสูลไปยังพวกเขา เราไม่เคยพบว่าพวกเขานั้นเคารพต่อสัญญา หรือทำตามในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งเสียไว้ และเราไม่เคยพบเช่นเดียวกันว่าพวกเขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์ แต่ที่เราพบส่วนใหญ่จากพวกเขาจะไม่ภักดีต่ออัลลอฮฺ
A'raf 7:103
แล้วหลังจากที่เราได้ส่งบรรดารอสูลเหล่านั้น เราก็ได้ส่งนบีมูซาไปยังฟิรฺเอาน์และหมู่ชนของเขาพร้อมกับหลักฐานยืนยันและข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความสัตย์จริงของเขา แต่พวกเขาได้ปฏิเสธสัญญาณต่างๆ และไม่ศรัทธาต่อมัน ดังนั้นเจ้า -โอ้ รอสูลเอ๋ย- จงคิดดูว่าบั้นปลายของฟิรเอาน์และหมู่ชนของเขานั้นจะเป็นอย่างไร แท้จริงอัลออฮฺได้ทำลายพวกเขาด้วยการให้จมน้ำตายและตามด้วยการแสบแช่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
A'raf 7:104
และมูซาได้กล่าวขณะที่อัลลอฮฺได้ส่งเขาไปยังฟิรฺเอาน์ว่า "โอ้ฟิรฺเอาน์ แท้จริงฉันถูกส่งมาจากพระองค์ผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ผู้เป็นเจ้าของ และผู้เป็นผู้บริหารทุกกิจการของสรรพสิ่งเหล่านั้น"
A'raf 7:105
มูซาได้กล่าวว่า "ในเมื่อฉันคือทูตที่ถูกส่งมาจากพระองค์ ก็เป็นการสมควรแล้วที่ฉันจะไม่กล่าวถึงพระองค์นอกจากที่เป็นความจริงเท่านั้น ฉันได้นำหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเจ้าแล้ว เพื่อยืนยันถึงความสัตย์จริงของฉัน และยืนยันถึงความเป็นศาสนทูตของฉันที่พระผู้อภิบาลของฉันได้ส่งมายังพวกเจ้า ดังนั้นจงปล่อยวงศ์วานอิสรออีลจากการกักขังและการกดขี่่ไปกับฉันเถิด"
A'raf 7:106
ฟิรฺเอาน์ได้กล่าวกับมูซาว่า "หากเจ้าได้นำมาซึ่งหลักฐานใดๆ ตามคำกล่าวอ้างของเจ้า ก็จงนำหลักฐานนั้นมา ถ้าหากว่าเจ้าเป็นผู้พูดความจริง"
A'raf 7:107
จากนั้นมูซาก็ได้โยนไม้เท้าของเขา แล้วไม้เท้าก็กลายเป็นงูตัวใหญ่มากที่ปรากฎชัดแก่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น
A'raf 7:108
และเขาได้นำมือของเขาออกมาจากช่องเสื้อของเขา บริเวณหน้าอกหรือใต้รักแร้ ทันใดที่เอามือออกมานั้น ก็เป็นสีขาว-ไม่ใช่โรคเรื้อน-ได้ประกายออกมาเนื่องด้วยความขาวสว่างของมันทำให้เป็นที่มองเห็นสำหรับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
A'raf 7:109
หลังจากบรรดาหัวหน้าและบุคลลชั้นนำของฟิรฺเอาน์ได้เห็นไม้เท้ามูซากลายร่างเป็นงู และแสงสีขาวประกายออกจากมือของเขาโดยมิใช่โรคเรื้อน พวกเขากล่าวว่า "มูซาไม่ใช่ใคร นอกจากต้องเป็นนักมายากลที่เชี่ยวชาญในความรู้ที่เกี่ยวกับมายากลอย่างแน่นอน"
A'raf 7:110
"ความต้องการของเขาที่ได้ทำอย่างนั้นก็เพื่อต้องการให้พวกเจ้าออกจากแผ่นดินของพวกเจ้า" (อียิปต์) จากนั้นฟิรฺเอาน์ได้ขอคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของมูซาโดยกล่าวว่า "พวกเจ้ามีอะไรจะชี้แนะฉันในเรื่องนี้บ้าง?"
A'raf 7:111
พวกเขาก็แนะนำฟิรฺเอาน์ว่า "จงรั้งตัวมูซาและฮารูนผู้เป็นพี่ชายของเขาไว้ก่อน แล้วจงส่งคนไปตามเมืองต่างๆของอิยิปต์เพื่อรวบรวมบรรดานักมายากล"
A'raf 7:112
พวกที่ท่านได้ส่งไปยังตัวเมืองต่างๆนั้น จะได้รวบรวมเหล่านักมายากลที่เก่งกาจเชี่ยวชาญที่ในเรื่องมายากลจากเมืองต่างๆมายังท่าน
A'raf 7:113
ดังนั้น ฟิรฺเอาน์ก็ได้ส่งคนเพื่อทำการรวบรวมเหล่านักมายากล เมื่อเหล่านักมายากลได้มายังฟิรฺเอาน์ พวกเขาก็ได้ยื่นข้อเสนอว่า "ถ้าหากพวกเขาสามรถเอาชนะมูซาได้ด้วยมายากลของพวกเขา พวกเขาจะได้ค่าตอบแทนหรือไม่?
A'raf 7:114
ฟิรฺเอาน์ได้กล่าวตอบว่า "แน่นอน พวกเจ้าจะได้รับรางวัลและค่าจ้างอย่างแน่นอน และพวกเจ้าจะได้รับตำแหน่งที่ใกล้ชิดกับเรา"
A'raf 7:115
บรรดานักมายากลมั่นใจกับชัยชนะที่จะเกิดขึ้นเหนือมูซา พวกเขาจึงกล่าวด้วยความหยิ่งยโสและทะนงตนว่า "โอ้มูซา เจ้าจงเลือกตามที่เจ้าต้องการ เจ้าจะเป็นผู้โยนก่อนหรือจะให้พวกเราเป็นผู้โยนก่อน"
A'raf 7:116
มูซาได้ตอบแก่พวกเขาด้วยความมั่นใจในความช่วยเหลือจากพระผู้อภิบาลของเขาโดยไม่ได้สนใจใดๆกับพวกเขา ว่า "พวกเจ้าจงโยนเชือกและไม้เท้าของพวกเจ้าก่อน" ครั้นที่พวกเขาได้โยนมันลงไป พวกเขาก็ได้ลวงตาผู้คน โดยได้หันเหสายตาของพวกเขาจากการมองเห็นที่แท้จริง และทำให้พวกเขาหวาดกลัว นักมายากลเหล่านี้ได้สร้างมายากลอันยิ่งใหญ่ในสายตาผู้ที่มาชม
A'raf 7:117
อัลลอฮฺได้มีโองการแก่นบีของพระองค์ผู้ที่พระองค์ได้พูดด้วยพระองค์เอง คือมูซา อะลัยฮิสสาลาม ว่า "เจ้าจงโยนไม้เท้าของเจ้าลงไป" เขาก็ได้โยนมันลงไป ทันใดนั้น ไม้เท้าของเขาได้กลายเป็นงู กลืนเชือกและไม้เท้าของพวกเขา ที่พวกเขาใช้ในการเปลี่ยนแปลงความจริง และหลอกลวงผู้คนว่ามัน(เชือกและไม้เท้า)เป็นงูที่เคลื่อนไหวได้
A'raf 7:118
ดังนั้น สัจธรรมจึงได้ปรากฏ ความสัตย์จริงที่มูซาได้ป่าวประกาศก็ได้ประจักษ์ และมายากลที่บรรดานักมายากลได้กระทำขึ้นนั้นมันก็ได้มลายสิ้นไป
A'raf 7:119
ดังนั้น พวกเขาได้รับความพ่ายแพ้ และจากเหตุการณ์นั้นทำให้มูซาได้รับชัยชนะเหนือพวกเขา สุดท้ายพวกเขาต้องกลับไปอย่างผู้แพ้ที่ตกต่ำ
A'raf 7:120
จากเหตุการณ์ที่บรรดานักมายากลได้เห็นกับตาถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ และบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งที่ปรากฎ ทำให้เหล่านักมายากลไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการโค้งคำนับและสุญูดต่ออัลลอฮฺตาอาลา
A'raf 7:121
บรรดานักมายากลได้กล่าวว่า "พวกเราได้น้อมรับศรัทธาต่อพระผู้อภิบาลแห่งสิ่งถูกสร้างทั้งหลายแล้ว"
A'raf 7:122
พระผู้อภิบาลของมูซาและฮารูน อาลัยฮุมัสสาลาม ซึ่งเป็นพระเจ้าที่สมควรแก่การเคารพภักดีเพียงองค์เดียว โดยปราศจากพระเจ้าอื่นๆ ที่ถูกอ้างว่าเป็นพระเจ้า
A'raf 7:123
ฟิรฺเอาน์ได้ข่มขู่นักมายากลเหล่านั้นหลังจากที่พวกเขาได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺเพียงองค์เดียว โดยกล่าว่า "พวกเจ้าได้ศรัทธาต่อมูซาก่อนที่ข้าจะอนุญาตแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ? แท้จริงการศรัทธาของพวกเจ้าที่มีต่อเขา และการยอมรับของพวกเจ้าต่อสิ่งที่มูซาได้นำมานั้น แท้จริงมันเป็นกลลวงและเป็นแผนการที่พวกเจ้าได้ร่วมมือกันกับมูซาเพื่อต้องการขับไล่ชาวเมืองออกไปจากเมือง โอ้บรรดานักมายากลทั้งหลาย "แล้วพวกเจ้าจะได้รู้ถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับพวกเจ้าจากการลงโทษในไม่ช้า"
A'raf 7:124
แน่นอนที่สุด ข้าจะตัดมือและขาโดยสลับข้างกันของพวกเจ้าแต่ละคน โดยตัดมือขวาและขาซ้าย หรือมือซ้ายและขาขวา หลังจากนั้นข้าจะตรึงพวกเจ้าทุกคนบนต้นอินทผลัม เพื่อเป็นการลงโทษพวกเจ้าและไว้เป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่เห็นพวกเจ้าในสภาพเช่นนั้น”
A'raf 7:125
บรรดานักมายากลได้โต้ตอบคำขู่ของฟิรฺเอาน์ว่า "แท้จริงพวกเราเป็นผู้ที่กลับไปยังพระผู้อภิบาลของเราเพียงองค์เดียว โดยเราจะไม่เกรงกลัวและสนใจคำขู่ของเจ้าเลย"
A'raf 7:126
โอ้ฟิรฺเอาน์ ที่เจ้าไม่พอใจและจับผิดเรา (ไม่ใช่เพราะเหตุผลอะไรเลย) เป็นเพราะเราได้ศรัทธาในสัญญานต่างๆ ที่มูซาได้นำมาจากพระผู้อภิบาลของเรา หากเจ้าคิดว่า การกระทำของเรานั้นเป็นความผิดที่จะต้องถูกตำหนิ มันก็เป็นความผิดของเรา หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้วิงวอนร้องขอจากอัลลอฮ์ด้วยดุอาอ์ที่ว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอได้ทรงประทานแก่พวกเราซึ่งความอดทนที่ล้นหลามเพื่อที่เราจะได้ยืนหยัดบนสัจธรรม และโปรดทรงให้พวกเราตายในสภาพที่ยอมจำนนต่อพระองค์ ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์และรอสูลของพระองค์ด้วยเถิด"
A'raf 7:127
และบรรดาหัวหน้าจากพรรคพวกของฟิรฺเอาน์ได้กล่าวกับเขาว่า "โอ้ฟิรฺเอาน์ ท่านจะปล่อยให้มูซาและพรรคพวกของเขาก่อความเสียหายในแผ่นดิน โดยมองข้ามความสำคัญของท่านและพระเจ้าต่างๆ ของท่าน และทำการเชิญชวนผู้คนไปสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺแต่พระองค์เดียวกระนั้นหรือ?!" ฟิรฺเอาน์ตอบว่า "ข้าจะฆ่าบรรดาลูกชายวงศ์วานของอิสรออีล และจะไว้ชีวิตบรรดาหญิงของพวกเขาให้เป็นทาสรับใช้ และเราจะควบคุมพวกเขากดขี่พวกเขาและปกครองพวกเขา"
A'raf 7:128
มูซาได้กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า "โอ้ประชาชาติของฉัน พวกท่านจงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวในการขับสิ่งแล้วร้ายที่พวกเจ้าเผชิญ และนำมาซึ่งประโยชน์ที่พวกเจ้าหวัง และจงอดทนต่อบททดสอบที่พวกเจ้ากำลังเผชิญอยู่ แท้จริงแผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว มันไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของฟิรฺเอาน์ และไม่ใช่ของใครทั้งนั้น ที่จะมาอ้างสิทธิ์ในการปกครองแผ่นดินนั้นได้ และอัลลอฮฺจะทรงทำให้มีการสลับเปลี่ยนกันระหว่างมวลมนุษย์ด้วยความประสงค์ของพระองค์ แต่บั้นปลายที่ดีในแผ่นดินนี้จะตกเป็นของบรรดาผู้ศรัทธาที่ปฏิบัติตามในสิ่่งที่พระผู้อภิบาลของพวกเขาได้ทรงสั่งใช้ และหลีกเลี่ยงจากสิ่่งที่พระองค์ทรงห้าม ดังนั้นแผ่นดินผืนนี้จะตกเป็นของพวกเขาอย่างแน่นอน ถึงแม้พวกเขาจะต้องประสบกับบททดสอบต่างๆนาๆ ก็ตาม"
A'raf 7:129
หมู่ชนของมูซาจากวงศ์วานอิสรออีลได้ตอบว่า "โอ้มูซา ก่อนที่ท่านจะมายังพวกเราแม้กระทั่งตอนนี้ พวกเรายังได้รับการทารุณจากน้ำมือฟิรฺเอาน์ด้วยการเข่นฆ่าลูกหลานชายของพวกเรา และไว้ชีวิตบรรดาหญิงของพวกเรา "มูซาได้กล่าวกับพวกเขาเพื่อเป็นการตักเตือนและให้รู้สึกยินดีกับการได้เจอทางออก ว่า "หวังว่าพระผู้อภิบาลของพวกท่านจะทรงทำลายบรรดาศัตรูของพวกท่านทั้งฟิรฺเอาน์และพรรคพวกของเขา และจะทรงทำให้พวกท่านเป็นผู้ปกครองในแผ่นดินนี้หลังจากพวกเขา แล้วพระองค์จะทรงดูว่าพวกท่านจะประพฤติเช่นใด จะเป็นบ่าวที่ดีหรือบ่าวที่เนรคุณ?"
A'raf 7:130
แน่นอนเราได้ลงโทษวงศ์วานของฟิรฺเอาน์ด้วยความแห้งแล้งความแห้งแล้งและความอดอยาก และเราได้ทดสอบพวกเขาด้วยความขาดแคลนผลไม้และราคาที่ขึ้นสูงของมัน เพื่อพวกเขาจะได้ไตร่ตรองและตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันเป็นการลงโทษจากอัลลอฮ์เนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาและเพื่อพวกเขาจะได้กลับใจมาหาพระองค์
A'raf 7:131
ครั้งเมื่อวงค์วานฟิรฺเอาน์ได้พบกับความอุดมสมบูรณ์และความเจริญงอกงามในด้านพืชผักผลไม้ และราคาสินค้าได้ถูกลงถูก พวกเขาจะกล่าวว่า "สิ่งเหล่านี้ที่พวกเราได้มา เพราะมันเป็นสิ่งที่เราสมควรได้ และเป็นสิ่งที่พิเศษเฉพาะสำหรับเรา"และเมื่อพวกเขาได้ประสบกับความทุกข์ยาก ความอดอยาก ความแห้งแล้ง โรคภัยไข้เจ็บ และความวิบัติต่างๆ พวกเขาก็โยนสาเหตุของความโชคร้ายนั้นมาที่มูซาและผู้ติดตามของเขาที่มาจากวงค์วานอิสรออีล แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขานั้น มันเป็นกำหนดการจากอัลลอฮฺ ตะอาลา ต่างหาก พวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆและมูซาก็เช่นกัน ยกเว้นสิ่งที่เกิดขึ้นที่มาจากการวิงวอนของมูซาที่ทำให้พวกเขาต้องประสบกับมัน แต่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่รู้ ดังนั้นพวกเขาจึงพาดพิงว่า สิ่่งที่เกิดขึ้นนั้น มาจากผู้อื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮฺ
A'raf 7:132
หมู่ชนของฟิรฺเอาน์ได้กล่าวแก่มูซาด้วยความดื้อรั้นต่อความจริงว่า "ไม่ว่าจะเป็นสัญญานหรือหลักฐานอะไรก็ตามที่เจ่าได้ยกมาเพื่อลบล้างสิ่งที่พวกเราได้ยึดมั่น และเพื่อต้องการหันเหเราจากความเชื่อของเรา แน่นอนเราจะไม่หลงเชื่อศรัทธาต่อท่าน"
A'raf 7:133
ในที่สุดเราได้ส่งน้ำท่วมไปยังพวกเขา เพื่อเป็นการลงโทษพวกเขา เพราะการปฏิเสธและความดื้อรั้นของพวกเขา จนในที่สุดพืชผักผลไม้ของพวกเขาต้องจมน้ำ และเราได้ส่งฝูงตั๊กแตงมากินพืชผลของพวกเขาจนหมด เราได้ส่งสัตว์ตัวเล็กๆที่ เรียกว่าเหา ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งเพาะปลูกและได้สร้างความเดือดร้อนแก่ศรีษะคน เราได้ส่งฝูงกบเข้ามาอยู่ในภาชนะของพวกเขา ทำลายอาหารของพวกเขา และวงเวียนในบริเวณที่นอนของพวกเขา และเราได้ส่งเลือด จนน้ำบ่อและลำน้ำของพวกเขาเปลี่ยนเป็นเลือด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสัญญานอันชัดเจนที่เราได้ส่งไปยังพวกเขาเป็นชุดๆติดต่อกัน และทั้งหมดที่พวกเขาได้ประสบมานั้น พวกเขาก็ยังโอหังดื้อดึงไม่ยอมศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และไม่ยอมเชื่อคำเรียกร้องของมูซา พวกเขาเป็นหมู่ชนที่กระทำบาป ไม่ลดละความชั่ว และไม่ยอมรับทางนำที่ถูกต้อง
A'raf 7:134
และเมื่อพวกเขาได้รับการลงโทษจากสิ่งเหล่านั้น พวกเขาก็เข้ามาหามูซา และกล่าวว่า "โอ้มูซา จงขอต่อพระผู้อภิบาลของท่านโดยใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษของท่านในฐานะนบีของพระองค์ และด้วยคำสัญญาที่พระองค์ได้สัญญาไว้แก่ท่านว่าจะมีการยกโทษให้ด้วยการกลับเนื้อกลับตัว ขอให้พระองค์ทรงหยุดการลงโทษที่เกิดกับเรา หากท่านสามารถทำให้เราพ้นจากการลงโทษดังกล่าวนี่ได้ แน่นอนเราจะศรัทธาต่อท่าน และจะปลดปล่อยวงค์วานอิสรออิลไปกับท่าน"
A'raf 7:135
หลังจากที่เราได้ยกเลิกการลงโทษนั้นไปจนถึงระยะเวลาที่กำหนด ก่อนที่ความหายนะของพวกเขาด้วยการจมน้ำจะเกิดขึ้น ทันใดนั้นพวกเขาก็ผิดสัญญาที่ว่าจะศรัทธาต่อมูซาและปลดปล่อยวงค์วานอิสรออิลให้แก่เขา ดังนั้นพวกเขาก็ยังคงยึดมั่นกับการปฏิเสธศรัทธา และไม่ยอมส่งวงค์วานอิสรออิลไปกับมูซา
A'raf 7:136
เมื่อระยะเวลาที่กำหนดเพื่อความหายนะของพวกเขาได้มาถึง เราได้ทำการลงโทษพวกเขาด้วยการให้พวกเขาจมในทะเล เนื่องจากการที่พวกเขาได้ปฏิเสธเหล่าสัญญานของอัลลอฮฺ และหันหลังให้กับสัจธรรมที่ไม่มีขัอสงสัยใดๆ
A'raf 7:137
และเราได้มอบแผ่นดินทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตก คือแผ่นดินชาม(ปาเลสไตน์ จอร์แดน ซีเรีย และเลบานอน )์ แก่วงศ์วานอิสรออีลซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ถูกกดขี่โดยฟิรเอาน์และพรรคพวกของเขา และเป็นแผ่นดินที่อัลลอฮฺได้ประทานความจำเริญ ด้วยการทำให้ผลผลิตทางการเกษตรนั้นอุดมสมบูรณ์ และถ้อยคำอันสวยงามแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น (โอ้รอสูล) ได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว นั่นคือถ่อยคำที่ถูกกล่าวไว้ในคำตรัสของพระองค์ไว้ว่า "และเราปรารถนาที่จะมอบให้แก่บรรดาผู้ที่อ่อนแอในแผ่นดิน และเราจะทำให้พวกเขาเป็นผู้นำ และทำให้พวกเขาเป็นผู้สืบทอด" [อัลเกาะศ็อศ: 5] ดังนั้น อัลลอฮฺทรงทำให้พวกเขาได้ครอบครองแผ่นดินนี้ ทั้งนี้เพราะความอดทนของพวกเขาต่อสิ่งที่ได้ประสบมาจากการกระทำของฟิรฺเอาน์และพรรคพวกของเขา และในที่สุดเราได้ทำลายบรรดาสวนไร่ ที่พักอาศัย และพระราชวังที่ฟิรฺเอาน์และพรรคพวกของเขาได้สร้างขึ้นมา
A'raf 7:138
และเราได้นำวงศ์วานอิสรออีลข้ามทะเลได้สำเร็จ หลังจากที่มูซาได้ทุบทะเลนั้นด้วยไม้เท้าของเขาดังนั้นมันก็แตกแยกออกมา แล้วพวกเขาก็ได้เดินผ่านชุมชนกลุ่มหนึ่งทีกำลังบูชารูปเจว็ดต่างๆ อื่นจากอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเขาก็ได้กล่าวแก่มูซาว่า "โอ้มูซา ท่านจงสร้างรูปเจว็ดแก่พวกเราสักองค์หนึ่งเราจะได้บูชามัน เหมือนกับชนกลุ่มนั้นมีเจว็ดหลายองค์ไว้เคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮฺ" มูซาก็ตอบแก่พวกเขาว่า "โอ้ประชาชาติของฉัน แท้จริงพวกเจ้าเป็นหมู่ชนที่ไม่รู้ถึงสิ่งที่จำเป็นที่ควรสำหรับอัลลอฮฺ เช่น การสำนึกในความยิ่งใหญ่และการให้เอกภาพต่อพระองค์ และพวกเจ้าไม่รู้ในสิ่งที่ไม่สมควรสำหรับพระองค์ เช่น การตั้งภาคีและการบูชาสิ่งอื่นจากอัลลอฮฺ"
A'raf 7:139
แท้จริงพวกเขาเหล่านั้นที่เคารพสักการะรูปเจว็ดต่างๆ จะถูกทำลายตราบใดที่พวกเขายังอยู่ในสภาพนั้น และการงานที่ดีของพวกเขาที่ได้กระทำมาทั้งหมดจะไร้ผลโดยสิ้นเชิง เนื่องด้วยการตั้งภาคีของพวกเขาในการทำอิบาดะฮ์ต่อสิ่งอื่นร่วมกับอัลลอฮ"
A'raf 7:140
มูซาได้กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า "โอ้ประชาชาติของฉัน จะให้ฉันแสวงหาพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ที่พวกเจ้าอิบาดะฮ์อยู่ได้อย่างไร ทั้งที่พวกเจ้าได้เห็นสัญญานต่างๆ ที่ยิ่่งใหญ่ของพระองค์มาแล้วกับตา และพระองค์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ก็ได้ทรงเทิดทูนพวกเจ้าเหนือประชาชาติอื่นๆทั้งหลายในยุคของพวกเจ้า ได้มอบความสะดวกสบายต่างๆ ได้ทำลายศัตรูของพวกเจ้า และได้ให้พวกเจ้าเป็นผู้นำมีอำนาจในการปกครองแผ่นดิน?!"
