Thai Mokhtasar — İbrahim 14:1 – İsra' 17:111
Contents
- İbrahim 14:1
- İbrahim 14:2
- İbrahim 14:3
- İbrahim 14:4
- İbrahim 14:5
- İbrahim 14:6
- İbrahim 14:7
- İbrahim 14:8
- İbrahim 14:9
- İbrahim 14:10
- İbrahim 14:11
- İbrahim 14:12
- İbrahim 14:13
- İbrahim 14:14
- İbrahim 14:15
- İbrahim 14:16
- İbrahim 14:17
- İbrahim 14:18
- İbrahim 14:19
- İbrahim 14:20
- İbrahim 14:21
- İbrahim 14:22
- İbrahim 14:23
- İbrahim 14:24
- İbrahim 14:25
- İbrahim 14:26
- İbrahim 14:27
- İbrahim 14:28
- İbrahim 14:29
- İbrahim 14:30
- İbrahim 14:31
- İbrahim 14:32
- İbrahim 14:33
- İbrahim 14:34
- İbrahim 14:35
- İbrahim 14:36
- İbrahim 14:37
- İbrahim 14:38
- İbrahim 14:39
- İbrahim 14:40
- İbrahim 14:41
- İbrahim 14:42
- İbrahim 14:43
- İbrahim 14:44
- İbrahim 14:45
- İbrahim 14:46
- İbrahim 14:47
- İbrahim 14:48
- İbrahim 14:49
- İbrahim 14:50
- İbrahim 14:51
- İbrahim 14:52
- Hicr 15:1
- Hicr 15:2
- Hicr 15:3
- Hicr 15:4
- Hicr 15:5
- Hicr 15:6
- Hicr 15:7
- Hicr 15:8
- Hicr 15:9
- Hicr 15:10
- Hicr 15:11
- Hicr 15:12
- Hicr 15:13
- Hicr 15:14
- Hicr 15:15
- Hicr 15:16
- Hicr 15:17
- Hicr 15:18
- Hicr 15:19
- Hicr 15:20
- Hicr 15:21
- Hicr 15:22
- Hicr 15:23
- Hicr 15:24
- Hicr 15:25
- Hicr 15:26
- Hicr 15:27
- Hicr 15:28
- Hicr 15:29
- Hicr 15:30
- Hicr 15:31
- Hicr 15:32
- Hicr 15:33
- Hicr 15:34
- Hicr 15:35
- Hicr 15:36
- Hicr 15:37
- Hicr 15:38
- Hicr 15:39
- Hicr 15:40
- Hicr 15:41
- Hicr 15:42
- Hicr 15:43
- Hicr 15:44
- Hicr 15:45
- Hicr 15:46
- Hicr 15:47
- Hicr 15:48
- Hicr 15:49
- Hicr 15:50
- Hicr 15:51
- Hicr 15:52
- Hicr 15:53
- Hicr 15:54
- Hicr 15:55
- Hicr 15:56
- Hicr 15:57
- Hicr 15:58
- Hicr 15:59
- Hicr 15:60
- Hicr 15:61
- Hicr 15:62
- Hicr 15:63
- Hicr 15:64
- Hicr 15:65
- Hicr 15:66
- Hicr 15:67
- Hicr 15:68
- Hicr 15:69
- Hicr 15:70
- Hicr 15:71
- Hicr 15:72
- Hicr 15:73
- Hicr 15:74
- Hicr 15:75
- Hicr 15:76
- Hicr 15:77
- Hicr 15:78
- Hicr 15:79
- Hicr 15:80
- Hicr 15:81
- Hicr 15:82
- Hicr 15:83
- Hicr 15:84
- Hicr 15:85
- Hicr 15:86
- Hicr 15:87
- Hicr 15:88
- Hicr 15:89
- Hicr 15:90
- Hicr 15:91
- Hicr 15:92
- Hicr 15:93
- Hicr 15:94
- Hicr 15:95
- Hicr 15:96
- Hicr 15:97
- Hicr 15:98
- Hicr 15:99
- Nahl 16:1
- Nahl 16:2
- Nahl 16:3
- Nahl 16:4
- Nahl 16:5
- Nahl 16:6
- Nahl 16:7
- Nahl 16:8
- Nahl 16:9
- Nahl 16:10
- Nahl 16:11
- Nahl 16:12
- Nahl 16:13
- Nahl 16:14
- Nahl 16:15
- Nahl 16:16
- Nahl 16:17
- Nahl 16:18
- Nahl 16:19
- Nahl 16:20
- Nahl 16:21
- Nahl 16:22
- Nahl 16:23
- Nahl 16:24
- Nahl 16:25
- Nahl 16:26
- Nahl 16:27
- Nahl 16:28
- Nahl 16:29
- Nahl 16:30
- Nahl 16:31
- Nahl 16:32
- Nahl 16:33
- Nahl 16:34
- Nahl 16:35
- Nahl 16:36
- Nahl 16:37
- Nahl 16:38
- Nahl 16:39
- Nahl 16:40
- Nahl 16:41
- Nahl 16:42
- Nahl 16:43
- Nahl 16:44
- Nahl 16:45
- Nahl 16:46
- Nahl 16:47
- Nahl 16:48
- Nahl 16:49
- Nahl 16:50
- Nahl 16:51
- Nahl 16:52
- Nahl 16:53
- Nahl 16:54
- Nahl 16:55
- Nahl 16:56
- Nahl 16:57
- Nahl 16:58
- Nahl 16:59
- Nahl 16:60
- Nahl 16:61
- Nahl 16:62
- Nahl 16:63
- Nahl 16:64
- Nahl 16:65
- Nahl 16:66
- Nahl 16:67
- Nahl 16:68
- Nahl 16:69
- Nahl 16:70
- Nahl 16:71
- Nahl 16:72
- Nahl 16:73
- Nahl 16:74
- Nahl 16:75
- Nahl 16:76
- Nahl 16:77
- Nahl 16:78
- Nahl 16:79
- Nahl 16:80
- Nahl 16:81
- Nahl 16:82
- Nahl 16:83
- Nahl 16:84
- Nahl 16:85
- Nahl 16:86
- Nahl 16:87
- Nahl 16:88
- Nahl 16:89
- Nahl 16:90
- Nahl 16:91
- Nahl 16:92
- Nahl 16:93
- Nahl 16:94
- Nahl 16:95
- Nahl 16:96
- Nahl 16:97
- Nahl 16:98
- Nahl 16:99
- Nahl 16:100
- Nahl 16:101
- Nahl 16:102
- Nahl 16:103
- Nahl 16:104
- Nahl 16:105
- Nahl 16:106
- Nahl 16:107
- Nahl 16:108
- Nahl 16:109
- Nahl 16:110
- Nahl 16:111
- Nahl 16:112
- Nahl 16:113
- Nahl 16:114
- Nahl 16:115
- Nahl 16:116
- Nahl 16:117
- Nahl 16:118
- Nahl 16:119
- Nahl 16:120
- Nahl 16:121
- Nahl 16:122
- Nahl 16:123
- Nahl 16:124
- Nahl 16:125
- Nahl 16:126
- Nahl 16:127
- Nahl 16:128
- İsra' 17:1
- İsra' 17:2
- İsra' 17:3
- İsra' 17:4
- İsra' 17:5
- İsra' 17:6
- İsra' 17:7
- İsra' 17:8
- İsra' 17:9
- İsra' 17:10
- İsra' 17:11
- İsra' 17:12
- İsra' 17:13
- İsra' 17:14
- İsra' 17:15
- İsra' 17:16
- İsra' 17:17
- İsra' 17:18
- İsra' 17:19
- İsra' 17:20
- İsra' 17:21
- İsra' 17:22
- İsra' 17:23
- İsra' 17:24
- İsra' 17:25
- İsra' 17:26
- İsra' 17:27
- İsra' 17:28
- İsra' 17:29
- İsra' 17:30
- İsra' 17:31
- İsra' 17:32
- İsra' 17:33
- İsra' 17:34
- İsra' 17:35
- İsra' 17:36
- İsra' 17:37
- İsra' 17:38
- İsra' 17:39
- İsra' 17:40
- İsra' 17:41
- İsra' 17:42
- İsra' 17:43
- İsra' 17:44
- İsra' 17:45
- İsra' 17:46
- İsra' 17:47
- İsra' 17:48
- İsra' 17:49
- İsra' 17:50
- İsra' 17:51
- İsra' 17:52
- İsra' 17:53
- İsra' 17:54
- İsra' 17:55
- İsra' 17:56
- İsra' 17:57
- İsra' 17:58
- İsra' 17:59
- İsra' 17:60
- İsra' 17:61
- İsra' 17:62
- İsra' 17:63
- İsra' 17:64
- İsra' 17:65
- İsra' 17:66
- İsra' 17:67
- İsra' 17:68
- İsra' 17:69
- İsra' 17:70
- İsra' 17:71
- İsra' 17:72
- İsra' 17:73
- İsra' 17:74
- İsra' 17:75
- İsra' 17:76
- İsra' 17:77
- İsra' 17:78
- İsra' 17:79
- İsra' 17:80
- İsra' 17:81
- İsra' 17:82
- İsra' 17:83
- İsra' 17:84
- İsra' 17:85
- İsra' 17:86
- İsra' 17:87
- İsra' 17:88
- İsra' 17:89
- İsra' 17:90
- İsra' 17:91
- İsra' 17:92
- İsra' 17:93
- İsra' 17:94
- İsra' 17:95
- İsra' 17:96
- İsra' 17:97
- İsra' 17:98
- İsra' 17:99
- İsra' 17:100
- İsra' 17:101
- İsra' 17:102
- İsra' 17:103
- İsra' 17:104
- İsra' 17:105
- İsra' 17:106
- İsra' 17:107
- İsra' 17:108
- İsra' 17:109
- İsra' 17:110
- İsra' 17:111
İbrahim 14:1
(الر) คำเช่นนี้ได้อธิบายไว้แล้วในเบื้องต้นของซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ นี่คืออัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่เราได้ประทานลงมาให้แก่เจ้า โอ้ท่านเราะสูล เพื่อให้เจ้านำมวลมนุษย์ออกจากการปฏิเสธศรัทธา ความเขลา และการหลงผิดสู่การศรัทธา มีวิชาความรู้ และทางนำ เพื่อไปสู่ศาสนาอิสลามที่เป็นแนวทางของอัลลอฮ์ผู้ทรงเดชานุภาพที่ไม่มีผู้ใดสามารถล้มล้างพระองค์ได้และเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญในทุก ๆ ด้าน
İbrahim 14:2
(แนวทางของผู้ทรงเดชานุภาพและผู้ทรงได้รับการสรรเสริญนั้นคือ แนวทางของ) อัลลอฮฺผู้ซึ่งที่ทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและทุกสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินล้วนเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์เพียงผู้เดียว ดังนั้นแด่พระองค์ผู้เดียวที่สมควรได้รับการเคารพอิบาดะฮฺโดยไม่มีการตั้งภาคีใดๆ ต่อพระองค์ และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะได้รับการลงโทษที่รุนแรงสาหัส
İbrahim 14:3
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่พอใจเลือกเอาชีวิตโลกดุนยาและความโปรดปรานที่มีอยู่ชั่วคราวเหนือโลกหน้าและความโปรดปรานที่มีอยู่อย่างถาวร ปิดกั้นมนุษย์ให้ออกห่างจากแนวทางของอัลลอฮฺและต้องการให้แนวทางของพระองค์เสื่อมเสียเป็นที่่น่าเกลียด เบี่ยงเบนสัจธรรมและความเที่ยงธรรม เพื่อมิให้ผู้คนเดินตามแนวทางของพระองค์ พวกเขาที่มีคุณลักษณะดังกล่าวอยู่ในการหลงทางที่ห่างไกลจากสัจธรรมและความถูกต้อง
İbrahim 14:4
และเรามิได้ส่งเราะสูลคนใด นอกจากด้วยการพูดภาษาของกลุ่มชนเขา เพื่อความง่ายดายให้กับพวกเขาในการเข้าใจสิ่งที่เราะสูลได้นำมาจากอัลลอฮฺ และเรามิได้ส่งเราะซูลเพื่อบังคับให้พวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่อัลลอฮฺจะให้หลงทางผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยความยุติธรรมของพระองค์ และให้ทางนำแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยความโปรดปรานของพระองค์ พระองค์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพที่ไม่มีใครสามารถล้มล้างพระองค์ได้ และเป็นผู้ทรงปรีชาญาณในการสร้างและบริหาร
İbrahim 14:5
และแท้จริงเราได้ส่งมูซาพร้อมกับสนับสนุนเขาด้วยสัญญาณต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความสัจจริงของเขา และบ่งบอกถึงการเป็นเราะสูลของเขาที่ถูกส่งมาจากพระผู้อภิบาลของเขาอย่างแท้จริง และเราได้สั่งใช้ให้เขานำกลุ่มชนของเขาออกจากการปฏิเสธศรัทธาและความอวิชชาไปสู่การศรัทธาและมีวิชาความรู้ และเราได้สั่งใช้ให้เขาเตือนกลุ่มชนของเขาให้รำลึกถึงวันต่างๆ ของอัลลอฮฺที่พระองค์ได้เคยโปรดปรานพวกเขา เพราะวันต่างๆ ดังกล่าวเป็นหลักฐานชัดเจนที่บ่งบอกถึงการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ พลังความสามารถของพระองค์อันยิ่งใหญ่ และความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อบรรดาผู้ศรัทธา ซึ่งสิ่งเหล่านี้บรรดาผู้อดทนในการเชื่อฟังพระองค์พร้อมกับขอบคุณพระองค์อย่างสม่ำเสมอจะได้รับประโยชน์จากมัน
İbrahim 14:6
และจงรำลึก โอ้ท่านเราะสูล ขณะที่มูซาได้ตอบรับคำบัญชาของพระผู้อภิบาลของเขาโดยการกล่าวแก่กลุ่มชนของเขาที่มาจากบนีอิสรออีลให้รำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเขาว่า "โอ้กลุ่มชนของฉัน พวกเจ้าจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเจ้าเถิด ขณะที่พระองค์ให้พวกเจ้ารอดพ้นจากวงศ์วานของฟินเอานฺและให้พวกเจ้าปลอดภัยจากการทารุณกรรมของพวกเขา โดยที่พวกเขาทำให้พวกเจ้าได้ลิ้มรสแห่งการทุกข์ทรมานอันชั่วช้า ซึ่งพวกเขาได้ทำการเชือดบรรดาลูกชายของพวกเจ้าเพื่อมิให้มีในหมู่พวกเจ้าผู้ที่จะมายึดครองอำนาจของฟิรเอานฺ และไว้ชีวิตผู้หญิง (บรรดาลูกสาว) ของพวกเจ้าเพื่อดูหมิ่นเหยียดหยามพวกเธอ การกระทำของพวกเขาเช่นนี้เป็นการทดสอบอันใหญ่หลวงเพื่อให้พวกเจ้าอดทน แล้วอัลลอฮฺก็ตอบแทนการอดทนของพวกเจ้าด้วยการให้พวกเจ้ารอดพ้นจากการลงโทษทรมานของวงศ์วานฟิรเอานฺ"
İbrahim 14:7
และมูซาได้กล่าวแก่กลุ่มชนของเขาว่า พวกเจ้าจงรำลึกถึงขณะที่พระเจ้าของพวกเจ้าได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า หากพวกเจ้าขอบคุณอัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ได้โปรดปรานพวกเจ้าดังที่ได้กล่าวไว้ แน่นอนพระองค์ก็จะเพิ่มพูนความโปรดปรานและความกรุณาของพระองค์ให้กับพวกเจ้า และหากพวกเจ้าเนรคุณ ไม่ขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ แท้จริงการลงโทษของพระองค์นั้นรุนแรงสาหัสยิ่งสำหรับผู้ที่เนรคุณไม่ขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์
İbrahim 14:8
และมูซายังได้กล่าวแก่พวกเขาอีกว่า โอ้กลุ่มชนของฉัน หากพวกเจ้าและผู้ที่อยู่ในแผ่นดินทั้งหมดรวมกันปฏิเสธศรัทธา โทษของมันก็จะกลับไปยังพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงมั่งคั่งด้วยพระองค์เอง (ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอื่น) และด้วยพระองค์เองพระองค์ทรงได้รับการสรรเสริญอย่างแน่นอน การศรัทธาของบรรดามุอฺมินไม่สามารถให้ประโยชน์ใดๆ แก่พระองค์ได้ และการปฏิเสธศรัทธาของบรรดากาฟิรก็ไม่สามารถให้โทษใดๆ แก่พระองค์ได้เช่นกัน
İbrahim 14:9
โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา เรื่องราวการลงโทษกลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธาก่อนหน้าพวกเจ้ามิได้มาถึงพวกเจ้าหรอกหรือ เช่น กลุ่มชนของนบีนูหฺ กลุ่มชนอ๊าดของนบีฮูด กลุ่มชนษะมูดของนบีศอลิหฺ และกลุ่มชนต่างๆ อีกจำนวนมากที่มาหลังจากพวกเขา ที่ไม่มีผู้ใดรู้ถึงจำนวนของพวกเขานอกจากอัลลอฮฺ บรรดาเราะสูลของพวกเขาได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยหลักฐานอันชัดเจน แต่พวกเขากลับเอามือปิดปากโดยการกัดนิ้วมือของพวกเขาเองเพราะความโกรธแค้นที่มีต่อบรรดาเราะสูล และกล่าวแก่บรรดาเราะซูลของพวกเขาว่า แท้จริงเราได้ปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่พวกท่านถูกส่งมา และแท้จริงพวกเรายังคงสงสัยอย่างแน่นนอนต่อสิ่งที่พวกท่านเชิญชวนเรา
İbrahim 14:10
บรรดาเราะซูลของพวกเขากล่าวตอบแก่พวกเขาว่า "ยังมีการสงสัยในความเป็นเอกะของอัลลอฮฺและการเคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์เพียงผู้เดียวอีกกระนั้นหรือ ทั้งๆ ที่พระองค์เป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินโดยไม่มีต้นแบบมาก่อน?! พระองค์เรียกร้องพวกเจ้าสู่การศรัทธาต่อพระองค์เพื่อที่จะยกโทษความผิดบาปของพวกเจ้าที่ผ่านมาและประวิงเวลาให้พวกเจ้าจนกว่าพวกเจ้าจะใช้เวลาที่ถูกกำหนดไว้นั้น หมดไปกับการใช้ชีวิตของพวกเจ้าในโลกดุนยา" พวกเขากล่าวแก่บรรดาเราะสูลของพวกเขาว่า "พวกท่านมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนกับเราไม่มีเด่นใดๆ เหนือพวกเรา พวกท่านต้องการกีดกั้นพวกเราจากสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้เคยเคารพบูชา ดังนั้นพวกท่านจงนำหลักฐานอันชัดเจนที่บ่งบอกถึงความสัจจริงของพวกท่านที่ว่า พวกท่านเป็นบรรดาเราะสูลที่ถูกส่งมาจากอัลลอฮฺมายังพวกเรา"
İbrahim 14:11
บรรดาเราะสูลของพวกเขากล่าวแก่พวกเขาเพื่อเป็นการตอบโต้ ว่า (ใช่) เรามิใช่อื่นใดนอกจากเป็นมนุษย์ธรรมดาเหมือนพวกเจ้า เราไม่ปฏิเสธความเหมือนดังกล่าว แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องเหมือนทุกอย่าง เพราะอัลลอฮ์จะทรงกรุณาให้ความโปรดปรานเฉพาะแก่บ่าวผู้ที่พระองค์ประสงค์ พระองค์ทรงคัดเลือกบรรดาเราะสูลในหมู่พวกเขาเพื่อไปยังมนุษย์ และเป็นไปไม่ได้ที่เราจะนำหลักฐานมาแสดงแก่พวกเจ้าดังที่พวกเจ้าต้องการ เว้นแต่ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์เท่านั้น ซึ่งการนำหลักฐานมาแสดงมันไม่ได้อยู่ในความสามารถของเรา แต่อัลลอฮ์พระองค์เดียวเท่านั้นที่มีความสามารถดังกล่าว และแด่อัลลอฮ์เท่านั้นที่บรรดาผู้ศรัทธารักที่จะมอบหมายการงานของพวกเขาทั้งหมด
İbrahim 14:12
และจะมีข้อห้ามหรืออุปสรรคอันใดที่กีดกั้นมิให้เรามอบหมายต่อพระองค์ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงชี้แนวทางที่เที่ยงตรงและชัดเจนให้แก่เรา และแน่นอนเราจะอดทนต่อการทำร้ายของพวกเจ้า ทั้งการปฏิเสธและเยาะเย้ยที่มีต่อเรา และแด่อัลลอฮ์เท่านั้นที่บรรดาผู้ศรัทธาจะมอบหมายการงานของพวกเขาทั้งหมด
İbrahim 14:13
และกลุ่มชนของบรรดาเราะสูลที่ปฏิเสธศรัทธาเมื่อพวกเขาไม่สามารถโต้ตอบบรรดาเราะสูลของพวกเขาได้ พวกเขาเลยกล่าวว่า แน่นอนเราจะขับไล่พวกท่านออกจากหมู่บ้านของเรา หรือว่าพวกท่านจะเปลี่ยนศาสนาของพวกท่านเป็นศาสนาของเรา ดังนั้นอัลลอฮฺก็ได้ประทานวะห์ยูให้แก่บรรดาเราะสูลเพื่อเป็นการยืนยันแก่พวกเขาว่า แน่นอนเราจะทำลายบรรดาผู้อธรรมที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺและบรรดาเราะสูลของพระองค์
İbrahim 14:14
และแน่นอนเราจะให้พวกท่าน (โอ้บรรดาเราะสูลและผู้ที่ติดตามพวกท่าน) อาศัยอยู่ในแผ่นดินหลังจากความพินาศของพวกเขา เรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ทั้งเรื่องการทำลายบรรดากาฟิรที่ปฏิเสธศรัทธา และการให้บรรดาเราะซูลและบรรดาผู้ศรัทธาได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินหลังจากความพินาศของพวกเขา จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่รำลึกถึงความยิ่งใหญ่และการเฝ้าสังเกตของข้าที่มีต่อเขา และเกรงกลัวต่อสัญญาการลงโทษของข้า
İbrahim 14:15
และบรรดาเราะซูลได้ขอต่อพระองค์ให้ได้รับชัยชนะเหนือบรรดาศัตรูของพวกเขา และให้ผู้ที่หยิ่งยโสดื้อด้านทุกคนที่ไม่ยอมรับต่อสัจธรรมหลังจากที่มันได้ปรากฎชัดต่อพวกเขา ได้รับความล้มเลวเสียหาย
İbrahim 14:16
เบื้องหน้าของเขาในวันกิยามะฮฺจะมีนรกญะฮันนัมที่คอยเฝ้าดูเขา และในนรกนั้นเขาจะได้ดื่มน้ำหนองที่ไหลออกมาจากชาวนรก ซึ่งมันไม่สามารถดับกระหายของเขาได้ และยังคงต้องได้รับการลงโทษด้วยการกระหายอีกต่อไปและรูปแบบการลงโทษอื่นๆ ที่หลากหลาย
İbrahim 14:17
เขาต้องพยายามจิบมันทีละนิดทีละน้อย ครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะความขม ร้อน และกลิ่นเหม็นของมัน และไม่สามารถกลืนมันได้อีกด้วย ความตายก็เข้ามาหาเขาทุกทิศทาง เนื่องจากต้องแบกรับการลงโทษที่รุนแรง แต่เขากลับไม่ตายเพื่อที่จะได้พักผ่อนจากการลงโทษ และยังต้องมีชีวิตอยู่กับการลงโทษตลอด และเบื้องหน้าของเขาจะมีการลงโทษที่รุนแรงอื่นอีกที่กำลังรอเขา
İbrahim 14:18
การงานต่างๆ ที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้กระทำไว้ เช่น การบริจาคทาน คุณงามความดี การมีเมตตากับผู้อ่อนแอ จะกลายเป็นดั่งขี้เถ้าที่ถูกลมพัดในวันที่มีพายุแรง มันจะพัดไปยังที่ต่างๆ จนไม่เหลือร่องรอย เช่นนี้แหละคือการงานของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่การปฏิเสธศรัทธาได้ถูกพัดพามันไปหมด จนไม่สามารถให้ประโยชน์แก่เจ้าของมันได้ในวันกิยามะฮฺ การงานดังกล่าวที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานแห่งอีหม่าน (การศรัทธา) จะเป็นการหลงทางที่ห่างไกลจากสัจธรรม
İbrahim 14:19
โอ้มวลมนุษย์ทั้งหลาย สูเจ้าไม่รู้หรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินด้วยความจริง ไม่ได้สร้างทั้งสองอย่างไร้ประโยชน์ หากพระองค์ทรงประสงค์จะให้พวกเจ้าสูญสิ้นและนำมาซึ่งกลุ่มชนอื่นที่เคารพเชื่อฟังพระองค์แทนพวกเจ้า แน่นอนพระองค์สามารถกระทำได้ มันเป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับพระองค์
İbrahim 14:20
และการทำให้พวกเจ้าสูญสิ้นและนำมาซึ่งกลุ่มชนอื่นนอกจากพวกท่านนั้นมิใช่เป็นการยากสำหรับพระองค์ พระองค์มีความสามารถเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดสามารถขัดขวางพระองค์ได้
İbrahim 14:21
และในวันกิยามะฮฺ มวลมนุษย์จะออกจากสุสานของพวกเขาไปยังอัลลอฮฺ บรรดาผู้ตามที่อ่อนแอกล่าวแก่บรรดาหัวหน้าว่า "แท้จริงเราได้เคยเป็นผู้ตามพวกท่าน รับใช้คำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพวกท่าน พวกท่านสามารถช่วยเหลือเราให้รอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺได้ไหม?" พวกเขากล่าวตอบว่า "หากอัลลอฮฺให้ทางนำแก่เรา แน่นอนเราก็จะชี้แนะพวกท่านสู่ทางนำนั้นด้วย แล้วพวกเราทั้งหมดก็จะรอดพ้นจากการลงโทษของพระองค์ แต่พวกเราหลงผิด แล้วพวกเราก็ให้พวกเจ้าหลงผิดไปด้วย ไม่ว่าเราจะแบกรับการลงโทษนั้นด้วยความยากลำบากหรือเราจะอดทน มันก็มีค่าเหมือนกันสำหรับเรา ไม่มีทางสำหรับเราที่จะหนีรอดจากการลงโทษได้"
İbrahim 14:22
เมื่อชาวสวรรค์ได้เข้าสวรรค์และชาวนรกได้เข้านรก ชัยฏอนได้กล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮฺได้ทรงสัญญากับพวกเจ้าซึ่งสัญญาแห่งความจริง แล้วพระองค์ก็ได้ตอบสนองตามที่พระองค์ได้สัญญาไว้กับพวกเจ้า และฉันได้สัญญากับพวกเจ้าซึ่งสัญญาเท็จ แล้วฉันก็ได้บิดพริ้วสิ่งที่ฉันได้สัญญาไว้ ฉันไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะบังคับพวกเจ้าให้ปฏิเสธศรัทธาและหลงผิดในโลกดุนยา นอกจากฉันได้เรียกร้องเชิญชวนพวกเจ้าให้ปฏิเสธศรัทธาและได้ตกแต่งความผิดบาปให้ดูสวยงามเพื่อให้พวกเจ้า (ได้ปฏิบัติตาม) แล้วพวกเจ้าก็ตอบสนองตามฉัน ดังนั้นพวกเจ้าอย่าได้ประณามฉันในความหลงผิดที่พวกเจ้าได้รับ แต่จงประณามตัวของพวกเจ้าเอง ซึ่งพวกเจ้าสมควรได้รับการประณามมากกว่า ฉันไม่อาจช่วยเหลือพวกเจ้าให้รอดพ้นจากการลงโทษได้ และพวกเจ้าก็ไม่อาจช่วยเหลือฉันให้รอดพ้นจากการลงโทษได้เช่นกัน แท้จริงฉันได้ปฏิเสธการกระทำของพวกเจ้าที่ตั้งฉันเป็นภาคีกับอัลลอฮฺในการเคารพอิบาดะฮฺ" แท้จริงบรรดาผู้อธรรม (ด้วยการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺและปฏิเสธพระองค์ในโลกดุนยา) พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวดที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่ในวันกิยามะฮฺ
İbrahim 14:23
และตรงกันข้ามกับชะตากรรมของผู้อธรรมคือ บรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายจะถูกนำเข้าสรวงสวรรค์ที่มีธารน้ำหลายสายไหลผ่านใต้ที่พำนักและต้นไม้ของมัน พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลด้วยการอนุมัติและพลังอำนาจของพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาจะกล่าวทักทายซึ่งกันและกันด้วยการให้สลาม มลาอิกะฮฺจะกล่าวทักทายพวกเขา และพระองค์อัลลอฮฺก็จะกล่าวทักทายพวกเขาด้วยเช่นกัน
İbrahim 14:24
โอ้ท่านเราะสูล เจ้ามิเห็นหรอกหรือว่า อัลลอฮฺทรงยกอุทาหรณ์ไว้ว่า อุปมาคำพูดแห่งศรัทธาซึ่งมันคือ "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ" ดั่งต้นไม้ที่ดี หมายถึง ต้นอินทผลัม ลำต้นของมันฝังแน่นมั่นคงอยู่ใต้ดิน มันดูดซับน้ำด้วยรากที่ดีของมัน และกิ่งก้านของมันชูขึ้นไปยังฟากฟ้าดูดซับหยดน้ำค้างและสูดอากาศหายใจอันบริสุทธิ์
İbrahim 14:25
ต้นไม้ที่ดีนั้นจะออกผลที่ดีทุกกาลเวลาโดยการอนุมัติของพระผู้อภิบาลของมัน และอัลลอฮฺได้ทรงยกอุทาหรณ์แก่ปวงมนุษย์ เพื่อพวกเขาจะได้รำลึก
İbrahim 14:26
และอุปมาคำพูดแห่งการตั้งภาคีที่ไม่ดีนั้นดั่งต้นไม้ที่ไม่ดี หมายถึง พืชตระกูลลูกน้ำเต้า ถูกถอนรากออก ไม่มั่นคง และไม่มีกิ่งก้านชูขึ้นไปยังฟากฟ้า แล้วมันก็จะตายและถูกลมพัดกระจัดกระจาย ในทำนองเดียวกันคำพูดแห่งการปฏิเสธศรัทธาผลของมันคือ ความสูญสลาย และไม่มีความดีใดๆ ของเขาที่ขึ้นไปสู่อัลลอฮฺ
İbrahim 14:27
อัลลอฮฺทรงให้บรรดาผู้ศรัทธายืนหยัดการศรัทธาที่สมบูรณ์ด้วยคำแห่งเอกภาพ(เตาฮีด)ที่มั่นคงในการใช้ชีวิตในโลกดุนยานี้จนกระทั่งพวกเขาได้เสียชีวิตในสภาพที่มีอีหม่าน และในโลกบัรซัคแห่งสุสานของพวกเขาตอนที่พวกเขาถูกถาม ตลอดจนในโลกหน้า และอัลลอฮฺทรงให้บรรดาผู้อธรรมด้วยการตั้งภาคีต่อพระองค์และปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์หลงทางจากความถูกต้อง และอัลลอฮฺทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ เช่น การให้หลงทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยความยุติธรรมของพระองค์ และให้ทางนำแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ด้วยความกรุณาของพระองค์ ดังนั้นไม่มีผู้ใดสามารถบังคับพระองค์ได้