A'raf 7:141
วงศ์วานอิสรออีลเอ๋ย จงนึกถึงในตอนที่เราได้ช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากการกดขี่ของฟิรฺเอาน์และบริวารของเขา ซึ่งพวกเขาได้ทำการทรมานพวกเจ้าด้วยการทรมานที่เลวร้ายที่สุด ด้วยการฆ่าบรรดาลูกชายของพวกเจ้า และไว้ชีวิตบรรดาผู้หญิงของพวกเจ้าใว้เป็นทาสรับใช้ และในการที่พวกเจ้าได้รอดจากฟิรฺเอาน์และบริวารของเขานั้น ถือเป็นการทดสอบอันใหญ่หลวงจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพวกเจ้าต้องขอบคุณพระองค์
A'raf 7:142
และอัลลอฮฺได้กำหนดสัญญาแก่มูซาในการวิงวอนต่อพระองค์เป็นเวลาสามสิบคืน และพระองค์ได้ทรงเพิ่่มอีกสิบคืน จนกลายเป็นสี่สิบคืนเต็ม มูซาได้กล่าวแก่ฮารูนพี่ชายของเขาก่อนที่เขาจะเดินทางไป เพื่อวิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของว่า "โอ้ฮารูน จงทำหน้าที่แทนฉันในหมู่ชนของฉัน และจงแก้ไขปัญหาของพวกเขา ด้วยวิธีการที่ดีและสุภาพอ่อนโยน และจงอย่าตามเส้นทางของผู้ก่อความเสียหายด้วยการกระทำสิ่งที่เป็นบาปต่างๆและจงอย่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนแก่บรรดาผู้กระทำบาปทั้งหลาย"
A'raf 7:143
และครั้นที่มูซาได้มาหาพระผู้อภิบาลของเขาเพื่อวิงวอนพระองค์ตามเวลาที่กำหนดไว้ คือสี่สิบคืนเต็ม และพระผู้อภิบาลของเขาได้ตรัสแก่เขาในเรื่องที่เกี่ยวกับคำสั่งใช้ คำสั่งห้ามต่างๆ และอื่นๆ มูซารู้สึกต้องการที่จะเห็นพระผู้อภิบาลของเขา ดังนั้นเขาจึงขอต่อพระองค์เพื่อให้ได้เห็นพระองค์ พระองค์ สุบหานะฮูวะตะอาลา ทรงตอบว่า"เจ้าไม่สามารถที่จะเห็นข้าบนโลกนี้เป็นอันขาด เพราะเจ้าไม่มีความสามารถพอในเรื่องนี้ แต่ว่าเจ้าจงมองไปยังภูเขาลูกนั้น ถ้าหากมันมั่นอยู่ ณ ที่ของมัน เจ้าก็จะเห็นข้า แต่ถ้ามันทลายตัวลงพื้นดินอย่างราบเรียบ เจ้าจะไม่ได้เห็นข้าในโลกนี้" ครั้นเมื่อพระผู้อภิบาลของเขาได้ประจักษ์ที่ภูเขาลูกนั้น ภูเขาลูกนั้นก็ทลายตัวลงอย่างราบเรียบ ทันใดนั้นมูซาก็ล้มลงในสภาพที่หมดสติ และเมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาก็กล่าวว่า "มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่ไม่คู่ควรทั้งหลาย ข้าพระองค์ขอลุแก่โทษต่อพระองค์ในสิ่งที่ข้าพระองค์ได้ขอให้เห็นพระองค์ในโลกนี้ และข้าพระองค์คือผู้ศรัทธาคนแรกในหมู่ชนของข้าพระองค์"
A'raf 7:144
อัลลอฮ์ได้ตรัสแก่มูซาว่า "โอ้มูซา แท้จริงข้าได้เลือกเจ้าและเทิดทูนเจ้าให้เหนือกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการให้เจ้าได้เผยแพร่สาส์นของข้าไปยังพวกเขา และข้าได้เทิดทูนเจ้าด้วยการสนทนากับเจ้าโดยตรงโดยไม่มีสื่อกลาง ดังนั้นเจ้าจงยึดสิ่งที่ข้าได้ให้แก่เจ้าที่มีเกียรตินี้ และจงอยู่ในหมู่ผู้ที่ขอบคุณสำหรับการให้อันยิ่่งใหญ่นี้"
A'raf 7:145
และเราได้บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างไว้แก่มูซาในแผ่นจารึกซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับวงศ์วานอิสรออีล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนาหรือเรื่องการใช้ชีวิตบนโลกนี้ เพื่อเป็นข้อตักเตือนสำหรับบางคนในหมู่พวกเขาที่ต้องการ และเพื่อเป็นการแจกแจงในทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับบทบัญญัติต่างๆ ที่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ดังนั้นมูซาเอ๋ย เจ้าจงยึดถือคัมภีร์อัตเตารอฮฺนี้อย่างจริงจังและแนวแน่ และจงสั่งใช้ประชาชาติของเจ้าวงศ์วานอิสรออีลให้ยึดถือสิ่งที่ดีที่สุดของมันที่ผลบุญของมันนั้นใหญ่ยิ่ง ดังเช่นการปฏิบัติสิ่งที่ถูกสั่งใช้ในรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุด การอดทน และการให้อภัย เป็นต้น ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็นการลงโทษสำหรับผู้ที่ละเมิดคำสั่งใช้ของข้า ไม่เชื่อฟังข้า และจะให้พวกเจ้าได้เห็นความหายนะที่เขาจะต้องเผชิญกับมัน
A'raf 7:146
ข้าจะทำให้บรรดาผู้ที่ประพฤติตัวหยิ่งยโสโอหังเหนือบ่าวของอัลลอฮ์และไม่ยอมรับสัจธรรมอย่างไม่ชอบธรรมออกห่างจากการได้รับบทเรียนจากสัญญาณต่างๆ ของข้า เช่นสัญญาณต่างๆในจักรวาลอันไกลโพ้นและในตัวของพวกเขาเอง และข้าจะทำให้พวกเขายากที่จะเข้าใจบรรดาโองการที่อยู่ในคัมภีร์ของข้า และหากพวกเขาได้เห็นสัญญานของข้าทั้งหมดทั้งมวล พวกเขาก็ไม่ศรัทธาต่อสัญญานเหล่านั้น เนื่องด้วยการคัดค้านของพวกเขาและการหันหลังไม่ศรัทธาต่อสัญญานเหล่านั้น และพวกเขาจงใจต่อต้านอัลลอฮ์และรอสูลของพระองค์ และหากพวกเขาได้เห็นแนวทางที่ถูกต้องที่จะนำพาพวกเขาไปสู่ความพอพระทัยของอัลลอฮฺ พวกเขาจะไม่พึงพอใจและไม่ปฏิบัติตาม แต่ทว่า เมื่อไรที่พวกเขาได้เห็นหนทางที่หลงผิดที่จะนำไปสู่ความโกรธกริ้วอัลลอฮฺ พวกเขาจะปฏิบัติตามเส้นทางนั้น สิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในสถานะดังกล่าวนั้น เกิดจากการปฏิเสธของพวกเขาที่มีต่อสัญญานต่างๆ อันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นสัญญานที่บ่งบอกถึงสัจธรรมของสิ่งที่รอสูลได้นำมา และอีกสาเหตุหนึ่งคือ พวกเขาละเลยที่จะทบทวนพิจารณาสัญญาเหล่านั้น
A'raf 7:147
และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธบรรดาโองการของเรา และปฏิเสธการพบอัลลอฮฺในวันปรโลกนั้น บรรดาการงานของพวกเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์ย่อมไร้ผล พวกเขาจะไม่ได้ผลบูญใดๆ จากการงานดังกล่าว เพราะพวกเขาขาดเงื่อนไขหนึ่ง คือ การศรักธา และในวันปรโลกพวกเขาจะไม่ได้รับการตอบแทนนอกจากสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ในโลกดุนยาเท่านั้น เช่น การปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺและการตั้งภาคีร่วมกับพระองค์ และแน่นอนที่สุดการตอบแทนนั้น คือ การที่พวกเขาต้องตกอยู่ในไฟนรกตลอดกาล
A'raf 7:148
หลังจากที่มูซาออกไปเข้าเฝ้าพระผู้อภิบาลของเขา พวกพ้องของเขาได้นำเครื่องประดับของพวกเขาปั้นเป็นลูกวัวที่ไร้วิญญาณและมีเสียง พวกเขาไม่รู้หรือว่า ลูกวัวรูปนั้นไม่สามารถพูกกับพวกเขาได้ และไม่สามารถชี้ทางให้พวกเขาไปสู่เส้นทางแห่งความดีได้ทั้งทางโลกและทางธรรม แถมลูกวัวรูปนั้นยังไม่สามารถให้ประโยชน์แก่พวกเขาได้และไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากอันตรายได้ พวกเขาได้เอาลูกวัวตัวนั้นเป็นที่เคารพบูชา และด้วยเหตุดังกล่าวนั้นพวกเขากลายเป็นผู้ที่อธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง
A'raf 7:149
และเมื่อพวกเขารู้สึกเสียใจและกังวลต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ และรู้ว่าพวกเขาได้หันเหจากเส้นทางที่ถูกต้องด้วยการสักการะบูชาลูกวัวร่วมกับอัลลอฮฺ พวกเขาจึงวิงวอนต่ออัลลอฮฺโดยกล่าวว่า "หากพระผู้อภิบาลของเรามิทรงเมตตาแก่เราด้วยการชี้นำให้เราภักดีต่อพระองค์และมิทรงให้อภัยแก่เราจากการสักการะบูชาลูกวัวนั้น แน่นอนพวกเราจะอยู่ในหมู่ชนที่ขาดทุนทั้งโลกนี้และปรโลก"
A'raf 7:150
หลังจากมูซาได้กลับมาจากการเข้าเฝ้าพระผู้อภิบาลของเขา มุ่งหน้าไปยังพวกพ้องของเขาด้วยความโกรธและเสียใจ ต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำจากการสักการะบูชาลูกวัว เขาได้กล่าวว่า "โอ้พวกพ้องของฉัน การกระทำของพวกเจ้าช่วงที่ฉันไม่อยู่นั้นมันช่างชั่วช้าเหลือเกิน เพราะการกระทำดังกล่าวจะนำมาซึ่งความหายนะและความทุกข์ยากแก่พวกเจ้า พวกเจ้ารู้สึกเบื่อหน่ายที่จะรอฉันกลับมากระนั้นหรือ เลยทำให้พวกเจ้าต้องสักการะบูชาลูกวัวตัวนั้น?!" แล้วเขาก็ได้โยนแผ่นจารึกลง อันเนื่องจากความโกรธและเสียใจอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้น และเขาได้จับหัวและเคราของฮารูนพี่ชายเขาและดึงเขาเข้าใกล้ เพราะพี่ชายของเขาอยู่พร้อมกับพวกเขาและไม่สั่งห้ามพวกเขาในการสักการะบูชาลูกวัว แล้วฮารูนได้กล่าวขอโทษและได้ขอร้องต่อมูซา "โอ้ลูกของแม่ของฉันเอ๋ย คนพวกนี้มองฉันเป็นคนที่อ่อนแอ ดังนั้นพวกเขาไม่ให้ค่าใดๆแก่ฉันเลย และพวกเขาเกือบที่จะฆ่าฉันด้วยซ้ำ ดังนั้นเจ้าจงอย่าลงโทษฉันด้วยการลงโทษที่จะทำให้ศัตรูของฉันดีใจ และเจ้าจงอย่ารวมฉันอยู่ในกลุ่มผู้อธรรมที่สักการะต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ อันเนื่องด้วยความโกรธของเจ้าที่มีต่อฉัน"
A'raf 7:151
ดังนั้นมูซาจึงได้วิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขาว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดอภัยโทษแก่ข้าและแก่พี่ชายของข้า (ฮารูน) ด้วย และโปรดให้เราได้เข้าอยู่ในความเมตตาของพระองค์ และโปรดทำให้ความเมตตาของพระองค์ครอบคลุมเราจากทุกด้านด้วยเถิด โอ้พระผู้อภิบาลของเรา พระองค์นั้นผู้ทรงเมตตาต่อเราเหนือบรรดาผู้เมตตาทั้งหลาย"
A'raf 7:152
แท้จริงบรรดาผู้ที่เอาลูกวัวมาเป็นพระเจ้าสักการะบูชานั้น พวกเขาจะต้องเผชิญกับความกริ้วโกรธอันรุนแรงจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา และชีวิตของพวกเขาต้องประสบกับความตกต่ำ เพราะการกระทำของพวกเขาได้สร้างความโกรธแก่พระองค์ แถมยังเป็นการดูถูกเหยียดหยามพระองค์อีกด้วย และการลงโทษเช่นนี้เราจะตอบแทนแก่ผู้ที่ชอบอุปโลกน์ต่ออัลลอฮฺทั้งหลายเช่นกัน
A'raf 7:153
และบรรดาผู้ที่กระทำความชั่วด้วยการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺและกระทำบาปต่างๆ แล้วหลังจากนั้น พวกเขาได้กลับเนื้อกลับตัวสู่อัลลอฮฺด้วยการศรัทธาต่อพระองค์ พร้อมกับละทิ้งความชั่วทั้งหลายที่พวกเขาเคยกระทำมา หลังจากที่พวกเขาได้กลับเนื้อกลับตัวจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺไปสู่การศรัทธาต่อพระองค์ และจากการกระทำบาปทั้งหลายไปสู่การภักดีต่อพระองค์ แท้จริงแล้วพระผู้อภิบาลของเจ้า (โอรอสูลุลลอฮฺ) ทรงเป็นผู้อภัยโทษแก่พวกเขาด้วยการปกปิดและละเว้นบาปของพวกเขา และเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ
A'raf 7:154
และเมื่อความโกรธของมูซา (อะลัยฮิสสาลาม) ได้คลายลงเขาก็หยิบแผ่นจารึกที่เขาขว้างทิ้งมันด้วยความกริ้วโกรธ และแผ่นจารึกเหล่านี้ประกอบด้วยการชี้ทางจากความหลงผิดเข้าสู่แสงสว่าง ชี้แจงถึงสัจธรรม และประกอบไปด้วยความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อบรรดาผู้ที่ยำเกรงต่อพระองค์และเกรงกลัวต่อบทลงโทษของพระองค์
A'raf 7:155
และมูซาได้เลือกกลุ่มคนที่ดีที่สุดในหมู่พวกพ้องของเขาเจ็ดสิบคนเพื่อไปขออภัยโทษจากพระผู้อภิบาลของพวกเขาจากการกระทำของบรรดาผู้โฉดเขลาของพวกเขาที่ทำการเคารพบูชารูปปั้นวัว และพระองค์ได้กำหนดเวลาหนึ่งที่พวกเขาจะมารวมตัวกัน เมื่อพวกเขาได้รวมตัวกันพวกเขาช่างกล้าหาญกับอัลลอฮฺมากที่ได้ขอจากมูซาเพื่อให้พระเจ้าของเขาแสดงตัวให้พวกเขาเห็นกับตา ด้วยเหตุนี้พระองค์ได้ลงโทษพวกเขาด้วยการให้เกิดแผ่นดินไหวที่ทำให้พวกเขาต้องล้มลงตาย จงทำให้มูซาต้องอ้อนวอนต่อพระผู้อภิบาลของเขาด้วยการกล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของข้า หากพระองค์ทรงต้องการที่จะทำลายพวกเขารวมทั้งข้าด้วยแล้วก่อนหน้านี้ แน่นอนพระองค์จะทรงทำลายพวกเขาทั้งหมดแล้ว พระองค์จะทรงทำลายพวกเราเพราะการกระทำของพวกโฉดเขลาบางคนในหมู่พวกเรากระนั้นหรือ? การที่พวกพ้องของข้า ได้กระทำมานั้น มันมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นการทดสอบของพระองค์ ซึ่งโดยการนี้พระองค์จะทรงทำให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์หลงทาง และจะทรงให้ทางนำแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์เท่านั้นที่ทรงเป็นผู้คุ้มครองกิจการของเรา ดังนั้นโปรดทรงให้อภัยแก่เราซึ่งบรรดาบาปต่างๆของเรา และโปรดเมตตาเราด้วยความเมตตาของพระองค์อันกว้างขวาง เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ให้อภัยที่ดีที่สุดในบรรดาผู้ให้อภัยทั้งหลา"
A'raf 7:156
"และ(ขอพระองค์)ทำให้พวกเราเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงให้เกียรติพวกเขาในโลกนี้ด้วยความโปรดปรานต่างๆ มีสุขภาพที่ดี และเป็นคนที่พระองค์ทำให้พวกเขารักในการทำความดี และโปรดทำให้พวกเราเป็นส่วนหนึ่งในหมู่คนดีจากบรรดาบ่าวของพระองค์ที่พระองค์ทรงเตรียมไว้ให้แก่พวกเขาในวันปรโลกซึ่งสรวงสวรรค์ แท้จริง เราได้กลับไปยังพระองค์แล้วพร้อมกับการยอมรับในข้อบกพร่องของพวกเรา" อัลลอฮฺได้ตรัสว่า "สำหรับการลงโทษของข้า ข้าจะให้มันประสบแก่ผู้ที่ข้าประสงค์จากบรรดาผู้ที่กระทำการที่นำไปสู่ความทุกข์ยาก และความเมตตาของข้าครอบคลุมทุกสรรพสิ่งอย่างในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ถูกสร้างมานอกจากจะได้รับความเมตตา ความโปรดปราน และความดีจากอัลลอฮฺ และข้าจะกำหนดความเมตตาของข้าในปรโลกสำหรับบรรดาผู้ยำเกรงต่ออัลลอฮฺด้วยการปฏิบัติตามข้อสั่งใช้และห่างไกลข้อสั่งห้ามของพระองค์ และความเมตตาของข้าจะถูกประทานให้แก่บรรดาผู้ที่จ่ายซะกาตทรัพย์สินของเขาให้แก่ผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับ และความเมตตาของข้าจะถูกประทานเช่นกันแก่บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อเหล่าโองการของเราทั้งหลาย"
A'raf 7:157
บรรดาผู้ปฏิบัติตามมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นบีผู้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่อัลลอฮ์ทรงประทานโองการ (วะห์ยุ) ให้แก่เขา ซึ่งเขาคือผู้ที่พวกเขาได้พบชื่อของเขา คุณลักษณะของเขาและสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เขาในคัมภีร์อัตเตารอฮ์ที่ถูกประทานลงมายังมูซา อะลัยฮิสสาลาม และคัมภีร์อัลอินญีลที่ถูกประทานลงมายังอีซา อะลัยฮิสสาลาม เขาจะสั่งใช้คนเหล่านั้นให้ปฏิบัติตามคุณธรรมความดีและห้ามปรามพวกเขาจากสิ่งที่สติปัญญาและสัญชาตญาณอันเที่ยงธรรมรู้กันว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี และเขาจะอนุมัติสิ่งที่ดีทั้งหลายที่ไม่เป็นอันตรายต่อพวกเขา เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และการแต่งงาน และจะห้ามพวกเขาในสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ จากสิ่งเหล่านั้น และเขาได้ขจัดภาระอันหนักอึ้งที่พวกเขาเคยแบกรับกันในอดีต อาทิเช่น การบังคับใช้การประหารชีวิตฆาตกรที่ฆ่าคนตายไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ดังนั้นบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อเขาจากวงศ์วานอิสราอีลหรือกลุ่มชนอื่น ๆ ด้วยการให้เกียรติแก่เขา ช่วยเหลือเขาในการต่อต้านศัตรูที่มาจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย และปฏิบัติตามอัลกุรอานที่เปรียบเสมือนแสงสว่างชี้นำทางที่ถูกประทานลงมาแก่เขา พวกเขาเหล่านั้นเป็นกลุ่มชนที่ประสบความสำเร็จที่จะได้รับในสิ่งที่พวกเขาร้องขอและจะได้รับการปกป้องให้ห่างไกลจากสิ่งที่พวกเขาหวาดเกรง
A'raf 7:158
จงกล่าวเถิด -โอ้รอสูลเอ๋ย- "โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงฉันเป็นรอสูลของอัลลอฮฺที่ถูกประทานมายังพวกเจ้าทั้งมวล ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นกลุ่มอาหรับหรือไม่ก็ตาม อัลลอฮฺองค์เดียวที่เป็นเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะที่แท้จริงนอกจากพระองค์ (ความบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์) พระองค์ผู้ทรงให้ชีวิตแก่ผู้ที่ตายและทรงให้ตายแก่ผู้ที่มีชีวิต ดังนั้น -โอ้มนุษย์เอ๋ย- พวกท่านจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺและมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเถิด ผู้ซึ่งเป็นรอสูลของอัลลอฮฺที่เขียนไม่ได้อ่านไม่ออก แต่เขาได้นำวะห์ยุจากพระผู้อภิบาลของเขา เขาเป็นผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เขาและแก่บรรดานบีก่อนหน้าเขาโดยไม่แบ่งแยก และพวกเจ้าจงปฏิบัติตามเขาในสิ่งที่เขาได้นำมาเผยแพร่จากพระผู้อภิบาลของเขา หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับทางนำในสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้าทั้งในโลกดุนยาและวันปรโลก
A'raf 7:159
จากพวกพ้องของมูซาที่มาจากวงศ์วานอิสราเอล มีกลุ่มหนึ่งได้ยืนหยัดบนเส้นทางแห่งศาสนาที่เที่ยงตรง พวกเขาจะแนะนำผู้คนให้รู้จักเส้นทางนั้น และพวกเขาจะตัดสินด้วยความยุติธรรมโดยพวกเขาจะไม่มีการละเมิดใดๆ
A'raf 7:160
และเราได้แบ่งวงศ์วานอิสราอีลออกเป็นสิบสองชนเผ่า และเราได้ประทานโองการแก่มูซาครั้นที่พวกพ้องของเขาได้ขอให้เขาขอพรจากอัลลอฮฺเพื่อประทานน้ำแก่พวกเขา "โอ้มูซา เจ้าจงตีก้อนหินด้วยไม้เท้าของเจ้าเถิด มูซาก็ได้ตีก้อนหินนั้น แล้วตาน้ำสิบสองตาก็พุ่งออกมาตามจำนวนชนเผ่าทั้งสิบสองของพวกเขาพอดี แต่ละชนเผ่าได้รู้แหล่งน้ำเฉพาะของพวกเขาโดยไม่ปะปนกับชนเผ่าอื่น และเราได้ทำให้ก้อนเมฆปกคลุมบังแดดให้แก่พวกเขา ซึ่งเมื่อพวกเขาเดินมันก็จะเดิน เมื่อพวกเขาหยุดมันก็จะหยุด และเราได้ประทานแก่พวกเขาซึ่งเครื่องดื่มที่ดีอย่างกับน้ำผึ้งและยังได้ประทานแก่พวกเขานกตัวเล็กๆ ที่มีเนื้อดีเสมือนนกกระทา และเราได้กล่าวแก่พวกเขาว่า"พวกเจ้าจงกินจากสิ่งที่ดีๆ ที่เราได้ประทานให้แก่พวกเจ้า" และพวกเขาไม่ได้ทำให้เราต้องเสื่อมเสียอะไร ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นจากพวกเขา เช่น การกดขี่ และการไม่สำนึกในความโปรดปราน และไม่เห็นคุณค่าในความโปรดปรานของเรา แต่ทว่าพวกเขาได้อธรรมต่อตัวของพวกเขาเอง ด้วยการสูญเสียความโปรดปรานเหล่านั้น เนื่องจากพวกเขาได้นำตัวของพวกเขาเองสู่ความหายนะ ด้วยการกระทำของพวกเขาที่ละเมิดพระบัญชาของอัลลอฮฺและไม่ยอมรับในความโปรดปรานของพระองค์
A'raf 7:161
และจงรำลึกเถิด -โอ้ท่านรอสูล- ขณะที่อัลลอฮฺได้ตรัสกับวงศ์วานอิสราอีลว่า "พวกเจ้าจงเข้าบัยตุลมักดิส จงกินผลไม้ต่างๆ ในเมืองนี้ทุกที่และทุกเวลาที่พวกเจ้าต้องการ และพวกเจ้าจงกล่าว "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา โปรดยกโทษให้พวกเราเถิด และพวกเจ้าจงเข้าประตูบัยตุลมักดิสในสภาพผู้โน้มศรีษะลงด้วยความนอบน้อมต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ถ้าพวกเจ้าทำอย่างนั้นเราจะให้อภัยต่อบาปของพวกเจ้า และเราจะเพิ่มพูนความดีงามแก่ผู้ประกอบการดีทั้งในโลกนี้และวันปรโลก"
A'raf 7:162
หลังจากนั้น บรรดาผู้อธรรมในหมู่พวกเขาได้เปลี่ยนคำพูดที่พวกเขาถูกสั่งมา พวกเขากล่าวว่า "หับบะฮ์ ฟี เชียะอ์เราะฮ์" (เมล็ดในข้าวบาเล่ย์) แทนคำ ที่ถูกใช้ให้กล่าว ที่เป็นการใช้ให้ขออภัยโทษ และพวกเขายังเปลี่ยนการกระทำที่พวกเขาถูกสั่งมาอีกด้วย พวกเขาคลานด้วยก้นของพวกเขาขณะเข้าประตูบัยตุลมักดิสแทนที่จะโน้มศรีษะเพื่อแสดงการนอบน้อมต่ออัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงส่งการลงโทษมายังพวกเขาจากชั้นฟ้า เพราะความอธรรมที่พวกเขากระทำ
A'raf 7:163
โอ้รอสูลุลลอฮฺ เจ้าจงถามชาวยิว เพื่อให้พวกเขานึกถึงสิ่งที่อัลลอฮฺเคยลงโทษบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งมันเกี่ยวกับเรื่องราวของเมืองที่ตั้งอยู่บนฝั่งทะเล ครั้งที่ชาวเมืองนั้นได้ละเมิดคำสั่งของอัลลอฮฺ โดยการจับปลาในวันเสาร์ที่พระองค์ทรงห้าม วันที่อัลลอฮฺทรงทดสอบพวกเขาโดยการที่ฝูงปลาได้ลอยปรากฎบนผืนน้ำต่อหน้าพวกเขา แต่ในวันอื่นที่ไม่ใช่วันเสาร์ ฝูงปลากลับไม่มาปรากฎให้พวกเขาเห็น อัลลอฮฺทรงทดสอบพวกเขาด้วยวิธีนี้ อันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนและบาปที่พวกเขากระทำ ดังนั้นพวกเขาได้วางอุบายดักปลาโดยการตั้งอวนและขุดหลุมไว้ ทำให้ปลาติดอวนของพวกเขาในวันเสาร์ พอถึงวันอาทิตย์พวกเขาจะเก็บมันมากิน
A'raf 7:164
และจงรำลึกเถิด -โอ้รอสูลเอ๋ย-ครั้นที่มีกลุ่มหนึ่งจากพวกเขาที่ได้ห้ามปรามและตักเตือนพวกเขาไม่ให้กระทำความชั่ว แล้วมีกลุ่มหนึ่งได้ถามพวกเขาว่า "ทำไมพวกท่านได้ตักเตือนผู้คนที่อัลลอฮฺจะทรงทำลายพวกเขาในโลกนี้อันเนื่องจากความชั่วทั้งหลายที่พวกเขาก่อขึ้น หรือพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาในวันปรโลกด้วยการลงโทษอันรุนแรง" กลุ่มผู้ตักเตือนตอบว่า "การที่เราตักเตือนพวกเขานั้น เพื่อเป็นเหตุผลสำหรับเราในการแก้ต้วต่อหน้าอัลลอฮฺ โดยการที่เรานั้นได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ถูกมอบหมายแล้ว ได้เชิญชวนให้ผู้คนกระทำความดีและห้ามปรามพวกเขาไม่ให้กระทำความชั่ว เพื่อไม่ให้พระองค์ลงโทษพวกเราเพราะการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์ และอีกอย่าง พวกเราหวังว่า พวกเขาจะได้รับประโยชน์จากการตักเตือนนี้ แล้วละทิ้งสิ่งชั่วช้าที่พวกเขากระทำอยู่"
A'raf 7:165
เมื่อพวกเขาไม่ยอมรับคำตักเตือนจากบรรดาผู้ตักเตือน และยังไม่คิดที่จะทิ้งความชั่วทั้งหลายแล้ว เราจึงได้ช่วยบรรดาผู้ห้ามปรามความชั่วให้ปลอดภัยจากการลงโทษของเรา และเราได้ลงโทษบรรดาผู้อธรรมทั้งหลาย เพราะการละเมิดของพวกเขาด้วยการจับปลาในวันเสาร์ ด้วยการลงโทษอันรุนแรง อันเนื่องมาจากการที่พวกเขาไม่ภักดีต่ออัลลอฮฺและยืนกรานที่จะทำความชั่ว
A'raf 7:166
ดังนั้น เมื่อพวกเขาได้กระทำเกินขอบเขตด้วยการเนรคุณต่ออัลลอฮฺเพราะความหยิ่งยโสและความดื้อรั้นของพวกเขา และไม่คิดที่จะสำนึกจากคำตักเตือนเหล่านั้น เราจึงได้กล่าวแก่พวกเขาว่า "โอ้ผู้ที่เนรคุณทั้งหลาย พวกเจ้าจงกลายเป็นลิงที่อัปลักษณ์" ในที่สุดพวกเขาได้กลายเป็นลิงตามที่เราประสงค์ แท้จริงถ้าเราได้ปรารถนาต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อเราต้องมันแล้ว เราจะกล่าวแก่มันว่า "จงเป็น" แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมา
A'raf 7:167
และจงรำลึกเถิด -โอ้รอสูลเอ๋ย- ครั้นที่อัลลอฮฺได้ทรงประกาศอย่างชัดเจนโดยไม่คลุมเครือแต่อย่างใดว่า แน่นอนอัลลอฮ์จะทำให้พวกยิวนั้นตกต่ำ ด้วยการส่งผู้ที่จะทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องอัปยศและตกต่ำในชีวิตนี้จนถึงวันแห่งการพิพากษา แท้จริงแล้ว -โอ้รอสูลเอ๋ย- พระผู้อภิบาลของเจ้าเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการลงโทษต่อผู้ที่เนรคุณ แม้กระทั่งในโลกดุนยานี้ บางครั้งพระองค์จะทรงลงโทษเขาอย่างฉับพลัน และแท้จริงแล้ว พระองค์ทรงเป็นผู้ให้อภัยแก่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัว (เตาบะฮ์) จากบรรดาบ่าวของพระองค์ ทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ
A'raf 7:168
และเราได้ทำให้พวกเขากระจัดกระจายไปในแผ่นดินและเราได้แบ่งพวกเขาออกเป็นกลุ่มๆ หลังจากที่พวกเขารวมกันเป็นหนึ่งเดียว ในหมู่พวกเขามีคนที่เคร่งครัดในศาสนาที่ยืยหยัดในการรักษาสิทธิของอัลลอฮ์และสิทธิของบรรดาบ่าวของพระองค์ ในหมู่พวกเขาเป็นคนที่อยู่ในความพอดี และในหมู่พวกเขามีผู้ที่ละเมิดต่อตนเองโดยการทำผิดศีลธรรม และเราได้ทอสอบพวกเขาในรูปแบบของความสุขสบายและความทุกข์ยาก เพื่อที่พวกเขาจะได้ตระหนักถึงข้อผิดพลาดของพวกเขา
A'raf 7:169
หลังจากนั้น ก็มีผู้ที่มาหลังจากพวกเขาซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ชั่ว พวกเขาได้สืบทอดคัมภีร์เตารอฮ์จากบรรพบุรุษของพวกเขา พวกเขาอ่านมัน แต่ไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่มีอยู่ในนั้น พวกเขาได้เอาความสุขบนโลกที่น่ารังเกียจ เพื่อเป็นสินบนในการบิดเบือนคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และได้ตัดสินด้วยสิ่งที่ไม่ได้ถูกประทานลงมาในคำภีร์ และพวกเขาสร้างความหวังให้แก่ตัวเองว่า "อัลลอฮฺจะทรงให้อภัยแก่พวกเขาจากความชั่วที่พวกเขากระทำ" และถ้าความสุขเล็กๆ น้อยๆ มายังพวกเขาอีกพวกเขาก็จะคว้ามันไว้อีก อัลลอฮฺมิได้กำหนดพันธสัญญาไว้แก่พวกเขาหรือ ว่า พวกเขาจะไม่กล่าวสิ่งใดถึงอัลลอฮฺนอกจากความจริงโดยไม่มีการบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ?! การที่พวกเขาได้ละทิ้งการปฏิบัติต่อสิ่งที่มีในคัมภีร์นั้น หาได้เป็นเพราะความโง่เขลาของพวกเขาไม่ อันที่จริงแล้ว พวกเขารู้และได้อ่านสิ่งที่มีอยู่ในคัมภีร์นั้นเป็นอย่างดี ดังนั้น บาปของพวกเขาย่อมหนักกว่า และความสุขอันนิรันดร์ในปรโลกย่อมดีกว่าความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในโลกนี้สำหรับบรรดาผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺที่พวกเขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งใช้และหลีกเลี่ยงคำสั่งห้ามของพระองค์ พวกที่ชอบเอาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในโลกนี้ ไม่คิดหรือว่า สิ่งที่อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้สำหรับบรรดผู้ยำเกรงนั้นมันประเสริฐมากว่าและจะคงอยู่กับพวกเขาอย่างนิรันดร์?!
A'raf 7:170
สำหรับบรรดาผู้ยึดมั่นในคัมภีร์ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนที่มีอยู่ในนั้น และดำรงไว้ซึ่งการละหมาดด้วยการรักษาเวลาของมัน เงื่อนไขของมัน สิ่งที่เป็นวาญิบและสุนนะฮ์ของมัน แน่นอนอัลลอฮฺจะทรงตอบแทนรางวัลแก่พวกเขาตามการงานต่างๆ ของพวกเขาที่ได้ปฏิบัติมา เพราะอัลลอฮฺจะไม่ปล่อยให้รางวัลของผู้ที่กระทำความดีนั้นต้องสูญหายไป
A'raf 7:171
และจงรำลึกเถิด -โอ้มุหัมมัด- เมื่อตอนที่เราได้ถอนภูเขาลูกนั้นและได้ยกมันขึ้นเหนือวงศ์วานอิสราอีล หลังจากที่พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับสิ่งที่มีในคัมภีร์อัตเตารอฮ์ ภูเขาลูกนั้นเป็นเสมือนเมฆที่ปกคลุมเหนือศรีษะพวกเขา และพวกเขาคิดอย่างมั่นใจว่ามันจะตกลงมาบนพวกเขา และอัลลอฮ์กล่าวแก่พวกเขาว่า "พวกเจ้าจงยึดมั่นในสิ่งที่เราได้ประทานให้แก่พวกเจ้าด้วยความจริงจัง ทุ่มเท และมีความมุ่งมั่น และจงรำลึกถึงบทบัญญัติต่างๆ ที่อัลลอฮ์ทรงประทานไว้ให้แก่พวกเจ้าและอย่าลืมมันเป็นอันขาด หวังว่าพวกเจ้าจะยำเกรงต่ออัลลอฮ์เมื่อพวกเจ้าได้ปฏิบัติตามที่กล่าวมา"
A'raf 7:172
และจงรำลึกเถิด -โอ้มุหัมมัด- เมื่อตอนที่พระผู้อภิบาลของเจ้าได้นำออกมาจากกระดูกสันหลังของลูกหลานอาดัมซึ่งลูกหลานของพวกเขา และทรงกำชับให้พวกเขายืนยันถึงความเป็นพระผู้อภิบาลของพระองค์ ตามที่พระองค์ได้ทรงวางไว้ในสัญชาตญาณของพวกเขาด้วยการยอมรับว่า พระองค์ คือ ผู้สร้างและผู้อภิบาลพวกเขา โดยพระองค์ได้ตรัสถามพวกเขาว่า "ข้าไม่ใช่พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าหรอกหรือ? พวกเขาทั้งหลายตอบว่า "ใช่ พระองค์คือพระผู้อภิบาลของพวกเรา" อัลลอฮ์ตรัสว่า "แท้จริงที่เราได้ทดสอบและทำพันธสัญญาไว้กับพวกเจ้า ก็เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่ปฏิเสธถึงหลักฐานของอัลลอฮฺในวันพิพากษา โดยอ้างว่า "พวกเราไม่รู้ในเรื่องนี้เลย"
A'raf 7:173
หรือไม่ก็ พวกเจ้าจะอ้างว่า เพราะบรรพบุรุษของพวกเจ้านั่นแหละที่เป็นคนได้ผิดพันธสัญญานั้นแล้วตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ และพวกเจ้าได้เลียนแบบทำตามบรรพบุรุษของพวกเจ้าในการตั้งภาคีที่พวกเขากระทำอยู่ หลังจากนั้นพวกเจ้าก็จะกล่าวว่า "โอ้พระเจ้าของพวกข้าพระองค์ พระองค์จะทรงลงโทษพวกเราเพราะการกระทำของบรรพบุรุษของพวกเราที่พวกเขาได้ทำลายการงานของพวกเขาด้วยการตั้งภาคีกับพระองค์กระนั้นหรือ? ฉะนั้น พวกเราไม่ผิด เพราะพวกเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย พวกเราแค่ทำตามบรรพบุรุษของพวกเราเองเท่านั้นเอง"
A'raf 7:174
ดังที่เราได้ชี้แจงโองการต่างๆ เกี่ยวกับชะตากรรมของประชาชาติที่ปฏิเสธศรัทธามาก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกันเราก็ได้ชี้แจงโองการต่างๆ แก่พวกเขา ทั้งนี้เพื่อที่พวกเขาจะได้ละทิ้งการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แล้วกลับมาสู่การให้เอกภาพและเคารพสักการะอัลลอฮ์แต่เพียงองค์เดียว ดังที่พวกเขาได้ให้พันธสัญญากับตัวพวกเขาเองว่าจะเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์แต่เพียงองค์เดียว
A'raf 7:175
และจงเล่าให้วงศ์วานอิสราอีลได้รับรู้เถิด -โอ้รอสูล- ถึงเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่เราได้ประทานแก่เขาซึ่งบรรดาโองการของเรา จากนั้นเขาก็ได้รู้มันและเข้าใจถึงความจริงที่ปรากฎในโองการเหล่านั้น แต่เขาไม่ปฏิบัติตามมัน แถมยังละทิ้งมันและปลีกตัวออกจากมัน ดังนั้น ชัยฏอนจึงได้ติดตามเขา จนกระทั่งเขาได้กลายเป็นมิตรกับเขา และสุดท้ายเขาก็ตกอยู่ในกลุ่มผู้หลงทางที่หายนะ หลังจากที่เขาเคยเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้รับทางนำ
A'raf 7:176
หากเราประสงค์ให้เขาได้รับประโยชน์จากโองการต่างๆ แน่นอนเราจะยกสถานะของเขาด้วยบรรดาโองการเหล่านั้น โดยการให้พวกเขาได้รับทางนำสู่การปฏิบัติต่อบรรดาโองการเหล่านั้น แล้วสถานะของเขาก็จะสูงขึ้นทั้งในโลกนี้และในปรโลก แต่เขาเลือกสิ่งที่นำตัวเองสู่ความตกต่ำ เมื่อเขาได้โน้มตัวเองตามความปรารถนาทางโลก โดยการให้ค่าแก่มันเหนืออาคิเราะฮ์ เขาเลือกที่จะทำตามความพอใจของตัณหาอันไร้สาระของเขา ดังนั้นความโลภของเขาที่มีต่อโลกก็เหมือนกับสุนัขที่แลบลิ้นออกมาตลอดเวลา สุนัขที่อยู่ในท่าหมอบนั่งมันจะแลบลิ้นออกมาและเมื่อมันถูกไล่มันก็จะแลบลิ้นออกมา นั่นคืออุปมาของผู้ที่หลงผิดที่ปฏิเสธบรรดาโองการของเรา ดังนั้นจงบอกพวกเขาเถิด -โอ้รอสูลเอ๋ย - ถึงเรื่องราวเหล่านี้เพื่อพวกเขาจะได้คิด เพื่อจะได้ละทิ้งการปฏิเสธและการหลงทาง
A'raf 7:177
คงไม่มีอะไรที่ชั่วช้ายิ่งกว่ากลุ่มชนที่ปฏิเสธและไม่เชื่อบรรดาหลักฐานของเรา ด้วยเหตุนี้พวกเขาได้อธรรมต่อตัวของพวกเขาเองด้วยการนำตัวเองสู่ความหายนะ
A'raf 7:178
ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงให้ทางนำแก่เขาไปยังหนทางของพระองค์ที่เที่ยงตรง ผู้นั้นก็เป็นผู้ที่ได้รับทางนำอย่างแท้จริง และผู้ใดที่พระองค์ทรงทำให้เขาต้องห่างไกลจากหนทางที่เที่ยงตรง พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่ไม่มีวาสนาอย่างแท้จริง ที่ทำให้ตัวของพวกเขาเองและครอบครัวของพวกเขาต้องขาดทุนในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ พึงรู้เถิดว่านั่นคือการขาดทุนที่แท้จริง
A'raf 7:179
และแท้จริงแล้ว เราได้สร้างญินและมนุษย์เป็นจำนวนมากสำหรับนรกญะฮันนัม เพราะด้วยความรู้ของเรา รู้ว่าพวกเขาจะปฏิบ้ติการงานของชาวนรก พวกเขามีหัวใจ แต่มิได้ใช้มันในการรับรู้ถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นอันตรายต่อพวกเขา พวกเขามีดวงตา แต่มิได้ใช้มันในการมองเห็นถึงสัญญานต่างๆของอัลลอฮ์ ทั้งที่มีปรากฎในร่างกายของมนุษย์และขอบฟ้า เพื่อให้พวกเขาได้รับบทเรียนจากสิ่งที่มองเห็น พวกเขามีหูแต่มิได้ใช้มันในการรับฟังโองการต่างๆ ของอัลลอฮ์และพิจารณาใคร่ครวญสิ่งที่อยู่ในโองการเหล่านั้น พวกที่มีคุณลักษณะดังกล่าวเหมือนกับปศุสัตว์ที่ไม่มีสติปัญญา แต่พวกเขาหลงยิ่งกว่าปศุสัตว์เหล่านั้น ทั้งนี้เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่เพิกเฉยในการศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก
A'raf 7:180
และสำหรับอัลลอฮฺนั้น (ความบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์) ทรงมีพระนามอันสวยงามที่บ่งบอกถึงความสูงส่งและความสมบูรณ์แบบของพระองค์ พวกเจ้าจงใช้มันในการร้องขอจากอัลลอฮฺซึ่งสิ่งที่พวกเจ้าปราถนา จงใช้มันในการสรรเสริญพระองค์ และจงปล่อยบรรดาผู้ที่หันห่างจากสัจธรรมในการตั้งพระนามของพระองค์ให้กับสิ่งอื่น หรือปฏิเสธมัน หรือบิดเบือนความหมายของมัน หรือทำให้สิ่งอื่นคล้ายกับมัน ในไม่ช้า เราจะตอบแทนผู้ที่หันห่างจากสัจธรรมทั้งหลายนั้นด้วยการลงโทษอันเจ็บปวดตามสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้
A'raf 7:181
และในบรรดาผู้ที่เราสร้างขึ้นมานั้นจะมีกลุ่มชนกลุ่มหนึ่งที่พวกเขานำทางแก่ตัวเองด้วยสัจธรรม และเชิญชวนผู้อื่นให้ยึดมั่นกับมันจนกระทั่งพวกเขาได้รับการชี้นำ และพวกเขาจะตัดสินกันด้วยความยุติธรรมและพวกเขาจะไม่ละเมิด
A'raf 7:182
และบรรดาผู้ปฏิเสธต่อบรรดาโองการของเราและไม่ศรัทธาต่อมัน แถมยังดื้อไม่ยอมรับมันอีก เราจะเปิดบรรดาประตูแห่งปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา ไม่ใช่เป็นการให้เกียรติแก่พวกเขา แต่เป็นการหลอกพวกเขาให้คงอยู่กับความหลงผิด หลังจากนั้นพวกเขาจะได้ลิ้มรสการลงโทษของเราช่วงที่พวกเขาเผลอ
A'raf 7:183
และข้าจะยังไม่ลงโทษพวกเขา จนพวกเขาคิดว่า พวกเขาจะไม่ถูกลงโทษ สุดท้ายพวกเขาจะยังคงยืนหยัดอยู่กับการไม่เชื่อและปฏิเสธศรัทธาจนกระทั่งการลงโทษที่พวกเขาจะได้รับนั้นจะทวีมากขึ้น แท้จริงแผนการของข้านั้นมันแข็งแกร่ง ซึ่งพวกเขาจะเห็นว่าเราทำดีกับพวกเขา แต่ความจริงเราต้องการให้พวกเขาตกต่ำ
A'raf 7:184
พวกที่ปฏิเสธบรรดาโองการของอัลลอฮ์และรอสูลของพระองค์ จะไม่ใคร่ครวญบ้างหรือ ด้วยการใช้สติปัญญาที่พวกเขามีว่า เพื่อให้เกิดความกระจ่างว่า มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้น มิได้เป็นบ้า แท้จริงเขาเป็นรอสูลคนหนึ่งที่อัลลอฮฺได้ส่งมา เพื่อเป็นผู้ตักเตือนอย่างชัดแจ้ง ให้ระวังการลงโทษของอัลลอฮ์
A'raf 7:185
พวกเขาไม่ได้พิจารณาถึงอำนาจของอัลลอฮ์แห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ไม่พิจารณาถึงสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลาย เช่นสัตว์ต่างๆ พืช และอื่นๆและไม่พิจารณาถึงวาระสุดท้ายของชีวิตของพวกเขาบ้างหรือ ซึ่งบางทีมันอาจใกล้เข้ามา เพื่อจะได้กลับเนื้อกลับใจก่อนที่มันจะสายเกินไป ดังนั้นหากพวกเขาไม่ศรัทธาต่ออัลกุรอานและสิ่งที่มีในนั้นจะเป็นสัญญาดีและสัญญาร้าย แล้วจะมีคำภีร์ใด อื่นจากอัลกุรฺอาน ที่พวกเขาจะศรัทธา?!
A'raf 7:186
ผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงปล่อยให้หักเหจากเส้นทางแห่งสัจธรรมและทรงปล่อยให้หลงจากเส้นทางอันเที่ยงธรรมแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดนำทางให้แก่เขา อัลลอฮฺจะทรงปล่อยพวกเขาให้อยู่ในความหลงผิดและการปฏิเสธของพวกเขา พวกเขาจะตกอยู่ในสภาพที่สับสนไม่รู้ว่าทางไหนคือทางนำ
A'raf 7:187
บรรดาผู้ปฏิเสธที่ดื้อรั้นจะถามเจ้าถึงเวลาแห่งการฟื้นคืนชีพว่า "เมื่อไรวันแห่งการฟื้นคืนชีพจะเกิดขึ้น และความรู้ที่เกี่ยวกับมันจะเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจน? จงกล่าวเถิด -โอ้มุหัมมัด- "ความรู้ในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ฉันและไม่ได้อยู่ที่คนอื่นใด แต่มันอยู่ที่อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว ไม่มีผู้ใดสามารถบอกถึงเวลาที่กำหนดของมันได้ นอกจากอัลลอฮฺ มันจะถูกซ่อนเร้นจากผู้ที่อยู่บนฟักฟ้าและบนแผ่นดิน และมันจะไม่มาเยือนพวกเจ้านอกจากจะมาอย่างกระทันหัน" พวกเขาถามเจ้าถึงวันกิยามะฮ์เหมือนกับว่าเจ้ากระตือรือร้นที่จะรู้เรื่องนี้ และพวกเขาไม่รู้ว่าเจ้าจะไม่ถามถึงเรื่องนี้ เพราะความรู้อันสมุบูรณ์แบบของเจ้าที่มีต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า จงกล่าวเถิด -โอ้มุหัมมัด- "แท้จริงความรู้ในเรื่องเวลาฟื้นคืนชีพนั้นอยู่ที่อัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว แต่ว่ามนุษย์ส่วนมากจะไม่รู้ในเรื่องดังกล่าว"
A'raf 7:188
จงบอกพวกเขาเถิด -โอ้มุหัมมัด- ฉันไม่มีอำนาจใดๆที่จะให้คุณหรือให้โทษแก่ตัวฉันเอง เว้นแต่ที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น แท้จริงเรื่องดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับอัลลอฮ์พระองค์เดียว ฉันไม่สามารถรับรู้เว้นแต่ในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบอกฉัน ดังนั้นฉันจึงไม่รู้ในสิ่งที่เร้นลับ หากฉันรู้ แน่นอนฉันก็จะทำสิ่งที่เป็นสาเหตุของการได้มาซึ่งความดีต่างๆ และยับยั้งตัวเองจากความชั่วร้ายต่างๆ เพราะฉันรู้ทุกสิ่งทุกอย่างก่อนที่มันจะเกิดขึ้นและรู้ถึงผลลัพธ์ของมัน ฉันไม่ใช่ใคร นอกจากเป็นรอสูลคนหนึ่งที่ถูกส่งมาจากอัลลอฮ์เพื่อแจ้งข่าวร้ายที่เกี่ยวกับการลงโทษที่เจ็บปวดที่สุดและแจ้งข่าวดีที่เกี่ยวกับการตอบแทนที่ประเสริฐที่สุดให้แก่กลุ่มที่ศรัทธาว่าฉันคือรอสูลที่มาจากพระองค์และศรัทธาต่อสิ่งที่ฉันได้นำมา
A'raf 7:189
พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเจ้า -โอ้บรรดาบุรุษและบรรดาสตรีทั้งหลาย- จากชีวิตหนึ่ง คือ อาดัม อะลัยฮิสสาลาม และจากอาดัม อะลัยฮิสสาลามพระองค์ก็ทรงสร้างคู่ครองเขาขึ้นมา คือ เหาวาอ์ ทรงสร้างนางขึ้นมาจากซี่โครงของเขา เพื่อที่เขาจะได้มีชีวิตที่สงบและอบอุ่นใจกับนาง เมื่อสามีได้ร่วมหลับนอนกับภรรยาของเขาแล้ว นางก็ได้ตั้งครรภ์อ่อนๆ แบบไม่รู้สึกตัว เพราะนั่นเป็นระยะแรกของการตั้งครรภ์ และนางก็ยังคงอยู่กับการตั้งครรภ์นี้ไปเรื่อยๆ โดยที่นางไม่ได้รู้สึกลำบากเหน็ดเหนื่อยใดๆ ในการทำธุระของนาง เมื่อท้องของนางเริ่มโตขึ้นมาและรู้สึกหนักที่ต้องอุ้มมัน ทั้งสองสามีภรรยานี้ก็ได้วิงวอนร้องขอว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา หากพระองค์ทรงประทานแก่เรา ซึ่งลูกที่ดีสมบูรณ์แบบ แน่นอนเราจะเป็นบ่าวที่อยู่ในกลุ่มผู้ขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์"
A'raf 7:190
หลังจากที่อัลลอฮ์ได้ทรงตอบรับสิ่งที่เขาทั้งสองขอและทรงประทานแก่เขาทั้งสองซึ่งลูกที่ดีสมบูรณ์แบบตามที่ขอ เขาทั้งสองได้เริ่มตั้งภาคีควบคู่กับอัลลอฮ์มาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่พวกเขา คือ พวกเขาได้เชื่อมความเป็นบ่าวของลูกเขาทั้งสองกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ และตั้งชื่อลูกชายว่า อับดุลหาริษ แล้วอัลลอฮฺนั้นทรงสูงส่งและทรงบริสุทธิ์จากบรรดาภาคีทั้งมวล พระองค์ทรงเป็นหนึ่งเดี่ยวในด้านการเป็นผู้ทรงอภิบาลและการเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ
A'raf 7:191
พวกเขาจะให้บรรดาเจว็ดทั้งหลายและสิ่งอื่นๆ เป็นหุ้นส่วนภาคีกับอัลลอฮ์ในการเคารพสักการะกระนั้นหรือ? ทั้งๆ ที่พวกเขารู้ว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ได้สร้างสิ่งใดเลยที่จะบ่งบอกได้ว่า สมควรแก่การเคารพสักการะ มินำซ้ำมันยังถูกสร้างขึ้นมาอีก แล้วพวกเขาจะให้สิ่งเหล่านี้เป็นหุ้นส่วนภาคีกับอัลลอฮ์ได้อย่างไร?!
A'raf 7:192
และบรรดาเจว็ดเหล่านั้น ไม่สามารถที่จะช่วยบรรดาผู้ที่มาสักการะบูชาพวกมันได้ แม้กระทั่งตัวของพวกมันเองก็ยังไม่สามารถที่จะช่วยได้ แล้วพวกเขายังต้องสักการะบูชาพวกมันอีกได้อย่างไร?!
A'raf 7:193
โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย หากพวกเจ้าได้วิงวอนขอจากบรรดาเจว็ดที่พวกเจ้าได้บูชามันเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์สู่ทางนำที่ถูกต้อง พวกมันก็จะไม่ตอบรับและปฏิบัติตามคำวิงวอนของพวกเจ้าหรอก ดังนั้น ไม่ว่าพวกเจ้าจะขอพรจากพวกมันหรือนิ่งเฉยก็ตาม มันก็มีผลเท่ากัน เพราะพวกมันเป็นแค่วัตถุที่ไม่มีชีวิต ไม่มีปัญญาไว้คิด ไม่ได้ยินและไม่พูด
A'raf 7:194
โอ้บรรดผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย แท้จริงบรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้สักการะบูชาอื่นจากอัลลอฮ์นั้นพวกมันเป็นสิ่งถูกสร้างและเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เยี่ยงพวกเจ้าเช่นกัน มินำซ้ำสถานะของพวกเจ้าดีกว่าพวกมันอีก เพราะพวกเจ้ามีชีวิตสามารถพูดได้ เดินได้ สามารถได้ยินและมองเห็นได้ แต่บรรดาเจว็ดของพวกเจ้าไม่ใช่แบบนั้น ดังนั้นพวกเจ้าจงวิงวอนขอจากพวกมันเถิด แล้วให้พวกมันตอบรับสิ่งที่พวกเจ้าขอด้วย หากพวกเจ้าเป็นผู้สัตย์จริงในสิ่งที่พวกเจ้าอ้างให้กับพวกมัน
A'raf 7:195
บรรดาเจว็ดที่พวกเจ้าได้บูชามันเป็นพระเจ้านั้น พวกมันมีเท้าไว้เดินไปหาสิ่งที่พวกเจ้าต้องการไหม? พวกมันมีมือไว้ปกป้องพวกเจ้าไหม? พวกมันมีตาที่สามารถมองเห็นสิ่งที่ถูกซ่อนเร้นแล้วมาแจ้งให้พวกเจ้ารับทราบไหม? พวกมันมีหูที่สามารถรับฟังสิ่งที่พวกเจ้าไม่สามารถได้ยินมันได้แล้วมาแจ้งให้พวกเจ้ารับฟังไหม? ดังนั้น หากพวกมันไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด แล้วพวกเจ้ายังต้องสักการะบูชาพวกมันโดยหวังว่าพวกมันจะนำประโยชน์และกำจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกจากพวกเจ้าได้อย่างไรอีก? จงกล่าวเถิด -โอ้รอสูลเอ๋ย- แก่บรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านี้ "พวกเจ้าจงวิงวอนขอต่อภาคีที่พวกเจ้าได้ตั้งขึ้นมาเทียบเท่ากับอัลลอฮฺ แล้วจงวางแผนทำลายฉัน และไม่ต้องมาผ่อนปรนให้แก่ฉัน"
A'raf 7:196
แท้จริงผู้ช่วยเหลือของฉัน คือ อัลลอฮ์ผู้ทรงคุ้มครองฉัน ดังนั้น ฉันจะไม่อ้อนวอนจากใครอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์ และจะไม่กลัวสิ่งอื่นใดจากบรรดาเจว็ดของพวกท่าน พระองค์ทรงประทานคัมภีร์อัลกุรฺอานให้แก่ฉัน เพื่อเป็นทางนำแก่มวลมนุษย์ และทรงคุ้มครองบรรดาบ่าวของพระองค์ที่มีคุณธรรมความดี ดังนั้น พระองค์จะทรงคุ้มครองและช่วยเหลือพวกเขา
A'raf 7:197
โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย บรรดาผู้ที่พวกเจ้าวิงวอนจากบรรดาเจว็ดทั้งหลาย แท้จริงพวกมันไม่สามารถจะช่วยเหลือพวกเจ้าได้ และไม่สามารถที่จะช่วยเหลือแม้กระทั่งตัวของพวกมันเองด้วย พวกมันไร้ความสามารถ แล้วเหตุไฉนเล่าพวกเจ้าจึงวิงวอนขอจากพวกมันนอกเหนือจากอัลลอฮ์?!
A'raf 7:198
โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย หากพวกเจ้าได้วิงวอนต่อบรรดาเจว็ดที่พวกเจ้าสักการะบูชาอื่นจากอัลลอฮฺสู่เส้นทางที่ถูกต้อง พวกมันจะไม่ได้ยินคำวิงวอนของพวกเจ้า และเจ้าจะเห็นพวกมันกำลังมองเจ้าด้วยตาที่จำลอง ที่จริงแล้ว มันก็เป็นแค่วัตถุที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ จะเห็นได้ว่า พวกเขาได้สร้างบรรดาเจว็ดของพวกเขาในรูปภาพลูกหลานอาดัมหรือสัตว์ต่างๆ ที่มีมือ เท้าและตา แต่มันก็เป็นวัตถุอยู่ดี ไม่มีชีวิต และไม่สามารถเคลื่องไหวได้
A'raf 7:199
เจ้าจงตอบรับ -โอ้รอสูลเอ๋ย- ซึ่งผู้คนด้วยสิ่งที่พวกเขายอมรับได้ และในสิ่งที่มันง่ายดายแก่พวกเขาในเรื่องการงานและมารยาทต่างๆ และจงอย่าบังคับให้ทำในสิ่งที่นิสัยของพวกเขารับไม่ได้ เพราะนั่นเป็นการกระทำให้พวกเขาหนี จงกำชับพวกเขาด้วยคำพูดที่สวยงามและด้วยมารยาทที่ดี จงหลีกเลี่ยงการถกเถียงที่ไร้ประโยชน์กับผู้โฉดเขลาทั้งหลายเถิด อย่าไปเผชิญกับพวกเขาด้วยความโฉดเขลาของพวกเขา ดังนั้นผู้ที่เคยทำร้ายเจ้า ก็อย่าไปทำร้ายเขา และผู้ที่เคยลิดรอนสิทธิของเจ้า ก็อย่าไปลิดรอนสิทธิของเขา
A'raf 7:200
โอ้รอสูลเอ๋ย เมื่อเจ้ารู้สึกว่า ชัยฏอน (มารร้าย) กำลังจะทำให้เจ้ารู้สึกไขว้เขวหรือท้อแท้ในการทำความดี เจ้าจงพึ่งพาและปักหลักกับอัลลอฮ์ เพราะพระองค์ทรงได้ยินในสิ่งที่เจ้าพูด ทรงรับรู้เหตุผลที่เจ้าต้องพึ่งพาพระองค์ แล้วพระองค์ก็จะทรงปกป้องเจ้าจากชัยฏอน
A'raf 7:201
แท้จริงแล้ว บรรดาผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ด้วยการปฏิบัติคำสั่งใช้และหลีกเลี่ยงคำสั่งห้ามของพระองค์นั้น หากพวกเขาประสบกับการไขว้เขวจากแผนการของชัยฎอนแล้วลงมือทำบาป พวกเขาจะนึกถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ นึกถึงการลงโทษของพระองค์แก่บรรดาผู้กระทำความชั่วร้าย และนึกถึงการตอบแทนทีดีที่พระองค์จะทรงมอบแก่บรรดาผู้จงรักภักดีทันที แล้วจะทำให้พวกเขากลับเนื้อกลับใจจากบาปที่พวกเขากระทำและกลับไปยังพระผู้อภิบาลของพวกเขา แล้วท้ายสุด พวกเขาจะยืนยัดอยู่บนเส้นทางแห่งสัจธรรม จะรู้สึกผิดจากสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำ และจะไม่มีวันหันกลับไปหามันอีก
A'raf 7:202
และบรรดาพี่น้องของชัยฏอนจากบรรดาผู้กระทำความชั่วและผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายจะถูกบรรดาชัยฏอนดึงพวกเขาไปสู่ความหลงผิดด้วยการกระทำบาปครั้งแล้วครั้งเล่าไม่หยุดยั้ง บรรดาชัยฏอนเองก็ไม่หยุดที่จะทำให้ผู้คนอยู่ในความหลงผิด และบรรดาผู้กระทำความชั่วก็เช่นกันไม่หยุดจากการถูกจูงให้กระทำความชั่ว
A'raf 7:203
โอ้รอสูลเอ๋ย เมื่อเจ้าได้แสดงสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) ให้พวกเขาได้เห็น พวกเขาจะปฏิเสธเจ้าและไม่สนใจมัน และเมื่อเจ้าไม่แสดงสัญญาณให้พวกเขาเห็น พวกเขาก็กล่าวว่า "ทำไมเจ้าจึงไม่คิดค้นสัญญาณและอุปโลกน์มันขึ้นมา โอ้รอสูลเอ๋ย เจ้าจงตอบพวกเขาเถิดว่า "ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงสัญญาณด้วยตัวของฉันเองได้ และฉันจะไม่ปฏิบัติตามอะไรทั้งสิ้นเว้นแต่ในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่ฉันเท่านั้น และนี่คืออัลกรฺอานที่ฉันกำลังอ่านให้พวกเจ้าฟังอยู่ มันคือข้อพิสูจน์และหลักฐานจากอัลลอฮ์พระองค์ผู้ที่สร้างพวกเจ้าและทรงเป็นผู้บริหารจัดการกิจการต่างๆพวกเจ้า และอัลกุรฺอานนี้มันยังเป็นคำแนะนำและความเมตตาต่อบรรดาผู้ศรัทธาจากบรรดาบ่าวของพระองค์ ส่วนบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธา พวกเขาเป็นผู้หลงผิดมีความทุกข์"
A'raf 7:204
และเมื่ออัลกุรอานได้ถูกอ่าน พวกเจ้าจงฟังมันเถิด อย่าได้พูดคุย และอย่ามัวยุ่งกับสิ่งอื่นใด หวังว่าอัลลอฮ์จะทรงเมตตาพวกท่าน
A'raf 7:205
จงรำลึกเถิด -โอ้รอสูลเอ๋ย- ถึงอัลลอฮ์ผู้ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเจ้าด้วยความนอบน้อมและยำเกรง และจงทำให้การขอพรของเจ้าอยู่ระดับปานกลาง ไม่ส่งเสียงดังเกินไปและไม่เบาเกินไป ทั้งในยามเช้าตรู่และยามเย็น เพราะความประเสริฐของทั้งสองช่วงเวลานี้ และเจ้าจงอย่าเป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้เฉยเมยต่อการรำลึกถึงอัลลอฮ์ (ผู้ทรงสูงส่ง)
A'raf 7:206
โอ้รอสูลเอ๋ย แท้จริงบรรดามลาอิกะฮ์ที่อยู่ ณ พระผู้อภิบาลของเจ้า พวกเขามิได้โอหังต่อการเคารพสักการะพระองค์ (ความบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์) แต่พวกเขายอมจำนนต่อการเคารพสักการะพระองค์ด้วยความนอบน้อมไม่เหน็ดเหนื่อย พวกเขากล่าวสดุดีให้ความบริสุทธิ์แก่พระองค์จากสิ่งที่ไม่เหมาะสมทั้งหลาย ทั้งในยามค่ำคืนและกลางวัน และแด่พระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่พวกเขาก้มกราบ
Enfal 8:1
บรรดาสาวกของเจ้าจะถามเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เกี่ยวกับทรัพย์ที่ได้จากสงครามว่า ควรจะแบ่งกันอย่างไร? ใครบ้างที่จะได้รับส่วนแบ่ง? เจ้าจงตอบเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- "ทรัพย์สงครามนั้นเป็นของอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ การตัดสินนั้นต้องขึ้นอยู่กับอัลลอฮ์และเราะสูลเท่านั้น ว่า จะจัดแบ่งกันอย่างไร ดังนั้นไม่มีอะไรสำหรับพวกเจ้า นอกจากเชื่อฟังและยอมจำนงเท่านั้น ดังนั้นจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์เถิด -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย- ด้วยการปฏิบัติตามบรรดาคำสั่งใช้และออกห่างจากบรรดาคำสั่งห้ามของพระองค์ และจงปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาระหว่างพวกเจ้าจากการตัดสัมพันธ์และการห่างเหินระหว่างกัน ด้วยความรักและการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีต่อกัน มีมารยาทที่ดีต่อกัน และการให้อภัยซึ่งกันและกัน และจงยึดมั่นกับการภักดีต่ออัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง เนื่องจากการศรัทธาที่แท้จริงนั้นมันจะนำไปสู่การจงรักภักดีและการออกห่างจากสิ่งชั่วช้า ซึ่งคำถามนี้เกิดขึ้นหลังสงครามบะดัร
Enfal 8:2
แท้จริงแล้วบรรดาผู้ศรัทธานั้น คือ ผู้ที่หัวใจของพวกเขาสั่นไหวด้วยความหวาดเกรงเมื่อนามของอัลลอฮ์ถูกเอ่ยแก่พวกเขา จนทำให้หัวใจและร่างกายของพวกเขาต้องคล้อยตามสู่การภักดีต่อพระองค์ และเมื่อโองการทั้งหลายของอัลลอฮ์ได้ถูกอ่านแก่พวกเขา พวกเขาจะใคร่ครวญพิจารณา แล้วอีหม่านของพวกเขาก็จะเพิ่มทวีคูณ และต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาเท่านั้น ที่พวกเขายึดมั่นในการให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์และปกป้องพวกเขาจากสิ่งที่เสื่อมเสียทั้งหลาย
Enfal 8:3
พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ด้วยอิริยาบถที่สมบูรณ์ในเวลาของมัน และจากสิ่งที่เราได้ประทานให้แก่พวกเขา พวกเขาได้บริจาคทั้งที่เป็นวาญิบ (จำเป็น) และที่เป็นสุนัต (ส่งเสริมให้กระทำ)
Enfal 8:4
บรรดาผู้ที่มีคุณลักษณะเหล่านั้น พวกเขาเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง เพราะพวกเขาได้รวบรวมระหว่างคุณลักษณะแห่งอีมานและอิสลามอันประจักษ์ พวกเขาได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งที่สูงส่ง ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา และพวกเขาก็ได้รับการให้อภัยโทษและปัจจัยยังชีพอันมีเกียรติ ซึ่งก็คือความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงได้เตรียมไว้ให้แก่พวกเขา
Enfal 8:5
เช่นเดียวกับที่พระผู้อภิบาลของเจ้า (ความบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์) ได้ทรงยกเลิกการแบ่งทรัพย์สงครามจากพวกเจ้าหลังจากที่พวกเจ้าได้ขัดแย้งและถกเถียงกันในเรื่องดังกล่าว และพระองค์ได้ทรงมอบการจัดแบ่งนั้นเป็นของพระองค์และเราะสูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เท่านั้น และเช่นเดียวกัน (โอ้เราะสูลเอ๋ย) พระองค์ได้ทรงสั่งให้เจ้าออกจากตัวเมืองมาดีนะฮ์เพื่อไปเผชิญหน้ากับบรรดาผู้ตั้งภาคีด้วยวะห์ยุที่พระองค์ทรงประทานไว้แก่เจ้า ท่ามกลางความไม่พอใจของผู้ศรัทธาบางกลุ่ม
Enfal 8:6
กลุ่มผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งได้โต้แย้งกับเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ในเรื่องการทำสงครามกับบรรดาผู้ตั้งภาคี หลังจากที่มันประจักษ์แจ้งแก่พวกเขาแล้วว่ามันเกิดขึ้นจริง ประหนึ่งว่าพวกเขาถูกต้อนไปสู่ความตายโดยที่พวกเห็นมันอยู่กับตา เหตุผลเพราะว่าพวกเขาไม่พอใจอย่างมากในการที่จะออกสงคราม เพราะพวกเขายังไม่ได้เตรียมเสบียงและไม่ได้เตรียมอาวุธเพื่อทำสงคราม
Enfal 8:7
และพวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาที่โต้แย้งทั้งหลาย- จงรำลึกถึงตอนที่อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาไว้กับพวกเจ้าว่า พวกเจ้าจะได้รับชัยชนะเหนือกลุ่มหนึ่งในสองกลุ่มของบรรดาผู้ตั้งภาคี จะเป็นกลุ่มกองคาราวานที่เดินทางพร้อมกับทรัพย์สมบัติ แล้วพวกเจ้าจะได้เอามันเก็บไว้เป็นทรัพย์สงคราม หรือไม่ก็เป็นกลุ่มผู้ออกทำสงครามที่พวกเจ้าจะได้ทำสงครามกับพวกเขาและได้รับชัยชนะเหนือพวกเขา (แต่) พวกเจ้าชอบที่จะเอาชนะเหนือกลุ่มกองคาราวานมากกว่า เพราะมันง่ายต่อการยึดครองพวกเขาโดยไม่ต้องทำสงคราม แต่อัลลอฮฺทรงปราถนาที่จะพิสูจน์สัจธรรมให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการใช้ให้พวกเจ้าทำสงคราม เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ฆ่ากลุ่มหัวหน้าของบรรดาผู้ตั้งภาคีและจับกุมพวกเขาให้ตกเป็นเชลยได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เพื่อให้ความแข็งแกร่งของอิสลามได้ประจักษ์
Enfal 8:8
เพื่ออัลลอฮ์จะทรงให้ความจริงได้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยการให้อิสลามและผู้นับถือมันได้รับชัยชนะ โดยการให้ข้อยืนยันต่างๆ ได้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความจริงของสัจธรรมแห่งอิสลาม และพระองค์ (ความบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์) จะทรงทำให้ความเท็จได้สลายไป ด้วยการให้ข้อยืนยันต่างๆ ได้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเท็จของมัน แม้ว่าบรรดาผู้ตั้งภาคีจะไม่ชอบมันก็ตาม แต่อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงให้มันประจักษ์
Enfal 8:9
พวกเจ้าจงรำลึกตอนสงครามบัดร์ครั้นเมื่อพวกเจ้าได้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ให้ได้รับชัยชนะเหนือศัตรู อัลลอฮ์ก็ได้ทรงตอบรับการขอของพวกเจ้า ด้วยจำนวนหนึ่งพันมลาอิกะฮ์ทยอยกันลงมา เป็นกลุ่ม
Enfal 8:10
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย อัลลอฮ์ไม่ได้ทรงประทานเหล่ามลาอิกะฮ์มายังพวกเจ้านอกจากเพื่อเป็นการแจ้งข่าวดีแก่พวกเจ้าว่า พระองค์ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าเหนือศัตรูของพวกเจ้า และเพื่อทำให้หัวใจของพวกเจ้าเกิดความสงบและเกิดความมั่นใจในชัยชนะ แท้จริงแล้ว หาได้ว่าชัยชนะนั้นจะขึ้นด้วยการมีจำนวนที่มากหรือความพร้อมทางอาวุธ แต่ชัยชนะที่แท้จริง มันมาจากอัลลอฮฺ (ความบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์)เท่านั้น แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอำนาจในสิ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์ ทรงเป็นผู้มีปรีชาญานในการกำหนดบทบัญญัติของพระองค์
Enfal 8:11
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงนึกถึงตอนที่อัลลอฮ์ได้ทรงทำให้พวกเจ้าง่วงนอน เพื่อให้เกิดความสงบแก่พวกเจ้าจากความกลัวที่มีต่อศัตรู และพระองค์ได้ทรงประทานน้ำฝนลงมาจากฟากฟ้าเพื่อชำระพวกเจ้าให้บริสุทธิ์จากสิ่งสกปรกต่างๆ และเพื่อขจัดการกระซิบกระซาบของชัยฏอนออกจากพวกเจ้า และเพื่อทำให้หัวใจของพวกเจ้าเข้มแข็งและทำให้ร่างกายของพวกเจ้ายืนหยัดในวันที่ต้องเผชิญหน้า (กับศัตรู) และเพื่อทำให้เท้าของพวกเจ้ามีความมั่นคง ไม่จมในทะเลทรายที่เกิดขึ้นจากดินที่แข็งเพราะน้ำฝน
Enfal 8:12
โอ้นบี แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้าได้ทรงมีโองการแก่บรรดามลาอิกะฮ์ที่พระองค์ได้ส่งพวกเขาช่วยบรรดาผู้ศรัทธาในสงครามบัดรฺ (โดยพระองค์ได้ตรัสแก่พวกเขาว่า) "แท้จริข้านั้นร่วมอยู่กับพวกเจ้าด้วย คอยให้ความช่วยเหลือพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเสริมสร้างความมุ่งมั่นแก่บรรดาผู้ศรัทธาในการสู้รบกับศัตรู ฉันจะทำให้หัวใจของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอันรุนแรง ดังนั้นโอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงฟันคอพวกเขาให้พวกเขาตายสนิท และจงฟันข้อต่อและแขนขาของพวกเขาเพื่อให้พวกเขาไม่สามารถที่จะสู้รบกับพวกเจ้าได้อีก
Enfal 8:13
เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่พวกเขาต้องถูกฆ่าและถูกฟันแขนขาของพวกเขา ทั้งนี้เพราะพวกเขาได้ฝ่าฝืนอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ พวกเขาไม่ยอมทำตามในสิ่งที่ถูกสั่งใช้ให้ปฎิบัติและไม่ยอมหยุดในสิ่งที่ถูกสั่งห้ามมิให้ปฎิบัติ และผู้ใดที่ได้ฝ่าฝืนอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ในเรื่องดังกล่าวแล้ว ก็จงรู้เถิดว่า แท้จริงแล้วอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ ซึ่งในโลกนี้เขาจะถูกเข่นฆ่าและเป็นเชลยศึก ส่วนในปรโลกเขาจะตกอยู่ในไฟนรก
Enfal 8:14
การลงโทษดังกล่าวมีไว้ให้แก่พวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ฝ่าฝืนอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์เอ๋ย- ดังนั้นจงลิ้มรสของมันบนโลกดุนยานี้เถิด ส่วนในวันปรโลกนั้น สำหรับพวกเจ้าคือการลงโทษจากไฟนรก หากพวกเจ้าได้จบชีวิตด้วยการปฏิเสธศัรทธาและดื้อรั้น
Enfal 8:15
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้าได้เผชิญหน้ากับบรรดาศัตรูผู้ปฏิเสธในระยะที่ใกล้ในสมรภูมิก็จงอย่ายอมแพ้และหันหลังหนี แต่จงตั้งหลักเผชิญหน้ากับพวกเขา และจงอดทนในการสู้รบกับพวกเขา แท้จริงแล้วอัลลอฮ์นั้นทรงอยู่กับพวกเจ้า ด้วยการช่วยเหลือและคอยหนุนอยู่เสมอ
Enfal 8:16
และผู้ใดก็ตามที่หันหลังหนีจากศัตรู โดยที่ไม่ใช่เป็นการหนีที่เป็นอุบายเพื่อไปตั้งหลักและย้อนกลับมาสู้รบอีกครั้ง หรือไม่ได้หนีเพื่อไปสมทบกับกองกำลังมุสลิมีนอีกกลุ่มหนึ่ง แน่นอนเขาผู้นั้นได้นำความโกรธกริ้วจากอัลลอฮ์กลับไป และที่พำนักของเขาในวันปรโลกคือนรกญะฮันนัม และที่พำนักที่เลวร้ายที่สุดคือที่พำนักพวกของเขา และปลายทางที่เลวร้ายที่สุดคือปลายทางของพวกเขา
Enfal 8:17
พวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย- มิได้ฆ่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในสงครามบัดรฺด้วยพลังและความแข็งแกร่งของพวกเจ้า แต่อัลลอฮ์ต่างหากที่ทรงช่วยเหลือพวกเจ้า และเจ้า -โอ้นบี- มิได้ขว้าง(ทราย)โดนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา แต่อัลลอฮ์ต่างหากที่ทรงขว้างมัน โดยทำให้การขว้างของเจ้าบรรลุโดนพวกเขา และเพื่อเป็นการทดสอบบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายด้วยการให้พวกเจามีชัยชนะเหนือบรรดาศัตรูของพวกเขา ทั้งที่พวกเขามีกองกำลังและอาวุธที่อ่อนกว่า ทั้งนี้เพื่อให้พวกเขาได้ขอบคุณพระองค์ แท้จริงแล้วอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงได้ยินการวิงวอนและคำพูดของพวกเจ้า ผู้ทรงรอบรู้ในการงานต่างๆของพวกเจ้าและสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า
Enfal 8:18
การฆ่าและการขว้างใส่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายจนพวกเขาต้องวิ่งหนีเพราะความพ่ายแพ้ และความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่ได้ประจักษ์แก่บรรดาผู้ศรัทธาด้วยการให้พวกเขาได้รับชัยชนะเหนือศัตรูของพวกเขา ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนมาจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ทรงทำให้แผนการของบรรดาผู้ปฏิเสธที่ต้องการจะทำลายอิสลามด้วยแผนการดังกล่าวต้องล้มละลาย
Enfal 8:19
โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย หากพวกเจ้าวิงวอนจากอัลลอฮ์เพื่อให้พระองค์ลงโทษบรรดาผู้อธรรมที่ชอบรุกรามคนอื่น แน่นอนการขอของพวกเจ้าก็ได้เกิดขึ้นกับพวกเจ้าแล้ว ดังนั้นพระองค์ได้ทรงลงโทษพวกเจ้าเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างสำหรับพวกเจ้าและเป็นบทเรียนแก่บรราดผู้ยำเกรงทั้งหลาย และหากพวกเจ้าหยุดจากการขอดังกล่าว มันก็จะเป็นการดียิ่งสำหรับพวกเจ้า บางทีพระองค์จะทรงผ่อนปรนและไม่รีบเร่งที่จะลงโทษแก้แค้นพวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าหวนกลับไปขอสิ่งนั้นและยืนยันที่จะสู้รบกับบรรดาผู้ศรัทธาอีก เราก็จะทำให้การลงโทษเกิดขึ้นกับพวกเจ้าและจะประทานชัยชนะให้แก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย และแน่นอนกองกำลังของพวกเจ้าและผู้สนับสนุนของพวกเจ้าถึงแม้จะมีจำนวนมากหรือจะมีอาวุธที่พร้อมที่ดีเลิศก็ตาม ก็มิอาจจะช่วยอะไรพวกเจ้าได้เลย แม้ว่าฝ่ายผู้ศรัทธาจะมีจำนวนน้อยนิดก็ตาม แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงอยู่เคียงข้างบรรดาผู้ศรัทธาเสมอด้วยการช่วยเหลือและสนับสนุน ผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงอยู่กับเขา แน่นอนจะไม่มีผู้ใดเอาชนะเขาได้
Enfal 8:20
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์เอ๋ย จงเชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์เถิด โดยการปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ทรงใช้และห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม และจงอย่าผินหลังให้แก่พระองค์โดยการฝ่าฝืนในสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งใช้และกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม ขณะที่พวกเจ้าได้ยินบรรดาโองการของอัลลอฮ์ที่ถูกอ่านให้พวกเจ้าฟัง