İbrahim 14:28
แท้จริงเจ้าได้เห็นแล้วถึงสภาพของชาวกุเรชที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์ขณะที่พวกเขาเปลี่ยนความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเขาให้พวกเขาได้รับความปลอดภัยในแผ่นดินหะร็อมและส่งมุฮํมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม มาเป็นนบีในหมู่พวกเขา พวกเขาเปลี่ยนความโปรดปรานดังกล่าวเป็นการปฏิเสธศรัทธาไม่ยอมรับความโปรดปรานของพระองค์โดยการปฏิเสธสิ่งที่มาจากพระองค์ที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม ได้นำมาให้แก่พวกเขา และได้นำกลุ่มชนของพวกเขาที่ปฏิเสธศรัทธาตามพวกเขาลงสู่ที่พำนักอันหายนะ
İbrahim 14:29
ที่พำนักแห่งความหายนะนั้นคือ นรกญะฮันนัมที่พวกเขาเข้าไปพำนักอยู่ในนั้นและทุกข์ทรมานกับความร้อนของมัน และที่พำนักอันชั่วช้าที่สุดคือ ที่พำนักของพวกเขา
İbrahim 14:30
และบรรดามุชริกีนผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺได้สร้างภาคีต่างๆ เคียงคู่กับอัลลอฮฺเพื่อให้ผู้ที่ตามพวกเขาหลงจากแนวทางของอัลลอฮฺหลังจากที่พวกเขาเองได้หลงทางมาแล้ว จงกล่าวเถิด โอ้ท่านเราะสูล พวกท่านจงมีความสุขกับอารมณ์ความใคร่และเผยแพร่สิ่งคลุมเครือในโลกดุนยานี้ต่อไปเถิด เพราะแท้จริงสถานที่ของพวกท่านที่ต้องกลับไปในวันกิยามะฮฺนั้นคือ ไฟนรก ไม่มีสถานที่อื่นอีกสำหรับพวกท่านที่จะกลับไปนอกจากมันเท่านั้น
İbrahim 14:31
โอ้ท่านเราะซูล จงกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาเถิด "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกท่านจงดำรงการละหมาดให้สมบูรณ์แบบ และบริจาคทานจากสิ่งที่อัลลอฮฺได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกท่าน ทั้งการบริจาคทานที่เป็นวาญิบ (ภาคบังคับ) และสุนัต (ภาคส่งเสริม) อย่างปกปิด(ไม่ให้ผู้ใดรู้) เพื่อมิให้เกิดการโอ้อวด และอย่างเปิดเผยเพื่อให้คนอื่นได้ปฏิบัติตามก่อนที่วันหนึ่งจะมาถึง ซึ่งในวันนั้นจะไม่มีการซื้อขายและไถ่ตัวให้รอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอฮฺ และไม่มีการเป็นมิตรสหายเพื่อให้คนๆ หนึ่งสามารถช่วยเหลือเพื่อนของเขาได้
İbrahim 14:32
อัลลอฮฺคือผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินโดยไม่มีต้นแบบมาก่อน ทรงให้น้ำฝนลงมาจากฟากฟ้า แล้วให้พืชผลต่างๆ งอกเงยออกมาจากน้ำดังกล่าว เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า ทรงให้เรือเดินสมุทรอำนวยความสะดวกแก่พวกเจ้าโดยการแล่นในท้องทะเลตามกำหนดการของพระองค์ และทรงให้ธารน้ำทั้งหลายเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้าในการใช้ดื่ม ให้น้ำสัตว์ และรดน้ำพืชผลต่างๆ
İbrahim 14:33
และพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์แก่เจ้าโดยการโคจรอย่างต่อเนื่อง และทรงให้กลางคืนและกลางวันได้สลับเปลี่ยนกันเพื่อเป็นประโยชน์แก่พวกเจ้า โดยให้พวกเจ้าได้นอนพักผ่อนในเวลากลางคืนและแสวงหาปัจจัยยังชีพในเวลากลางวัน
İbrahim 14:34
และพระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเจ้าทุกสิ่งที่พวกเจ้าขอต่อพระองค์และบางส่วนที่พวกเจ้าไม่ได้ขอต่อพระองค์ และหากพวกเจ้าจะนับความโปรดปรานของอัลลอฮฺแล้ว พวกเจ้าไม่อาจจะนับคำนวณมันได้เพราะมันมีมากและหลากหลาย ดังนั้นสิ่งที่พระองค์ได้บอกแก่พวกเจ้านั้นมันเป็นแค่ตัวอย่างบางส่วนจากความโปรดปรานของพระองค์ แท้จริงมนุษย์นั้นเป็นผู้อธรรมต่อตัวของเขาเอง เนรคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺ
İbrahim 14:35
โอ้ท่านเราะซูล จงรำลึกตอนที่อิบรอฮีมได้กล่าวหลังจากที่ท่านได้ให้ลูกของท่านที่ชื่ออิสมาอีลและมารดาของเขาที่ชื่อฮาญัรอาศัยอยู่ที่ราบลุ่มมักกะฮฺว่า โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ ได้โปรดให้เมืองนี้ที่ข้าพระองค์ได้ให้ครอบครัวของข้าพระองค์อาศัยอยู่ (หมายถึง มักกะฮฺ) เป็นเมืองที่ปลอดภัย ไม่มีการนองเลือด และไม่มีการอธรรมซึ่งกันและกัน และได้โปรดให้ข้าพระองค์และลูกหลานของข้าพระองค์ห่างไกลจากการเคารพบูชารูปเจว็ดต่างๆ
İbrahim 14:36
โอ้พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงเจว็ดต่าง ๆ ได้ทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่หลงทางโดยที่พวกเขาคิดว่าเจว็ดนั้นสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ แล้วพวกเขาก็ถูกหลอกลวงด้วยเจว็ดเหล่านั้นและเคารพบูชามันนอกจากอัลลอฮ์ ดังนั้นผู้ใดที่ปฏิบัติตามฉันในการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์และเชื่อฟังพระองค์ แน่นอนเขาย่อมเป็นพรรคพวกและสาวกของฉัน และผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามฉันในการให้เอกภาพต่อพระองค์และเชื่อฟังพระองค์ แน่นอนพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษความผิดบาปของผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ เป็นผู้ทรงเมตตาพวกเขา
İbrahim 14:37
โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงข้าพระองค์ได้ให้ลูกหลานบางคนของข้าพระองค์ พวกเขาคือ อิสมาอีลลูกชายของข้าพระองค์และลูกหลานของเขาอาศัยอยู่ที่ราบลุ่ม (มักกะฮฺ) โดยไม่มีพืชผลและน้ำใดๆ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านอันเป็นเขตหวงห้ามของพระองค์ โอ้พระเจ้าของเรา ข้าได้ให้พวกเขาอาศัยอยู่ที่นั้นเพื่อให้พวกเขาดำรงการละหมาด ณ ที่นั้น ดังนั้นขอพระองค์ทรงทำให้จิตใจของมนุษย์มุ่งไปยังพวกเขาและเมืองนี้ และขอพระองค์ทรงประทานปัจจัยยังชีพที่เป็นพืชผลแก่พวกเขา เพื่อว่าพวกเขาจะขอบคุณพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานให้แก่พวกเขา
İbrahim 14:38
โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งที่เราปกปิดและเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นไปจากอัลลอฮฺได้ ทั้งที่อยู่ในแผ่นดินและชั้นฟ้า พระองค์ทรงรอบรู้ทุกอย่าง ดังนั้นความต้องการต่างๆ ของเราก็ไม่เป็นที่ซ่อนเร้นเช่นกัน
İbrahim 14:39
การขอบคุณและการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺที่ได้ตอบรับคำวิงวอนของข้าพระองค์โดยการประทานลูกหลานอันทรงคุณธรรมให้แก่ข้าพระองค์ พระองค์ได้ประทานอิสมาอีลจากภรรยาที่ชื่อฮาญัรและอิสหากจากภรรยาที่ชื่อซาเราะฮฺให้แก่ข้าพระองค์ในขณะที่ข้าพระองค์อยู่ในวัยชรา แท้จริงพระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ทรงได้ยินการวิงวอนของผู้วิงวอนขออย่างแน่นอน
İbrahim 14:40
โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ได้โปรดให้ข้าพระองค์และจากลูกหลานของข้าพระองค์เป็นผู้ดำรงการละหมาดอย่างเต็มรูปแบบ โอ้พระเจ้าของเรา ได้โปรดตอบรับการวิงวอนของข้าพระองค์ด้วยเทอญ
İbrahim 14:41
โอ้พระเจ้าของเรา ได้โปรดอภัยโทษให้แก่ข้าพระองค์ บิดามารดาของข้าพระองค์ (อิบรอฮีมได้กล่าวดุอาอฺนี้ก่อนที่เขาจะรู้ว่าบิดาของเขาเป็นศัตรูของอัลลอฮฺ เมื่อเป็นที่ประจักษ์แก่เขาว่าบิดาของเขาเป็นศัตรูของอัลลอฮฺเขาก็ไม่ขอดุอาอฺนี้อีก) และบรรดาผู้ศรัทธาในวันที่มวลมนุษย์ฟื้นคืนชีพเพื่อการสอบสวนต่อหน้าพระผู้อภิบาลของพวกเขา
İbrahim 14:42
โอ้ท่านเราะซูล เจ้าอย่าคิดว่าเมื่ออัลลอฮฺทรงประวิงเวลาการลงโทษผู้อธรรมนั้นพระองค์ทรงละเลยต่อสิ่งที่พวกเขาปฏิบัติ เช่น การปฏิเสธศรัทธา การขัดขวางสู่แนวทางของอัลลอฮฺ และอื่นๆ แต่พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งดังกล่าวทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นไปจากพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงประวิงเวลาการลงโทษพวกเขาจนถึงวันกิยามะฮฺ ซึ่งเป็นวันที่สายตาเงยจ้องไม่กะพริบเพราะความน่ากลัวที่เขามองเห็น
İbrahim 14:43
เมื่อมนุษย์ฟื้นขึ้นจากสุสานของพวกเขาโดยรีบเร่งไปยังผู้เรียกร้องพร้อมกับเงยศีรษะของพวกเขามองไปยังชั้นฟ้าในสภาพที่กังวลกลัว สายตาของพวกเขาจ้องมองไม่กะพริบเพราะความน่ากลัวที่พวกเขามองเห็น จิตใจของพวกเขาว่างเปล่าไม่มีสติใดๆ และไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
İbrahim 14:44
โอ้ท่านเราะซูล จงเตือนประชาชาติของท่านถึงการลงโทษของอัลลอฮฺในวันกิยามะฮฺ บรรดาผู้อธรรมต่อตัวของพวกเขาเองด้วยการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺและตั้งภาคีต่อพระองค์จะกล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ได้โปรดประวิงเวลาและการลงโทษให้แก่เรา และให้เราได้กลับไปสู่โลกดุนยาอีกครั้งในช่วงเวลาที่น้อยนิดเพื่อที่เราจะได้ศรัทธาต่อพระองค์และปฏิบัติตามบรรดาเราะซูลที่พระองค์ส่งพวกเขามายังเรา" พวกเขาถูกตอบกลับด้วยการสำทับว่า "พวกเจ้ามิได้สาบานมาก่อนในโลกดุนยาหรอกหรือว่า พวกเจ้าไม่มีวันที่จะย้ายจากโลกดุนยาไปสู่โลกอาคิเราะฮฺ โดยที่พวกเจ้าปฏิเสธการฟื้นคืนชีพหลังความตาย?!"
İbrahim 14:45
และพวกเจ้าได้พำนักอยู่ในสถานที่ของกลุ่มชนก่อนหน้าพวกเจ้าที่อธรรมต่อตัวของพวกเขาเองด้วยการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ เช่น กลุ่มชนนบีฮูดและกลุ่มชนนบีศอลิหฺ และเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่พวกเจ้าแล้วถึงการการลงโทษที่เราได้กระทำไว้กับพวกเขา และเราได้ยกอุทาหรณ์แก่พวกเจ้าแล้วในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ เพื่อพวกเจ้าจะได้รับบทเรียน แต่พวกเจ้าไม่ได้รับบทเรียนจากมันเลย
İbrahim 14:46
และแท้จริงบรรดาผู้ที่พำนักอยู่ในสถานที่ของกลุ่มชนผู้อธรรมได้วางแผนต่างๆ เพื่อที่จะฆ่าท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม และขจัดการเผยแพร่ศาสนาของท่านให้สิ้น และอัลลอฮฺทรงรอบรู้การวางแผนของพวกเขา ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นไปจากพระองค์ และการวางแผนของพวกเขาอ่อนแอ มันไม่สามารถขจัดภูเขาและสิ่งอื่นได้ เนื่องจากความอ่อนแอของมัน ซึ่งต่างกับการวางแผนของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเขา
İbrahim 14:47
และแท้จริงเจ้า โอ้ท่านเราะสูล อย่าคิดเลยว่า อัลลอฮฺที่ได้ทรงสัญญาไว้กับบรรดาเราะสูลของพระองค์ว่าจะช่วยเหลือและให้ศาสนาอิสลามประจักษ์ เป็นผู้ทรงผิดสัญญาในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้กับบรรดาเราะสูลของพระองค์ แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ที่ไม่มีสิ่งใดสามารถมีชัยเหนือพระองค์ได้ และพรรคพวกของพระองค์ก็จะสูงส่งมีเกียรติเช่นกัน และพระองค์เป็นผู้ทรงลงโทษศัตรูของพระองค์และศัตรูของบรรดาเราะสูลของพระองค์อย่างรุนแรง
İbrahim 14:48
การลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นจะมีขึ้นในวันกิยามะฮฺ ซึ่งเป็นวันที่แผ่นดินนี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นแผ่นดินอื่นสีขาวบริสุทธิ์ และชั้นฟ้าทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนเป็นชั้นฟ้าอื่น มวลมนุษย์จะออกจากสุสานพร้อมด้วยเรือนร่างและการงานของพวกเขา เพื่อยืนต่อหน้าอัลลอฮฺผู้ทรงหนึ่งเดียวในพลังอำนาจและความยิ่งใหญ่ ผู้ทรงควบคุมที่ไม่มีใครสามารถควบคุมพระองค์ได้ และมีชัยชนะที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะเหนือพระองค์ได้
İbrahim 14:49
และในวันที่แผ่นดินจะถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นดินอื่น ชั้นฟ้าทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนเป็นชั้นฟ้าอื่น เจ้า โอ้ท่านเราะซูล จะเห็นบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์ถูกล่ามโซ่ไว้ซึ่งกันและกัน มือและเท้าของพวกเขาถูกล่ามโซ่ตรึงไว้กับต้นคอ เครื่องนุ่งห่มของพวกเขาทำมาจากยางมะตอย และไฟจะลุกคลุมใบหน้าของพวกเขา
İbrahim 14:50
และในวันที่แผ่นดินจะถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นดินอื่น ชั้นฟ้าทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนเป็นชั้นฟ้าอื่น เจ้า โอ้ท่านเราะซูล จะเห็นบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์ถูกล่ามโซ่ไว้ซึ่งกันและกัน มือและเท้าของพวกเขาถูกล่ามโซ่ตรึงไว้กับต้นคอ เครื่องนุ่งห่มของพวกเขาทำมาจากยางมะตอย และไฟจะลุกคลุมใบหน้าของพวกเขา
İbrahim 14:51
เพื่ออัลลอฮฺจะได้ตอบแทนทุกชีวิตตามความดีและความชั่วที่มันได้กระทำไว้ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงฉับพลันในการสอบสวนการงาน
İbrahim 14:52
อัลกุรอ่านที่ถูกประทานให้กับมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม นี้ คือการประกาศจากอัลลอฮฺแก่มวลมนุษย์ เพื่อพวกเขาจะได้หวาดกลัวต่อคำเตือนขู่ เกี่ยวกับบทลงโทษของอัลลอฮฺที่ได้มีระบุในอัลกุรอ่าน และเพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าสิ่งที่ควรได้รับการเคารพอิบาดะฮฺที่แท้จริงนั้นคืออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น โดยไม่มีภาคีใดๆ และเพื่อผู้มีสติปัญญาที่ดีจะได้รับการตักเตือนและบทเรียน เพราะพวกเขาเท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากการตักเตือนและบทเรียน
Hicr 15:1
พยัญชนะ (อะลิฟ ลาม รออ์) ได้มีการกล่าวมาแล้วเกี่ยวกับบทพิสูจน์ต่างๆของมัน ในแรกเริ่มของสูเราะฮ์อัลบะกอเราะฮ์ บรรดาโองการเหล่านี้นั้นมีรายละเอียดสูงชี้ให้เห็นว่าแท้จริงมันนั้นถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์ มันคือ บรรดาโองการของอัลกุรอาน มาอธิบายชี้แจงถึงหลักเตาฮีดและบทบัญญัติต่างๆ
Hicr 15:2
ในวันกิยามะฮ์ บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่างก็หวังว่า หากพวกเขาได้เป็นมุสลิม หลังจากที่ทุกอย่างได้ปรากฏขึ้นแก่พวกเขา และได้ปรากฎแก่พวกเขาซึ่งสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธาในโลกดุนยานั้น มันสวนทางกัน
Hicr 15:3
โอ้เราะสูลเอ๋ย จงปล่อยบรรดาผู้ปฏิเสธ ให้พวกเขากินเสมือนกับการกินของบรรดาสัตว์ทั้งหลาย และให้พวกเขาเพลิดเพลินกับความหอมหวานของดุนยาอันชั่วคราว และความเพ้อฝันอันยาวไกลที่มันครอบงำพวกเขา ให้ออกห่างจากการศรัทธาและการทำความดี แล้วพวกเขาก็จะได้รู้ถึงสถานะที่แท้จริงของพวกเขากับความขาดทุน เมื่อพวกเขาได้มา ณ ที่อัลลอฮ์ในวันกิยามะฮ์
Hicr 15:4
และเราไม่ได้ส่งความวิบัติลงมาแก่หมู่บ้านใดหรือเมืองใดที่อธรรม เว้นแต่สิ่งนั้น ได้ถูกกำหนดแล้วอย่างชัดเจน ณ ที่อัลลอฮ์ มันจะไม่เกิดขึ้นก่อนเวลาของมัน และจะไม่ล่าช้ากว่ากำหนด
Hicr 15:5
ความวิบัติจะไม่มาประสบแก่ประชาชาติใดประชาชาติหนึ่ง ก่อนที่จะถึงเวลากำหนดของมัน และความวิบัตินั้นจะไม่ล่าช้าหากว่าเวลาของมันได้มาถึง ดังนั้นบรรดาผู้อธรรมอย่าหลงระเริงกับการผ่อนปรนของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเขา
Hicr 15:6
และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในมักกะฮ์ได้กล่าวแก่เราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัมว่า "โอ้ผู้ที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาแก่เขา(ตามที่เขานั้นอ้าง) แท้จริงแล้วท่านกับการกล่าวอ้างของท่านนั้น ท่านเป็นคนบ้า การประพฤติของเจ้าก็เหมือนกับการกระทำของคนบ้า"
Hicr 15:7
หากท่านอยู่ในหมู่บรรดาผู้สัจจริง ทำไมท่านไม่นำมะลาอิกะฮ์มายังพวกเราเพื่อเป็นพยานแก่ท่านว่าท่านคือเราะสูลที่ถูกส่งมา และการลงโทษจะเกิดขั้นกับพวกเรา
Hicr 15:8
อัลลอฮ์ทรงตอบโต้พวกเขา ต่อสิ่งที่พวกเขาเสนอ นั่นคือการให้มลาอิกะฮ์ลงมา ว่า “เราจะไม่ส่งมลาอิกะฮ์ลงไป เว้นแต่มันจะสอดคล้องกับความเหมาะสมเท่านั้น นั่นคือ เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องพินาศ และหากเรานำมลาอิกะฮ์มาหาพวกเขาเมื่อไร พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้รับการผ่อนปรนใด ๆ เพราะการลงโทษจะทำลายพวกเขาในไม่ช้า”
Hicr 15:9
แท้จริงเราคือผู้ที่ได้ประทานอัลกุรอานอันนี้ ลงในหัวใจของมูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม เพื่อเป็นข้อตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย และแท้จริงเราเป็นผู้ปกป้องรักษาอัลกุรอานจากการเพิ่มเติม การตัดตอน การเปลี่ยนแปลง และการบิดเบือน
Hicr 15:10
และแน่นอน โอ้เราะสูลเอ๋ย ก่อนหน้าเจ้านั้น เราก็ได้ส่งบรรดาเราะสูลมาในบรรดากลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธาในสมัยก่อน และพวกเขาก็ปฏิเสธต่อบรรดาเราะสูลเหล่านั้น และเจ้าก็มิใช่เราะสูลคนแรกในหมู่บรรดาเราะสูลที่ได้ถูกปฏิเสธจากกลุ่มชนของเจ้าที่มีต่อเจ้า
Hicr 15:11
และไม่มีเราะสูลคนใดที่มายังบรรดากลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธาในสมัยก่อนหน้านั้น เว้นเสียแต่พวกเขาได้ปฏิเสธเขาและเย้ยหยันต่อเขา
Hicr 15:12
อย่างที่เราเคยนำเอาการปฏิเสธใส่ในหัวใจของประชาชาติเหล่านั้น เราได้ใส่มันลงไปในหัวใจของพวกมุชริกีนมักกะฮ์เช่นกัน เนื่องด้วยการที่ไม่เชื่อฟังและการดื้อรั้นของพวกเขา
Hicr 15:13
พวกเขาจะไม่ศรัทธาต่ออัลกุรอานเล่มนี้ที่ถูกประทานให้แก่มูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม และแน่นอนกฎเกณฑ์ของอัลลอฮ์ได้ผ่านมาให้เห็นกันแล้ว ถึงการทำลายล้างผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อสิ่งที่บรรดาเราะสูลของพวกเขาได้นำมา ดังนั้นบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อเจ้าควรรับเป็นบทเรียน
Hicr 15:14
และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะยังคงดื้อรั้นปฏิเสธ แม้ว่าสัจธรรมนั้นได้ปรากฏชัดแจ้งแก่พวกเขาด้วยหลักฐานที่แจ่มแจ้งแล้วก็ตาม แล้วหากเราเปิดประตูแห่งฟากฟ้าแก่พวกเขา พวกเขาก็จะยังคงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ
Hicr 15:15
แน่นอนพวกเขาจะไม่เชื่อ และแน่นอนพวกเขาก็จะกล่าวว่า "แท้จริงสายตาของพวกเรานั้นถูกปิดกั้นจากการมองเห็น แต่ทว่าสิ่งที่เรามองเห็นนั้นคือ ด้วยผลพวงของเวทมนตร์ ดั้งนั้นเราเป็นกลุ่มชนที่ถูกมนต์สะกด"
Hicr 15:16
และแท้จริงเราได้สร้างกลุ่มดาวที่ยิ่งใหญ่บนท้องฟ้า เพื่อนำทางผู้คนในการเดินทางในยามมืดค่ำทั้งทางบกและทางน้ำ และเราได้ทำให้มันมีความงดงามสำหรับผู้ที่ได้มองดูมัน เพื่อพวกเขาจะได้เข้าใจถึงความปรีชาสามารถของอัลลอฮ์สุบหานะหูวะตะอาลา
Hicr 15:17
และเราได้ปกปักรักษาท้องฟ้าจากบรรดาชัยฏอนที่ถูกขับไล่ออกจากความเมตตาของอัลลอฮ์
Hicr 15:18
เว้นแต่ผู้ที่แอบฟังข่าวจากโลกแห่งเบื้องบนอย่างลับๆ ดังนั้นดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่นั้นจะตามติดเขา และมันก็จะเผาไหม้เขา
Hicr 15:19
และแผ่นดินนั้นเราได้แผ่มันออกไป เพื่อให้มนุษย์ได้ปักหลักอาศัยอยู่บนมัน และเราก็ได้ทำให้พื้นผิวของมันนั้นมีภูเขาที่มั่นคงโดยที่มันไม่ต้องถูกยึดตรึงโดยมนุษย์ และเราได้ทำให้พืชพรรณหลากหลายชนิดงอกเงยออกมาบนพื้นผิวของมัน สิ่งที่ได้ถูกกำหนดไว้นั้นมันย่อมมีข้อซ่อนเร้นของมัน
Hicr 15:20
และในแผ่นดินนั้น เราได้ทำให้มีสิ่งที่คอยเป็นเครื่องยังชีพสำหรับพวกเจ้า ทั้งอาหารและเครื่องดื่มตราบใดที่พวกเจ้านั้นยังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกดุนยานี้ และนอกเหนือจากพวกเจ้าแล้ว เราก็ได้มอบให้แก่ผู้ซึ่งที่พวกเจ้านั้นมิได้ให้ริซกีแก่เขา ทั้งที่เป็นมนุษย์และสัตว์ถึงสิ่งที่คอยดำรงชีพให้แก่พวกเขา
Hicr 15:21
และไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์และสัตว์นั้นได้ใช้ประโยชน์จากมัน เว้นแต่เราเท่านั้นที่เป็นผู้ที่มีความสามารถทำให้มันเกิดขึ้นมาและมนุษย์นั้นได้รับประโยชน์จากมัน และเราจะไม่ให้มันเกิดขึ้นมานั้นก็เว้นแต่ตามสภาวะที่มันได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อซ่อนเร้นและความประสงค์ของเรา
Hicr 15:22
และเราได้ส่งลมพัดมาเพื่อให้ก้อนเมฆได้ก๋อตัว ดังนั้นเราก็ได้หลั่งน้ำฝนจากก้อนเมฆที่รวมตัวกันเป็นก้อน แล้วเราก็ได้ชุบเลี้ยงพวกเจ้าจากน้ำฝนนั้น พวกเจ้า -โอ้มนุษย์เอ๋ย - ไม่ใช่ผู้ที่สะสมน้ำอันนี้บนแผ่นดินเพื่อให้เกิดเป็นตาน้ำและหลุมบ่อ แท้จริงอัลลอฮ์ต่างหากเป็นผู้ที่ทรงเก็บขังมันไว้บนแผ่นดิน
Hicr 15:23
และโดยแน่นอน เราคือผู้ให้ชีวิตแก่ผู้ตายด้วยการสร้างพวกเขาขึ้นมาจากเดิมที่ไม่มี และให้พวกเขาฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งหลังจากที่ได้ตายไป และเราได้ทำให้สิ่งมีชีวิตได้ตายเมื่อถึงอายุขัยของพวกเขา และเราคือผู้ที่จะคงอยู่ที่เป็นผู้ครอบครองแผ่นดินนี้และทุกสิ่งที่อยู่บนนั้น
Hicr 15:24
และโดยแน่นอน เรารู้ว่าจะมีผู้ใดบ้างที่จะเกิดและตายก่อนในหมู่พวกเจ้า และเราก็รู้เช่นเดียวกันว่าจะมีผู้ใดบ้างที่จะเกิดหรือตายทีหลัง จะไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นจากการรอบรู้ของเราได้
Hicr 15:25
และแท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- คือผู้ทรงชุมนุมพวกเขาทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ เพื่อตอบแทนคนดีด้วยการตอบแทนที่ดีแก่เขาและตอบแทนคนชั่วด้วยการลงโทษเขา พระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณในการจัดการของพระองค์ ผู้ทรงรอบรู้และไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นจากพระองค์ได้
Hicr 15:26
และแน่นอนเราได้สร้างอาดัมจากดินเหนียวแห้ง ซึ่งเมื่อเคาะแล้วจะมีเสียง และจากดินนี้แหละที่อาดัมถูกสร้างมา มันเป็นสีดำ มีการเปลี่ยนแปลงของกลิ่น อันเนื่องจากเวลาที่เนิ่นนาน
Hicr 15:27
และเราได้สร้างบิดาของญินจากเปลวไฟที่ร้อนระอุ ก่อนที่จะสร้างอาดัม อะลัยฮิสสะลาม ขึ้นมา
Hicr 15:28
และจงรำลึกเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เมื่อตอนที่พระผู้ทรงอภิบาลของเจ้าตรัสแก่มะลาอิกะฮ์ และแก่อิบลีส -ซึ่งตอนนั้นมันอยู่ในกลุ่มของพวกเขาด้วย- ว่า "แท้จริงฉันจะสร้างมนุษย์ขึ้นมาจากดินที่แห้ง ซึ่งดินนั้นจะมีเสียงเมื่อมีการเคาะมันขึ้นมา เป็นดินสีดำมีกลิ่นที่แปรเปลี่ยน"
Hicr 15:29
"ดังนั้น เมื่อข้าได้ตกแต่งรูปร่างของเขา และได้สร้างเขาเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นพวกเจ้าจงก้มกราบต่อเขา เพื่อเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของข้าและเป็นการให้เกียรติแก่เขา”
Hicr 15:30
เหล่าบรรดามะลาอิกะฮ์ก็ได้ปฏิบัติตาม แล้วพวกเขาทั้งหลายก็ได้ทำการสุญูดต่อเขา(อาดัม) ตามที่พระผู้ทรงอภิบาลของพวกเขาได้สั่งใช้ต่อพวกเขา
Hicr 15:31
แต่อิบลีสนั้น -ซึ่งเคยอยู่ร่วมกับบรรดามะลาอิกะฮ์ และมันไม่ได้อยู่ในกลุ่มของพวกเขา- มันปฏิเสธที่จะก้มกราบต่ออาดัมพร้อมๆ กับบรรดามะลาอิกะฮ์
Hicr 15:32
อัลลอฮ์ได้กล่าวถามแก่อิบลีสหลังจากที่เขาได้ขัดขืนจากการสุญูดต่ออาดัมว่า "อะไรคือสิ่งที่ทำให้เจ้าไม่สุญูดพร้อมกับบรรดามลาอิกะฮ์ซึ่งพวกเขาต่างก็สุญูดเพื่อปฏิบัติตามคำบัญชาของฉัน?"