Enfal 8:21
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าเป็นเหมือนบรรดามุนาฟิกและบรรดาผู้ตั้งภาคีซึ่งพวกเขาเมื่อบรรดาโองการของอัลลอฮ์ได้ถูกอ่านให้พวกเขาฟัง พวกเขาจะกล่าวว่า เราได้ยินอัลกุรอานด้วยหูทั้งสองของพวกเราแล้ว แต่พวกเขาไม่ได้ฟังมันด้วยการฟังแบบพิจารณาใคร่ครวญ เพื่อพวกเขาจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่พวกเขาได้ฟัง
Enfal 8:22
สิ่งมีชีวิตที่เลวร้ายที่สุดที่อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้นมาในพื้นแผ่นดินนี้ในสายตาของพระองค์ คือคนหูหนวกที่ไม่ยอมฟังซึ่งสัจธรรมด้วยการฟังอย่างมีสติยอมรับความจริง และคนใบ้ที่ไม่พูด พวกเขาคือผู้ที่ไม่เข้าใจสิ่งที่อัลลอฮ์ใช้และสิ่งที่อัลลอฮ์ห้าม
Enfal 8:23
ถ้าหากว่าอัลลอฮ์ทรงรู้ถึงความดีใดๆ มีอยู่ในบรรดาผู้ปฏิเสธเหล่านั้น แน่นอน พระองค์จะทรงทำให้พวกเขาได้ยินด้วยการได้ยินอย่างมีสติที่ทำให้พวกเขารับประโยชน์จากมันได้ และเข้าใจเหตุผลและหลักฐาน แต่พระองค์ทรงรู้ดีว่ามันไม่มีอะไรดีๆ ในตัวของพวกเขาเลย และหากพระองค์ทรงให้พวกเขาได้ยิน พวกเขาก็จะผินหลังไม่ศรัทธาด้วยความดื้อดึของพวกเขาง และพวกเขาคือกลุ่มชนผู้ผินหลัง(ไม่สนใจ)
Enfal 8:24
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ทั้งหลาย จงตอบรับการเรียกร้องของอัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์เถิด โดยการเชื่อฟังในสิ่งที่เขาทั้งสองได้สั่งใช้และหลีกเลี่ยงในสิ่งที่เขาทั้งสองได้ห้ามปราม เมื่อเขาทั้งสองได้เรียกร้องพวกเจ้าสู่การปฏิบัติซึ่งสัจธรรมแห่งชีวิตของพวกเจ้าที่มีอยู่ในนั้น และจงมั่นใจเถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงมีกำลังความสามารถเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง พระองค์ทรงสามารถที่จะกั้นระหว่างพวกเจ้ากับการปฏิบัติตามสัจธรรมหากพวกเจ้าต้องการหลังจากที่พวกเจ้าได้ปฏิเสธมัน ดังนั้น พวกเจ้าจงเร่งรีบกลับไปสู่พระองค์เถิด และจงมั่นใจว่าพวกเจ้าจะถูกรวบรวมต่อหน้าอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวในวันกิยามะฮ์ แล้วพระองค์ก็จะทรงตอบแทนพวกเจ้าในการงานที่พวกเจ้าได้ปฏิบัติมันไว้บนโลกดุนยา
Enfal 8:25
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงระวังการลงโทษที่มันไม่เพียงจะประสบกับผู้ฝ่าฝืนในหมู่พวกเจ้าเท่านั้น แต่มันจะประสบกับผู้ฝ่าฝืนและผู้อื่นด้วย เพราะเมื่อตอนที่การฝ่าฝืนนั้นได้เกิดขึ้นมันไม่ได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลง พวกเจ้าจงมั่นใจเถิดว่า แท้จริงการลงโทษของพระองค์นั้นรุนแรงมากสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนพระองค์ ดังนั้น พวกเจ้าจงระวังจากการฝ่าฝืนต่อพระองค์เถิด
Enfal 8:26
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงนึกถึงตอนที่พวกเจ้าอยู่ในนครมักกะฮ์ ช่วงที่พวกเจ้ามีจำนวนน้อย ถูกชาวมักกะฮ์กดขี่บีบบังคับ กลัวว่าศัตรูของพวกเจ้าจะลักพาตัวพวกเจ้าไป และแล้วอัลลอฮฺได้ทรงจัดหาสถานที่แห่งหนึ่งไว้ให้พวกเจ้าได้พักพิง นั่นก็คือ นครมาดีนะฮ์ และได้ทรงทำให้พวกเจ้าเกิดความแข็งแกร่งด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ในทุกๆ ครั้งที่มีการสู้รบกับเหล่าศัตรู หนึ่งในนั้นคือ สงครามบัดร์ และพระองค์ทรงประทานปัจจัยยังชีพที่ดีแก่พวกเจ้า หนึ่งในนั้นคือ ทรัพย์สงครามที่พวกเจ้ายึดได้จากข้าศึกในสนามรบ ทั้งหมดนั้นก็เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ขอบคุณอัลลอฮ์ในความโปรดปรานที่พระองค์ทรงประทานให้ แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มพูนมันให้แก่พวกเจ้า และจงอย่างเนรคุณต่อความโปรดปรานนั้น แล้วพระองค์จะทรงยึดคืนมันจากพวกเจ้า และทรงลงโทษพวกเจ้าในที่สุด
Enfal 8:27
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ จงอย่าทรยศต่ออัลลอฮ์และเราะสูล โดยการไม่ทำตามคำสั่งใช้และไม่หลีกเลี่ยงจากคำสั่งห้ามของพระองค์ และจงอย่าบิดพลิ้วต่อสิ่งที่พวกเจ้าได้รับมอบหมายให้สะสางมัน อาทิเช่น การชำระหนี้สิน เป็นต้น ทั้งๆ ที่พวกเจ้ารู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่พวกเจ้าทำนั้น มันคือการบิดพลิ้วชนิดหนึ่ง และสุดท้ายพวกเจ้าจะอยู่ในกลุ่มผู้ทรยศทั้งหลาย
Enfal 8:28
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พึงรู้เถิดว่า แท้จริงทรัพย์สมบัติและลูกหลานของพวกเจ้านั้น แท้จริงมันเป็นสิ่งทดสอบที่พระองค์ทรงประทานให้แก่พวกเจ้า บางทีมันอาจจะขัดขวางพวกเจ้าจากการงานแห่งวันปรโลก และบางทีมันอาจจะทำให้พวกเจ้าต้องเป็นคนทรยศ และพึงรู้เถิดว่า แท้จริง ณ อัลลอฮ์นั้นมีรางวัลอันยิ่งใหญ่ ดังนั้น จงอย่าให้รางวัลนี้พลาดไปจากพวกเจ้า อันเนื่องจากการให้ความสำคัญต่อทรัพย์สมบัติและลูกหลานของพวกเจ้า และยอมทรยศบิดพลิ้วเพื่อพวกเขา
Enfal 8:29
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ พึงรู้เถิดว่า หากพวกเจ้าได้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์โดยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และหลีกเลี่ยงจากคำสั่งห้ามของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงประทานให้แก่พวกเจ้าซึ่งเกณฑ์ตัดสินระหว่างความจริงกับความเท็จ เพื่อว่าพวกเจ้าจะไม่สับสนระหว่างมันทั้งสอง พระองค์จะทรงลบล้างความผิดต่างๆ ของพวกเจ้าที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ จะทรงอภัยโทษบาปต่างๆ ของพวกเจ้า และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงมีความโปรดปรานอันใหญ่หลวง หนึ่งในความโปรดปรานอันใหญ่หลวงของพระองค์ คือ สรวงสวรรค์ที่พระองค์ได้จัดเตรียมไว้ให้แก่บรรดาบ่าวของพระองค์ที่ยำเกรง
Enfal 8:30
โอ้ท่านเราะสูล จงนึกถึงเมื่อตอนที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้รวมตัวและร่วมมือกันวางอุบายต่อต้านเจ้า เพื่อจับเจ้าไว้ หรือฆ่าเจ้า หรือขับไล่เจ้าออกจากเมืองของเจ้าไปยังเมืองอื่น พวกเขาวางอุบายต่อเจ้า และอัลลอฮ์ก็ทรงตีกลับแผนอุบายนั้นไปยังพวกเขาต่อ อัลลอฮ์ทรงวางอุบาย และอัลลอฮ์นั้นทรงเป็นเลิศในบรรดาผู้วางอุบายทั้งหลาย
Enfal 8:31
เมื่อบรรดาโองการของเราได้ถูกอ่านแก่พวกเขา พวกเขาได้กล่าวด้วยความดื้อรั้นและโอ้อวดต่อสัจธรรมว่า "พวกเราเคยได้ยินเช่นนี้มาแล้ว หากพวกเราต้องการที่จะกล่าวเยี่ยงอัลกุรอานนี้ แน่นอนพวกเราก็จะกล่าวมัน อัลกุรอานที่พวกเราได้ยินนี้ มันไม่ใช่อื่นใดนอกจากเป็นเรื่องราวที่เล่าขานกันมาแต่อดีตเท่านั้น ดังนั้น พวกเราจะไม่ศรัทธาต่อมันเป็นอันขาด"
Enfal 8:32
โอ้ท่านเราะสูล จงนึกถึงตอนที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กล่าวว่า "โอ้ อัลลอฮ์ ถ้าหากสิ่งที่มุหัมมัดได้นำมาเผยแพร่เป็นสัจธรรมที่แท้จริง ก็จงโปรยหินจากฟากฟ้าลงมาทำลายพวกเรา หรือลงโทษพวกเราอย่างรุนแรงเถิด" พวกเขากล่าวเช่นนั้น เพื่อบ่งบอกถึงการปฏิเสธศรัทธาอย่างที่สุด
Enfal 8:33
และอัลลอฮ์จะไม่ทรงลงโทษประชาชาติของเจ้า (ทั้งที่เป็นประชาชาติที่ไม่ศรัทธาและประชาชาติที่ศรัทธา) ด้วยการลงโทษที่มันทำลายพวกเขาอย่างสิ้นซาก ตราบใดที่เจ้า (โอ้มุหัมมัด) ยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเขา การที่เจ้าได้อยู่ท่ามกลางพวกเขา ทำให้พวกเขาปลอดภัยจากการถูกลงโทษดังกล่าว และอัลลอฮ์จะไม่เป็นผู้ทรงลงโทษพวกเขา ในขณะที่พวกเขากำลังขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์จากบาปต่างๆ ของพวกเขา
Enfal 8:34
แล้วสิ่งใดเล่าที่จะเป็นตัวยับยั้งจากการลงโทษพวกเขา ในเมื่อพวกเขาได้กระทำในสิ่งที่สมควรต้องถูกลงโทษจากการที่พวกเขาได้ขัดขวางผู้คนมิให้เข้าไปในมัสยิดอัลหะรอมเพื่อกระทำการเฏาะวาฟและละหมาด บรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นมิใช่เป็นที่รักของอัลลอฮ์ และไม่มีผู้อื่นใดที่เป็นที่รักของอัลลอฮ์ นอกจากบรรดาผู้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ที่ปฏิบัติตามคำสั่งใช้และหลีกห่างจากสิ่งต้องห้ามของพระองค์เท่านั้น แต่บรรดาผู้ตั้งภาคีส่วนใหญ่ พวกเขาจะไม่รู้ถึงสิ่งนี้ตอนที่พวกเขาอ้างว่าพวกเขาเป็นที่รักของอัลลอฮ์ ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นที่รักของอัลลอฮ์
Enfal 8:35
และการละหมาดของพวกเขา ณ บ้านอัลลอฮ์มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นการผิวปากและการปรบมือ ดังนั้นโอ้บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลายจงลิ้มรสแห่งการลงโทษด้วยการต้องถูกฆ่าตายและเป็นเชลยศึกในสงครามบัดร์ เนื่องด้วยพวกเจ้าไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิเสธเราะสูลของพระองค์
Enfal 8:36
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ พวกเขาจะใช้จ่ายทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อขัดขวางผู้คนมิให้นับถือศาสนาของอัลลอฮ์ ซึ่งพวกเขาจะใช้จ่ายมันอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่มีวันบรรลุผลในสิ่งที่พวกเขาต้องการเป็นอันขาด จากนั้นผลของการใช้จ่ายทรัพย์สินของพวกเขานั้น คือ ความเสียใจที่ต้องสูญเสียความมั่งคั่งและล้มเหลวในเป้าหมายที่ได้วางไว้ แล้วยังต้องถูกพิชิตด้วยชัยชนะของบรรดาผู้ศรัทธาที่มีต่อพวกเขา และบรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ทั้งหลายจะถูกต้อนไปยังนรกญะฮันนัมในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ซึ่งพวกเขาจะเข้าไปอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล ไม่มีทางที่จะออกจากมันได้
Enfal 8:37
บรรดาผู้ปฏิเสธที่ใช้ทรัพย์สินของพวกเขาเพื่อขัดขวางผู้คนจากหนทางของอัลลอฮ์จะถูกต้อนไปยังนรกญะฮันนัม เพื่อที่อัลลอฮฺจะทรงแยกกลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ชั่วร้ายออกจากกลุ่มผู้ศรัทธาที่บริสุทธิ์ และเพื่อที่พระองค์จะทรงวางคนเลวการกระทำและทรัพย์สินซ้อนทับกันเป็นกอง ๆ แล้วโยนในไฟนรก คนเหล่านั้นแหละคือพวกที่ขาดทุนที่แท้จริง เพราะพวกเขาต้องสูญเสียทั้งตัวเองและครอบครัวในวันแห่งการพิพากษา
Enfal 8:38
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- แก่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธการศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์จากพวกพ้องของเจ้าว่า "หากพวกเขายุติการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะสูลของพระองค์ และยุติการขัดขวางผู้ศรัทธาให้ออกจากหนทางของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ก็จะทรงให้อภัยบาปที่พวกเขาเคยกระทำมา เพราะความเป็นมุสลิมของพวกเขาจะลบล้างบาปกรรมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และหากพวกเขายังดื้อรั้นที่จะคงอยู่กับการปฏิเสธศรัทธาอีก แน่นอนวิธีการปฏิบัติของอัลลอฮ์ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วกับผู้คนก่อนหน้านี้ว่า ซึ่งเมื่อพวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาและดื้อรั้นที่จะปฏิเสธอีก พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาอย่างฉับพลัน"
Enfal 8:39
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงต่อสู้กับบรรดาศัตรูของพวกเจ้าจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเถิด จนกว่าจะไม่มีการตั้งภาคีต่อพระองค์และการขัดขวางบรรดามุสลิมให้ออกจากศาสนาของอัลลอฮ์ และเพื่อให้ศาสนาและการภักดีมีแด่อัลลอฮ์เพียงองค์เดียว โดยไม่มีภาคีใดๆ ร่วมกับพระองค์ ดังนั้น ถ้าหากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้หยุดจากการตั้งภาคีและหยุดจากการขัดขวางผู้คนจากหนทางของอัลลอฮ์โดยการปลดปล่อยให้ผู้คนเป็นอิสระ แน่นอน อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเห็นการกระทำทั้งหลายของพวกเขา โดยไม่มีความลับอันใดสามารถปกปิดจากพระองค์ได้
Enfal 8:40
และถ้าหากพวกเขาละทิ้งในสิ่งที่พวกเขาถูกสั่งให้ยุติการปฏิเสธศรัทธาและการขัดขวางผู้คนจากหนทางของอัลลอฮ์ จงมั่นใจเถิด -โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย- "แท้จริง อัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าให้ชนะเหนือพวกเขาเสมอ และพระองค์ทรงเป็นผู้คุ้มครองที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ภักดีต่อพระองค์ และทรงเป็นผู้ช่วยเหลือที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ช่วยเหลือพระองค์ ดังนั้น ผู้ใดที่ภักดีต่อพระองค์เขาก็จะประสบความสำเร็จ และผู้ใดที่ช่วยเหลือพระองค์เขาก็จะได้ชัยชนะ
Enfal 8:41
และพึงทราบเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ว่า แท้จริงแล้วสิ่งใดที่พวกเจ้าได้รับมาจากผู้ปฏิเสธศรัทธาในการทำศึกสงครามในหนทางของอัลลอฮ์นั้น จะต้องแบ่งออกเป็นห้าส่วน สี่ส่วนแบ่งให้กับมูญาฮิดีน (ผู้ที่ออกทำสงคราม) ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งส่วนให้แบ่งออกเป็นห้าส่วนอีกดังนี้ ส่วน(ที่หนึ่ง) เป็นของอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์โดยนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมสำหรับชาวมุสลิม ส่วน(ที่สอง) เป็นของเครือญาติของท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่มาจากลูกหลานของฮาชิมและลูกหลานของอัลมุฏเฏาะลิบ ส่วน(ที่สาม) เป็นของเด็กกำพร้า ส่วน(ที่สี่) เป็นของบรรดาผู้ยากจน และสวน(ที่ห้า) เป็นของผู้เดินทางที่ขาดปัจจัยสำหรับการเดินทาง หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์และสิ่งที่เราได้ประทานลงมาให้แก่บ่าวของเรานบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในวันสงครามบาดัรซึ่งเป็นวันที่อัลลอฮ์ทรงจำแนกระหว่างความถูกต้องและความผิด ในตอนที่พระองค์ได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าให้ได้รับชัยชนะเหนือศัตรูของพวกเจ้า และอัลลอฮ์ที่ได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้านั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่ง
Enfal 8:42
และจงรำลึก (ถึงเหตุการณ์หนึ่ง) ขณะที่พวกเจ้าอยู่ที่หุบเขาฝั่งเมืองมะดีนะฮ์ บรรดาผู้ตั้งภาคีอยู่ที่หุบเขาฝั่งเมืองมักกะฮ์ และกองคาราวานอยู่ทางตอนใต้ของพวกเจ้าฝั่งทะเลแดง และหากพวกเจ้าและบรรดาผู้ตั้งภาคีนัดหมายว่าจะมาพบกันที่บาดัร แน่นอนพวกเจ้าจะผิดนัดซึ่งกันและกัน แต่พระองค์ได้ทรงรวมระหว่างพวกเจ้าที่บาดัรโดยที่ไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน เพื่อที่พระองค์จะทรงให้งานหนึ่งที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้วเสร็จสิ้นไป นั้นก็คือการช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธาและทอดทิ้งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา เทิดทูนศาสนาของพระองค์และเหยียดหยามการตั้งภาคี เพื่อที่จะให้ผู้ที่เสียชีวิตในหมู่พวกเขาเสียชีวิตไปในสภาพที่มีหลักฐานแย้งความพวกเขาด้วยการช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธาให้มีชัยเหนือพวกเขา ทั้ง ๆ ที่จำนวนและการเตรียมการของบรรดาผู้ศรัทธามีจำนวนเล็กน้อย และจะให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ใช้ชีวิตโดยมีหลักฐานอันชัดแจ้งที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้เขาเห็น ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดที่จะนำหลักฐานมาแย้งความกับอัลลอฮ์ได้ และแท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยินคำพูดของพวกเขาทั้งหมด ทรงรอบรู้ในการกระทำของพวกเขา ไม่มีอะไรที่จะปกปิดพระองค์ได้เลย และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาตามสิ่งที่ได้กระทำไว้
Enfal 8:43
จงรำลึกเถิด โอ้เราะซูลเอ๋ย ถึงความโปรดปรานต่าง ๆ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่เจ้าและบรรดาผู้ศรัทธาขณะที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้เจ้าเห็นบรรดาผู้ตั้งภาคีในฝันของเจ้าว่าพวกเขามีจำนวนน้อย แล้วเจ้าได้บอกให้บรรดาผู้ศรัทธารับทราบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ทำให้พวกเขารู้สึกดีใจ เพิ่มความมุ่งมั่นที่จะเผชิญหน้ากับศัตรูและสู้รบกับพวกเขา และหากว่าพระองค์ได้ทรงให้เจ้าเห็นบรรดาผู้ตั้งภาคีในฝันของเจ้าว่าพวกเขามีจำนวนมากแล้วไซร้ แน่นอนความมุ่งมั่นของบรรดาเศาะหาบะฮ์ของเจ้าก็จะอ่อนลงและกลัวที่จะทำการสู้รบ แต่ทว่าอัลลอฮ์ได้ทรงให้ปลอดภัยจากสิ่งนั้น ทำให้พระองค์คุ้มครองพวกเขา (เศาะหาบะฮ์) จากความล้มเหลว แล้วทำให้พวกเขา (บรรดาผู้ตั้งภาดี) มีจำนวนน้อยนิดในสายตาของเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในใจและสิ่งที่ชีวิตซ่อนไว้
Enfal 8:44
และจงรำลึกเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ขณะที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้พวกเจ้าเห็นบรรดาผู้ตั้งภาคีมีจำนวนน้อยในตอนที่พวกเจ้าเผชิญหน้ากับพวกเขา ทำให้พวกเจ้ากล้าหาญที่จะเผชิญหน้าสู้รบกับพวกเขา และพระองค์ได้ทรงทำให้พวกเจ้ามีจำนวนน้อยในสายตาของพวกเขา ทำให้พวกเขากล้าที่จะออกมาสู้รบกับพวกเจ้าและไม่คิดที่จะหนี (ทั้งหมดเหล่านี้) เพื่อที่อัลลอฮ์จะทรงให้งานหนึ่งที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้วเสร็จสิ้นไปโดยการลงโทษแก้แค้นบรรดาผู้ตั้งภาคีด้วยการฆ่า(ในสนามรบ)และจับเป็นเฉลยศึก และโดยการประทานความโปรดปรานให้แก่บรรดาผู้ศรัทธาด้วยชัยชนะเหนือศัตรู และยังอัลลอฮ์เท่านั้นกิจการทั้งหลายจะถูกนำกลับไป และพระองค์จะทรงตอบแทนคนชั่วตามความชั่วของเขา และตอบแทนคนดีตามความดีของเขา
Enfal 8:45
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ทั้งหลาย หากพวกเจ้าเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ปฏิเสธาศรัทธา พวกเจ้าจงยืนหยัดและอย่าได้ขี้ขลาด และจงรำลึกถึงอัลลอฮ์ให้มาก ๆ และขอพรต่อพระองค์ ซึ่งพระองค์เป็นผู้ทรงมีอำนาจในการช่วยเหลือพวกเจ้าให้ได้รับชัยชนะเหนือพวกเขา เพื่อให้พวกเจ้าสมปรารถนาในสิ่งที่พวกเจ้าต้องการ และห่างไกลจากสิ่งที่พวกเจ้าเฝ้าระวัง
Enfal 8:46
และจงเชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ทั้งในการใช้วาจา การกระทำ และทุกอริยาบทของพวกเจ้า และอย่าได้ขัดแย้งกันในความคิดเห็น เพราะความขัดแย้งนั้นคือสาเหตุที่จะทำให้พวกเจ้าอ่อนแอ ขี้ขลาด และจะทำให้ความเข้มแข็งของพวกเจ้าหายไป และจงอดทนในตอนที่เผชิญหน้ากับศัตรูของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอยู่กับบรรดาผู้อดทนด้วยการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือ และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงอยู่เคียงข้างเขา แน่นอนเขาจะเป็นผู้มีชัย
Enfal 8:47
และพวกเจ้าจงอย่าเป็นเช่นบรรดาผู้ตั้งภาคีที่ออกจากเมืองมักกะฮ์ด้วยความหยิ่งผยอง โอ้อวดผู้คน ขัดขวางผู้คนออกจากศาสนาของอัลลอฮ์ และห้ามพวกเขาไม่ให้เข้ารับศาสนาของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นทรงเป็นผู้รอบรู้ในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน ไม่มีการงานใดของพวกเขาที่สามารถซ้อนเร้นพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาตามการงานที่ได้กระทำไว้
Enfal 8:48
และจงรำลึกเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ว่า หนึ่งในความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้าคือ การที่ชัยฏอนได้ทำให้บรรดาผู้ตั้งภาคีเห็นดีเห็นงามในการงานของพวกเขา ทำให้พวกเขากล้าหาญที่จะเผชิญหน้าสู้รบกับบรรดามุสลิม และ(ชัยฏอน)ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า วันนี้ไม่มีผู้ใดในหมู่มนุษย์ที่จะชนะพวกเจ้าได้ แท้จริงฉันเป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือพวกเจ้าและเป็นผู้ปกป้องพวกเจ้าจากศัตรูของพวกเจ้า เมื่อครั้งที่ทั้งสองฝ่ายได้เผชิญหน้ากัน ฝ่ายผู้ศรัทธาซึ่งมีมะลาอิกะฮ์ที่คอยช่วยเหลือพวกเขา และฝ่ายผู้ตั้งภาคีซึ่งมีชัยฏอนที่รอจะทอดทิ้งพวกเขา ชัยฏอนก็ได้หันหลังหนีพร้อมกล่าวว่า แท้จริงฉันไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้า แท้จริงฉันเห็นบรรดามะลาอิกะฮ์ที่มาช่วยเหลือบรรดาผู้ศรัทธา แท้จริงฉันกลัวอัลลอฮ์จะทำให้ฉันพินาศ ซึ่งพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ และไม่มีผู้ใดที่สามารถต้านการลงโทษของพระองค์ได้
Enfal 8:49
และพวกเจ้าจงรำลึกไว้เมื่อครั้งที่บรรดาผู้กลับกลอกและบรรดาผู้มีความศรัทธาอ่อนแอ กล่าวว่า บรรดามุสลิมเหล่านั้นได้ถูกศาสนาของพวกเขาหลอกลวง ซึ่งได้สัญญาด้วยชัยชนะเหนือศัตรูของพวกเขา ทั้งๆ ที่พวกเขามีจำนวนน้อยและการเตรียมพร้อมที่อ่อนแอ พร้อมทั้งศัตรูมีจำนวนมากและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า โดยที่พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ว่าผู้ที่พึ่งพาอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวและเชื่อมั่นในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือ อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงช่วนเหลือและจะไม่ทอดทิ้งเขาอย่างแน่นอน ไม่ว่าเขาจะอ่อนแอเพียงใดก็ตาม และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพที่ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพระองค์ได้ ผู้ทรงปรีชาญาณในการกำหนดกฏสภาวะและการบัญญัติของพระองค์
Enfal 8:50
และหากเจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย เห็นบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ในขณะที่มะลาอิกะฮ์กระชากวิญญาณออกจากร่างของพวกเขา แน่นอนเจ้าจะเห็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ โดยมะลาอิกะฮ์จะตบตีใบหน้าของพวกเขาในยามที่รุกเข้าและจะตบตีด้านหลังของพวกเขาในยามที่ผินหลังหนี และมะลาอิกะฮ์จะกล่าวแก่พวกเขาว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกเจ้าจงลิ้มรสการลงโทษแห่งการเผาไหม้เถิด
Enfal 8:51
โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย การลงโทษอันเจ็บปวดทรมานในขณะที่มะลาอิกะฮ์เอาวิญญาณของพวกเจ้าไป การลงโทษที่เผาไหม้ในหลุมฝังศพของพวกเจ้าและในวันปรโลกนั้น สาเหตุของมันคือ กรรมที่พวกเจ้าได้กระทำไว้บนโลกดุนยา เพราะอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงอธรรมต่อมวลมนุษย์ หากแต่พระองค์จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความยุติธรรม ซึ่งพระองค์เป็นผู้ตัดสินที่ยุติธรรม
Enfal 8:52
และนี่ไม่ใช่เป็นการลงโทษที่ลงมาเฉพาะแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา(ในสมัยเราะซูล)เท่านั้น แต่มันเป็นกฏของอัลลอฮ์ที่พระองค์ทรงใช้กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในทุกยุคทุกสมัย ดังที่วงศ์วานของฟิรเอาน์และบรรดาประชาชาติก่อนหน้าพวกเขาได้รับในยามที่พวกเขาเหล่านั้นปฏิเสธศรัทธาต่อสัญญาณต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ทรงลงโทษพวกเขาด้วยสาเหตุความผิดบาปของพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพที่ไม่มีผู้ใดเหนือพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนพระองค์
Enfal 8:53
การลงโทษที่รุนแรงสาหัสนั้น มีสาเหตุมาจากเมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงประทานความโปรดปรานหนึ่งของพระองค์ให้กับกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่ง พระองค์จะไม่ทรงยึดมันคืนจากพวกเขาจนกว่ากลุ่มชนนั้นจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาเองจากสภาพที่ดีด้วยการศรัทธา การกระทำความดีอย่างต่อเนื่อง และการขอบคุณต่อความโปรดปรานต่างๆ ไปสู่สภาพที่ไม่ดีด้วยการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ไม่เชื่อฟังพระองค์ และไม่ขอบคุณต่อความโปรดปรานต่าง ๆ ของพระองค์ และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงได้ยินทุกคำพูดของปวงบ่าว ผู้ทรงรอบรู้ทุกการกระทำของพวกเขา ซึ่งไม่มีสิ่งจะซ่อนเร้นพระองค์ได้
Enfal 8:54
สภาพของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นมีสถานะเช่นเดียวกับสภาพของผู้อื่นที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เช่น วงศ์วานของฟิรเอาน์และประชาชาติที่ปฏิเสธศรัทธาก่อนหน้าพวกเขา ซึ่งพวกเขาปฏิเสธโองการต่าง ๆ ของพระเจ้าของพวกเขา แล้วอัลลอฮ์จึงได้ทำลายพวกเขาเนื่องด้วยบาปต่าง ๆ ที่พวกเขาได้กระทำไว้ และอัลลอฮ์ได้ทำลายวงศ์วานของฟิรเอาน์ด้วยการให้จมน้ำตายในทะเล ซึ่งทั้งวงศ์วานของฟิรเอาน์และประชาชาติก่อนหน้าพวกเขาทั้งหมดเป็นผู้อธรรมด้วยการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และตั้งภาคีต่อพระองค์ ทำให้พวกเขาสมควรได้รับการลงโทษจากพระองค์ เลยพระองค์ได้ทรงให้การลงโทษนั้นประสบกับพวกเขา
Enfal 8:55
แท้จริงผู้ที่เดินคลานบนหน้าแผ่นดินที่ชั่วร้ายที่สุดคือบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ ซึ่งพวกเขาจะไม่ศรัทธาถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณทั้งหมดมายังพวกเขา เนื่องด้วยการยืนกรานปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา เพราะพวกเขาได้สูญเสียสื่อแห่งทางนำ เช่น สติปัญญา การได้ยิน และการมองเห็น
Enfal 8:56
(พวกเขา) คือ บรรดาผู้ที่เจ้าได้ทำพันธสัญญาไว้กับพวกเขา เช่น เผ่ากุร็อยเซาะฮ์ แล้วพวกเขาก็ทำลายสิ่งที่เจ้าได้ทำสัญญาไว้กับพวกเขาทุกครั้ง โดยที่พวกเขาไม่เกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ เลยพวกเขาบิดพลิ้วต่อสัญญาต่าง ๆ ของพวกเขา และไม่ปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ได้ทำไว้กับพวกเขา