Hicr 15:33
อิบลีสได้กล่าวอย่างเย่อหยิ่ง ว่า "มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องสำหรับฉัน ที่จะต้องสุญูดต่อมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดินเหนียวที่แห้งๆ ซึ่งแต่ก่อนมันก็คือดินโคลนตมดำ และมีกลิ่น"
Hicr 15:34
อัลลอฮ์ได้กล่าวแก่อิบลีสว่า "จงออกจากสวรรค์เถิด เพราะแท้จริงเจ้าเป็นผู้ที่ถูกไล่ออก"
Hicr 15:35
และแท้จริง การสาปแช่งและการขับไล่เจ้าให้ออกจากความเมตตาของฉันนั้นจะประสบกับเจ้า จนถึงวันกิยามะฮ์
Hicr 15:36
อิบลีสได้กล่าวว่า "โอ้พระผู้ทรงอภิบาลของฉัน ได้โปรดให้เวลาแก่ฉันและอย่าเอาชีวิตฉันจนถึงวันฟื้นคืนชีพด้วยเถิด"
Hicr 15:37
อัลลอฮฺก็ได้ตรัสแก่อิบลีสว่า "ดังนั้น เจ้าอยู่ในกลุ่มผู้ที่ได้รับการประวิงเวลาให้ ซึ่งฉันจะยืดอายุขัยของพวกเขา"
Hicr 15:38
ไปจนถึงเวลาที่ทุกสรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหลายดับชีวิตลง เมื่อการเป่าสังข์ครั้งแรกได้เกิดขึ้น
Hicr 15:39
อิบลีสได้กล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของข้า ด้วยกับสาเหตุที่พระองค์ทรงให้ข้าหลงผิด ฉันจะทำให้การฝ่าฝืนนั้นกลายเป็นสิ่งที่สวยงามสำหรับพวกเขาบนหน้าแผ่นดินนี้ และฉันจะทำให้พวกเขาทุกคนหลงทางจากแนวทางที่เที่ยงตรง"
Hicr 15:40
นอกจากบรรดาผู้ที่พระองค์ได้เลือกพวกเขาไว้แล้วจากบรรดาบ่าวของพระองค์ เพื่อการสักการะต่อพระองค์
Hicr 15:41
อัลลอฮ์ได้กล่าวว่า "นี่คือหนทางที่เที่ยงตรงที่นำพาไปยังฉัน"
Hicr 15:42
แท้จริงแล้วปวงบ่าวของฉันนั้นคือผู้ที่มีใจบริสุทธิ์ เจ้าไม่มีความสามรถที่จะครอบงำต่อการที่จะทำให้พวกเขานั้นหลงผิดได้ เว้นเสียแต่ผู้ที่ปฏิบัติตามเจ้าจากบรรดาผู้ที่หลงทางเท่านั้น"
Hicr 15:43
และแท้จริงนรกญะฮันนัมนั้น มันคือสิ่งที่ถูกสัญญาให้แก่อิบลีสและผู้ที่คล้อยตามเขา จากบรรดาผู้ที่หลงทางทั้งหลาย
Hicr 15:44
สำหรับนรกญะฮันนัมนั้นมีประตูเจ็ดบานที่พวกเขาจะเข้าไป สำหรับประตูแต่ละบานนั้น จะมีผู้ที่เป็นสาวกของอิบลิสในอัตราที่แน่นอน ที่จะเข้าไปในนั้น
Hicr 15:45
แท้จริงบรรดาผู้ที่ยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา โดยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์และออกห่างจากคำสั่งห้ามของพระองค์ พวกเขาจะได้พำนักอยู่ในสรวงสวรรค์ที่มีความหลากหลายและมีน้ำพุพุ่งออกมามากมาย
Hicr 15:46
เมื่อพวกเขาเข้าไป จะมีเสียงกล่าวแก่พวกเขาว่า "จงเข้าไปด้วยความปลอดภัยจากสิ่งร้ายๆทั้งหมด และปลอดภัยจากความกลัวทั้งหมด"
Hicr 15:47
และเราได้ขจัดสิ่งที่อยู่ในหัวอกของพวกเขา ออกไป จากความขุ่นแค้นและความเป็นศัตรูต่อกัน ให้กลายเป็นพี่น้องที่รักใคร่กัน โดยพวกเขาหันหน้าเข้าหากันบนบัลลังก์ของพวกเขา
Hicr 15:48
ในนั้นพวกเขาจะไม่รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อย พวกเขาไม่ถูกขับออกจากที่นั้น และพวกเขาจะยังคงอยู่ในนั้นตลอดไป
Hicr 15:49
จงป่าวประกาศเถิด -โอ้ เราะสูลเอ๋ย- "โอ้ปวงบ่าวของฉัน! แท้จริงฉันคือผู้ให้อภัยยิ่งแก่บรรดาผู้ที่สำนึกผิดในหมู่พวกเขา พระองค์คือผู้ที่เมตตายิ่งต่อเขา"
Hicr 15:50
และจงป่าวประกาศต่อพวกเขาว่า แท้จริงบทลงโทษของฉันนั้นมันคือบทลงโทษอันเจ็บปวด ดังนั้นพวกเจ้าทั้งหลายก็จงกลับเนื้อกลับตัวขออภัยโทษต่อฉันเถิด เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รับการอภัยจากฉัน และพวกเจ้าจะปลอดภัยจากบทลงโทษของฉัน
Hicr 15:51
และจงบอกพวกเขาให้ทราบถึงเรื่องราวของแขกอิบรอฮีม อะลัยฮิสลามจากบรรดามะลาอิกะฮ์ที่มาหาเขาโดยนำข่าวที่น่ายินดีเกี่ยวกับบุตรชาย และเกี่ยวกับการทำลายชนชาติของลูฏ
Hicr 15:52
ขณะที่พวกเขาได้เข้าไปหาอิบรอฮีม แล้วพวกเขาก็กล่าวแก่เขาว่า "ศานติ" แล้วเขาก็ได้ตอบรับคำทักทายของพวกเขาด้วยกับคำทักทายที่ดีกว่า แล้วเขาก็ได้ยกเนื้อลูกวัวย่างให้พวกเขากิน เพราะคิดว่าพวกเขาคือมนุษย์ทั่วไป หลังจากที่พวกเขาไม่กินเนื้อนั้น อิบรอฮีมจึงกล่าวว่า "แท้จริงเรารู้สึกกลัวต่อพวกท่าน"
Hicr 15:53
ตัวแทนผู้หนึ่งจากบรรดามลาอิกะฮ์ได้กล่าวว่า "อย่ากลัวเลย เพราะเรามาบอกสิ่งที่ทำให้เจ้ามีความสุข นั่นคือท่านกำลังจะได้บุตรชายที่มีความรู้(อิสหาก)"
Hicr 15:54
อิบรอฮีมก็ได้กล่าวแก่พวกเขา (ด้วยความประหลาดใจกับข่าวดีที่พวกเขาแจ้งมาว่าเขากำลังจะมีบุตร) ว่า "พวกท่านมาแจ้งข่าวดีแก่ฉันเกี่ยวกับเรื่องบุตร ทั้งที่ความแก่เฒ่าและความชราภาพได้มาเยือนฉัน แล้วด้วยวิธีการใดหรือ ที่พวกท่านมาแจ้งข่าวดีนี้แก่ฉัน?”
Hicr 15:55
ตัวแทนผู้หนึ่งจากบรรดามลาอิกะฮ์ได้กล่าวแก่อิบรอฮีมว่า "เราได้แจ้งข่าวดีแก่ท่านด้วยความจริงที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ดังนั้นท่านอย่าอยู่ในหมู่ผู้สิ้นหวังจากสิ่งที่เราได้แจ้งข่าวดีกับท่านเกี่ยวกับมัน"
Hicr 15:56
อิบรอฮีมได้กล่าวว่า "แล้วมีผู้ที่สิ้นหวังในความเมตตาของพระผู้ทรงอภิบาลของเขาหรือ?(ไม่มี) เว้นแต่บรรดาผู้ที่หันเหจากหนทางของอัลลอฮ์ที่เที่ยงตรงเท่านั้น!
Hicr 15:57
อิบรอฮีมได้กล่าวว่า "แล้วมีภารกิจอะไรหรือ ที่ทำให้พวกเจ้าต้องมา โอ้บรรดาทูตจากอัลลอฮ์เอ๋ย?"
Hicr 15:58
ทูตที่มาจากมลาอิกะฮฺได้ตอบว่า "แท้จริงอัลลอฮ์ได้ส่งพวกเรามาเพื่อทำลายกลุ่มชนที่สร้างความเสื่อมเสียอันใหญ่หลวง สร้างความชั่วช้าอันเลวทราม พวกเขาคือกลุ่มชนของลูฎ"
Hicr 15:59
ยกเว้นครอบครัวของลูฎและบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามเขาในหมู่ผู้ที่ศรัทธาต่อเขา และการลงโทษนั้นจะไม่ประสบกับพวกเขา แท้จริงเรานั้นคือผู้ที่ให้ความปลอดภัยแก่พวกเขาทั้งหลายจากบทลงโทษนั้น
Hicr 15:60
"นอกจากภรรยาของเขา แท้จริงเราได้กำหนดให้เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่เหลืออยู่ในการลงโทษอันพินาศ"
Hicr 15:61
และเมื่อบรรดามลาอิกะฮ์ที่ถูกส่งไปยังครอบครัวของลูฎในรูปของผู้ชาย
Hicr 15:62
ลูฎอะลัยฮิสลามก็ได้กล่าวแก่พวกเขาว่า "พวกท่านคือกลุ่มชนที่ไม่เป็นที่รู้จักเลย"
Hicr 15:63
พวกเขากล่าวว่า "ท่านอย่ากลัวเลย ที่เรามาหาท่าน -โอ้ ลูฏ- ก็เพราะสิ่งที่กลุ่มชนของเจ้านั้นสงสัย ที่เป็นการลงโทษอันพินาศสำหรับพวกเขา"
Hicr 15:64
และเราได้มายังท่านด้วยความจริงที่ไม่ได้ล้อเล่นแต่อย่างใด และแท้จริงเราคือบรรดาผู้มีสัจจะในสิ่งที่เราได้มาแจ้งข่าวกับท่านเกี่ยวกับมัน
Hicr 15:65
แล้วท่านเดินทางไปกับครอบครัวของท่าน หลังจากช่วงเวลาหนึ่งของกลางคืนผ่านพ้นไป และจงเดินตามหลังพวกเขา และอย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งในหมู่ของพวกท่านหันหลังเพื่อต้องการดูสิ่งที่ประสบกับพวกเขา และจงเดินต่อไปตามที่อัลลอฮ์ได้บัญชาให้พวกท่านเดิน
Hicr 15:66
และเราได้แจ้งให้ลูฏทราบผ่านการวะฮีย์ ถึงสิ่งที่เราได้กำหนดไว้แล้วว่า กลุ่มชนของเขาจะถูกทำลายล้างอย่างถอนรากถอนโคนด้วยการลงโทษคนสุดท้ายของพวกเขาเมื่อเวลาแห่งรุ่งอรุณใกล้เข้ามา
Hicr 15:67
และชาวเมืองสะดูมก็ได้มายังบรรดาแขกของลูฏอย่างดีใจ มุ่งหวังในการกระทำอนาจาร
Hicr 15:68
ลูฏได้กล่าวแก่พวกเขาว่า แท้จริงพวกเขาเหล่านั้นเป็นแขกของฉัน ดังนั้นพวกท่านอย่าทำให้ฉันต้องอัปยศกับสิ่งที่พวกท่านมุ่งหวังต่อพวกเขา
Hicr 15:69
และพวกท่านจงเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์เถิด ด้วยการละเว้นความชั่วอันนี้ และพวกท่านจงอย่าทำให้ฉันต้องละอายด้วยกับการกระทำอันต่ำช้าของพวกท่าน
Hicr 15:70
กลุ่มชนของลูฏได้กล่าวแก่เขาว่า "เรามิได้ห้ามท่านจากการต้อนรับใครคนใดคนหนึ่งหรอกหรือ?"
Hicr 15:71
ลูฏ อะลัยฮิสลาม ได้พูดกับพวกเขาเพื่อป้องกันตัวเองต่อหน้าแขกของเขาว่า "พวกนางคือลูกสาวของฉันที่เป็นผู้หญิงในชนชาติของพวกท่าน ดังนั้นจงแต่งงานกับพวกนาง ถ้าพวกท่านต้องการที่จะเติมเต็มความปรารถนาของพวกท่าน"
Hicr 15:72
ขอสาบานด้วยชีวิตของเจ้า -โอ้ท่านเราะสูล- แท้จริงแล้วประชาชาติของลูฏนั้นหมกมุ่นอยู่กับกิเลสตัณหาของพวกเขา ที่พวกเขานั้นลังเล
Hicr 15:73
ดังนั้น เสียงกัมปนาทได้ทำลายพวกเขาอย่างย่อยยับ เมื่อช่วงเวลาดวงอาทิตย์ขึ้น
Hicr 15:74
แล้วเราได้พลิกหมู่บ้านของพวกเขาด้วยการทำให้ส่วนบนของมันลงล่าง และเราก็ได้ทำให้ฝนที่เป็นหินหล่นลงมาทับใส่พวกเขา ซึ่งมาจากก้อนดินที่ถูกทำให้แข็งเหมือนหิน
Hicr 15:75
แท้จริงเรื่องราวเหล่านั้น คือความหายนะที่ได้ทำลายล้างกลุ่มชนของลูฏ เพื่อเป็นอุทาหรแก่บรรดาผู้พินิจพิเคราะห์
Hicr 15:76
และแท้จริงหมู่บ้านของกลุ่มชนลูฏยังคงอยู่บนเส้นทางสัญจรไปมา ซึ่งบรรดาผู้เดินทางผ่านมันก็จะเห็นมัน
Hicr 15:77
แท้จริงในเรื่องราวที่ได้เกิดขึ้นนั้น ก็เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แก่บรรดาผู้ศรัทธาเพื่อที่พวกเขาจะได้นำมาเป็นบทเรียน
Hicr 15:78
และแน่นอนกลุ่มชนชูอัยบ์คือบรรดาเจ้าของหมู่บ้านที่มีต้นไม้หนาทึบ พวกเขาเป็นผู้อธรรม เนื่องด้วยการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาต่ออัลลอฮ์ และปฏิเสธต่อศาสนทูตของพวกเขา นั่นก็คือท่านนบีชูอัยบ์ อะลัยฮิสลาม
Hicr 15:79
แล้วเราได้ลงทัณฑ์พวกเขา ด้วยกับการลงโทษพวกเขา และแท้จริงหมู่บ้านของกลุ่มชนลูฏและถิ่นฐานของกลุ่มชนชูอัยบ์นั้น อยู่บนเส้นทางสัญจรที่โจ่งแจ้ง(เป็นที่รู้จัก) สำหรับผู้คนที่ได้เดินทางผ่าน
Hicr 15:80
และแท้จริงแล้วชาวษะมูด พวกเขาคือ ชาวอัลหิจร์ (สถานที่ระหว่างเมืองหิญาซและเมืองชาม) ได้ปฏิเสธบรรดาเราะสูล เมื่อพวกเขาได้ปฏิเสธศาสดาของพวกเขา นั่นคือท่านนบีศอลิหฺ อะลัยฮิสลาม
Hicr 15:81
และเราได้มอบให้แก่พวกเขา ซึ่งข้อพิสูจน์และหลักฐานต่างๆ ที่แสดงถึงความสัจจริงของเขา(นบีศอลิห์) ในสิ่งที่เขานำมันมาจากผู้ทรงอภิบาลของเขา และหนึ่งในนั้นก็คืออูฐตัวเมีย และพวกเขาก็ไม่ได้รับบทเรียนใดๆจากข้อพิสูจน์ และไม่ใส่ใจต่อหลักฐานเหล่านั้น
Hicr 15:82
และพวกเขาได้เจาะภูเขาเพื่อสร้างเป็นบ้านสำหรับพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้อยู่อาศัยอย่างปลอดภัยจากสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัว
Hicr 15:83
ดังนั้นเสียงกัมปนาทแห่งการลงโทษได้คร่าชีวิตของพวกเขา ขณะที่พวกเขากำลังย่างเข้าสู่ช่วงเวลาเช้าตรู่
Hicr 15:84
ความมั่งคั่งและที่พักพิงที่พวกเขามีไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากการลงโทษของอัลลอฮ์ได้
Hicr 15:85
เราไม่ได้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองโดยเปล่าประโยชน์โดยปราศจากความถูกต้อง เรามิได้สร้างทุกสรรพสิ่งเว้นแต่ด้วยความจริงเท่านั้น และแท้จริงวันกิยามะฮ์จะเกิดขึ้นอย่างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โอ้เราะสูลเอ๋ย ดังนั้นจงออกห่างจากบรรดาผู้ปฏิเสธเจ้า และจงให้อภัยพวกเขาด้วยการอภัยที่ดี
Hicr 15:86
แท้จริงพระผู้ทรงอภิบาลของเจ้านั้น -โอ้เราะสูลเอ๋ย- คือพระผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง ผู้ทรงรอบรู้ยิ่งในเรื่องนั้นๆ