Enfal 8:57
ดังนั้น ถ้าหากเจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย ได้พบกับบรรดาผู้ที่ทำลายพันธสัญญาของพวกเขาในสงคราม เจ้าจงลงโทษพวกเขาอย่างรุนแรงเพื่อให้คนอื่นได้ยินถึงเรื่องดังกล่าว เผื่อว่าพวกเขาจะได้รับบทเรียนจากสภาพของผู้ที่ถูกลงโทษ ทำให้พวกเขาเกรงที่จะต่อสู้กับเจ้าและสัตรูของเจ้าเกรงที่จะออกมาประท้วงเจ้า
Enfal 8:58
และถ้าหากเจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย เกรงว่ากลุ่มชนหนึ่งที่เจ้าได้ทำสัญญาไว้กับพวกเขาจะทุจริตและทำลายสัญญานั้น โดยมีสัญญาณที่แสดงให้เจ้าเห็น เจ้าจงประกาศแจ้งยกเลิกสัญญาของพวกเขาเพื่อให้พวกเขาและเจ้าจะได้รู้ร่วมกัน และเจ้าอย่าได้ข่มเหงพวกเขาก่อนที่จะประกาศแจ้งให้พวกเขาทราบ และแท้จริงการข่มเหงพวกเขาก่อนที่จะประกาศแจ้งให้พวกเขาทราบนั้นเป็นการทุจริจ และอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ทุจริต แถมยังเกลียดชังพวกเขาอีก ดังนั้นเจ้าจงระวังการทุจริต
Enfal 8:59
และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นจงอย่าคิดว่า พวกเขาจะรอดพ้นและเป็นอิสระจากการลงโทษของอัลลอฮ์ แท้จริงพวกเขานั้นจะไม่รอดและจะไม่เป็นอิสระจากการลงโทษของพระองค์ แถมพระองค์ยังเป็นผู้ทรงตามทันพวกเขา
Enfal 8:60
และพวกเจ้า โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเตรียมจำนวนกองกำลังและความพร้อมตามที่พวกเจ้าสามารถจะเตรียมได้ เช่น การยิงธนู และจงเตรียมม้าที่พวกเจ้าได้ผูกมันไว้ในหนทางของอัลลอฮ์ เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ให้ศัตรูของอัลลอฮ์และศัตรูของพวกเจ้าที่มาจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่รอคอยเหตุร้ายให้ประสบกับพวกเจ้าเกรงกลัว และเพื่อที่พวกเจ้าจะได้ให้กลุ่มชนอื่น ๆ เกรงกลัวอีกด้วย ซึ่งพวกเจ้าไม่รู้จักพวกเขาและไม่รู้ถึงความเป็นศัตรูที่พวกเขาซ่อนไว้ในใจ แต่อัลลอฮ์เท่านั้นที่ทรงรู้ถึงพวกเขาและทรงรู้ในสิ่งที่พวกเขาซ่อนไว้ในใจของพวกเขา และสิ่งที่พวกเจ้าได้บริจาคจากทรัพย์สินไม่ว่าจะน้อยหรือมากนั้น อัลลอฮ์จะทรงตอบแทนแก่พวกเจ้าในโลกดุนยาและจะทรงตอบแทนแก่พวกเจ้าอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีส่วนที่ขาดเหลือในโลกหน้า ดังนั้นพวกเจ้าจงรีบเร่งกันบริจาคในหนทางของพระองค์
Enfal 8:61
และหากพวกเขาต้องการที่จะประนีประนอมและละทิ้งการสู้รบกับเจ้า โอ้เราะซูล เจ้าจงรับการขอประนีประนอมนั้นและทำสนธิสัญญากับพวกเขา และจงมอบหมายและเชื่อใจต่ออัลลอฮ์ เพราะพระองค์จะไม่ทรงทำให้เจ้าผิดหวังอย่างแน่นอน แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยินคำพูดของพวกเขา เป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงเจตนาและการกระทำของพวกเขา
Enfal 8:62
หากพวกเขาตั้งใจจะหลอกลวงเจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย ด้วยแผนการประนีประนอมและยุติการสู้รบดังกล่าว เพื่อพวกเขาจะได้เตรียมพร้อมในการสู้รบกับเจ้าใหม่ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้พอเพียงแล้วสำหรับเจ้า(ในการจัดการ)แผนร้ายและการหลอกลวงของพวกเขา พระองค์ได้ทรงให้เจ้าแกร่งด้วยการช่วยเหลือของพระองค์และการช่วยเหลือของบรรดาผู้ศรัทธาที่มาจากชาวมุฮาญิรีน (ผู้อพยพ) และชาวอันศอร (ผู้สนับสนุน)
Enfal 8:63
และพระองค์ได้ทรงเชื่อมสามัคคีระหว่างหัวใจของบรรดาผู้ศรัทธาที่พระองค์ได้ทรงช่วยเหลือเจ้าโดยผ่านพวกเขาหลังจากที่หัวใจของพวกเขาได้แตกแยกกัน หากเจ้าจ่ายทรัพย์สินที่มีอยู่ในแผ่นดินเพื่อเชื่อมสามัคคีระหว่างหัวใจของพวกเขาที่แตกแยกกันนั้น เจ้าจะไม่สามารถเชื่อมสามัคคีได้ แต่ทว่าอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเชื่อมสามัคคีได้ แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพในอำนาจของพระองค์ ไม่มีผู้ใดเหนือพระองค์ได้ ผู้ทรงปรีชาญาณในการกำหนดกฏสภาวะ การจัดการ และการบัญญัติของพระองค์
Enfal 8:64
โอ้ นบีเอ๋ย แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้พอเพียงแล้วสำหรับเจ้า(ในการจัดการ)สิ่งชั่วร้ายของศัตรูของเจ้า และทรงเป็นผู้พอเพียงแล้วสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่ร่วมกับเจ้าด้วย ดังนั้น จงเชื่อมั่นต่ออัลลอฮ์และยึดมั่นในพระองค์เถิด
Enfal 8:65
โอ้นบีเอ๋ย เจ้าจงผลักดันผู้ศรัทธาทั้งหลายในการสู้รบเถิด และกระตุ้นพวกเขาด้วยกับสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้จิตวิญญาณแห่งการสู้รบและความปรารถนาของพวกเขาเพิ่มขึ้น หากในหมู่พวกเจ้า โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย มียี่สิบคนที่อดทนในการสู้รบกับบรรดาผู้ปฏิสธศรัทธา พวกเจ้าก็จะชนะบรรดาผู้ปฏิสธศรัทธาสองร้อยคน และหากในหมู่พวกเจ้ามีหนึ่งร้อยคนที่อดทน พวกเจ้าก็จะชนะบรรดาผู้ปฏิสธศรัทธาหนึ่งพันคน เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับกฏของอัลลอฮ์ในการช่วยเหลือบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงรักและกำจัดศัตรูของพระองค์ และพวกเขาไม่รู้ถึงเป้าหมายของการสู้รบ ซึ่งพวกเขาจะสู้รบเพียงเพื่อต้องการความสูงส่งในโลกดุนยา
Enfal 8:66
บัดนี้อัลลอฮ์ได้ทรงผ่อนปรนแก่พวกเจ้าแล้ว โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย เนื่องจากพระองค์ได้รู้ถึงความอ่อนแอของพวกเจ้า พระองค์จึงได้ทรงผ่อนปรนแก่พวกเจ้าเพื่อเป็นการเมตตาต่อพวกเจ้า แล้วพระองค์ได้บังคับแต่ละคนในหมู่พวกเจ้าให้ยืนหยัดต่อหน้าผู้ปฏิเสธศรัทธาสองคนจากสิบคน ดังนั้นหากในหมู่พวกเจ้ามีหนึ่งร้อยคนที่อดทนในการสู้รบกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกเจ้าก็จะมีชัยชนะเหนือสองร้อยคน และหากในหมู่พวกเจ้ามีหนึ่งพันคนที่อดทน พวกเจ้าก็จะมีชัยชนะเหนือบรรดาผู้ปฏิเสธศัทธาสองพันคนด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ แท้จริงแล้วอัลลอฮ์นั้นอยู่เคียงข้างบรรดาผู้ศรัทธาที่อดทน ซึ่งพระองค์จะให้การสนับสนุนและการช่วยเหลือ
Enfal 8:67
ไม่สมควรแก่นบีคนหนึ่งที่เขาจะมีเชลยศึกจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่คอยสู้รบกับเขา จนกว่าเขา(นบี)จะฆ่า(ชีวิตศัตรู)ในหมู่พวกเขาอย่างสาหัสเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในจิตใจของพวกเขาเพื่อไม่ให้พวกเขากลับมาสู้รบกับนบีอีก โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าต้องการค่าไถ่ถอนด้วยการจับเชลยศึกจากสงครามบาดัร แต่อัลลอฮ์ทรงต้องการ(ให้พวกเจ้าได้รับความดีแห่ง)ปรโลก ซึ่งจะได้มาด้วยการช่วยเหลือศาสนาและยกเกียรติศาสนาให้สูงส่ง และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพในตัวตน คุณลักษณะ และการพิชิตของพระองค์ ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพระองค์ได้ พระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณในการกำหนดกฏสภาวะและบทบัญญัติของพระองค์
Enfal 8:68
หากไม่มีพระกำหนดจากอัลลอฮ์ไว้ล่วงหน้าว่าพระองค์ได้ทรงอนุญาตให้พวกเจ้าเอาทรัพย์สงครามและเรียกค่าไถ่เชลยศึกได้ แน่นอนการลงโทษอันรุนแรงจากอัลลอฮ์จะประสบกับพวกเจ้า เนื่องด้วยพวกเจ้าได้เอาทรัพย์สงครามและเรียกค่าไถ่เชลยศึกก่อนที่จะมีวะห์ยูจากอัลลอฮ์ประทานลงมาอนุญาตในสิ่งดังกล่าว
Enfal 8:69
ดังนั้น โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงบริโภคทรัพย์สงครามที่พวกเจ้าได้ยึดมาจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ซึ่งมันเป็นที่อนุญาตแก่พวกเจ้า และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์และห่างไกลจากสิ่งต้องห้าม แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษต่อปวงบ่าวของพระองค์ที่ศรัทธา และพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ
Enfal 8:70
โอ้ นบีเอ๋ย จงกล่าวแก่เฉลยศึกจากบรรดาผู้ตั้งภาคีที่อยู่ในมือของพวกเจ้าที่พวกเจ้าได้จับพวกเขาไว้ในสงครามบาดัรเถิดว่า หากอัลลอฮ์ทรงรู้ว่าในจิตใจของพวกเจ้า(บรรดาผู้ตั้งภาคี)มีความตั้งใจที่ดี แน่นอนพระองค์จะให้แก่พวกเจ้าในสิ่งที่ดีกว่าค่าไถ่ถอนที่พวกเจ้าได้เสียไป ดังนั้นจงอย่าเสียใจกับค่าไถ่ถอนที่พวกเจ้าได้เสียไป และพระองค์จะทรงอภัยโทษบาปต่าง ๆ ของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษแก่บ่าวขของพระองค์ที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว และทรงเมตตาเสมอ ซึ่งสัญญาของอัลลอฮ์ได้บรรลุแก่อัลอับบาสลุงของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และคนอื่น ๆ ที่เข้ารับอิสลาม
Enfal 8:71
และหากพวกเขาต้องการที่จะทรยศต่อเจ้า โอ้มุหัมมัด ด้วยกับคำพูดที่พวกเขาแสดงออกมา แน่นอนพวกเขาได้เคยทรยศต่ออัลลอฮ์มาก่อน และแน่นอนอัลลอฮ์ได้ทรงช่วยเหลือเจ้าให้มีชัยเหนือพวกเขา จนทำให้พวกเขาบางคนถูกฆ่าและบางคนถูกจับไปเป็นเชลย ดังนั้นให้พวกเขารอเหตุการณ์ดังกล่าว หากพวกเขากลับมาทรยศอีก และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างและสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพวกเขา และพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณในการจัดการ
Enfal 8:72
แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เชื่อมั่นต่อเราะซูลของพระองค์ และปฎิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ อพยพออกจากเมืองที่ปฏิเสธศรัทธาไปยังเมืองอิสลาม หรือไปยังสถานที่ที่มีผู้คนจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์อย่างปลอดภัย ทุ่มเททรัพทย์สินและชีวิตของพวกเขาเพื่อเชิดชูศาสนาของอัลลอฮ์ให้สูงส่ง และบรรดาผู้ให้ที่พักอาศัยและความช่วยเหลือแก่ชาวมุฮาญิรีน ชนเหล่านี้ทั้งบรรดาผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) และบรรดาผู้ให้ที่พักอาศัย (อันศอร) พวกเขาเป็นที่รักกัน ช่วยเหลือและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แต่ไม่ได้อพยพออกจากเมืองที่ปฏิเสธศรัทธาไปยังเมืองอิสลาม ก็ไม่จำเป็นสำหรับพวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา ที่จะต้องช่วยเหลือและปกป้องพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะอพยพไปสู่หนทางของอัลลอฮ์ และหากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาอธรรมต่อพวกเขา แล้วพวกเขาขอความช่วยเหลือจากพวกเจ้า พวกเจ้าก็จงช่วยเหลือพวกเขาในการต่อสู้กับศัตรูของพวกเขา เว้นแต่เมื่อมีสนธิสัญญาระหว่างพวกเจ้ากับศัตรูของพวกเขาซึ่งฝ่ายศัตรูไม่ได้ละเมิดสนธิสัญญาดังกล่าว และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเห็นในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ ไม่มีการงานใดของพวกเจ้าที่จะปกปิดพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าตามการงานที่ได้กระทำไว้
Enfal 8:73
และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ที่มีการปฏิเสธศรัทธาเป็นสิ่งรวบรวมพวกเขาไว้เป็นกลุ่ม โดยที่พวกเขาจะให้ความช่วยเหลือกันและกัน ดังนั้นผู้ศรัทธาอย่าได้ถือพวกเขาเป็นที่รัก หากพวกเจ้า (บรรดาผู้ศรัทธา) ไม่ถือบรรดาผู้ศรัทธาด้วยกันเป็นที่รักและไม่ถือบรรดาปฏิเสธผู้ศรัทธาเป็นศัตรู แน่นอนจะทำให้เกิดฟิตนะฮ์ (ความหายนะ) แก่บรรดาผู้ศรัทธา เพราะพวกเขาไม่มีผู้ที่จะมาให้การช่วยเหลือพวกเขาจากพี่น้องร่วมศาสนาและจะทำให้เกิดความเสียหายอันใหญ่หลวงบนหน้าแผ่นดินด้วยปิดกั้นหนทางของอัลลอฮ์
Enfal 8:74
และบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ อพยพไปในหนทางของพระองค์ และบรรดาผู้ที่ให้ที่พักอาศัยแก่ผู้ที่อพยพในหนทางของอัลลอฮ์และให้ความช่วยเหลือพวกเขา ชนเหล่านี้แหละ คือบรรดาผู้ศรัทธาโดยแท้จริง ซึ่งพวกเขาจะได้รับการตอบแทนจากอัลลอฮ์ด้วยการอภัยโทษบาปต่าง ๆ ของพวกเขา และจะได้รับปัจจัยยังชีพอันประเสริฐจากพระองค์ นั้นก็คือสวนสวรรค์
Enfal 8:75
และบรรดาผู้ศรัทธาที่มาภายหลังจากการศรัทธาของชนรุ่นก่อนจากชาวมูฮาญิรีน(ที่อพยพมาจากมักกะฮ์) และชาวอันศอร์(ที่ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนที่มาดีนะฮ์) อพยพออกจากเมืองที่ปฏิเสธไปยังเมืองอิสลาม และต่อสู้ในหนทางของอัลลอ์เพื่อเชิดชูศาสนาของอัลลอฮ์ให้สูงส่งและให้ศาสนาของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ำต้อย พวกเขาเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของพวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา โดยที่พวกเขามีสิทธิและหน้าทีเหมือนกับพวกเจ้า และบรรดาญาติพี่น้องในบทบัญญัติของอัลลอฮ์ที่ว่าด้วยมรดก พวกเขามีสิทธิรับมรดกซึ่งกันและกันเหนือกว่าการสืบทอดรับมรดกด้วยวิธีการศรัทธาและการอพยพที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่ง ไม่มีสิ่งใดจะปกปิดพระองค์ได้ พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่เหมาะสมแก่ปวงบ่าวของพระองค์ พระองค์จึงได้บัญญัติสิ่งนั้นขึ้นมาแก่พวกเขา
Tevbe 9:1
นี่คือประกาศการพ้นข้อผูกพันใด ๆ จากอัลลอฮ์และจากเราะซูลของพระองค์ และเป็นประกาศการสิ้นสุดของพันธสัญญาที่พวกเจ้า (โอ้บรรดามุสลิม) ได้ทำไว้กับบรรดาผู้ตั้งภาคีในคาบสมุทรอาหรับ
Tevbe 9:2
ดังนั้นพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคี) จงท่องไปบนหน้าแผ่นดินในระยะเวลาสี่เดือนอย่างปลอดภัย และไม่มีพันธสัญญาและความปลอดภัยใด ๆ แก่พวกเจ้าหลังจากนี้อีกต่อไป พวกเจ้าจงเชื่อมั่นเถิดว่า พวกเจ้าจะไม่รอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮ์หากพวกเจ้ายังคงปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์ และพวกเจ้าจงเชื่อมั่นอีกเถิดว่า อัลลอฮ์จะให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาประสบกับความอัปยศด้วยการถูกฆ่าและถูกจับเป็นเชลยศึกในโลกดุนยา และทำให้พวกเจ้าต้องเข้านรกในวันกียามะฮ์ ซึ่งการลงโทษนี้จะรวมถึงผู้ละเมิดสนธิสัญญาและผู้ที่สัญญาของพวกเขาไม่มีกำหนดระยะเวลา ส่วนผู้ที่สัญญาของเขามีกำหนดระยะเวลาถึงแม้ว่าจะมากกว่าสี่เดือนก็ตาม สัญญาของเขานั้นจะถูกรักษาไว้จนครบกำหนด
Tevbe 9:3
และเป็นการประกาศจากอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์แด่มวลมนุษย์ทั้งหลายในวันอีดอัลอัฎฮาอันใหญ่ยิ่งว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นได้ทรงปลีกตัวออกจากบรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย และแท้จริงเราะซูลของพระองค์ก็ได้ปลีกตัวออกจากพวกเขาด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคี) ได้สำนึกผิด แน่นอนการสำนึกของพวกเจ้าจะเป็นสิ่งที่ดีแก่พวกเจ้า และหากพวกเจ้าผินหลังไม่สำนึกผิดพวกเจ้าจงเชื่อมั่นเถิดว่า แท้จริงพวกเจ้าจะหนีไม่พ้นจากอัลลอฮ์และการลงโทษของพระองค์ และเจ้า (โอ้เราะซูลเอ๋ย) จงแจ้งแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์เกี่ยวกับสิ่งไม่ดีที่จะประสบกับพวกเขา นั่นก็คือการลงโทษอันเจ็บแสบที่กำลังรอพวกเขาอยู่
Tevbe 9:4
ยกเว้นบรรดาผู้ตั้งภาคีที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาไว้กับพวกเขา แล้วพวกเขาได้ปฏิบัติตามสัญญาและไม่ละเมิดต่อสัญญานั้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ พวกเขาจะได้รับการยกเว้นจากข้อตัดสินก่อนหน้านี้ และพวกเจ้า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธา) จงปฏิบัติตามสัญญาที่มีไว้กับพวกเขาจนครบวาระของสัญญาดังกล่าว แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ที่ยำเกรงด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การปฏิบัติตามสัญญา และหลีกห่างออกจากสิ่งต้องห้ามของพระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การทรยศผิดสัญญา
Tevbe 9:5
ครั้นเมื่อเดือนต้องห้ามเหล่านั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งเป็นเดือนที่พวกเจ้าได้ประกันความปลอดภัยให้กับศัตรูของพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าก็จงประหัตประหารชีวิตของบรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้น ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบเจอพวกเขา และจับพวกเขาเป็นเฉลยศึก ปิดล้อมพวกเขาในสถานที่มั่นของพวกเขา และสอดส่องดูความเคลื่อนไหวพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาสำนึกผิดกลับตัวต่ออัลลอฮ์จากการตั้งภาคีต่อพระองค์ ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจ่ายซะกาตจากทรัพย์สินของพวกเขา แน่นอนพวกเขาได้กลายเป็นพี่น้องของพวกเจ้าในอิสลาม ดังนั้น พวกเจ้าก็จงระงับการสู้รบกับพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษแก่บ่าวของพระองค์ที่สำนึกผิดกลับตัว และพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตาต่อเขาเสมอ
Tevbe 9:6
และหากมีผู้ใดในบรรดาผู้ตั้งภาคีที่เลือด (ชีวิต) และทรัพย์สินของเขาเป็นที่อนุญาต(ให้ต่อสู้และยึดทรัพย์ได้) เข้ามาขอเป็นเพื่อนบ้านของเจ้า (โอ้เราะซูลเอ๋ย) เจ้าจงตอบรับคำขอของเขาเพื่อที่เขาจะได้ฟังอัลกุรอาน จากนั้นเจ้าจงส่งเขาไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยต่อตัวเขา นั่นก็เพราะว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นกลุ่มชนที่ไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงของศาสนานี้ หากพวกเขาได้รับรู้ข้อเท็จจริงจากการฟังการอ่านอัลกุรอานพวกเขาอาจจะได้รับทางนำ
Tevbe 9:7
เป็นไปไม่ได้ที่บรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์จะมีพันธสัญญาและความปลอดภัย ณ อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ นอกจากพันธสัญญาของบรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้นที่พวกเจ้า โอ้บรรดามุสลิม ได้ทำไว้กับพวกเขา ณ มัสยิดหะรอมในเหตุการณ์ซุลหุลหุดัยบียะฮ์ (สัญญาสันติภาพหุดัยบียะฮ์) ดังนั้นตราบใดที่พวกเขารักษาสัญญาระหว่างพวกเจ้ากับพวกเขา และไม่ได้ละเมิดต่อสัญญานั้น พวกเจ้าก็จงรักษาสัญญานั้นและอย่าได้ละเมิดตามไปด้วย แท้จริงอัลลอทรงรักบรรดาผู้ที่มีความยำเกรงจากปวงบ่าวของพระองค์ที่ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ และหลีกเลี่ยงในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม
Tevbe 9:8
พวกเขาจะได้รับสัญญาและความสงบปลอดภัยได้อย่างไรเล่า ในเมื่อพวกเขาเหล่านั้นเป็นศัตรูกับพวกเจ้า และหากพวกเขาแกร่งหรือมีอำนาจเหนือพวกเจ้า พวกเขาก็จะไม่สนใจว่าพวกเจ้ามีอัลลอฮ์อยู่ มีความเป็นเครือญาติกัน และมีพันธสัญญา แต่พวกเขากลับกดขี่พวกเจ้าด้วยการทรมานที่เลวร้าย พวกเขาจะทำให้พวกเจ้าพึ่งพอใจด้วยกับคำพูดหอมหวานที่พวกเขาเปล่งออกมา แต่ในความเป็นจริงจิตใจของพวกเขาไม่ตรงกับคำพูดที่ออกมา พวกเขาจะไม่ทำตามในสิ่งที่พูดไว้ และพวกเขาส่วนใหญ่เป็นพวกนอกรีดที่ไม่จงรักภักดีต่ออัลลอฮ์ เนื่องจากพวกเขาละเมิดต่อพันธสัญญา
Tevbe 9:9
พวกเขาได้แลกเปลี่ยนจากการปฏิบัติตามโองการต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ ซึ่งรวมถึงการปฏิบัติตามพันธสัญญาด้วยกับสิ่งที่มีค่าอันน้อยนิดจากซากปรักหักของโลกดุนยาเพื่อสนองความต้องการและตามอารมณ์ของพวกเขาเอง ทำให้พวกเขาขัดขวางตัวของพวกเขาเองมิให้ปฏิบัติตามสัจธรรมและผินหลังให้กับสิ่งนั้น และพวกเขายังได้ขัดขวางผู้อื่นมิให้ตามสัจธรรมอีกด้วย แท้จริงพวกเขาเหล่านั้นได้กระทำในสิ่งที่ชั่วช้ายิ่ง
Tevbe 9:10
พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงอัลลอฮ์ เครือญาติ และพันธสัญญาใด ๆ ที่ได้ให้ไว้กับผู้ศรัทธา เนื่องจากพวกเขาเป็นปฏิปักษ์กับผู้ศรัทธา พวกเขาเป็นผู้ละเมิดขอบเขตของอัลลอฮ์ เพราะพวกมีคุณลักษณะของการอธรรมและการเป็นปฏิปักษ์
Tevbe 9:11
แล้วหากพวกเขาสำนึกผิดกลับตัวต่ออัลลอฮ์จากการปฏิเสธศรัทธา กล่าวปฏิญาณตน (เข้ารับอิสลาม) ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจ่ายซะกาต (บริจาคทานภาคบังคับ) จากทรัพย์สินของพวกเขาแล้ว แน่นอนพวกเขาได้กลายเป็นผู้ศรัทธาและเป็นพี่น้องของพวกเจ้าในศาสนา พวกเขามีสิทธิและหน้าที่เหมือนกับพวกเจ้า ไม่อนุญาตให้พวกเจ้าเข่นฆ่าพวกเขา เนื่องจากการรับอิสลามของพวกเขาจะปกป้องเลือดเนื้อ ทรัพย์สิน และเกียรติของพวกเขา และเรา (อัลลอฮ์) จะแจกแจงโองการต่าง ๆ ให้ชัดแจ้งแก่กลุ่มชนที่รู้ เพราะพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์และให้ประโยชน์ต่อผู้อื่น
Tevbe 9:12
และหากบรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้นที่พวกเจ้าได้ทำสัญญาสงบศึกกับพวกเขาในระยะเวลาที่แน่นอนได้ทำลายสัญญาของพวกเขา ประณามและดูหมิ่นศาสนาของพวกเจ้า พวกเจ้าจงทำศึกกับพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นผู้นำและแกนนำของการปฏิเสธศรัทธา และไม่มีสัญญาใด ๆ ที่จะปกป้องเลือดเนื้อของพวกเขาอีก จงทำศึกกับพวกเขาให้ถึงที่สุดโดยหวังว่า การปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาจะสิ้นสุดลง การละเมิดสนธิสัญญาจะยุติลง และการดูแคลนต่อศาสนาจะหมดไป
Tevbe 9:13
โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ทำไมพวกเจ้าไม่ต่อสู้กับกลุ่มชนที่ทำลายสัญญาของพวกเขา และพยายาม(วางแผน)ในที่ประชุมที่ดารุลนัดวะห์เพื่อทำการขับไล่เราะซูลให้ออกไปจากนครมักกะห์ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเป็นฝ่ายริเริ่มทำศึกเป็นครั้งแรกเมื่อครั้นที่พวกเขาช่วยเผ่าบักร์ซึ่งเป็นพันธมิตรของชาวกุรอยช์ในการทำศึกกับเผ่าคุซาอะห์ซึ่งเป็นพันธมิตรของเราะซูล ศ็อลลัอลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกเจ้ากลัวพวกเขากระนั้นหรือ จนทำให้พวกเจ้าไม่กล้าที่จะทำศึกกับพวกเขา? แท้จริงแล้วอัลลอฮ์ต่างหากที่พวกเจ้าสมควรกลัว หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง
Tevbe 9:14
โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าจงต่อสู้กับบรรดาผู้ตั้งภาคีเถิด เพราะหากพวกเจ้าต่อสู้กับพวกเขา อัลลอฮ์จะทรงลงโทษพวกเขาด้วยน้ำมือของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าจะได้ฆ่าพวกเขาและหยามเกียรติของพวกเขาด้วยความพ่ายแพ้และจับเป็นเชลยศึก และพระองค์จะทรงช่วยเหลือพวกเจ้าให้ได้รับชัยชนะเหนือพวกเขา และจะทรงบำบัดความเจ็บป่วยที่มีในใจของบรรดาผู้ศรัทธาที่ไม่ได้ร่วมทำศึกด้วยการได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับศัตรูของพวกเขา เช่น ถูกฆ่าตาย ถูกจับเป็นเชลยศึก ความพ่ายแพ้ของศัตรู และชัยชนะของบรรดาผู้ศรัทธาทีมีเหนือศัตรู
Tevbe 9:15
และขจัดความกริ้วโกรธที่อยู่ในใจของบ่าวผู้ศรัทธาด้วยการได้รับชัยชนะเหนือศัตรู และอัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากบรรดาผู้ที่ดื้อดึงหากพวกเขากลับตัว ดังเช่นที่เกิดกับชาวมักกะฮ์บางคนในวันที่เปิดเมืองมักกะฮ์ แท้จริงแล้วอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ความสัตย์จริงของการกลับตัวของพวกเขา อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณในสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ในการบริหารจัดการ และในบัญญัติของพระองค์
Tevbe 9:16
โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย พวกเจ้าคิดหรือ ว่าอัลลอฮ์จะทรงปล่อยพวกเจ้าไปโดยที่ไม่ได้ทดสอบอะไรเลย? เพราะการทดสอบนั้นเป็นกฏหนึ่งของอัลลอฮ์ พวกเจ้าจะถูกทดสอบเพื่อที่อัลลอฮ์จะทรงรู้อย่างชัดแจ้งว่าบ่าวผู้ใดที่เสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ และไม่ได้ยึดถือบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นที่รักไว้เนื้อเชื่อใจพวกเขานอกจากอัลลอฮ์ เราะซูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธา และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ ไม่มีสิ่งใดที่จะซ่อนเร้นพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าตามการกระทำของพวกเจ้า
Tevbe 9:17
ไม่สมควรสำหรับบรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลายที่จะบูรณะบรรดามัสยิดของอัลลอฮ์ด้วยการเคารพบูชาหรือการจงรักภัคดีต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาสารภาพการปฏิเสธศรัทธาอย่างเปิดเผย ชนเหล่านั้นแหละการงานต่าง ๆ ของพวกเขาไร้ผล เพราะขาดเงื่อนไขของการตอบรับ นั้นก็คือการศรัทธา และในวันกียามะฮ์พวกเขาจะต้องเข้านรกพำนักอยู่ในนั้นอย่างถาวร เว้นแต่ผู้ที่กลับตัวจากการตั้งภาคีก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต
Tevbe 9:18
แท้จริงผู้ที่สมควรที่จะบูรณะบรรดามัสยิดของอัลลอฮ์นั้น คือ ผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่ตั้งภาคีใด ๆ ต่อพระองค์ ศรัทธาในวันปรโลก ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด จ่ายซากาตจากทรัพย์สินของเขา และไม่เกรงกลัวผู้ใดเว้นแต่อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ดังนั้นพวกเขาเป็นคนที่ควรจะได้รับทางนำไปสู่หนทางที่เที่ยงตรง สวนบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นพวกเขาอยู่ห่างไกลจากหนทางดังกล่าว
Tevbe 9:19
โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคี พวกเจ้าคิดหรือว่า บรรดาผู้ที่ให้บริการน้ำแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์และบูรณะมัสยิดฮะรอม จะเหมือนกับผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์โดยไม่ตั้งภาคีใด ๆ ต่อพระองค์ ศรัทธาในวันปรโลก และต่อสู้ด้วยชีวิตและทรัพย์สินของเขาเพื่อจะให้ศาสนาของอัลลอฮ์สูงส่ง และให้ศาสนาของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ำต้อย พวกเจ้าจะให้พวกเขามีความประเสร็ฐเท่าเทียมกัน ณ อัลลอฮ์หรือ? แน่นอนพวกเขาจะไม่เท่าเทียมกัน ณ อัลลอฮ์ และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่อธรรมด้วยการตั้งภาคีต่อพระองค์ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกระทำการงานที่ดีต่าง ๆ ก็ตาม เช่น การให้บริการน้ำแก่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์