Hicr 15:87
และโดยแน่นอน เราได้ประทานให้แก่เจ้าซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ซึ่งมันมีเจ็ดอายะฮ์ และมันก็คืออัลกุรอานที่ยิ่งใหญ่
Hicr 15:88
จงอย่ามองความสุขสำราญเพียงเสี้ยวหนึ่งที่เราได้ประทานแก่ผู้ปฎิเสธศรัทธา นั่นเป็นความสุขสำราญเพียงชั่วขณะเท่านั้น และอย่าเสียใจต่อการปฏิเสธของพวกเขา และจงอ่อนน้อมถ่อมตนต่อบรรดาผู้ศรัทธา
Hicr 15:89
และจงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- แท้จริงฉันเป็นผู้ตักเตือนถึงการลงโทษ ผู้ที่ชัดแจ้งในการตักเตือน
Hicr 15:90
ฉันขอเตือนพวกเจ้า กลัวว่าพวกเจ้าจะต้องประสบดั่งเช่นสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงลงโทษบรรดาผู้ที่แบ่งแยกบรรดาคัมภีร์ของอัลลอฮ์เป็นส่วนๆ ดังนั้นพวกเขาศรัทธาบางส่วนและปฏิเสธบางส่วน
Hicr 15:91
คือบรรดาผู้ที่แบ่งอัลกุรอานออกเป็นส่วนๆ แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า "เป็นไสยศาตร์มนต์ดำบ้าง เป็นหมอดูบ้าง หรือเป็นบทกวีบ้าง"
Hicr 15:92
ดังนั้น ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า -โอ้ เราะสูลเอ๋ย- เป็นที่แน่นอนว่า ในวันปรโลกเราจะถามบรรดาผู้ที่แบ่งอัลกุรอานออกเป็นส่วนๆ
Hicr 15:93
แน่นอนว่าเราจะถามพวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ ที่เป็นการปฏิเสธศรัทธาและการฝ่าฝืนของพวกเขาในโลกดุนยา
Hicr 15:94
ดังนั้นจงประกาศเถิด -โอ้ เราะสูลเอ๋ย- ถึงสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาแก่เจ้าที่เป็นการเรียกร้องไปสู่พระองค์ และจงอย่าไปสนใจสิ่งที่บรรดาผู้ตั้งภาคีได้กล่าวอ้างและสิ่งที่พวกเขากระทำ
Hicr 15:95
และจงอย่าเกรงกลัวต่อพวกเขา เพราะแท้จริงเราได้ปกป้องเจ้าจากกลอุบายของบรรดาผู้เย้ยหยันจากผู้นำของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มาจากกุเรช
Hicr 15:96
คือบรรดาผู้ที่นำสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์มาเคารพบูชาร่วมกับพระองค์ ดังนั้นพวกเขาจะได้รู้ถึงผลร้ายของการตั้งภาคีของพวกเขา
Hicr 15:97
และโดยแน่นอนเรารู้ว่าเจ้า -โอ้เราะสูล- กำลังรู้สึกอึดอัดกับสิ่งที่ออกมาจากพวกเขา จากการใส่ร้ายของพวกเขาต่อเจ้า และการล้อเลียนของพวกเขากับเจ้า
Hicr 15:98
ดังนั้นจงหันไปพึ่งอัลลอฮ์เถิด โดยกล่าวสดุดีความบริสุทธิ์ของพระองค์เหนือทุกสิ่งที่ไม่เหมาะสมสำหรับพระองค์ และด้วยการสรรเสริญพระองค์ด้วยคุณลักษณะแห่งความสมบูรณ์ของพระองค์ และเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่เคารพภักดีอัลลอฮ์ที่ดำรงการละหมาดเพื่อพระองค์ แน่นอนในการนั้นมันเป็นการรักษาเยียวยาต่อความรู้สึกอึดอัดในใจของเจ้า
Hicr 15:99
และจงรักษาความสม่ำเสมอต่อการอิบาดะฮ์ต่อพระผู้ทรงอภิบาลของเจ้า และจงทำมันเป็นประจำตลอดไปตราบใดที่เจ้านั้นยังมีชีวิตอยู่ จนกว่าความตายนั้นจะมาหาเจ้า ในสภาพที่เจ้ากำลังอยู่กับมัน
Nahl 16:1
การลงโทษที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดไว้สำหรับพวกเจ้า โอ้ ผู้ปฏิเสธศรัทธามันใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้นอย่าได้เร่งเร้ามันก่อนเวลาอันควร มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ผู้ทรงสูงสุดในหมู่ภาคีที่แต่งตั้งโดยผู้ตั้งภาคี
Nahl 16:2
อัลลอฮ์ส่งมลาอิกะฮ์ลงมาพร้อมด้วยวะฮีย์ ตามคำสั่งใช้ของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ จากบรรดาศาสนทูตของพระองค์ เพื่อให้พวกเจ้า -โอ้บรรดาเราะสูลเอ๋ย- ทำการตักเตือนมนุษย์สู่การเกรงกลัวต่อการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ เพราะไม่มีสิ่งใดที่ถูกกราบไว้โดยเที่ยงแท้นอกจากฉัน แล้วพวกเจ้าทั้งหลายจงยำเกรงต่อฉันเถิด -โอ้มนุษย์- ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้และหลีกเลี่ยงข้อห้ามต่างๆของฉัน
Nahl 16:3
อัลลอฮ์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินด้วยความจริงโดยไม่มีต้นแบบมาก่อน พระองค์ไม่ได้ทรงสร้างทั้งสองนั้นโดยเปล่าประโยชน์ แต่ทรงสร้างทั้งสองนั้นเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายที่สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากการตั้งภาคีของพวกเขาที่มีขึ้นอื่นจากพระองค์
Nahl 16:4
พระเจ้าสร้างมนุษย์จากหยดน้ำที่ต่ำต้อย ซึ่งจากนั้นก็พัฒนาจากรูปแบบหนึ่งไปอีกรูปแบบหนึ่ง สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ขัดขืนโดยการโต้เถียงด้วยความเท็จเพื่อขจัดความจริงอย่างชัดเจน
Nahl 16:5
และปศุสัตว์ จากอูฐ วัว และแกะ พระองค์ทรงสร้างมันมาเพื่อเป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้า -โอ้มนุษย์เอ๋ย- และจากประโยชน์ตรงนี้คือ การได้รับความอบอุ่นจากเส้นผมและขนของมัน และก็ประโยชน์อย่างอื่นอีกเช่นเดียวกัน อาทิเช่น นมของมัน หนังของมัน หลังของมัน(ใช้แบกสิ่งของ) และบริโภคเนื้อของมัน
Nahl 16:6
และในตัวของมันมีความสง่างามสำหรับพวกเจ้า ในขณะที่พวกเจ้าเข้าสู่ช่วงเวลาพลบค่ำ(คือตอนนำมันกลับมาจากทุ่ง) และในขณะที่พวกเจ้านำพามันออกไปยังทุ่งหญ้าในตอนเช้า
Nahl 16:7
และสัตว์เหล่านี้ที่เราได้สร้างขึ้นมาแก่พวกเจ้า มันได้แบกสัมภาระของพวกเจ้าที่หนักหน่วงในการเดินทางของพวกเจ้าไปยังประเทศหนึ่งๆ ที่พวกเจ้าไปไม่ถึง นอกจากจะต้องผ่านพ้นมันด้วยความยากลำบากมาก แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกเจ้านั้น -โอ้มนุษย์เอ๋ย- พระองค์คือผู้ที่มีความเมตตาสงสารยิ่ง ทรงกรุณาปราณีต่อพวกเจ้าโดยที่พระองค์นั้นได้ทรงทำให้สัตว์เหล่านี้ง่ายดายสำหรับพวกเจ้า
Nahl 16:8
และอัลลอฮ์ทรงสร้างม้า ล่อ และลาไว้สำหรับพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ขี่มัน และบรรทุกสัมภาระของพวกเจ้าไว้บนหลังของมัน และเพื่อเป็นเครื่องประดับแก่พวกเจ้า พวกเจ้าจะได้เกิดความสง่าในหมู่ผู้คน และพระองค์ยังทรงสร้างสิ่งอื่นๆที่พวกเจ้าไม่รู้ ซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ
Nahl 16:9
และเป็นหน้าที่เหนืออัลลอฮ์ในการชี้นำสู่แนวทางที่เที่ยงตรง ที่จะนำพาไปสู่ความพอพระทัยของพระองค์และนั่นก็คือ ศาสนาอิสลาม และจากหลายๆเส้นทาง นั้นมันก็มีเส้นทางของชัยฏอนที่เบี่ยงเบนออกจากความจริง และทุกๆเส้นทางที่ไม่ใช่เส้นทางของอิสลามนั้น แน่นอนมันคือ การเบี่ยงเบน และหากว่าพระองค์ทรงประสงค์ที่จะทำให้พวกเจ้าทั้งหมดได้รับการชี้นำสู่การศรัทธา แน่นอนพระองค์ก็จะทรงทำให้พวกเจ้าได้รับการชี้นำนั้นทั้งหมด
Nahl 16:10
พระองค์ผู้มหาบริสุทธิ์คือ ผู้ทรงหลั่งน้ำลงมาจากก้อนเมฆให้แก่พวกเจ้า สำหรับพวกเจ้าที่จะได้รับจากน้ำนั้น คือเป็นเครื่องดื่มที่พวกเจ้าและสัตว์เลี้ยงของพวกเจ้าใช้ดื่มกิน และอีกส่วนจากนั้นไว้ให้พืชพรรณที่เจ้าไว้เลี้ยงสัตว์ของเจ้า
Nahl 16:11
อัลลอฮ์ทรงทำให้พืชผลที่พวกเจ้าไว้บริโภคกินนั้นงอกเงยขึ้นมาแก่พวกเจ้าด้วยกับน้ำนั่น และพระองค์ทรงให้ต้นมะกอก ต้นอินทผลัม และต้นองุ่น งอกขึ้นมาให้แก่พวกเจ้าด้วยน้ำนั้น และทรงทำให้ผลไม้ทั้งหมดออกดอกออกผลมาให้แก่พวกเจ้า แท้จริงในน้ำนั้น และสิ่งที่เติบโตมาจากมัน แน่นอนย่อมเป็นหลักฐานยืนยันถึงความเดชานุภาพของอัลลอฮ์ สำหรับกลุ่มชนที่ตรึกตรองในการสร้างของพระองค์ ดังนั้นพวกเขาก็จะเอามันมาเป็นหลักฐานยืนยันชี้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์
Nahl 16:12
และอัลลอฮ์ทรงสร้างเวลากลางคืนแก่พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้รับความสงบและได้พักผ่อนในเวลานั้น และสร้างกลางวัน เพื่อที่พวกเจ้าจะได้แสวงหาปัจจัยยังชีพ และพระองค์ทรงสร้างดวงอาทิตย์แก่พวกเจ้าแล้วได้ทำให้มันส่องแสง และสร้างดวงจันทร์แล้วก็ได้ทำให้มันมีแสงรัศมี และสร้างหมู่ดาวเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่พวกเจ้า พระบัญชาของพระองค์ ด้วยดาวเหล่านั้นทำให้พวกเจ้าสามารถใช้มันนำทางในคืนที่เดือนมืดทั้งทางบกและทางน้ำ และเพื่อให้พวกเจ้าได้รับรู้ถึงเวลาต่างๆ เป็นต้น แท้จริงในการสร้างมันทั้งหมดขึ้นมานั้น แน่นอนย่อมเป็นหลักฐานที่ชัดแจ้งที่แสดงถึงความเดชานุภาพของอัลลอฮ์ สำหรับกลุ่มชนที่ใช้ปัญญาใคร่ครวญ ดังนั้นพวกเขาคือบรรดาผู้ที่เข้าใจถึงวิทยปัญญาแห่งการสร้างสิ่งต่างๆ เหล่านั้น
Nahl 16:13
และสิ่งที่พระผู้มหาบริสุทธิ์ทรงสร้างให้มีขึ้นในแผ่นดินนั้นเป็นประโยชน์สำหรับพวกท่าน เช่น แร่ธาตุต่างๆ สัตว์ต่างๆ และพืชพันธุ์ต่างๆซึ่งมีสีและชนิดที่แตกต่างกันไป แท้จริงในการนั้น จากการสร้างและการให้ประโยชน์ แน่นอนย่อมเป็นหลักฐานที่บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงความเดชานุภาพของอัลลอฮ์ผู้มหาบริสุทธิ์ สำหรับกลุ่มชนผู้ใคร่ครวญมัน และพวกเขาก็รับรู้ว่าอัลลอฮ์นั้นคือผู้ที่มีความสามารถและเป็นผู้ที่ให้ความโปรดปราน
Nahl 16:14
และพระองค์คือผู้ที่ทรงทำให้ทะเลนั้นเป็นประโยชน์สำหรับพวกเจ้า ดังนั้นพระองค์สามารถทำให้พวกเจ้าล่องลอยอยู่บนมันและนำสิ่งที่อยู่ในนั้นออกมาได้ เพื่อที่พวกเจ้าจะได้กินสิ่งที่พวกเจ้านั้นจับมา อาทิ ปลาของมันที่มีเนื้อนุ่มสด และพวกเจ้าเอาเครื่องประดับออกจากมัน เป็นเครื่งประดับสำหรับเจ้าและสำหรับบรรดาสตรีของพวกเจ้า เช่น ไข่มุก และเจ้าเห็นเรือแล่นฝ่าคลื่นในท้องทะเล และพวกเจ้าได้ขับขี่เรือนั่นเพื่อแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ที่เป็นกำไรในการค้าขาย และหวังว่าพวกเจ้าจะขอบคุณต่ออัลลอฮ์ต่อสิ่งที่พระองค์นั้นได้ทรงโปรดปรานสิ่งนั้นให้กับพวกเจ้า และจงทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์เพียงผู้เดียว
Nahl 16:15
และพระองค์ทรงให้มีเทือกเขามั่นคงในแผ่นดิน เพื่อมิให้มันสั่นสะเทือนและเอนเอียงแก่พวกเจ้า และทรงทำให้น้ำไหลเป็นลำธารในแผ่นดิน เพื่อที่พวกเจ้าจะใช้ดื่มกินจากมัน และพวกเจ้าให้แก่สัตว์เลี้ยงของพวกเจ้าได้ดื่ม และไว้รดสวนไร่นาของพวกเจ้า และทรงแยกเป็นทาง เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้เป็นทางผ่าน แล้วพวกเจ้าก็จะได้บรรลุเป้าหมายของพวกเจ้าโดยที่พวกเจ้านั้นจะไม่หลงทางอย่างแน่นอน
Nahl 16:16
และพระองค์ทรงทำเครื่องหมายต่างๆไว้บนหน้าแผ่นดิน พวกเจ้าก็จะได้ใช้มันเป็นเครื่องนำทางในการเดินทางช่วงเวลากลางวัน และทรงสร้างดวงดาวบนท้องฟ้าไว้สำหรับพวกเจ้า เพื่อหวังว่าพวกเจ้าจะใช้มันนำทางในช่วงเวลากลางคืน
Nahl 16:17
ดังนั้น ผู้ทรงสร้างสิ่งต่างๆ เหล่านี้และที่นอกเหนือจากนี้ นั้นเหมือนกับผู้ที่ไม่ได้สร้างสิ่งใดๆกระนั้นหรือ?! พวกเจ้ามิได้ใคร่ครวญถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ที่ทรงสร้างทุกๆ สิ่งขึ้นมา และพวกเจ้าก็เคารพอิบาดะฮ์ต่อพระองค์เพียงผู้เดียว โดยไม่ตั้งภาคีร่วมกับพระองค์กับสิ่งที่ไม่ได้สร้างสิ่งใดๆหรอกหรือ?
Nahl 16:18
และหากพวกเจ้าได้พยายาม -โอ้มนุษย์เอ๋ย- ที่จะคำนวณนับความโปรดปรานของอัลลอฮ์อันมากมายที่พระองค์ได้ทรงประทานให้แก่พวกเจ้านั้น พวกเจ้าจะไม่สามารถคำนวณได้ เพราะด้วยจำนวนที่มากมายและชนิดที่แตกต่างกันของมัน แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยยิ่งโดยที่พระองค์นั้นไม่ได้ถือโทษพวกเจ้าต่อการเพิกเฉยต่อการขอบคุณในความโปรดปรานเหล่านั้น ผู้ทรงเมตตายิ่ง โดยที่พระองค์นั้นไม่ได้ระงับตัดมันขาดออกจากพวกเจ้าไป จะด้วยสาเหตุของการฝ่าฝืนหรือด้วยความบกพร่องในการขอบคุณต่อพระองค์
Nahl 16:19
และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ -โอ้ปวงบ่าวเอ๋ย- ถึงสิ่งที่พวกเจ้าปกปิดจากการงานของพวกเจ้า และพระองค์ก็ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้านั้นเปิดเผยจากการงานั้น ไม่มีอะไรที่จะซุกซ่อนไปจากพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเจ้าตามการกระทำเหล่านั้น
Nahl 16:20
และสิ่งที่บรรดามุชรีกีนเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ พวกมันไม่ได้สร้างสิ่งใดเลยแม้แต่น้อยนิด และผู้ใดที่เคารพบูชาต่อพวกมันอื่นจากอัลลอฮ์ โดยที่พวกเขาคือผู้ที่สร้างพวกมันขึ้นมาเอง พวกเขาเคารพบูชามันโดยปราศจากอัลลอฮฺได้อย่างไร? ต่อสิ่งที่พวกเขาสร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำมือของพวกเขาเองจากบรรดารูปปั้นเหล่านั้น
Nahl 16:21
และพร้อมกับการที่พวกเขาได้เคารพบูชามัน พวกเขาก็ได้สร้างพวกมันมาด้วยน้ำมือของพวกเขาเอง พวกมันคือสิ่งที่ไม่มีชีวิตไร้ซึ่งจิตวิญญาณและไร้ซึ่งความรอบรู้ ดังนั้นพวกเขาไม่รู้ ว่าเมื่อไหร่พวกเขาและผู้ที่บูชาพวกเขาจะถูกให้ฟื้นขึ้นมาในวันกิยามะฮ์ เพื่อที่พวกเขาจะถูกโยนลงไปพร้อมกับพวกมันในนรกญะฮันนัม
Nahl 16:22
พระเจ้าของพวกเจ้าที่แท้จริงนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆสำหรับพระองค์ และพระองค์นั้นคืออัลลอฮ์ ดังนั้นบรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพเพื่อการตอบแทน หัวใจของพวกเขาจะปฏิเสธความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮ์ เพราะว่ามันไร้ซึ่งความเกรงกลัว ดังนั้นมันจะไม่ศรัทธาต่อการคิดบัญชีและการลงโทษ และพวกเขาก็หยิ่งผยองไม่ยอมรับซึ่งสัจธรรม และไม่ยอมจำนนต่อพระองค์
Nahl 16:23
โดยแน่นอน แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาปกปิดมันจากการงานต่างๆ และทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย ไม่มีอะไรที่จะซ่อนเร้นไปจากพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงตอบแทนแก่พวกเขาตามการงานนั้น แท้จริงพระองค์มิทรงรักบรรดาผู้หยิ่งผยองที่หันเหไปจากการเคารพอิบาดะฮ์และยอมจำนนต่อพระองค์ ไม่เพียงเท่านั้นพระองค์ก็จะทรงเกลียดชังพวกเขาอย่างที่สุด
Nahl 16:24
และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธต่อความเป็นหนึ่งเดียวของผู้ทรงสร้างและปฏิเสธต่อการฟื้นคืนชีพว่า "อัลลอฮ์ได้ประทานสิ่งใดลงมาแก่มูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม หรือ?" พวกเขาก็จะตอบว่า "พระองค์มิได้ประทานสิ่งใดให้แก่เขาเลย และแท้จริงสิ่งนั้นล้วนแล้วมันมาจากตัวของเขาเอง ที่เป็นนิยายของคนสมัยก่อนและเรื่องราวโกหกหลอกหลวงของพวกเขา"
Nahl 16:25
เพื่อจุดจบของพวกเขาด้วยการแบกรับบาปของตนไว้อย่างครบถ้วน และยังต้องแบกรับบาปบางอย่างของผู้ที่พวกเขาได้ทำให้หลงทางจากศาสนาอิสลาม จะโดยปราศจากความรู้หรือจะโดยแบบตามๆ กันมา ดังนั้นไม่มีบาปใดที่จะเลวร้ายยิ่งไปกว่าผู้ที่ต้องแบกบาปของพวกเขาและบาปของผู้ที่ตามพวกเขา
Nahl 16:26
แน่นอน บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่มาก่อนหน้าพวกเขาเหล่านั้น ได้วางแผนร้ายต่อบรรดาเราะสูลของพวกเขา ดังนั้นอัลลอฮ์ก็ได้ทรงทำลายอาคารบ้านเรือนของพวกเขาจากรากฐานของมัน ดังนั้นหลังคาที่อยู่เหนือพวกเขาก็ได้หล่นลงมาทับพวกเขา และการลงโทษนั้นก็ได้มายังพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่ได้คาดคิด แน่นอนยิ่งพวกเขาคาดว่าอาคารบ้านเรือนของพวกเขาจะปกป้องพวกเขา และแล้วพวกเขาก็ได้โดนทำลายด้วยกับมัน
Nahl 16:27
แล้วในวันกิยามะฮ์ อัลลอฮ์จะทรงให้พวกเขาอัปยศและอับอายขายหน้าด้วยการลงโทษ และพระองค์จะทรงตรัสแก่พวกเขาว่า "ไหนเล่าภาคีของข้าที่พวกเจ้าเคยตั้งเป็นภาคีร่วมกับข้าในการเคารพบูชา และที่ทำให้พวกเจ้าเป็นปรปักษ์กับบรรดานบีของข้าและบรรดาผู้ศรัทธาด้วยสาเหตุพวกมัน? บรรดาผู้รู้กล่าวว่า "แท้จริงความอัปยศและการลงโทษในวันกิยามะฮ์นั้นมันจะประสบแก่พวกปฏิเสธศรัทธา"
Nahl 16:28
บรรดาผู้ที่มลาอิกะฮ์แห่งความตายและเหล่าผู้ช่วยของเขาจากมลาอิกะฮ์ ได้เอาชีวิตของพวกเขา ในขณะที่พวกเขาได้อธรรมต่อตัวของพวกเขาเองโดยการปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ดังนั้นทำให้พวกเขายอมจำนนต่อสิ่งที่ประสบกับพวกเขาซึ่งความตาย และพวกเขาก็ได้ปฏิเสธถึงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้จากสิ่งที่เป็นการปฏิเสธการศรัทธาและการฝ่าฝืนต่างๆ โดยคิดว่าการปฏิเสธนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ดังนั้นก็ได้มีคำกล่าวแก่พวกเขาขึ้นว่า "พวกเจ้านั้นโกหก แท้จริงพวกเจ้าคือบรรดาผู้ปฏิเสธ ที่กระทำในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้านั้นได้กระทำไว้ในโลกดุนยา มันไม่มีอะไรที่สามารถซุกซ่อนไปจากพระองค์ได้ และพระองค์ก็จะตอบแทนพวกเจ้าตามการกระทำเหล่านั้น"
Nahl 16:29
มีผู้กล่าวแก่พวกเขาว่า "จงเข้าไปสู่ประตูนรกตามการกระทำของพวกเจ้า ซึ่งจะคงอยู่ในนั้นตลอดไป" เป็นที่พำนักที่เลวร้ายที่สุดสำหรับผู้ที่หยิ่งผยอง ปฏิเสธที่จะศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว
Nahl 16:30
และได้ถูกกล่าวแก่บรรดาผู้ยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาที่ปฏิบัติตามคำสั่งใช้และห่างไกลจากข้อห้ามต่างๆของพระองค์ว่า “พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้ประทานอะไรลงมาแก่นบีของพวกเจ้า มูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม กระนั้นหรือ?” พวกเขาตอบว่า “อัลลอฮ์ได้ทรงประทานความดีที่ยิ่งใหญ่”สำหรับบรรดาผู้ปฏิบัติอิบาดะฮ์ที่ดีต่ออัลลอฮ์ และเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีต่อปวงบ่าวของพระองค์ในชีวิตโลกนี้ คือการตอบแทนที่ดี ซึ่งมันคือชัยชนะและความมั่งคั่งในปัจจัยยังชีพ และสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงเตรียมไว้ให้แก่พวกเขาในปรโลกนั้นย่อมดีกว่าสิ่งที่พระองค์ได้ทรงมอบให้แก่พวกเขาในโลกดุนยานี้ และที่พำนักที่ดีเลิศคือที่พำนักในปรโลกสำหรับบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาด้วยการเชื่อฟังคำสั่งสอนและหลีกห่างจากข้อห้ามต่างๆของพระองค์
Nahl 16:31
สรวงสวรรค์ที่เป็นที่พำนักและที่มีความมั่นคง พวกเขาจะเข้าไปในนั้น ซึ่งมีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน ณ เบื้องล่างที่พำนักของมันและใต้พุ่มไม้ของมัน สำหรับพวกเขาในสรวงสวรรค์นั้นจะมีสิ่งที่มันตรงต่อความปรารถนาของพวกเขาที่เป็นอาหาร เครื่องดื่มและอื่นๆ ที่นอกเหนือจากทั้งสอง เช่นเดียวกันนี้การตอบแทนดังกล่าว ที่พระองค์จะทรงตอบแทนต่อบรรดาผู้ยำเกรงในหมู่ประชาชาติของท่านนบีมูฮำหมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม พระองค์จะทรงตอบแทนแก่บรรดาผู้ยำเกรงในหมู่ประชาชาติก่อนๆที่ผ่านมาเช่นกัน
Nahl 16:32
บรรดาผู้ที่มลาอิกะฮ์แห่งความตายและพรรคพวกของเขาจากเหล่ามลาอิกะฮ์ได้เอาชีวิตของพวกเขาในสภาพที่หัวใจของพวกเขานั้นบริสุทธิ์ปราศจากการปฏิเสธศรัทธา บรรดามลาอิกะฮ์จะกล่าวแก่พวกเขา ด้วยคำกล่าวของพวกเขาว่า "ศานติจงมีแด่พวกเจ้า พวกเจ้านั้นได้ผ่านพ้นจากภัยพิบัติแล้ว จงเข้าไปในสวรรค์ ด้วยสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ในโลกดุนยา จากความเชื่อที่ถูกต้องและการกระทำที่ดี
Nahl 16:33
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านี้ไม่ได้รอสิ่งใด ๆ นอกจากการมาของมลาอิกะฮ์แห่งความตายและบริวารของเขาจากเหล่ามลาอิกะฮ์ที่จะมารับวิญญาณของพวกเขาและตีใบหน้าและหลังของพวกเขา หรือรอพระบัญชาของอัลลอฮ์เพื่อกำจัดพวกเขาด้วยการลงโทษในโลกนี้ กระนั้นหรือ? ซึ่งการกระทำดังกล่าวที่บรรดามุชรีกีนในมักกะฮ์กำลังกระทำอยู่นั่น มันเหมือนกับการกระทำของบรรดามุชรีกีนที่มาก่อนหน้าพวกเขา และพระองค์ก็มิได้ทรงอธรรมต่อพวกเขาครั้นเมื่อขณะที่พระองค์ได้ลงโทษพวกเขา แต่พวกเขาเองต่างหากที่กำลังอธรรมต่อตัวของพวกเขาเองด้วยการนำพาไปสู่ความวิบัติโดยการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาต่ออัลลอฮ์
Nahl 16:34
ดังนั้น บทลงโทษที่เป็นผลจากการกระทำของพวกเขา ได้ประสบกับพวกเขาตามที่พวกเขาได้กระทำไว้ และพวกเขาถูกห้อมล้อมด้วยการลงโทษที่พวกเขาเคยเยาะเย้ยเมื่อใดก็ตามที่พวกเขานึกถึงมัน
Nahl 16:35
และบรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ในการเคารพบูชานั้น กล่าวว่า "หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะให้พวกเราเคารพบูชาต่อพระองค์เพียงองค์เดียว พวกเราก็จะไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ต่อสิ่งอื่นใดที่พวกเราได้เคารพบูชามันนอกเหนือพระองค์ ทั้งพวกเราและบรรพบุรุษของพวกเราที่มาก่อนหน้าพวกเรา และหากว่าพระองค์ทรงประสงค์ที่จะมิให้พวกเราห้ามสิ่งหนึ่งสิ่งใด พวกเราก็ไม่ห้ามมัน" ด้วยกับข้อกล่าวอ้างอันมดเท็จอันนี้แหละที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาชนรุ่นก่อนได้กล่าวอ้างมันไว้ ดังนั้น บรรดาเราะสูลมิได้มีหน้าที่อื่นใด นอกจากการประกาศอันชัดแจ้งถึงสิ่งที่พวกเขาได้รับสั่งมาให้เป่าประกาศเท่านั้น และแน่นอนพวกเขาทั้งหลายก็ได้ทำการเป่าประการมันแล้ว และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาจะแก้ตัวด้วยการอ้างถึงกฎกำหนดสภาวการณ์ หลังจากที่อัลลอฮ์ได้ทรงมอบให้แก่พวกเขาซึ่งความต้องการและอิสระในการตัดสิน และพระองค์ก็ได้ส่งไปยังพวกเขา ซึ่งเหล่าบรรดาเราะสูลของพระองค์
Nahl 16:36
แท้จริงเราได้ส่งเราะสูลไปยังทุก ๆ ประชาชาติเพื่อเชิญชวนประชาชาติของเขาให้เคารพสักการะอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว และละทิ้งการเคารพสักการะต่อสิ่งอื่นจากพระองค์ ในรูปของรูปเคารพ บรรดาชัยฏอนและอื่น ๆ ดังนั้นในหมู่พวกเขามีผู้ที่อัลลอฮ์ทรงแนะนำสู้สัจธรรมให้ แล้วเขาก็ศรัทธาต่อพระองค์ และปฏิบัติตามสิ่งที่เราะสูลของพระองค์นำมา และพวกเขาบางคนปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ไม่เชื่อฟังเราะสูลของพระองค์ ดังนั้นอัลลอฮ์จึงไม่ทรงแนะทางแห่งสัจธรรมแก่เขา ด้วยเหตุนี้การหลงทางจึงเป็นสิ่งที่ควรสำหรับเขา ดังนั้นจงเดินบนแผ่นดินเพื่อพวกเจ้าจะเห็นด้วยตาของพวกเจ้าเองว่ามันได้เกิดอะไรขึ้นกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาหลังจากการลงโทษได้เกิดขึ้นกับพวกเขา
Nahl 16:37
แม้ว่าเจ้า -โอ้เราะสูล- จะพยายามทำทุกอย่างที่เจ้ามีความสามารถทำได้เพื่อเรียกร้องคนเหล่านี้ และทุ่มเทอย่างหนักที่จะให้แนวทางแก่พวกเขาและเจ้าได้ใช้เหตุผลต่างๆ เพื่อการนั้นก็ตาม แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงแนะนำแนวทางผู้ที่พระองค์ทรงให้หลง และพวกเขาจะไม่มีใครนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น ที่จะช่วยเหลือพวกเขาด้วยการปกป้องพวกเขาจากการลงโทษ
Nahl 16:38
และบรรดาผู้ปฏิเสธเหล่านั้นได้สาบานต่ออัลลอฮ์ ด้วยการสาบานที่หนักแน่น จริงจัง และมั่นใจ ในคำสาบานของพวกเขาว่า "อัลลอฮ์จะไม่ทรงให้ผู้ตายฟื้นขึ้นมาอีก" โดยที่ไม่มีหลักฐานยืนยันใดๆ ถึงเรื่องนี้สำหรับพวกเขาเลย ไม่ใช่อย่างนั้นเลย อัลลอฮ์จะทรงทำให้คืนชีพให้กับทุกๆ คนที่ตายไป มันเป็นสัญญาที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนสำหรับพระองค์ แต่ทว่ามนุษย์ส่วนใหญ่นั้นไม่รู้ว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงทำให้ฟื้นคืนชีพให้กับผู้ที่ตายไปแล้วอีกครั้งได้ ดั้งนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธการฟื้นคืนชีพ
Nahl 16:39
อัลลอฮ์จะทรงทำให้พวกเขาฟื้นคืนชีพทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงแก่พวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น ที่เกี่ยวกับการศรัทธาต่อความเป็นเอกะของพระองค์ เรื่องการฟื้นคืนชีพ และเรื่องการเป็นนบี แล้วเพื่อให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้รู้ว่าแท้จริงพวกเขานั้นเป็นผู้โกหก ต่อการกล่าวอ้างของพวกเขาว่า มีภาคีร่วมกับอัลลอฮ์ และในเรื่องของการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาต่อการฟื้นคืนชีพ