Tevbe 9:20
บรรดาผู้ที่รวมการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ การอพยพออกจากเมืองที่ปฏิเสธศรัทธาไปสู่เมืองอิสลาม และการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮด้วยทรัพย์สินและชีวิต ย่อมเป็นผู้ที่มีระดับชั้นที่ยิ่งใหญ่ ณ อัลลอฮ์ และพวกเขาที่มีคุณสมบัติเหล่านี้แหละคือผู้ที่ได้รับชัยชนะด้วยสวนสวรรค์
Tevbe 9:21
อัลลอฮ์พระเจ้าของพวกเขาทรงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาด้วยกับสิ่งที่ทำให้พวกเขามีความปิติยินดี นั้นก็คือ ความเมตตาของพระองค์และการได้รับความพึงพอใจของพระองค์ ซึ่งทำให้พระองค์ไม่มีวันจะโกรธกับพวกเขาอีก และได้เข้าสวนสวรรค์ที่มีความสุขนิรันดร์อย่างไม่มีวันสิ้นสุด
Tevbe 9:22
โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในสวนสวรรค์นั้นตลอดกาลไม่มีวันสิ้นสุด เพื่อเป็นการตอบแทนในการงานที่ดีของพวกเขาที่พวกเขาได้กระทำไว้บนโลกดุนยา แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ณ พระองค์มีรางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์และหลีกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์
Tevbe 9:23
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิบัติตามในสิ่งที่เราะซูลได้นำมา จงอย่าได้ถือเอาบิดาของพวกเจ้า พี่น้องทางสายเลือดของพวกเจ้า และคนอื่น ๆ ที่เป็นญาติใกล้ชิดกับพวกเจ้าเป็นพันธมิตรที่พวกเจ้าไว้เนื้อเชื่อใจพวกเขาด้วยการเปิดเผยความลับของบรรดาผู้ศรัทธาให้แก่พวกเขาและปรึกษากับพวกเขา หากพวกเขาให้ความสำคัญกับการปฏิเสธศรัทธาเหนือการศรัทธาต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว และผู้ใดที่ถือเอาพวกเขาเป็นพันธมิตรทั้ง ๆ ที่พวกเขายังคงปฏิเสธศรัทธาและแสดงความรักให้พวกเขา แน่นอนเขาผู้นั้นได้ละเมิดต่ออัลลอฮ์และได้อธรรมต่อตัวเองด้วยการก่อเหตุแห่งความหายนะเนื่องจากการกระทำบาป
Tevbe 9:24
จงกล่าวเถิด โอ้เราะซูลเอ๋ย หากบรรดาบิดาของพวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา บรรดาลูก ๆ ของพวกเจ้า บรรดาพี่น้องของพวกเจ้า บรรดาคู่ครองของพวกเจ้า บรรดาญาติของพวกเจ้า บรรดาทรัพย์สมบัติที่พวกเจ้าแสวงหาไว้ สินค้าที่พวกเจ้ากลัวว่าจะจำหน่ายมันไม่ออก และบรรดาที่อยู่อาศัยที่พวกเจ้าพึงพอใจกับมันนั้น เป็นที่รักใคร่แก่พวกเจ้ายิ่งกว่าอัลลอฮ์ เราะซูลของพระองค์ และการต่อสู้ในหนทางของพระองค์แล้วไซร้ พวกเจ้าก็จงรอการลงโทษที่อัลลอฮ์จะทรงประทานลงมาประสบแก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้ทางให้แก่ผู้ที่ไม่จงรักภัคดีต่อพระองค์เพื่อกระทำในสิ่งที่พระองค์พึงพอใจ
Tevbe 9:25
โอ้ผู้ศรัทธา แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าจากศัตรูผู้ตั้งภาคีทั้งหลายในหลายๆสงคราม ในขณะที่พวกเจ้ามีจำนวนน้อยและอ่อนแอกว่า เมื่อพวกเจ้ามอบหมายต่ออัลลอฮ์ และยึดหลักเหตุผล และพวกเจ้าไม่ได้หลงไหลในจำนวนที่เยอะของพวกเจ้า ไม่ใช่ว่าจำนวนมากจะเป็นสาเหตุในการที่ช่วยเหลือพวกเจ้า และในวันแห่งสงครามฮุนัยน์ในขณะที่พวกเขาประหลาดใจในจำนวนมากของพวกเจ้า แล้วพวกเขากล่าวว่า วันนี้จะไม่ได้มีชัยชนะจากจำนวนที่น้อยนิดจากความมั่งคั่งของท่านจะไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ท่าน แล้วศัตรูของพวกเจ้าจะเอาชนะพวกเจ้า และแผ่นดินก็แคบแก่พวกเจ้าทั้ง ๆ ที่มันกว้างอยู่ แล้วพวกเจ้าก็หันหลังหนีจากศัตรูของพวกเจ้า
Tevbe 9:26
หลังจากที่พวกเจ้าได้หนีจากศัตรูของพวกเจ้าแล้ว อัลลอฮ์ได้ทรงประทานความสงบให้แก่เราะซูลของพระองค์และบรรดาผู้ศรัทธา ทำให้พวกเขายืนยัดในการสู่รบ และพระองค์ได้ทรงประทานมลาอิกะฮ์ลงมาที่พวกเจ้านั้นมองไม่เห็น และได้ทรงลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้นด้วยการถูกฆ่า ถูกจับเป็นเชลยศึก และยึดทรัพย์สินของพวกเขา การตอบแทนดังกล่าวนั้นเป็นการตอบแทนแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ไม่ยอมรับเราะซูลของพระองค์และผินหลังให้กับสิ่งที่ท่านได้นำมายังพวกเขา
Tevbe 9:27
หลังจากที่มีการลงโทษดังกล่าว หากมีผู้ใดที่กลับเนื้อกลับตัวสำนึกผิดจากการปฏิเสธศรัทธาและการหลงทาง แน่นอนอัลลฮ์จะทรงให้อภัยแก่เขาและตอบรับการกลับตัวของเขา และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษแก่บ่าวที่กลับตัว ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาต่อพวกเขาโดยที่พระองค์จะตอบรับการกลับตัวของพวกเขาหลังจากที่ปฏิเสธศรัทธาและกระทำบาป
Tevbe 9:28
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และปฏิบัติตามในสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้ แท้จริงบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นโสมม เนื่องจากพวกเขามีการปฏิเสธศรัทธาความอธรรม ศีลธรรมที่ต่ำต่อย และจารีตประเพณีที่ไม่ดี ดังนั้นพวกเขาจงอย่าได้เข้าดินแดนหะรอมที่มักกะฮ์ รวมทั้งมัสยิดอัลหะรอมด้วย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ที่แสวงบุญเพื่อประกอบพิธีฮัจย์หรืออุมเราะฮ์ก็ตามหลังจากปีนี้คือปีที่เก้าฮิจเราะฮ์ศักราช และหากพวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา กลัวจะยากจนเนื่องด้วยการขาดอาหหารและการทำมาค้าขายต่าง ๆ ที่พวกเขานำเข้ามา แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงให้พวกเจ้าพอเพียงกับความกรุณาของพระองค์ หากพระองค์ทรงประสงค์ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเจ้า เป็นผู้ทรงปรีชาญาณในสิ่งที่พระองค์จัดการให้กับพวกเจ้า
Tevbe 9:29
โอ้บรรดาผู้ศรัทธา พวกเจ้าจงต่อสู้ กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ว่าเป็นพระเจ้าที่ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และไม่ศรัทธาต่อวันปรโลก และไม่ห่างไกลจากสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะสูลห้ามไว้ จากซากสัตว์ที่ตายเอง เนื้อหมู เหล้าและดอกเบี้ย และไม่ปฏิบัติตามในคำบัญชาของอัลลอฮ์ ในบรรดาชาวยิวและคริสต์ จนกว่าพวกเขาจะจ่ายอัล-ญิซยะฮ์จากมือของพวกเขาเอง ในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ที่ต่ำต้อย
Tevbe 9:30
แท้จริงทั้งสองกลุ่มชาวยิวและชาวคริสต์เป็นผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ชาวยิวได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ด้วยการอ้างว่า อุซัยร์ เป็นบุตรของอัลลอฮ์ และชาวคริสต์ได้ตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยการอ้างว่า อัล-มะซีห์ เป็นบุตรของอัลลอฮ์ ถ้อยคำดังกล่าวที่พวกเขากล่าวให้ร้ายต่อพระองค์ พวกเขาได้กล่าวด้วยลมปากของพวกเขาเองโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน คำกล่าวของพวกเขาเสมือนกับคำกล่าวของบรรดาผู้ตั้งภาคีก่อนหน้าพวกเขาที่กล่าวว่า มลาอิกะฮ์นั้นเป็นบุตรสาวของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่สูงส่งเหนือสิ่งดังกล่าว อัลลอฮ์ได้ทรงทำลายล้างพวกเขา พวกเขาถูกหันเหจากความจริงอย่างชัดแจ้งไปสู่ความเท็จได้อย่างไร?
Tevbe 9:31
ชาวยิวได้ทำให้บรรดาปราชญ์ของพวกเขาและพวกคริสเตียนได้ทำให้บาทหลวงพวกเขา เป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ โดยที่พวกเขาได้อนุมัติในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้ามและได้ห้ามในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงอนุมัติ และชาวคริสต์ยึดเอาอัล-มะซีห์บุตรของมัรยัมเป็นพระเจ้าพร้อมอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ไม่ได้สั่งบรรดาปราชญ์ของยิวและบาทหลวงของคริสต์ และพระองค์ไม่ได้สั่งอุเซรและอีซา บุตรของมัรยัม นอกจากเพื่อให้เคารพสักการะต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และไม่ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ พระองค์คือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากภาคีใดๆ ที่จะเคียงคู่กับพระองค์ ดังที่บรรดามุชริกีนและคนอื่น ๆ ได้กล่าวไว้
Tevbe 9:32
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและคนอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มของผู้ปฏิเสธศรัทธาต้องการจะกำจัดและจะโมฆะศาสนาอิสลาม และจะโมฆะข้อพิสูจน์และหลักฐานต่าง ๆ ที่ชัดแจ้งที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกภาพของอัลลอฮ์และสิ่งที่เราะซูลได้นำมานั้นเป็นสัจธรรม ด้วยการใส่ร้ายต่าง ๆ และปฏิเสธในสิ่งที่ในสิ่งที่นบีมูหัมมัด ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้นำมา แต่อัลลอฮ์ไม่ยินยอมเว้นแต่เพื่อจะให้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์ เป็นที่ประจักษ์ และสูงส่งเหนือศาสนาอื่น ถึงแม้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธารังเกียจและไม่ยินยอมให้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์ เป็นที่ประจักษ์ และสูงส่ง เพราะอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงให้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์ เป็นที่ประจักษ์ และสูงส่ง และหากอัลลอฮ์ประสงค์สิ่งใด ความต้องการของผู้อื่นก็จะเป็นโมฆะ
Tevbe 9:33
อัลลอฮ์คือผู้ทรงส่งเราะซูลของพระองค์มูหัมมัด ศ็อลล็ออลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมโดยนำคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งเป็นทางนำแก่มวลมนุษย์ และศาสนาแห่งสัจธรรมนั้นคือศาสนาอิสลาม เพื่อที่พระองค์จะทรงให้ศาสนาของพระองค์สูงส่งเหนือศาสนาอื่น ๆ ด้วยข้อพิสูจน์ หลักฐาน และบทบัญญัติต่าง ๆ ถึงแม้บรรดาผู้ปฏิเสธสัทธาจะเกลียดชังก็ตาม
Tevbe 9:34
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮ์ แท้จริงนักปราชญ์ของชาวยิวและบาทหลวงของชาวคริสต์จำนวนมากเอาทรัพย์สินของผู้คนโดยไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา พวกเขารับสินบนและสิ่งอื่น ๆ และพวกเขาขัดขวางผู้คนไม่ให้เข้ารับศาสนาของอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่สะสมทองและเงินโดยไม่จ่ายซากาต จงแจ้งข่าวแก่พวกเขาเถิด โอ้เราะซูลเอ๋ย เกี่ยวการลงโทษอันเจ็บปวดที่จะทำให้พวกเขารู้สึกไม่ดีในวันกียามะฮ์
Tevbe 9:35
ในวันกิยามะฮ์สิ่งที่พวกเขาได้สะสมไว้และไม่จ่ายซะกาตจะถูกเผาไหม้ในนรกณะฮันมัม จนกระทั่งเมื่อความร้อนของมันสูง มันจะถูกวางไว้บนหน้าผาก สีข้าง และหลังของพวกเขา และจะมีการกล่าวแก่พวกเขาในเชิงตำหนิว่า นี่คือทรัพย์สินที่พวกเจ้าได้สะสมมันไว้และไม่ได้จ่ายในส่วนที่เป็นภาคบังคับ ดังนั้นพวกเจ้าจงลิ้มรสกับสิ่งที่พวกเจ้าได้สะสมมันไว้และไม่ได้จ่ายตามสิทธิที่จำเป็นของมัน และนี่คือผล (การลงโทษ) ของมัน
Tevbe 9:36
แท้จริงจำนวนเดือนในหนึ่งปี ณ อัลลอฮ์นั้นมีสิบสองเดือนดังที่อัลลอฮ์ได้ระบุไว้ในบันทึกอัลเลาฮุลมะห์ฟูซในตอนแรกที่พระองค์ได้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน ในสิบสองเดือนเหล่านี้มีสี่เดือนที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามไม่ให้ทำการสู้รบฆ่าฝันกัน คือสามเดือนที่ติดต่อกัน (ซูลกิอ์เดาะฮ์ ซุลหิจญะฮ์ และมูหัรร็อม) และอีกเดือนหนึ่ง คือ รอญับ ดังกล่าวนั้นคือจำนวนดือนในรอบปี และมีสี่เดือนที่เป็นที่ต้องห้าม และนี่เป็นศาสนาอันเที่ยงตรง ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าอธรรมต่อตัวเองในสี่เดือนนี้ด้วยการเริ่มทำการสู้รบและละเมิดเกียรติของมัน และจงต่อสู้กับบรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหมด เช่นเดียวกับที่พวกเขาต่อสู้กับพวกเจ้าทั้งหมด และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ยำเกรงด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของอัลลอฮ์และหลีกเลี่ยงคำสั่งห้ามของพระองค์ในการให้ความช่วยเหลือและการยืนยัด และผู้ใดก็ตามที่อัลลอฮ์อยู่กับเขาจะไม่มีผู้ใดเอาชนะเขาได้
Tevbe 9:37
แท้จริงการเลื่อนเดือนที่ต้องห้ามให้ล่าช้าไปยังเดือนที่ไม่ใช่เดือนที่ต้องห้ามและการทดแทนระหว่างกัน ดังเช่นที่ชาวอาหรับในยุคญาฮีลียะฮ์ได้กระทำนั้นเป็นการเพิ่มการปฏิเสธศรัทธาซ้อนการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮยิ่งขึ้น เพราะพวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาต่อบทบัญญัติของพระองค์ในเดือนที่ต้องห้าม ชัยตอนได้ทำให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลงทางในตอนที่เขาได้วางความประพฤติชั่วนี้ให้กับพวกเขา พวกเขาได้อนุมัติเดือนที่ต้องห้ามหนึ่งปีด้วยการทดแทนเดือนที่ไม่เป็นที่ต้องห้าม และรักษาเดือนที่ต้องห้ามหนึ่งปีเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนเดือนที่อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามไว้ ถึงแม้ว่าชื่อเดือนต่าง ๆ นั้นจะแตกต่างกัน ดังนั้นพวกเขาจะไม่อนุมัติเดือนที่ต้องห้ามเดือนใดเดือนหนึ่ง เว้นแต้พวกเขาจะห้ามเดือนที่ไม่เป็นที่ต้องห้ามมาทดแทน ด้วยกับการดังกล่าวพวกเขาจะอนุมัติสิ่งต่าง ๆ ที่ได้อัลลอฮ์ได้ห้ามไว้ในเดือนที่ต้องห้าม ชัยตอนได้ประดับประดาการกระทำชั่วของพวกเขาให้สวยงาม และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ยืนหยัดในการปฏิเสธศรัทธา
Tevbe 9:38
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเจ้ากระนั้นหรือ ทำไมเมื่อพวกเจ้าได้ถูกเชิญชวนให้ไปต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์เพื่อต่อสู้กับศัตรูของพวกเจ้า พวกเจ้าได้ชะลอตัวลงและเลือกที่จะอาศัยอยู่ที่บ้านของพวกเจ้า? พวกเจ้าพึงพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ที่ชั่วขณะและความสุขที่ไม่นิรันดร์เพื่อแลกกับความสุขแห่งปรโลกที่นิรันดร์ที่อัลลอฮ์ได้ทรงเตรียมไว้แก่บรรดาผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของพระองค์กระนั้นหรือ? ความสุขของชีวิตความเป็นอยู่ในโลกนี้เมื่อเทียบกับความสุขแห่งปรโลกแล้ว มันไม่มีอะไรนอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นผู้ที่มีสติปัญญาจะเลือกสิ่งที่ไม่ยั่งยืนเหนือสิ่งที่ถาวรกว่า และสิ่งที่เล็กน้อยเหนือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างไร?
Tevbe 9:39
ถ้าหากพวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา ไม่ออกไปทำการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์เพื่อต่อสู้กับศัตรูของพวกเจ้า แน่นอนพระองค์จะทรงลงโทษพวกเจ้าด้วยความพ่ายแพ้ ความอัปยศ และอื่น ๆ และพระองค์จะทรงแทนที่พวกเจ้าด้วยกลุ่มชนอื่นที่จงรักภัคดีต่อพระองค์ หากเมื่อไรที่พวกเขาถูกเชิญชวนให้ออกทำการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์พวกเขาก็จะออกไป และพระองค์ไม่เสียหายใด ๆ กับการที่พวกเจ้าฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงมั่งมีไม่ต้องพึ่งพวกเจ้า และพวกเจ้าเป็นผู้ขัดสนต้องพึ่งพระองค์ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดสามารถให้พระองค์อ่อนแอได้ พระองค์สามารถที่จะช่วยเหลือศาสนาและศาสนทูตของพระองค์โดยไม่มีพวกเจ้าได้
Tevbe 9:40
ถ้าหากพวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา ไม่ช่วยเหลือเราะซูล ศ็อลลัลลอฮ์อะลัยฮิวะสัลลัม และไม่ตอบรับการเชิญชวนของท่านให้ออกไปสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ แท้จริงนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงช่วยเหลือท่านมาแล้วโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีพวกเจ้าอยู่พร้อมกับท่านขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ขับไล่ท่านและอบูบักร์ รอฏิยัลลอฮุอันฮุ ออก(จากเมืองมักกะฮ์) โดยที่ไม่มีบุคคลที่สามอยู่ร่วมกับทั้งสอง ขณะที่ทั้งสองได้อยู่ในถ้ำษูรเพื่อหลบหนีจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ตามล่าทั้งสอง ท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮ์อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่อบูบักร์สหายของท่านในขณะเขากลัวว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะจับท่านได้ว่า เจ้าอย่าได้เสียใจ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่กับเราด้วยการดูแลและการช่วยเหลือของพระองค์ แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ทรงประทานความสงบใจแก่เราะซูลของพระองค์ และได้ทรงประทานบรรดาไพร่พลที่พวกเจ้ามองไม่เห็นพวกเขาซึ่งเป็นบรรดามลาอิกะฮ์ที่คอยสนับสนุนท่าน และอัลลอฮ์ได้ทรงให้ถ้อยคำของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ำสุด และถ้อยคำของพระองค์สูงสุดในตอนที่อิสลามได้สูงทรง และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพในตัวของพระองค์เองและในอำนาจของพระองค์โดยไม่มีผู้ใดสามารถเอาาชนะพระองค์ได้ พระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการ การกำหนดกฏสภาวะ และการบัญญัติของพระองค์
Tevbe 9:41
พวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงเดินออกไปเพื่อทำการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ทั้งในเรื่องยากและเรื่องง่าย คนหนุ่มหรือคนแก่ และจงเสียสละทรัพย์สินและชีวิตของพวกเจ้า เพราะแท้จริงการออกไปสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ด้วยทรัพย์สินและชีวิตนั้นจะให้ประโยชน์ทั้งในโลกดุนยาและในปรโลกมากกว่าการนั่งเฉย ๆ และยึดติดกับความปลอดภัยของทรัพย์สินและชีวิต หากพวกเจ้ารู้ในสิ่งดังกล่าว ดังนั้นก็จงพยายามให้ถึงที่สุด
Tevbe 9:42
ถ้าหากสิ่งที่พวกเจ้าเชิญชวนบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) ที่ขออนุญาตท่านนบีเพื่อไม่ไปร่วมทำการสู้รบเป็นทรัพย์สินสงครามที่ได้มาอย่างง่ายดายและการเดินทางที่ไม่ยุ่งยาก แน่นอนพวกเขาจะปฏิบัติตามเจ้า (นบี) แต่ทว่าระยะทางที่เจ้าเชิญชวนพวกเขานั้นไกลเหลือเกินกว่าจะไปถึงที่ศัตรู เลยพวกเขาไม่ออกไปร่วมทำการสู้รบ และบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) ที่ขออนุญาตเหล่านั้นจะสาบานต่ออัลลอฮ์ในตอนที่เจ้ากลับมายังพวกเขาโดยกล่าวว่า หากพวกเราสามารถออกไปร่วมทำการสู้รบพร้อมกับพวกเจ้าแน่นอนพวกเราจะออกไป พวกเขาสร้างความหายนะให้กับตัวเองโดยการเสนอตัวให้กับการลงโทษของอัลลอฮ์เนื่องจากพวกเขาไม่ไปร่วมทำการสู้รบและสาบานเท็จ และอัลลอฮ์ทรงรู้ดีว่าพวกเขาเป็นผู้โกหกในการอ้างแก่ตัวและในการสาบานของพวกเขา
Tevbe 9:43
อัลลอฮ์นั้นได้ทรงอภัยให้แก่เจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย ที่เจ้าพิจารณาอนุญาตให้พวกเขาไม่ต้องออกไปร่วมทำการสู้รบ เพราะเหตุใดเล่าเจ้าจึงอนุญาตให้แก่พวกเขาในเรื่องดังกล่าว? เพื่อที่เจ้าจะได้รู้ว่าใครเป็นผู้สัตย์จริงในการยื่นข้อแก้ตัวและใครเป็นผู้โกหก แล้วเจ้าจะได้อนุญาตเฉพาะให้กับผู้สัตย์มิใช่ผู้โกหก
Tevbe 9:44
มันมิใช่คุณลักษณะของบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลกที่จะขออนุญาตจากเจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย เพื่อไม่ไปร่วมทำการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ด้วยทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขา แต่พวกเขาจะพร้อมออกไปทุกเวลาเมื่อมีการเรียกร้อง พวกเขาจะเสียสละทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขา และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้เกี่ยวกับบ่าวผู้ที่ยำเกรงที่ไม่ขออนุญาตจากเจ้า (เพื่อไม่ไปร่วมทำการสู้รบ) ยกเว้นเมื่อมีเหตุจำเป็นที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถออกไปร่วมสู้รบกับเจ้าได้
Tevbe 9:45
แต่แท้จริงบรรดาผู้ที่ขออนุญาตจากเจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย เพื่อไม่ไปร่วมทำการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ พวกเขาคือบรรดาผู้กลับกลอก (มูนาฟิก) ที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และไม่ศรัทธาต่อวันปรโลก และหัวใจของพวกเขาประสบกับความสงสัยในศาสนาของอัลลอฮ์ พวกเขาลังเลใจงุนงงจนทำให้พวกเขาไม่ได้รับสัจธรรม
Tevbe 9:46
และหากพวกเขาแน่จริงในข้ออ้างที่ว่าพวกเขาต้องการจะออกไปพร้อมกับเจ้าเพื่อทำการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ แน่นอนพวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมให้กับสิ่งนั้นด้วยการเตรียมอุปกรณ์สงคราม แต่ทว่าอัลลอฮ์ทรงเกลียดการออกไปของพวกเขาพร้อมกับเจ้า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะออกไป จนกระทั่งพวกเขาเลือกที่จะอยู่ในบ้านมากกว่า
Tevbe 9:47
ในทางที่ดีอย่าให้บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) ออกไปร่วมสู้รบพร้อมกับพวกเจ้าเลย เพราะหากพวกเขาออกไปพร้อมกับพวกเจ้า พวกเขาจะไม่เพิ่มอะไรเลยนอกจากจะสร้างความหายนะด้วยการสร้างความขี้ขลาดและความคลุมเครือ รีบฉวยโอกาสยุแหย่ในหมู่พวกเจ้าเพื่อให้เกิดความแตกแยกกัน และในหมู่พวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา ก็จะมีผู้คนที่ฟังคำโกหกที่พวกเขาสร้างขึ้น ทำให้ผู้นั้นตอบรับและนำไปแพร่ต่อไป จึงทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพวกเจ้า และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้เกี่ยวกับผู้อธรรมทั้งหลายที่มาจากบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) ที่เป็นผู้วางแผนร้ายและสร้างความคลุมเครือให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้ศรัทธา
Tevbe 9:48
แท้จริงบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) ได้เคยพยายามสร้างความเสียหายด้วยการสร้างความแตกแยกและสลายความเป็นหนึ่งของบรรดาผู้ศรัทธาก่อนหน้าสงครามตะบูก พวกเขาได้วางแผนต่าง ๆ นานา ๆ เพื่อต่อต้านเจ้า โอ้เราะซูล โดยหวังว่าแผนการของพวกเขานั้นจะส่งผลบั่นทอนจิตใจของเจ้าในการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ จนกระทั้งความช่วยเหลือและการสนับสนุนของอัลลอฮ์ได้มายังเจ้า และอัลลอฮ์ได้ทรงเชิดชูศาสนาของพระองค์ให้สูงส่งและทำให้ศัตรูพ่ายแพ้โดยที่พวกเขาไม่พอใจในสิ่งดังกล่าว เพราะพวกเขาต้องการที่จะให้ความเท็จมีชัยชนะเหนือสัจธรรม
Tevbe 9:49
และในบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) นั้นมีผู้ที่ขออนุญาตด้วยข้อแก้ตัวที่สร้างขึ้นมาว่า โอ้เราะซูลเอ๋ย จงอนุญาตแก่ฉันเพื่อมิต้องออกไปร่วมสู้รบเถิด และอย่าสร้างภาระให้ฉันต้องออกไปร่วมพร้อมกับเจ้า เพื่อให้ฉันไม่ต้องรับบาปเนื่องด้วยการหลงเสน่ห์ผู้หญิงของฝ่ายศัตรู(ที่เมืองโรม)เมื่อฉันมองดูพวกนาง พึงรู้เถิดว่า พวกเขาได้ตกอยู่ในภัยอันตรายที่ใหญ่กว่าสิ่งที่พวกเขากล่าวอ้าง นั่นก็คือภัยอันตรายของการกลับกลอก (นิฟาก) และภัยอันตรายของการไม่ไปร่วมสู้รบ แท้จริงในปรโลกนั้นนรกญะฮันนัมจะล้อมบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ไม่มีผู้ใดที่รอดพ้นได้และไม่มีผู้ใดที่สามารถหาที่หลบได้
Tevbe 9:50
โอ้เราะซูล หากเจ้าได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ เช่น ชัยชนะหรือทรัพย์เชลย พวกเขาจะไม่พอใจและเศร้าใจกับสิ่งดังกล่าว และหากเจ้าประสบกับความหายนะ เช่น ความยากลำบากหรือชัยชนะของศัตรู พวกเขาจะกล่าวว่า "แท้จริงพวกเราได้ระวังตัวเองและได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วในตอนที่พวกเราไม่ออกไปร่วมสู้รบดังที่บรรดาผู้ศรัทธาออกไป ทำให้บรรดาผู้ศรัทธาต้องประสบกับความตายและถูกจับเป็นเชลย" จากนั้นบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) ก็กลับไปยังครอบครัวของพวกเขาอย่างมีความสุขและปลอดภัย
Tevbe 9:51
โอ้เราะซูลเอ๋ย จงกล่าวแก่บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) เถิดว่า พวกเราจะไม่ประสบกับสิ่งใดเว้นแต่สิ่งนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดใว้แก่พวกเราแล้ว พระองค์เป็นเจ้านายและที่พึ่งของพวกเรา และพวกเรามอบหมายต่อพระองค์ในทุกกิจการของพวกเรา และแด่พระองค์องค์เดียวเท่านั้นที่บรรดาผู้ศรัทธาจะมอบหมายกิจการของพวกเขา อัลลอฮเป็นผู้ทรงพอเพียงแก่พวกเราแล้ว และเป็นผู้ทรงดูแลที่ดีเยี่ยม
Tevbe 9:52
โอ้เราะซูลเอ๋ย จงกล่าวแก่พวกเขาเถิดว่า พวกจ้าจะไม่รอคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพวกเรานอกจากชัยชนะหรือการเสียชีวิตในสนามรบ? และพวกเราก็จะรอคอยการลงโทษของอัลลอฮ์ที่จะลงมาประสบกับพวกเจ้าทำให้พวกเจ้าหายนะหรือพระองค์จะทรงลงโทษพวกเจ้าด้วยน้ำมือของพวกเราด้วยการฆ่าพวกเจ้าและจับพวกเจ้าเป็นเชลยหากพระองค์ทรงอนุญาติให้พวกเราทำการสู้รบกับพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงรอคอยบั้นปลายของพวกเรา และแท้จริงพวกเราก็จะรอคอยบั้นปลายของพวกเจ้า
Tevbe 9:53
โอ้เราะซูลเอ๋ย จงกล่าวแก่พวกเขาเถิดว่า จงบริจาคทรัพย์สินเงินทองของพวกเจ้าด้วยความสมัครใจหรือฝืนใจ แน่นอนมันจะไม่ถูกตอบรับจากพวกเจ้าซึ่งสิ่งที่พวกเจ้าได้บริจาคไป เนื่องจากการปฏิเสธของพวกเจ้าและพวกเจ้าไม่จงรักภัคดีต่ออัลลอฮ์
Tevbe 9:54
และไม่มีสิ่งใดขัดขวางการตอบรับการบริจาคของพวกเขา นอกจากสามประการ คือ พวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อเราะซูลของพระองค์ พวกเขาขี้เกียจและรู้สึกหนักเมื่อต้องละหมาด และพวกเขาจะไม่บริจาคทรัพย์สินด้วยความสมัครใจแต่พวกเขาจะบริจากด้วยความฝืนใจ เพราะพวกเขาไม่ได้หวังผลบุญอะไรเลยจากการละหมาดและการบริจาคทานของพวกเขา
Tevbe 9:55
ดังนั้น โอ้เราะซูลเอ๋ย จงอย่าได้หลงใหลและเห็นดีเห็นงามกับทรัพย์สินและลูกหลานของบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) เพราะบั้นปลายของทรัพย์สินและลูกหลานของพวกเขานั้นชั่วร้าย เนื่องจากอัลลอฮ์จะทรงทำให้มันเป็นการทรมานพวกเขาทำให้พวกเขาต้องทำงานอย่างหนักและเหนื่อยในการที่จะได้มาซึ่งสิ่งนั้น และมันต้องได้รับภัยพิบัติต่าง ๆ จนกระทั่งอัลลอฮ์ได้ถอดวิญญาณของพวกเขาในสภาพที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธา ทำให้พวกเขาต้องถูกทรมานตลอดกาลในจุดต่ำที่สุดของไฟนรก
Tevbe 9:56
และบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) จะสาบานเท็จแก่พวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา ว่า แท้จริงพวกเขานั้นเป็นส่วนหนึ่งของพวกเจ้า แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเจ้า ถึงแม้ว่าพวกเขาจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเจ้า แต่พวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ขี้ขลาดกลัวว่าต้องตายและถูกจับเป็นเชลยเหมือนกับบรรดาผู้ตั้งภาคี เลยพวกเขาแสดงความเป็นอิสลามออกมาเพื่อป้องกันตัวเอง
Tevbe 9:57
หากบรรดาผู้กลับกลอกเหล่านั้นพบที่หลบซ่อนที่สามารถปกป้องรักษาชีวิตของพวกเขา หรือพบถ้ำบนภูเขาที่สามารถซ่อนตัวอยู่ในนั้น หรือพบเจออุโมงค์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในนั้น แน่นอนพวกเขาจะลี้ภัยและเข้าไปอยู่ในนั้นอย่างเร่งรีบ
Tevbe 9:58
และในบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) นั้นจะมีผู้ที่ตำหนิเจ้า โอ้เราะซูล ในเรื่องการแบ่งซะกาตหากพวกเขาไม่ได้รับตามที่พวกเขาต้องการ ดังนั้นหากเจ้ามอบให้พวกเขาตามที่พวกเขาขอพวกเขาก็จะยินดีพอใจกับเจ้า และหากเจ้าไม่มอบให้พวกเขาตามที่พวกเขาขอ พวกเขาก็จะแสดงความไม่พอใจ
Tevbe 9:59
และหากบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) เหล่านั้นที่ตำหนิเจ้าในเรื่องการแบ่งซะกาตพอใจกับสิ่งที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้ให้กับพวกเขาและพอใจกับสิ่งที่เราะซูลได้มอบให้แก่พวกเขาพร้อมกล่าวว่า อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงพอเพียงแล้วสำหรับพวกเรา อัลลอฮ์จะทรงประทานความโปรดปรานของพระอค์แก่พวกเรา และเราะซูลจะมอบให้กับพวกเราซึ่งสิ่งที่พระองค์ได้มอบไว้แก่ท่าน แท้จริงแด่อัลลอฮ์เท่านั้นที่พวกเราหวังว่าพระองค์จะทรงประทานความโปรดปรานของพระองค์ให้กับพวกเรา หากพวกเขากระทำในสิ่งดังกล่าว แน่นอนมันจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขามากกว่าที่พวกเขาจะไปตำหนิเจ้า
Tevbe 9:60
แท้จริงซะกาตทั้งหมดนั้นจำเป็นต้องแจกจ่ายให้กับ 1) ผู้ยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ พวกเขามีอาชีพและงานทำแต่มีรายได้ไม่เพียงพอในการใช้ชีวิตและไม่ได้รับการดูแล 2) ผู้ขัดสนที่เกือบจะไม่มีอะไรครอบครองเลยและพวกเขาเป็นที่รับรู้กันโดยดูจากสภาพความเป็นอยู่และคำพูดของพวกเขา 3) ผู้ทำหน้าที่เก็บซะกาตที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำ 4) ผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ถูกโน้มน้าวเพื่อเข้ารับอิสลาม หรือผู้ที่มีความศรัทธาอ่อนแอเพื่อให้การศรัทธาของเขาเข็มแข็ง หรือผู้ที่สามารถยับยั้งความชั่วของเขาด้วยกับซะกาต 5) ทาสเพื่อให้เขาได้ไถ่ตัวเป็นอิสระ 6) ลูกหนี้ที่ไม่ฟุ่มเฟือยและไม่เป็นบาปหากพวกเขาไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ 7) การเตรียมการให้กับผู้ที่เสียสละในหนทางของอัลลอฮ์ 8) ผู้เดินทางที่ขาดปัจจัยยังชีพ ทั้งนี้ การจำกัดการแจกจ่ายซะกาตให้แก่บุคคลเหล่านี้เป็นบทบัญญัติภาคบังคับที่มาจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อปวงบ่าวของพระองค์ ทั้งยังเป็นผู้ทรงปรีชาญาณในการบริหารจัดการและการบัญญัติของพระองค์
Tevbe 9:61
และในบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) จะมีผู้ที่ก่อความเดือดร้อนให้กับท่านเราะซูล ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ด้วยคำพูด โดยที่พวกเขาจะกล่าวในตอนที่พวกเขาเห็นความอ่อนโยนของท่านเราะซูล ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า แท้จริงท่านรับฟังคำพูดของทุกคนและเชื่อกับเขา และไม่ได้แยกแยะระหว่างความจริงกับความเท็จ โอ้เราะซูลเอ๋ย จงกล่าวแก่พวกเขาเถิดว่า แท้จริงท่านเราะซูลจะไม่รับฟังเว้นแต่สิ่งที่ดีเท่านั้น เชื่อในอัลลอฮ์ และเชื่อในสิ่งที่บรรดาผู้ศรัทธาที่สัตย์จริงบอกและท่านจะเอ็นดูเมตตาพวกเขา เพราะแท้จริงการที่ท่านถูกแต่งตั้งให้เป็นเราะซุลนั้นมันเป็นความเมตตาแก่บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อท่าน และสำหรับผู้ที่ทำร้ายท่านด้วยทุกรูปแบบ พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด
Tevbe 9:62
บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) สาบานต่ออัลลอฮ์แก่พวกเจ้า โอ้บรรดาผู้ศรัทธา ว่า แท้จริงพวกเขาไม่ได้กล่าวร้ายใด ๆ แก่เราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เลย เพื่อที่จะให้พวกเจ้าพอใจต่อพวกเขา แต่การได้รับความพึงพอใจจากอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ด้วยการศรัทธาและการกระทำความดีงามนั้นสำคัญกว่า หากพวกเขาเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง
Tevbe 9:63
บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) เหล่านั้น พวกเขาไม่รู้หรือว่า ด้วยกับการกระทำของพวกเขานี้เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และสำหรับผู้ใดที่ฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์และเราะซูลนั้นในวันปรโลกพวกเขาจะต้องเข้าไฟนรกญะฮันนัมโดยพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั้นคือความอัปยศอันใหญ่หลวง
Tevbe 9:64
บรรดามุนาฟิกีนนั้นหวั่นกลัวว่าอัลลอฮ์จะประทานแก่ท่านเราะสูล ซึ่งซูเราะฮ์หนึ่งที่บรรดาผู้ศรัทธาได้รับทราบถึงการปฏิเสธศรัทธาที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของพวกเขา จงกล่าวเถิด โอ้ท่านเราะสูล โอ้บรรดาพวกมูนาฟีกีนทั้งหลาย พวกท่านจงเย้ยหยันและดูถูกในในเรื่องศาสนาต่อไปเถิด อัลลอฮ์ทรงเป็นหนทางที่พวกเจ้าหวาดกลัวที่พระองค์จะประทานโองการหรือแจ้งต่อท่านเราะซูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
Tevbe 9:65
และถ้าหากเจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย ได้ถามบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) เกี่ยวกับการกล่าวหาและใส่ร้ายบรรดาผู้ศรัทธาที่พวกเขาได้กล่าวไว้หลังจากที่อัลลอฮ์ได้บอกให้เจ้ารู้ แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราเพียงแค่พูดเล่นสนุก ๆ เท่านั้นไม่ได้จริงจังแต่อย่างใด จงกล่าวเถิด โอ้เราะซูลเอ๋ย ว่า ด้วยกับอัลลอฮ์ โองการต่าง ๆ ของพระองค์ และเราะซูลของพระองค์กระนั้นหรือที่พวกเจ้าเย้ยหยันกัน?
Tevbe 9:66
พวกเจ้าอย่าได้แก้ตัวด้วยข้อแก้ตัวที่โกหกนี้เลย แท้จริงพวกเจ้าได้เปิดเผยการปฏิเสธศรัทธาด้วยการเย้ยหยันหลังจากที่พวกเจ้าได้ซ่อนมันไว้ หากเราให้อภัยกลุ่มหนึ่งของพวกเจ้าเนื่องจากพวกเขาละทิ้งพฤติกรรมการกลับกลอก (นิฟาก) กลับตัวสำนึกผิด (เตาบะฮ์) และมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ เราก็จะลงโทษอีกกลุ่มหนึ่งของพวกเจ้าเนื่องจากพวกเขายืนกรานกับการกลับกลอก (นิฟาก) และไม่กลับตัวสำนึกผิด (เตาบะฮ์) จากพฤติกรรมดังกล่าว
Tevbe 9:67
บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) ทั้งชายและหญิงพวกเขามีความเหมือนกันในพฤติกรรมการกลับกลอก (นิฟาก) ซึ่งพวกเขาจะอยู่ตรงกันข้ามกับบรรดาผู้ศรัทธา โดยที่พวกเขาจะสั่งใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ดีและห้ามปรามในสิ่งที่ดี ขี้เหนียวในทรัพย์สินจนไม่บริจาคในหนทางของอัลลอฮ์ และละทิ้งอัลลอฮ์โดยไม่จงรักภักดีต่อพระองค์ ทำให้อัลลอฮ์ทรงละทิ้งการให้ทางนำแก่พวกเขาด้วย แท้จริงบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) นั้นเป็นผู้ไม่จงรักภักดีต่ออัลลอฮ์และออกจากแนวทางแห่งสัจธรรมไปสู่การกระทำบาปและหลงผิด
Tevbe 9:68
อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลายที่ไม่กลับตัวสำนึกผิด (เตาบะฮ์) ว่า พระองค์จะทรงให้พวกเขาเข้าไฟนรกญะฮันนัมโดยพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล มันเป็นการลงโทษที่พอเพียงสำหรับพวกเขา และอัลลอฮ์ได้ทรงให้พวกเขาห่างไกลจากความเอ็นดูเมตตาของพระองค์ และสำหรับพวกเขานั้นคือ การลงโทษอย่างต่อเนี่อง
Tevbe 9:69
พวกเจ้า โอ้บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) เหมือนกับกลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธาก่อนหน้าพวกเจ้าในเรื่องการปฏิเสธศรัทธาและการเย้ยหยัน ซึ่งพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่มีกำลังแข็งแรงกว่าพวกเจ้า และมีทรัพย์สมบัติและลูก ๆ มากกว่าพวกเจ้า แล้วพวกเขาก็ได้สนุกมีความสุขสำราญแห่งโลกดุนยาและเสพความใคร่ของมันตามที่ได้บันทึกไว้สำหรับพวกเขา ดังนั้นพวกเจ้า โอ้บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) ก็จงสนุกมีความสุขสำราญตามที่ได้บันทึกไว้สำหรับพวกเจ้าเหมือนกับพวกเขาเถิด และพวกเจ้าได้ปฏิเสธสัจธรรมและกล่าวหาเราะซูลเหมือนกับกลุ่มชนก่อนหน้าพวกเจ้าที่ได้ปฏิเสธสัจธรรมและกล่าวหาบรรดาเราะซูลของพวกเขา บรรดาผู้ที่มีคุณลักษณะที่น่ารังเกียจนี้ พวกเขาคือผู้ที่การงานของพวกเขาได้เป็นโมฆะ เพราะมันเสื่อมเสีย ณ อัลลอฮ์ด้วยการปฏิเสธศรัทธา และพวกเขาคือผู้ที่ขาดทุนต่อตัวเองด้วยการสร้างปัจจัยแห่งความหายนะ
Tevbe 9:70
ข่าวคราวของกลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธาและการลงโทษที่พวกเขาได้รับไม่ได้มายังบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) เหล่านั้นดอกหรือ? เช่น กลุ่มชนของนูฮ์ กลุ่มชนของฮูด กลุ่มชนของศอลิห์ ชาวมัดยัน และเมืองของกลุ่มชนลูฏ โดยที่บรรดาเราะซูลของพวกเขาได้นำหลักฐานต่าง ๆ อันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว อัลลอฮ์มิได้ทรงอธรรมแก่พวกเขา เพราะบรรดาเราะซูลของพวกเขาได้ตักเตือนพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาต่างหากที่อธรรมต่อตัวเองด้วยการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และไม่เชื่อบรรดาเราะซูลของพระองค์
Tevbe 9:71
และบรรดาผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิง พวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลือและผู้สนับสนุนซึ่งกันและกันเพราะความศรัทธาได้รวมพวกเขาไว้เป็นหนึ่ง พวกเขาจะสั่งใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ดี นั้นก็คือทุกสิ่งที่อัลลอฮ์รัก เช่น การให้เอกภาพต่อพระองค์และการละหมาด พวกเขาจะห้ามปรามในสิ่งที่ไม่ดี นั้นก็คือทุกสิ่งที่อัลลอฮ์กริ้ว เช่น การปฏิเสธศรัทธาและดอกเบี้ย พวกเขาจะดำรงไว้ซึ่งการละหมาดอย่างครบสมบูรณ์ และจะภักดีต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ บรรดาผู้ที่มีคุณลักษณะที่ดีเหล่านี้ อัลลอฮ์จะทรงให้พวกเขาอยู่ในความเอ็นดูเมตตาของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะพระองค์ได้ อีกทั้งยังเป็นผู้ทรงปรีชาญาณในสร้าง การบริหารจัดการ และการกำหนดบทบัญญัติของพระองค์
Tevbe 9:72
อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงว่า ในวันปรโลกพระองค์จะทรงให้พวกเขาเข้าสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่ใต้คฤหาสน์ของมันโดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ไม่มีการเสียชีวิตและความโปรดปรานก็จะไม่ถูกตัดขาด และพระองค์ได้ทรงสัญญาแก่พวกเขาว่า พระองค์จะให้พวกเขาเข้าพำนักในสถานที่ที่ดีในสวนสวรรค์ และความพึงพอใจของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเขานั้นยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่งทุกอย่าง การตอบแทนดังกล่าวคือ ชัยชนะอันใหญ่หลวงที่ไม่สามารถเปรียบเทียบได้
Tevbe 9:73
โอ้เราะซูลเอ๋ย จงต่อสู้กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาด้วยการฆ่าฝันด้วยดาบและต่อสู้กับบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) ด้วยวาจาและหลักฐาน และจงเฉียบขาดกับทั้งสองกลุ่ม เพราะพวกเขาสมควรที่จะได้รับสิ่งนั้น และที่พำนักของพวกเขาในวันปรโลกคือนรกญะฮันนัม และที่กลับไปที่ชั่วร้ายที่สุดคือที่กลับไปของพวกเขา
Tevbe 9:74
บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) สาบานเท็จต่ออัลลอฮ์ว่า พวกเขามิได้พูดใส่ร้ายเจ้าและตำหนิศาสนาของเจ้าดังที่เจ้าได้ยิน และแท้จริง พวกเขาได้พูดถ้อยคำที่ทำให้พวกเขาต้องตกศาสนาไปเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้วดังที่เจ้าได้ยิน พวกเขาได้เปิดเผยพฤติกรรมการปฏิเสธศรัทธาหลังจากการที่พวกเขาได้เสแสร้งการศรัทธา พวกเขามุ่งกระทำในสิ่งที่พวกเขายังไม่บรรลุผลสำเร็จ นั่นคือการลอบทำร้ายนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม พวกเขามิได้ปฏิเสธสิ่งใดเว้นแต่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคืออัลลอฮ์ได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเขาโดยให้พวกเขาได้รับความร่ำรวยจากทรัพย์เชลยที่พระองค์ได้ทรงประทานผ่านนบีของพระองค์ ดังนั้นหากพวกเขากลับตัวสำนึกผิด (เตาบะฮ์) ต่ออัลลอฮ์ในการกลับกลอกของพวกเขา แน่นอนกลับตัวสำนึกผิด (เตาบะฮ์) จะเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับพวกเขา และหากพวกเขาหันหลังไม่กลับตัวสำนึกผิด (เตาบะฮ์) ต่ออัลลอฮ์ แน่นอนพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาซึ่งเป็นการลงโทษที่เจ็บปวดทั้งในโลกดุนยาด้วยการถูกฆ่าและถูกจับเป็นเชลยศึกและในวันปรโลกด้วยไฟนรก และพวกเขาไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือคนใดที่สามารถช่วยเหลือและปกป้องพวกเขาให้พ้นจากการถูกลงโทษได้
Tevbe 9:75
และในบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) นั้นมีผู้ที่ได้สัญญาต่ออัลลอฮ์ว่า ถ้าหากอัลลอฮ์ได้ทรงประทานส่วนหนึ่งจากความกรุณาของพระองค์แก่พวกเรา แน่นอนพวกเราจะบริจาคทานแก่ผู้ที่ขัดสน และแน่นอนพวกเราจะได้อยู่ในหมู่คนดีที่มีการปฏิบัติธรรมที่ดี
Tevbe 9:76
จากนั้นเมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงประทานส่วนหนึ่งจากความกรุณาของพระองค์แก่พวกเขา พวกเขาก็ไม่ได้ทำตามอย่างที่ได้สัญญาไว้ แถมยังปิดกั้นทรัพย์สินของพวกเขาโดยไม่บริจาคใด ๆ และได้ผินหลังปฏิเสธโดยไม่ศรัทธาต่อพระองค์
Tevbe 9:77
แล้วพระองค์ก็ได้ทรงลงโทษพวกเขาด้วย(พฤติกรรม)การกลับกลอกที่ฝังแน่นไว้ในจิตใจของพวกเขาจนถึงวันปรโลก เพื่อเป็นการลงโทษพวกเขาที่ผิดสัญญากับอัลลอฮ์และการโกหกของพวกเขา
Tevbe 9:78
บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) ไม่รู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรู้แผนร้ายและอุบายที่พวกเขาซ่อนไว้ในที่ที่ของพวกเขา และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในซึ่งสิ่งเร้นลับทั้งหลาย? ไม่มีการงานใดของพวกเขาที่จะซ่อนเร้นพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาตามการงานนั้น
Tevbe 9:79
บุคคลที่ตำหนิบรรดาผู้ศรัทธาที่สมัครใจให้บริจาคทานอันเล็กน้อย ซึ่งพวกเขาไม่มีสิ่งใดนอกจากสิ่งเล็กน้อยที่พวกเขามีอยู่ บุคคลเหล่านั้นดูถูกเย้ยหยันบรรดาผู้บริจาคทานว่า การบริจาคทานของพวกเขาจะให้ประโยชน์อะไรบ้าง? อัลลอฮ์ก็ได้ทรงเย้ยหยันพวกเขาเพื่อเป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้เย้ยหยันบรรดาผู้ศรัทธา และสำหรับพวกเขานั้น คือการลงโทษอันเจ็บแสบ
Tevbe 9:80
โอ้เราะซูลเอ๋ย จงขออภัยโทษให้แก่พวกเขา หรือไม่ก็อย่าขออภัยโทษให้แก่พวกเขา หากเจ้าขออภัยโทษให้แก่พวกเขาเจ็ดสิบครั้ง ถึงแม้มันจะมีจำนวนมากก็ตามอัลลอฮ์ก็จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา เพราะพวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้แนะสัจธรรมให้แก่ผู้ที่ออกนอกบทบัญญัติของพระองค์โดยเจตนาและจงใจ
Tevbe 9:81
บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) ที่ไม่ไปร่วมสงครามตาบู๊กดีใจที่พวกไม่ได้ไปร่วมสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์โดยที่พวกเขาฝ่าฝืนท่านเราะซูล พวกเขาเกลียดที่จะต้องต่อสู้ด้วยการเสียสละทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขาในหนทางของอัลลอฮ์ เหมือนกับการเสียสละของบรรดาผู้ศรัทธา และพวกเขาปลุกระดมพี่น้องของพวกเขาที่เป็นผู้กลับกลอกด้วยกันว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้ออกไปท่ามกลางอากาศร้อนเลย ซึ่งสงครามตาบู๊กนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาอากาศร้อนมาก จงกล่าวแก่พวกเขาเถิด โอ้เราะซูลเอ๋ย ว่า ไฟนรกญะฮันนัมที่รอต้อนรับบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) นั้นร้อนแรงยิ่งกว่าความร้อนนี้ที่พวกเจ้าหนีห่างจากมันเสียอีก หากพวกเขาเข้าใจสิ่งนี้
Tevbe 9:82
ปล่อยให้บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) ที่ไม่ไปร่วมสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์หัวเราะเพียงเล็กน้อยในชีวิตแห่งโลกดุนยาที่ไม่จีรังนี้ และจงร้องไห้ให้มากในชีวิตหลังความตายที่นิรันดร ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนในการปฏิเสธศรัทธา การฝ่าฝืน และการกระทำบาปต่าง ๆ ที่พวกเขาได้กระทำไว้ในโลกดุนยานี้
Tevbe 9:83
หากอัลลอฮ์ได้ทรงให้เจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย กลับไปยังกลุ่มบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) ที่ยืนยันถึงการกลับกลอกของพวกเขา แล้วพวกเขาขออนุมัติจากเจ้าเพื่อออกไปพร้อมกับเจ้าในการทำสงครามอื่น ๆ เจ้าจงกล่าวแก่พวกเขาว่า พวกเจ้า โอ้บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) อย่าได้ออกไปสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์พร้อมกับฉันเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อเป็นการลงโทษพวกเจ้าและเป็นการระวังความเสียหายที่มีผลมาจากการเข้าร่วมสู้รบของพวกเจ้าพร้อมกับฉัน เพราะแท้จริงพวกเจ้าได้พอใจกับการนั่งอยู่บ้านและไม่ไปร่วมสงครามตาบู๊กครั้งที่ผ่านมาแล้ว ดังนั้น พวกเจ้าจงนั่งอยู่กับบรรดาผู้ป่วย ผู้หญิง และเด็ก ๆ ที่ไม่ไปร่วมสู้รบเถิด
Tevbe 9:84
และเจ้า โอ้เราะซูลเอ๋ย จงอย่าละหมาดศพให้แก่คนหนึ่งคนใดที่ตายไปในบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) เป็นอันขาด และจงอย่ายืนที่หลุมศพของเขาเพื่อวิงวอนขออภัยโทษให้แก่เขาด้วย เพราะแท้จริงพวกเขานั้นได้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ และพวกเขาได้ตายไปในสภาพะที่พวกเขาออกนอกลู่นอกทางไม่จงรักภักดีต่ออัลลอฮ์ และผู้ใดที่ตายไปในสภาพดังกล่าวก็จะไม่มีการละหมาดศพและการขอดุอาอ์ให้แก่เขา
Tevbe 9:85
โอ้เราะซูลเอ๋ย เจ้าจงอย่าได้หลงใหลกับทรัพย์สมบัติและลูก ๆ ของบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ทรงต้องการที่จะลงโทษพวกเขาด้วยกับสิ่งเหล่านั้นในชีวิตแห่งโลกนี้ โดยที่พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากในการได้มาซึ่งสิ่งนั้นและต้องประสบกับเคราะห์ร้ายต่าง ๆ และพระองค์ทรงต้องการให้พวกเขาเสียชีวิตในสภาพที่ปฏิเสธศรัทธา
Tevbe 9:86
และเมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงประทานซูเราะห์หนึ่งแก่นบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ประกอบด้วยคำสั่งให้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และสู้รบในหนทางของพระองค์ บรรดาผู้ร่ำรวยในหมู่พวกเขาจะขออนุญาตไม่ไปร่วมสู้รบพร้อมกับเจ้า และกล่าวว่า จงปล่อยพวกเราให้อยู่กับบรรดาผู้ที่ได้รับข้อยกเว้นด้วยเถิด เช่น ผู้อ่อนแอ และผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นต้น
Tevbe 9:87
บรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) พึงพอใจกับความอัปยศต่ำต้อยของตัวเองในตอนที่พวกเขาพึงพอใจไม่ไปร่วมสู้รบพร้อมกับบรรดาผู้ที่ได้รับข้อยกเว้น อัลลอฮ์ได้ทรงปิดผนึกจิตใจของพวกเขาเนื่องด้วยการปฏิเสธศรัทธาและการกลับกลอกของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ต่อพวกเขา
Tevbe 9:88
แต่ทว่าเราะซูลและบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่ร่วมกับท่านนั้นพวกเขาไม่ละทิ้งการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์เหมือนกับบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟีก) บรรดาผู้ศรัทธาได้ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ด้วยทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขา ดังนั้นผลตอบของพวกเขา ณ อัลลอฮ์ คือการได้รับประโยชน์ในโลกนี้ เช่น ได้รับชัยชนะและทรัพย์เชลย และได้รับประโยชน์ในวันปรโลก คือการได้เข้าสวนสวรรค์ ได้รับชัยชนะตามที่ต้องการ และปลอดภัยจากสิ่งที่หวาดกลัวอันตราย
Tevbe 9:89
อัลลอฮ์ได้ทรงจัดเตรียมสวนสวรรค์สำหรับพวกเขาซึ่งมีแม่น้ำไหลผ่านภายใต้คฤหาสน์ของพวกเขา พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นอย่างนิรันดรไม่มีวันพินาศ ผลการตอบแทนดังกล่าวคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่มิอาจเปรียบเทียบได้
Tevbe 9:90
และชาวอาหรับเบดูอินของเมืองมาดีนะอ์และผู้ที่อาศัยโดยรอบได้มาขอแก้ตัวกับเราะซูล ศ็อลลัลอฮฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพื่อให้ท่านอนุญาตแก่พวกเขาที่ไม่ไปร่วมทำการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ และยังมีกลุ่มอื่นที่ไม่ไปร่วมทำการสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ที่ไม่ได้มาขอแก้ตัวตั้งแรกเลย เพราะพวกเขาไม่เชื่อนบีและไม่ศรัทธาต่อสัญญาของอัลลอฮ์ พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวดเนื่องด้วยการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา
Tevbe 9:91
ไม่มีบาปใด ๆ สำหรับบรรดาผู้หญิง เด็กๆ คนป่วย คนชรา คนตาบอด คนยากจนที่ไม่มีทรัพย์สินใช้จ่ายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสู้รบ สำหรับพวกเขาทั้งหมดนั้นไม่มีบาปใด ๆ ที่ไม่ไปร่วมสู้รบ เพราะพวกมีเหตุผลจริง ๆ หากพวกเขาบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ บรรดาผู้กระทำดีที่ไม่ไปร่วมสู้รบเหล่านี้ พวกเขาไม่สมควรได้รับการลงโทษ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษบาปต่าง ๆ ของผู้กระทำดี อีกทั้งยังเป็นผู้ทรงเอ็นดูเมตตาพวกเขา
Tevbe 9:92
และไม่มีการบาปใด ๆ เช่นกันสำหรับผู้ที่ไม่ไปร่วมสู้รบพร้อมกับเจ้า โอ้เราะซูล หากพวกเขาได้มาหาเจ้าเพื่อให้เจ้าจัดยานพาหนะให้พวกเขาขับขี่(ไปยังสนามรบ) และเจ้าได้กล่าวแก่พวกเขาว่า ฉันไม่มียานพาหนะที่จะให้พวกเจ้าขี่มันได้ พวกเขาก็หันหลังกลับโดยที่นัยน์ตาของพวกเขาท่วมท้นไปด้วยน้ำตา เพราะเสียใจที่พวกเขาไม่มีสิ่งที่จะใช้จ่ายทั้งจากตัวของพวกเขาเองหรือจากเจ้า
Tevbe 9:93
ในเมื่ออัลลอฮ์ได้ชี้แจงว่าบรรดาผู้ที่ไม่ไปร่วมสู้รบที่มีเหตุจำเป็นไม่สมควรได้รับการลงโทษ พระองค์ก็ได้แจ้งถึงผู้ที่สมควรได้รับการลงโทษว่า แท้จริงการลงโทษนั้นสมควรประสบแก่บรรดาผู้ที่ขออนุญาตจากเจ้า โอ้เราะซูล เพื่อไม่ไปร่วมสู้รบในหนทางของอัลลอฮ์ทั้ง ๆ ที่พวกเขามีความสามารถในการเตรียมพร้อมสิ่งดังกล่าว พวกเขาพึงพอใจกับความอัปยศต่ำต้อยของตัวเองด้วยการอยู่บ้านพร้อมกับบรรดาผู้ที่ไม่ไปร่วมสู้รบ และอัลลอฮ์ได้ทรงประทับตราบนหัวใจของพวกเขาทำให้พวกเขาไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยจากคำตักเตือน ดังนั้นด้วยกับการประทับตรานี้ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ต่อพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะได้เลือกเอา และสิ่งใดมีผลเสียต่อพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะได้หลีกเลี่ยง
Tevbe 9:94
บรรดามุนาฟิกีนที่ไม่ได้ออกญิฮาดนั้น จะยกข้อแก้ตัวต่าง ๆ นานาที่ฟังไม่ขึ้นแก่บรรดามุสลิมในขณะที่พวกเขาได้กลับมาจากการญิฮาด และอัลลอฮฺทรงชี้นำให้นบีของพระองค์และมุสลิมทั้งหลาย ตอบกลับพวกเขาว่า พวกท่านอย่าได้แก้ตัวด้วยคำแก้ตัวที่เป็นเท็จเลย เราจะไม่เชื่อในสิ่งที่พวกท่านได้บอกเราดอก แท้จริงอัลลอฮฺทรงแจ้งข่าวคราวของพวกท่านแก่เราแล้ว และอัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์จะเฝ้าดูพฤติกรรมของพวกท่าน ว่าพวกท่านจะกลับตัวกลับใจหรือไม่ แล้วอัลลอฮฺจะทรงตอบรับการกลับตัวกลับใจของพวกท่านหรือว่าพวกท่านจะคงอยู่แบบนั้นต่อไป แล้วพวกท่านก็จะถูกนำกลับไปยังพระผู้ทรงรอบรู้ในทุก ๆ สิ่ง แล้วพระองค์ก็จะทรงแจ้งแก่พวกท่านให้รู้ถึงสิ่งที่พวกท่านกระทำกันไว้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกท่านในสิ่งที่พวกท่านกระทำ ดังนั้นแล้วพวกท่านจงรีบกลับตัวกลับใจขออภัยโทษต่อพระองค์และกระทำการงานที่ดีเถิด
Tevbe 9:95
โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย บรรดามุนาฟิกีนที่ไม่ได้ออกไปสู้รบกับพวกเจ้านั้นจะสาบานต่ออัลลอฮฺแก่พวกท่านเมื่อพวกท่านได้กลับมายังพวกเขา เพื่อยืนยันข้อแก้ตัวที่โกหกของพวกเขา เพื่อที่จะให้พวกท่านไม่ต้องกล่าวว่าพวกเขา หรือตำหนิพวกเขา ดังนั้นพวกท่านจงปล่อยพวกเขาไม่ต้องแยแส และออกห่างจากพวกเขาเถิด แท้จริงพวกเขานั้นสกปรก เป็นคนที่ชั่วร้ายอยู่ภายในจิตใจ และที่พำนักของพวกเขาที่จะถูกโยนลงไปนั้นคือนรกญะฮันนัม ทั้งนี้เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้จากการกลับกลอกและการทำบาป
Tevbe 9:96
โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย บรรดามุนาฟิกีนที่ไม่ได้ออกรบนั้น จะสาบานแก่พวกท่าน เพื่อให้พวกท่านพอใจต่อพวกเขา และรับข้อแก้ตัวของพวกเขา พวกท่านจงอย่าได้พอใจต่อพวกเขา แล้วหากพวกท่านพอใจต่อพวกเขา แท้จริงแล้วพวกท่านได้ฝ่าฝืนพระผู้เป็นเจ้าของพวกท่าน เพราะแท้จริงอัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงพอพระทัยต่อกลุ่มชนที่ไม่ศรัทธาต่อพระองค์ด้วยการปฏิเสธและการกลับกลอก โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย พวกเจ้าจงพึงระวังที่จะพอใจในสิ่งที่อัลลอฮฺไม่ทรงพอพระทัยเถิด
Tevbe 9:97
บรรดาอาหรับชนบทนั้น หากว่าพวกเขาปฏิเสธหรือกลับกลอกแล้ว การปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาจะร้ายกาจกว่าการปฏิเสธศรัทธาของคนในเมือง และการกลับกลอกของพวกเขาก็ร้ายกาจกว่าชนเหล่านั้น พวกเขาไม่รู้เรื่องศาสนาเลย และเป็นการสมควรยิ่งแล้ว ที่พวกเขาจะไม่รู้กฎเกณฑ์ แนวทาง และกฎของบทบัญญัติต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เราะซูลของพระองค์ เพราะพวกเขามีความบาดหมางและแข็งกระด้างและไม่เชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่น และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ถึงสถานะของพวกเขา ที่จะไม่มีสิ่งใดถูกปกปิดต่อพระองค์ได้ ผู้ทรงปรีชาญาณในการจัดการและการบัญญัติของพระองค์
Tevbe 9:98
และในหมู่อาหรับชนบทที่เป็นมุนาฟิกีนนั้น มีผู้เชื่อว่าสิ่งที่ตนบริจาคไปในหนทางของอัลลอฮ์นั้น เป็นการขาดทุนและเป็นเสมือนค่าปรับ เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่เขาได้บริจาคไปนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดผลบุญใด ๆ และอัลลอฮ์จะไม่ทรงลงโทษเขาถ้าหากเขาไม่บริจาค แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งเขาก็บริจาคเพื่อโอ้อวดและเพื่อปิดบังความจริงที่อยู่ในใจ และพวกเขารอคอยให้มีเหตุร้ายประสบแก่พวกท่าน โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย แล้วเขาจะละทิ้งพวกท่านไป แต่อัลลอฮ์ทรงทำให้สิ่งที่พวกเขาหวังไว้เพื่อให้เหตุร้ายเหล่านั้นประสบแก่ผู้บรรดาศรัทธาและการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์นั้นได้ประสบแก่พวกเขาเอง และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงได้ยินในสิ่งที่พวกเขาได้กล่าวมัน ทรงรอบรู้ในสิ่งที่พวกเขาปกปิดมัน
Tevbe 9:99
และในหมู่อาหรับชนบทนั้น มีผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและศรัทธาในวันอาคิเราะฮฺ และถือว่าทรัพย์สินที่ตนบริจาคไปในหนทางของอัลลอฮฺนั้น เป็นการใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ และเพื่อจะได้รับการขอพรของเราะซูล ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม และการขออภัยโทษของท่านสำหรับเขา พึงรู้เถิดว่า แท้จริงการบริจาคของเขาในหนทางของอัลลอฮฺและการขอพรจากเราะซูลแก่เขานั้นเป็นการทำให้เขาใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ และจะได้รับผลตอบแทนของมันจากพระองค์ โดยที่พระองค์จะทรงให้เขาอยู่ในความเอ็นดูเมตตาที่กว้างขวางของพระองค์ที่รวมไว้ด้วยการอภัยโทษและสวนสวรรค์ของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษสำหรับบ่าวของพระองค์ที่กลับตัวกลัวใจ ทรงเอ็นดูเมตตาพวกเขาเสมอ
Tevbe 9:100
บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ (ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮฺ) ที่ได้อพยพออกจากบ้านของพวกเขาและเมืองของพวกเขาไปยังอัลลอฮฺ และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันศ้อรจากมะดีนะฮฺ) พวกเขาได้ช่วยเหลือท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ของเขา และบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามหมู่ผู้อพยพ และหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือที่ได้ศรัทธามาก่อน ด้วยการทำให้ดีในหลักการความเชื่อศรัทธา การพูดและการกระทำ ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยในพวกเขาและตอบรับการเชื่อฟังของพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์จากผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่อัลลอฮฺทรงมอบให้แก่พวกเขา และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างที่พำนักของพวกเขา พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือผลตอบแทนและชัยชนะอันใหญ่หลวง
Tevbe 9:101
และผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้มะดีนะฮฺที่เป็นอาหรับชนบทนั้น เป็นพวกกลับกลอก และในหมู่ชาวมะดีนะฮฺก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเหล่านั้นยังคงอยู่บนการกลับกลอกและยังคงทำเช่นนั้นต่อไปเรื่อยๆ โอ้ เราะซูลเอ๋ย เจ้าไม่รู้จักธาตุแท้ของพวกเขาดอก อัลลอฮฺคือผู้ที่รู้จักพวกเขาดี พระองค์จะลงโทษพวกเขาสองครั้ง ครั้งแรกบนโลกนี้ด้วยการเปิดเผยการกลับกลอกของพวกเขาและการฆ่าของพวกเขาและครอบครัวของพวกเขา และครั้งที่สองในวันปรโลกด้วยการทุกข์ทรมานต่อการลงโทษในหลุมฝังศพ แล้วพวกเขาจะถูกนำกลับไปในวันกิยามะฮฺสู่การลงโทษอันยิ่งใหญ่ ในนรกชั้นต่ำที่สุด
Tevbe 9:102
และในหมู่ชาวมะดีนะฮฺมีชนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ออกไปสู้รบโดยไม่มีข้ออ้างใดๆ แล้วพวกเขาก็ได้สารภาพว่าพวกเขานั้นไม่มีข้ออ้างใดๆเลย และไม่ได้นำมาซึ่งข้ออ้างที่เป็นเท็จ โดยที่พวกเขาได้ปะปนการงานที่ดีก่อนหน้านี้จากการเชื่อฟังอัลลอฮฺและปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์และออกไปสู้รบในหนทางของอัลลอฮฺด้วยการทำชั่ว หวังว่าอัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขาและไม่ถือโทษพวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงอภัยโทษแก่บ่าวของพระองค์ที่กลับตัวกลับใจ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาพวกเขาเสมอ
Tevbe 9:103
โอ้ เราะซูล เจ้าจงเอาส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขาเป็นทาน เพื่อทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ จากการฝ่าฝืนและทำบาปและให้ความดีของพวกเขาได้เจริญเติบโต และเจ้าจงขอพรให้แก่พวกเขาหลังจากที่ได้เอาทรัพย์สินมาจากพวกเขา แท้จริงการขอพรของเจ้านั้นเป็นความกรุณาและทำให้เกิดความสุขใจแก่พวกเขา และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยินคำขอพรของเจ้า ผู้ทรงรอบรู้ในการงานและเจตนาของพวกเขา
Tevbe 9:104
เพื่อที่บรรดาผู้ที่ไม่ออกญิฮาดและผู้ที่สำนึกผิดต่ออัลลอฮฺรับรู้ว่าอัลลอฮฺจะทรงรับการสำนึกผิดจากปวงบ่าวของพระองค์ และทรงรับบรรดาสิ่งที่เป็นทาน (เศาะดะเกาะฮฺ) และพระองค์ทรงร่ำรวย และจะตอบแทนผู้ที่บริจาคทาน และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นคือ ผู้ทรงอภัยโทษสำหรับปวงบ่าวของพระองค์ที่สำนึกผิด ผู้ทรงเมตตาพวกเขาเสมอ
Tevbe 9:105
โอ้ เราะสูลเอ๋ย จงกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ไม่ออกญิฮาด และบรรดาผู้ที่สำนึกผิดต่อบาปของพวกเขาเถิดว่า พวกท่านจงทำในสิ่งที่ได้พลัดพลาดไปจากพวกท่าน และพวกท่านจงบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺในการงานของพวกท่าน และจงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย แล้วอัลลอฮฺจะทรงเห็นการงานของพวกท่าน และเราะซูลของพระองค์และบรรดาผู้ศรัทธาก็จะเห็นด้วย และพวกท่านจะถูกนำกลับไปยังพระเจ้าของพวกท่านในวันปรโลก พระผู้ทรงรอบรู้ในทุกๆสิ่งทั้งสิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผย แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกท่านในสิ่งที่พวกท่านกระทำไว้ในโลกนี้ และจะทรงตอบแทนในการกระทำของพวกท่าน
Tevbe 9:106
และในบรรดาผู้ที่ไม่ได้ออกสู้รบในสมรภูมิตะบู๊คนั้นมีชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้มีข้ออ้างความจำเป็นใดๆที่จะไม่ออกไปสู้รบ ชนเหล่านั้นเป็นบรรดาผู้ที่ล่าช้าที่จะถูกรับการตัดสินจากอัลลอฮฺและคำพิพากษาต่อพวกเขา พระองค์อาจจะทรงตัดสินพวกเขาตามที่พระองค์ทรงประสงค์ อาจจะลงโทษพวกเขาถ้าหากพวกเขาไม่กลับตัวกลับใจไปยังพระองค์ หรือพระองค์อาจจะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขาหากพวกเขาได้กลับตัวกลับใจแล้ว และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ว่าผู้ใดที่สมควรจะได้รับการลงโทษจากพระองค์ และผู้ใดที่สมควรจะได้รับการอภัยโทษจากพระองค์ ผู้ทรงปรีชาญาณต่อบทบัญญัติและการบริหารจัดการของพระองค์ พวกเขาเหล่านั้นคือ มุรอเราะฮฺ บิน อัรฺเราะบีอฺ และกะอับ บินมาลิก และฮีลาล บิน อุมัยยะฮฺ
Tevbe 9:107
และบรรดามุนาฟิกีนก็เช่นเดียวกัน พวกเขาเหล่านั้นสร้างมัสยิดหลังหนึ่งขึ้นโดยไม่ใช่เพื่อทำตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ แต่เพื่อก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่บรรดามุสลิมและแสดงให้เห็นถึงการปฏิเสธศรัทธาด้วยการทำให้ผู้กลับกลอกแข็งแกร่งขึ้นและก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างบรรดามุอฺมินด้วยกัน และเพื่อเป็นแหล่งเตรียมพร้อมและรอคอยผู้ที่จะทำสงครามต่อต้านอัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ก่อนที่จะสร้างมัสยิดขึ้น และแน่นอนบรรดามุนาฟิกีนพวกเขาจะสาบานแก่พวกเจ้าว่า เราไม่มีเจตนาอื่นใดนอกจากเห็นอกเห็นใจบรรดามุสลิมเท่านั้น และอัลลอฮฺนั้นทรงเป็นพยานยืนยันว่า แท้จริงพวกเขานั้นเป็นพวกที่กล่าวเท็จในคำกล่าวอ้างของพวกเขา
Tevbe 9:108
โอ้ นบีเอ๋ย มัสยิดที่มีลักษณะเช่นนี้เจ้าอย่าได้ตอบรับตามคำเรียกร้องของบรรดามุนาฟิกีนเพื่อให้เจ้าเข้าไปยืนละหมาดในนั้นเลย แท้จริงแล้ว มัสยิดกุบาอฺเป็นมัสยิดที่ถูกวางรากฐานบนความยำเกรงตั้งแต่วันแรกนั้นสมควรอย่างยิ่งที่เจ้าจะเข้าไปยืนละหมาดในนั้นมากกว่ามัสยิดนี้ที่วางรากฐานบนความปฏิเสธศรัทธา เพราะในมัสยิดกุบาอฺนั้นมีคณะบุคคลที่ชอบจะชำระตัวให้บริสุทธิ์จากสิ่งสกปรกและสิ่งที่ไม่ดีด้วยน้ำ และชำระตัวให้บริสุทธิ์จากบาปทั้งหลายด้วยการกลับตัวกลับใจและขออภัยโทษ และอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์จากสิ่งสกปรก สิ่งไม่ดีและบาปอยู่เสมอ
Tevbe 9:109
ผู้ที่วางรากฐานอาคารของเขาบนความยำเกรงต่ออัลลอฮฺด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์และหลีกเลี่ยงข้อห้ามของพระองค์ และหวังความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ด้วยการขยายการทำความดีนั้นให้กว้างขึ้น กับผู้ที่สร้างมัสยิดเพื่อก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่บรรดามุสลิมและทำให้การปฏิเสธศรัทธาแข็งแกร่งขึ้น และก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างบรรดามุอฺมินด้วยกันนั้น มันจะเท่าเทียมกันอย่างนั้นหรือ ทั้งสองอย่างนี้จะไม่เท่าเทียมกันเป็นอันขาด ดังนั้นอันแรกโครงสร้างของอาคารนั้นแข็งแกร่งและเชื่อมโยงกันไม่กลัวต่อการพังทลาย และอีกอันนั้นเปรียบเสมือนกับคนที่สร้างอาคารของเขาบนริมขอบเหวและพังทลายลง แล้วอาคารของเขาถูกทำลายลงในก้นบึ้งของนรก และอัลลอฮฺนั้นจะไม่ชี้แนะทางแก่กลุ่มชนที่อธรรมที่ปฏิเสธศรัทธาและกลับกลอกและอื่นๆ
Tevbe 9:110
มัสยิดของพวกเขาที่ก่อสร้างขึ้นมานั้นยังคงเป็นที่ระแวงสงสัยอยู่ในจิตใจของพวกเขาจนกระทั่งหัวใจของพวกเขาจะถูกตัดออกเป็นชิ้นๆ ด้วยความตายหรือถูกฆ่าตายด้วยดาบ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้การงานของบ่าว ผู้ทรงปรีชาญาณในสิ่งที่พระองค์ทรงตัดสินและทรงตอบแทนทั้งการงานที่ดีและการงานที่ชั่ว
Tevbe 9:111
แท้จริงอัลลอฮฺ สุบหานาฮุ วะตะอาลา นั้นได้ทรงซื้อแล้วจากบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งชีวิตของพวกเขาทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วชีวิตนั้นเป็นทรัพย์สินของพระองค์เป็นความกรุณาจากพระองค์ โดยซื้อด้วยราคาที่สูง นั้นก็คือสวนสวรรค์ โดยให้พวกเขาทำการต่อสู้กับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเพื่อให้พจนารถของอัลลอฮฺเป็นพจนารถที่สูงสุด และพวกเขาก็ฆ่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและถูกบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาฆ่า เป็นสัญญาของพระองค์เองอย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์เตารอต ซึ่งเป็นคัมภีร์ของมูซา และอินญีล ซึ่งเป็นคัมภีร์ของอีซา อะลัยฮิมัสสลาม และอัลกุรฺอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์ของ มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม และใครเล่าจะรักษาสัญญาของเขาได้ดียิ่งไปกว่าอัลลอฮฺ สุบฮานะฮุ วะตะอาลา ดังนั้นแล้ว โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย พวกเจ้าจงรื่นเริง ชื่นชมยินดีในการขายของพวกท่านเถิด ซึ่งพวกท่านได้ขายมันไปให้แก่พระองค์ แท้จริงแล้วพวกเจ้านั้นได้รับผลกำไรที่มหาศาล และการขายนั้นนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง
Tevbe 9:112
บรรดาผู้ที่ได้รับผลตอบแทนนี้ พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงเกลียดชังและทรงโกรธกริ้วไปยังสิ่งทีพระองค์ทรงรักและทรงพอพระทัย บรรดาผู้ที่เกรงกลัวอัลลอฮฺและอ่อนน้อมถ่อมตนแล้วเชื่อฟังพระองค์อย่างจริงจัง บรรดาผู้แซ่ซ้องสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาในทุกสถานการณ์ บรรดาผู้ทำการถือศีลอด บรรดาผู้ทำการละหมาด บรรดาผู้กำชับให้ปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญชา และในสิ่งที่เราะซูลของพระองค์ได้บัญชา บรรดาผู้ปราบปรามให้ละเว้นจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้ามและจากสิ่งที่เราะซูลของพระองค์ได้ห้าม และบรรดาผู้รักษาคำบัญชาของอัลลอฮฺด้วยการปฏิบัติตามและข้อห้ามของพระองค์ด้วยการห่างไกล โอ้ เราะซูลเอ๋ย เจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ให้พวกเขายินดีทั้งในโลกนี้และในปรโลกเถิด
Tevbe 9:113
ไม่บังควรแก่นบีและบรรดาผู้ศรัทธาที่จะขออภัยโทษจากอัลลอฮฺให้แก่พวกตั้งภาคี และแม้ว่าพวกเขาจะเป็นญาติใกล้ชิดกันก็ตาม ทั้งนี้หลังจากเป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาแล้วว่า แน่นอนพวกเหล่านั้นเป็นชาวนรก เพราะพวกเขานั้นได้ตายในสภาพของการตั้งภาคี
Tevbe 9:114
และการขออภัยโทษของอิบรอฮีมให้แก่บิดาของเขามิได้ปรากฏขึ้น นอกจากเป็นสัญญาที่เขาได้ให้ไว้แก่บิดาของเขาเท่านั้น ที่หวังให้เขานั้นเข้ารับอิสลาม แต่เมื่อได้เป็นที่ประจักษ์แก่อิบรอฮีมแล้ว ว่าแท้จริงแล้วบิดาของเขาเป็นศัตรูของอัลลอฮฺ ไม่มีประโยชน์ที่จะตักเตือน หรือเขาได้รับรู้จากวะฮฺยุ ว่าบิดาของเขานั้นจะตายในสภาพที่เป็นกาฟิร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา)เขาก็ได้ปลีกตัวออกจากบิดาของเขา และการขออภัยโทษของเขาเป็นการกำหนดขึ้นจากเขาโดยที่เขาไม่ได้ละเมิดกฏเกณฑ์ที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขา แท้จริงอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลามได้อ้อนวอนต่ออัลลอฮฺเป็นอย่างมาก ให้อภัยและไม่เอาผิดจากประชาชาติผู้อธรรมของเขา
Tevbe 9:115
และอัลลอฮฺนั้นจะไม่ทรงตัดสินกลุ่มชนใดว่าหลงทาง หลังจากที่พระองค์ได้ทรงชี้ทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขาแล้ว จนกว่าจะทำให้เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาถึงสิ่งต้องห้ามที่จำเป็นต้องห่างไกลจากมัน แล้วเมื่อพวกเขาได้กระทำสิ่งต้องห้ามหลังจากได้ห้ามไว้แล้วก็จะตัดสินว่าพวกเขาเป็นผู้หลงทาง แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง จะไม่มีสิ่งใดปกปิดไปจากพระองค์ได้ และแท้จริงแล้วพระองค์จะทรงสอนพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าไม่มีความรู้
Tevbe 9:116
แท้จริงสำหรับอัลลอฮฺนั้น อำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์เพียงองค์เดียว ไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้นที่อยู่บนชั้นฟ้าและแผ่นดินที่ปราศจากความรอบรู้ของพระองค์ได้ พระองค์ทรงให้ชีวิตสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จะให้เขาเกิด ทรงให้ตายแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จะให้เขาตาย โอ้มวลมนุษย์เอ๋ย นอกจากอัลลอฮฺแล้วก็ไม่มีผู้ใดที่จะคุ้มครองการงานของพวกท่าน และไม่มีผู้ที่จะให้ความช่วยเหลือพวกท่านจากอันตราย และช่วยเหลือพวกท่านจากศัตรูของพวกท่าน
Tevbe 9:117
แท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่ท่านนบี มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ที่อนุญาตให้บรรดามุนาฟิกีนไม่ต้องร่วมรบในสมรภูมิตะบู๊ก และแท้จริงอัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่ชาวมุฮาญิรีน(ผู้อพยพ) และชาวอันศ้อร(ผู้ช่วยเหลือ)แล้ว ซึ่งเขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติตามเขา(นบี)ออกสู้รบในสมรภูมิตะบู๊ก ในสภาวะอากาศที่เร้าร้อน และมีจำนวนน้อยกว่า และศัตรูมีความเข้มแข็ง หลังจากที่จิตใจของชนกลุ่มหนึ่งในพวกเขา เกือบจะรวนเรที่จะไม่ออกไปสู้รบ เพราะความทุกข์ยากลำบากอย่างมาก หลังจากนั้นอัลลอฮฺทรงให้ความง่ายดายแก่พวกเขาเพื่อยืนหยัดที่จะออกสู้รบ แล้วพระองค์ก็ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอ่อนโยนต่อพวกเขา ผู้ทรงกรุณาอยู่เสมอ และหนึ่งในความเมตตาของพระองค์คือการให้กลับตัวกลับใจและตอบรับการขออภัยโทษจากพวกเขา
Tevbe 9:118
และอัลลอฮฺทรงอภัยโทษให้แก่ชายสามคน (คือ กะอฺบฺ อิบนุมาลิก มุรอเราะฮฺ อิบนุ อัรร่อบีอฺ และฮิลาล อิบนุอุมัยะฮฺ) ผู้ที่ได้ละทิ้งการกลับใจ และความล่าช้าที่จะตอบรับการกลับใจของพวกเขาหลังจากที่พวกเขาไม่ได้ออกไปทำสงครามพร้อมท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ในสมรภูมิตะบู๊ก และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้สั่งให้มวลมนุษย์ ละทิ้งพวกเขา ทำให้พวกเขาทนทุกข์ทรมานและเศร้าโศกจนกระทั่งแผ่นดินได้คับแคบแก่พวกเขาทั้งๆ ที่มันกว้างใหญ่ไพศาล และทรวงอกของพวกเขาได้แคบลงเพราะความโหดร้ายได้บังเกิดแก่พวกเขา และพวกเจ้าจงรับรู้เถิดว่า ไม่มีที่พักพิงที่ไหนที่พวกจะกลับไปหานอกจากอัลลอฮฺเพียงองค์เดียว แล้วพระองค์ก็ทรงเมตตาปราณีพวกเขาด้วยการตอบรับการอภัยโทษ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นคือผู้ทรงอภัยโทษต่อบ่าวของพระองค์ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาพวกเขาเสมอ
Tevbe 9:119
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ผู้เจริญรอยตามเราะซูลของพระองค์ และได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์เอ๋ย จงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด ด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ และออกห่างจากข้อห้ามของพระองค์ และจงอยู่กับบรรดาผู้สัตย์จริงในการศรัทธา และการพูดและการงานของพวกเขา และจะไม่มีทางรอดใดๆสำหรับพวกเจ้าเว้นแต่ด้วยความสัตย์จริง
Tevbe 9:120
ไม่บังควรแก่ชาวมะดีนะฮฺและชาวอาหรับชนบทที่พักอยู่รอบๆ จะผินหลังให้กับท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม เมื่อได้ออกญิฮาดด้วยตัวของท่านเอง และไม่บังควรที่เขาเหล่านั้นจะเก็บตัวของพวกเองโดยให้เราะซูล ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ปกป้องพวกเขา แต่จำเป็นสำหรับพวกเขาต้องปกป้องเราะซูล ทั้งนี้เนื่องจากความกระหายน้ำก็ดี ความเหนื่อยก็ดีและความหิวโหยก็ดี เพื่อหนทางของอัลลอฮฺนั้นจะไม่ประสบกับพวกเขา และไม่ว่าพวกเขาจะเหยียบย่างไป ณ ที่ใดที่ ทำให้พวกปฏิเสธศรัทธา กริ้วโกรธก็ตาม และพวกเขาจะไม่ได้รับอันตรายจากศัตรูหรือถูกจับหรือพ่ายแพ้ นอกจากผลตอบแทนของการงานที่ดีถูกจารึกไว้แล้วสำหรับพวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้รางวัลของผู้กระทำความดีต้องสูญเสียไปเป็นอันขาด แต่จะตอบแทนอย่างครบถ้วนและจะเพิ่มให้พวกเขามากขึ้นอีก
Tevbe 9:121
และพวกเขาจะไม่บริจาคในการบริจาคใดๆ ไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็ตาม และพวกเขาไม่เดินผ่านหุบเขาใดๆ นอกจากมันจะถูกบันทึกไว้แก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขาได้บริจาคหรือเดินทางนั้น เพื่อที่ว่าอัลลอฮฺจะทรงตอบแทนให้แก่พวกเขา และให้ผลตอบแทนที่ดียิ่งในสิ่งที่พวกเขาได้ทำไว้ในปรโลก
Tevbe 9:122
ไม่บังควรที่บรรดาผู้ศรัทธาจะออกไปสู้รบกันทั้งหมด เพื่อที่พวกเขาจะไม่ถูกถอนรากถอนโคนเมื่อศัตรูมีชัยชนะเหนือพวกเขา ไม่บังควรกว่าหรือที่จะให้กลุ่มหนึ่งออกไปญิฮาด และเหลืออีกกลุ่มเพื่ออยู่กับเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม และทำการศึกษาศาสนาในสิ่งที่พวกเขาได้ฟังมาจากเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ที่มาจากอัลกรุอ่านและบทบัญญติต่างๆ และพวกเขาจะได้ตักเตือนหมู่คณะของพวกเขา เมื่อพวกเขาได้กลับมายังหมู่คณะของพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้มา โดยหวังที่จะเตือนถึงความทุกข์ทรมานและบทลงโทษของอัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็จะปฏิบัติตามคำบัญชาและห่างไกลจากข้อห้ามของพระองค์ และนี่เป็นกลุ่มทหารที่เราะซูลุลอฮฺส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ และเลือกกลุ่มหนึ่งจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่าน
Tevbe 9:123
อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงบัญชาให้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายสู้รบกับผู้ปฏิเสธที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ที่เป็นเหตุทำให้เกิดอันตรายแก่บรรดาผู้ศรัทธาเพราะอยู่ใกล้เคียงกัน และพระองค์ก็ทรงบัญชาเช่นกันให้บรรดาผู้ศรัทธาแสดงความแข็งแรงและความรุนแรงเพื่อข่มขวัญและเพื่อป้องกันจากความชั่วร้ายของพวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายที่ยำเกรง ด้วยการช่วยเหลือและการสนับสนุนของพระองค์
Tevbe 9:124
และเมื่ออัลลอฮฺได้ประทานซูเราะฮฺหนึ่งลงมาให้เราะซูลของพระองค์ (มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วมีหนึ่งในบรรดามุนาฟิกีนได้ถามด้วยความเย้ยหยันว่า: มีใครบ้างในหมู่พวกท่านที่ซูเราะฮฺนี้ที่มุฮัมมัดพามานั้นทำให้มีความศรัทธาเพิ่มขึ้น? สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและเชื่อฟังเราะซูลของพระองค์นั้น ได้ทำให้การศรัทธาของเขาเพิ่มขึ้นจากการศรัทธาที่มีอยู่ แล้วพวกเขาก็มีความปิติยินดี ที่วะฮฺยุถูกประทานลงมา ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของพวกเขาบนโลกนี้และปรโลก
Tevbe 9:125
และสำหรับบรรดามุนาฟิกีน การประทานอัลกุรอ่านลงมาที่มีกฏเกณฑ์และเรื่องราวต่างๆ ทำให้โรคและความสกปรกได้เพิ่มแก่พวกเขามากยิ่งขึ้นเพราะการปฏิเสธในสิ่งที่ประทานลงมา และโรคในจิตใจของพวกเขาได้เพิ่มขึ้นเมื่ออัลกุรอ่านได้ประทานลงมาเพิ่มขึ้น เพราะทุกครั้งที่ประทานลงมา พวกเขาจะเกิดข้อสงสัยในสิ่งที่ประทานลงมา และพวกเขาจะตายไปในสภาพที่เป็นพวกปฏิเสธศรัทธา
Tevbe 9:126
และบรรดามุนาฟิกีนพวกเขาไม่เห็นดอกหรือว่า พวกเขาถูกทดสอบโดยการเปิดเผยสภาพของพวกเขาและความเสแสร้งของพวกเขาในทุกๆ ปี ครั้งหนึ่งหรือสองครั้ง? หลังจากที่พวกเขารู้ดีว่าแท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลาคือผู้ทรงกระทำสิ่งนั้นต่อพวกเขา พวกเขาก็ไม่ยอมกลับเนื้อกลับตัวไปยังพระองค์ในการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา และไม่ละเว้นจากการเสแสร้งของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่ทำการใคร่ครวญว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา และแท้จริงแล้วมันมาจากอัลลอฮฺ
Tevbe 9:127
และเมื่ออัลลอฮฺทรงประทานซูเราะฮฺหนึ่งลงมาแก่เราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม นั้นได้กล่าวถึงสภาพของบรรดามุนาฟิกีน ที่ต่างคนก็มองตาซึ่งกันและกัน (แล้วถามขึ้นว่า) มีใครเห็นพวกท่านบ้างไหม? เมื่อไม่มีไครมองเห็นพวกท่านก็จงแยกย้ายออกไปจากที่นั่งเถิด อัลลอฮฺจึงทรงให้จิตใจของพวกเขาหันเหออกจากแนวทางที่ถูกต้องและทางที่ดีและละทิ้งพวกเขา แท้จริงแล้วพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่ไม่รู้อะไรเลย
Tevbe 9:128
โอ้ ชาวอาหรับเอ๋ย แท้จริงมีเราะซูลคนหนึ่งจากพวกท่านเองได้มาหาพวกท่านแล้ว เขาเป็นชาวอาหรับเหมือนพวกท่าน เป็นที่ลำบากใจแก่เขาในสิ่งที่พวกท่านได้รับความทุกข์ยาก เขาต้องการที่จะนำทางพวกท่านไปตามทางที่ถูกต้องและห่วงใยเป็นอย่างมาก และเขามาสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาเป็นส่วนใหญ่และเป็นผู้อ่อนโยนและเมตตาเสมอ
Tevbe 9:129
หากพวกเขาผินหลังให้เจ้า และไม่ศรัทธาในสิ่งที่เจ้านำมา โอ้ เราะซูลเอ๋ย ก็จงกล่าวแก่พวกเขาเถิดว่า อัลลอฮฺนั้นเป็นที่พอเพียงสำหรับฉันแล้ว ที่ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ไว้เคารพสักการะด้วยความสัตย์จริงนอกจากพระองค์ และพระองค์เท่านั้น แด่พระองค์เท่านั้นที่ฉันขอมอบหมาย และพระองค์คือเจ้าของบัลลังก์อันยิ่งใหญ่