Nahl 16:40
แท้จริงเมื่อเราปรารถนาที่จะให้ผู้ตายมีชีวิตขึ้นมาหรือทำให้พวกเขาฟื้นคืนชีพ แน่นอนไม่มีผู้ใดที่จะห้ามเราจากการกระทำนั้นได้ แท้จริงเราจะดำรัสแก่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อเราต้องการมัน เราก็จะดำรัสแก่มันว่า "จงเป็น" แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Nahl 16:41
บรรดาผู้ที่ละทิ้งบ้านเมือง ครอบครัว และทรัพย์สินของพวกเขาเพื่ออพยพจากแผ่นดินแห่งการปฏิเสธศรัทธาไปยังแผ่นดินแห่งอิสลาม เพื่อแสวงหาความพอพระทัยของอัลลอฮ์ หลังจากที่ผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ทรมานและกดขี่ชีวิตของพวกเขา แน่นอนเราจะให้พวกเขาได้อยู่ในที่พำนักในโลกดุนยานี้อย่างมีเกียรติ และแท้จริงรางวัลแห่งปรโลกนั้นยิ่งใหญ่กว่าเพราะรางวัลที่มีในนั้นส่วนหนึ่งก็คือสวรรค์ หากผู้ที่ละทิ้งการอพยพได้รู้ถึงรางวัลของผู้อพยพ พวกเขาจะไม่ละทิ้งการอพยพอย่างแน่นอน
Nahl 16:42
บรรดาผู้ที่อพยพในหนทางของอัลลอฮฺ์นั้น พวกเขาคือบรรดาผู้ที่อดทนต่อภัยอันตรายจากกลุ่มชนของพวกเขา และอดทนต่อการละทิ้งเครือญาติและแผ่นดินเกิดของพวกเขา และเช่นเดียวกันพวกเขาได้อดทนกับการเชื่อฟังอัลลอฮ์ และพวกเขาก็มอบความไว้วางใจต่อพระเจ้าของพวกเขาเพียงผู้เดียว ในทุกๆ กิจการของพวกเขา ดังนั้นอัลลอฮ์ก็ได้ทรงมอบรางวัลอันล้ำค่าอันนี้แก่พวกเขา
Nahl 16:43
และเรามิได้ส่งผู้ใดมาก่อนหน้าเจ้า -โอ้เราะสูล- นอกจากเป็นผู้ชายที่มาจากมนุษย์ซึ่งเราได้ประทานวะฮีย์แก่พวกเขา ดังนั้นเรามิได้ส่งเราะสูลคนใดเลยที่มาจากมลาอิกะฮ์ และนี่คือกฎเกณฑ์ของเราที่ตายตัว และถ้าหากว่าพวกเจ้านั้นไม่อาจยอมรับในสิ่งนั้นได้ ดังนั้นพวกเจ้าจงถามบรรดาชาวคัมภีร์รุ่นก่อนๆ พวกเขาก็จะบอกกับพวกท่านว่าแท้จริงบรรดาเราะสูลที่ถูกส่งมานั้น พวกเขาต่างก็เป็นมนุษย์ทั่วไป พวกเขามิได้เป็นมลาอิกะฮ์หรอก หากพวกเจ้าไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นมนุษย์
Nahl 16:44
เราได้ส่งบรรดาศาสนทูตเหล่านั้นที่มาจากหมู่มนุษย์ ด้วยหลักฐานทั้งหลายที่ชัดแจ้ง และคัมภีร์ต่าง ๆ ที่ถูกส่งลงมา และเราได้ประทานอัลกุรอานให้แก่เจ้า โอ้เราะสูล เพื่อที่เจ้าจะได้ชี้แจง (ให้กระจ่าง) แก่มนุษย์ ซึ่งสิ่งที่จำเป็นต้องชี้แจง และหวังว่าพวกเขาจะได้ใช้ความคิดของพวกเขาไตร่ตรอง แล้วพวกเขาจะได้รับเป็นข้อเตือนสติด้วยเนื้อหาของมัน
Nahl 16:45
บรรดาผู้วางแผนชั่วร้ายทั้งหลายที่คอยขัดขวางหนทางของอัลลอฮ์ จะปลอดภัยกระนั้นหรือ จากการที่อัลลอฮ์จะทรงให้ธรณีสูบพวกเขาดังเช่นที่ได้เกิดขึ้นกับกอรูน หรือการลงโทษที่จะมาเยือนพวกเขาโดยที่พวกเขาไม่ได้รอคอยการมาของมัน
Nahl 16:46
หรือการลงโทษจะประสบกับพวกเขาในขณะที่พวกเขากำลังเดินทางและแสวงหารายได้ ดังนั้นพวกเขาไม่สามารถที่จะหนีพ้นหรือป้องกันตนเองได้
Nahl 16:47
หรือพวกเขารู้สึกปลอดภัยจากการลงโทษของอัลลอฮ์ในขณะที่พวกเขาเกรงกลัวพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์สามารถที่จะลงโทษพวกเขาในทุกกรณี แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าเป็นผู้ทรงเอ็นดูและเมตตาเสมอ เพราะพระองค์ไม่ทรงเร่งการลงโทษโดยหวังว่า พวกเขาจะกลับใจสู่พระองค์
Nahl 16:48
และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านั้น พวกเขามิได้ดูด้วยการพินิจพิจารณาไปยังสิ่งที่ถูกสร้างของพระองค์บ้างหรอกหรือว่า เงาของมันจะทอดไปทางขวาและทางซ้ายตามการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ หรือการเคลื่อนที่ของมันในยามกลางวันและตามการเคลื่อนไหวของดวงจันทร์ในเวลากลางคืน เพื่อเป็นการนอบน้อมต่อพระเจ้าของมัน เป็นการสุญูดต่อพระองค์ซึ่งเป็นการสุญูดอย่างแท้จริง และมันยอมจำนน
Nahl 16:49
และสิงที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน ที่เป็นสัตว์โลกทั้งหลาย และแด่พระองค์เพียงผู้เดียวที่บรรดามะลาอิกะฮ์จะสุญูด และพวกเขาจะไม่หยิ่งผยองต่อการเคารพอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ และเชื่อฟังต่อพระองค์
Nahl 16:50
และพวกเขา (พร้อมกับความเคร่งครัดของพวกเขาในการทำอิบาดะฮ์และเชื่อฟังอย่างสม่ำเสมอ) พวกเขาเกรงกลัวพระผู้อภิบาลของพวกเขาซึ่งอยู่เหนือพวกเขาด้วยกับตัวตนของพระองค์เอง ด้วยบารมีที่ยิ่งใหญ่และอำนาจที่สูงส่งของพระองค์ และพวกเขาก็จะปฏิบัติตามสิ่งที่พระผู้อภิบาลของพวกเขาทรงบัญชา เพื่อแสดงถึงการเชื่อฟัง
Nahl 16:51
และอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลาได้ทรงตรัสแก่บรรดาบ่าวของพระองค์ทั้งหมดว่า "พวกเจ้าอย่าได้เคารพสักการะพระเจ้าสององค์ แท้จริงพระองค์คือพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนั้น มีองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีองค์ที่สองและไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ ดังนั้น เฉพาะข้าเท่านั้น พวกเจ้าจงยำเกรง และจงอย่าได้เกรงกลัวสิ่งอื่นใดนอกจากข้า"
Nahl 16:52
และสำหรับพระองค์เท่านั้นเป็นเจ้าของซึ่งทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดิน ทั้งการสร้าง การครอบครอง และการจัดการ และเช่นเดียวกันสำหรับพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่คู่ควรแก่การเชื่อฟัง การนอบน้อม และบริสุทธิ์จริงใจตลอดกาล ดังนั้นพวกเจ้าจะยำเกรงผู้อื่นจากอัลลอฮ์อีกกระนั้นหรือ?! เปล่าเลย แต่ทว่าพวกเขานั้นได้เกรงกลัวต่อพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น
Nahl 16:53
และไม่มีความโปรดปรานใดๆ ทั้งในด้านศาสนาหรือด้านโลกดุนยาที่พวกเจ้านั้นได้รับ -โอ้มนุษย์เอ๋ย- แท้จริงมันมาจากอัลลอฮ์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์เท่านั้น มันไม่ได้มาจากผู้อื่นใดที่นอกเหนือจากพระองค์ ดังนั้น เมื่อบททดสอบ หรือโรคร้าย หรือความทุกข์ยากใดๆ มาประสบแก่พวกเจ้า ดังนั้นแด่พระองค์เท่านั้น ที่พวกเจ้าต้องคร่ำครวญขอวิงวอน เพื่อให้พระองค์ขจัดมันออกไปจากพวกเจ้าซึ่งสิ่งที่ได้ประสบกับพวกเจ้า ดังนั้นผู้ใดที่คอยมอบความสุข และขจัดความทุกข์ให้ เขาผู้นั้นคือผู้ที่สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการเคารพสักการะเพียงผู้เดียว
Nahl 16:54
แล้วเมื่อการวิงวอนของพวกเจ้าได้รับการตอบรับ พระองค์ก็ได้ทรงขจัดความทุกข์ยากออกจากพวกเจ้า ทันใดนั้นกลุ่มหนึ่งจากพวกเจ้าก็จะตั้งภาคีต่อพระเจ้าของพวกเขา โดยที่พวกเขาได้เคารพสักการะต่อพระองค์พร้อมกับสิ่งอื่นด้วย นี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ยุติธรรมอะไรเช่นนี้?!
Nahl 16:55
การตั้งภาคีของพวกเขาที่มีต่ออัลลอฮ์นั้น ทำให้พวกเขาต้องเนรคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่ได้ให้แก่พวกเขา เช่น การขจัดความทุกข์ยาก และด้วยเหตุนี้ได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า "จงมีความสุขกับสิ่งที่พวกเจ้าได้รับจากความโปรดปรานนั้นเถิด จนกว่าการลงโทษของอัลลอฮ์จะมายังพวกเจ้าไม่ช้าก็เร็ว
Nahl 16:56
และบรรดาผู้ตั้งภาคีได้กำหนดส่วนหนึ่งจากทรัพย์สมบัติของพวกเขาที่เราได้ประทานให้ โดยแบ่งให้แก่เจว็ดของพวกเขาซึ่งเป็นเจว็ดที่ไม่สามารถรับรู้อะไรเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิตและมันก็ไม่ได้ให้คุณหรือให้โทษใดๆ เพื่อเป็นการแสวงหาความไกล้ชิดต่อเจว็ดเหล่านั้น ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ พวกเจ้าจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮ์อย่างแน่นอน -โอ้บรรดาพวกผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย- ถึงสิ่งที่พวกเจ้าคิดว่าบรรดาเจว็ดเหล่านี้เป็นพระเจ้า และคิดว่าส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินของพวกเจ้ามีไว้สำหรับเจว็ดเหล่านั้น
Nahl 16:57
และบรรดาผู้ตั้งภาคีได้กำหนดบุตรีให้แก่อัลลอฮ์ และพวกเขาเชื่อว่าบรรดาบุตรีเหล่านั้นคือมะลาอิกฮ์ ดังนั้นพวกเขาได้กำหนดการมีบุตรให้แก่พระองค์ และพวกเขาได้เลือกให้แก่พระองค์ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเองนั้นไม่ชอบ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ และทรงบริสุทธิ์จากสิ่งที่พวกเขาได้กำหนดให้แก่พระองค์ และพวกเขาได้กำหนดแก่พวกเขาเองซึ่งสิ่งที่พวกเขาชอบ นั้นคือบุตรชาย ดังนั้นอะไรมันจะชั่วช้ายิ่งกว่านี้?!
Nahl 16:58
และเมื่อมีการแจ้งข่าวในหมู่ผู้ตั้งภาคีว่า ด้วยการได้ลูกสาว ใบหน้าของเขาก็จะหมองคล้ำ เนื่องด้วยความไม่พอใจต่อข่าวที่เขาได้รับมา และหัวใจของเขานั้นเต็มไปด้วยความกังวลและความโศกเศร้า จากนั้นเขาก็กำหนดให้แก่อัลลอฮ์ซึ่งสิ่งที่ตัวของเขาเองนั้นไม่พึงพอใจ!
Nahl 16:59
เขาจะซ่อนและเก็บตัวจากกลุ่มชนของเขา เนื่องจากข่าวร้ายที่ได้รับมา จากการได้ลูกสาว เขาก็ได้พูดกับตัวเองว่า :"จะเก็บเด็กหญิงคนนี้ไว้พร้อมกับความอัปยศและความระทมทุกข์ หรือจะฝังเธอไว้ในดิน? มันชั่งเป็นสิ่งที่ชั่วช้าที่สุดซึ่งการตัดสินของบรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้น โดยพวกเขาได้ตัดสินให้แก่พระผู้อภิบาลของพวกเขาด้วยสิ่งที่ตัวของพวกเขาเองนั้นรังเกียจ
Nahl 16:60
สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่ไม่ศรัทธาต่อวันปรโลกนั้น มีคุณลักษณะที่ชั่วช้าที่ต้องพึ่งลูกชาย มีความโง่เขลา และปฏิเสธศรัทธา และสำหรับอัลลอฮ์นั้นทรงมีคุณลักษณะที่น่าสรรเสริญอันสูงส่ง เช่น ทรงเกียรติ ทรงสมบูรณ์ ทรงมั่งคั่ง และทรงรอบรู้ เป็นต้น และพระองค์คือผู้ทรงเดชานุภาพในการปกครองที่ไม่มีผู้ใดเหนือพระองค์ได้ ผู้ทรงปรีชาญาณในการสร้าง การปกครอง และการบัญญัติศาสนา
Nahl 16:61
หากอัลลอฮ์ได้ทรงลงโทษมนุษย์เนื่องด้วยความอยุติธรรมของพวกเขา และการที่พวกเขาปฏิเสธพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้มนุษย์หรือสัตว์เพียงตัวเดียวที่เดินอยู่บนผิวโลก แต่ขอพระองค์ทรงบริสุทธิ์ ทรงประวิงเวลาเหล่านั้นออกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดไว้ในความรู้ของพระองค์ ดังนั้นเมื่อถึงเวลานั้นซึ่งกำหนดไว้แล้วในความรู้ของพระองค์ พวกเขาก็จะไม่ชักช้า และไม่ล่วงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย
Nahl 16:62
และพวกเขากำหนดให้แก่อัลลอฮ์ ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเองไม่ชอบ นั่นคือลูกสาว และลิ้นของพวกเขาก็กล่าวเท็จขึ้นว่า สำหรับพวกเขา ณ ที่อัลลอฮ์นั้นมีตำแหน่งที่สูงส่ง หากมันถูกต้องจริง พวกเขาก็จะถูกให้บังเกิดขึ้นมา ดังที่พวกเขาได้กล่าวอ้างไว้ แท้จริงสำหรับพวกเขานั้นคือไฟนรก และพวกเขาจะถูกทิ้งไว้ในนั้น ไม่สามารถออกจากที่นั่นได้ตลอดกาล
Nahl 16:63
ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ โดยแน่นอนเราได้ส่งบรรดาเราะสูลไปยังประชาชาติต่าง ๆ ก่อนหน้าเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- แล้วชัยตอนได้ทำให้การงานอันที่ไม่ดีของพวกเขาเป็นที่ดึงดูดสำหรับพวกเขา ที่เป็นการตั้งภาคี การปฏิเสธศรัทธา และการฝ่าฝืนต่างๆ ดังนั้น มันคือผู้ช่วยเหลือของพวกเขาที่ถูกอ้างในวันกิยามะฮ์ ดังนั้น แน่นอนพวกเขาก็จะขอความช่วยเหลือจากมัน และสำหรับพวกเขาในวันกิยามะฮ์นั้น คือการลงโทษอันเจ็บปวด
Nahl 16:64
และเรามิได้ประทานอัลกุรอานลงมาให้แก่เจ้าเพื่ออื่นใด -โอ้เราะสูล- เว้นแต่เพื่อให้เจ้าชี้แจงให้แจ่มแจ้งแก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งสิ่งที่พวกเขาได้ขัดแย้งกัน ที่เกี่ยวกับการศรัทธาต่อความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ การฟื้นคืนชีพ และเรื่องของบทบัญญัติต่างๆ และเพื่อให้อัลกุรอานนั้นเป็นทางนำและเป็นความเมตตาแก่หมู่ชนผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และบรรดาเราะสูลของพระองค์และศรัทธาต่อสิ่งที่อัลกุรอานได้นำมา ดังนั้น พวกเขา คือ บรรดาผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสัจธรรมที่แท้จริง
Nahl 16:65
และอัลลอฮ์ทรงประทานน้ำลงมาจากฟากฟ้า แล้วด้วยน้ำนั้นพระองค์ทำให้แผ่นดินนั้นมีชีวิตขึ้นมา ด้วยการทำให้ต้นไม้ได้งอกเงยออกมาจากมันหลังจากที่มันแห้งแล้ง แท้จริงในการให้น้ำฝนลงมาจากท้องฟ้า และการทำให้ต้นไม้ได้งอกเงยขึ้นมาจากดินด้วยด้วยน้ำนั้น มันเป็นหลักฐานที่ชี้ชัด ที่บ่งบอกถึงความสามารถของอัลลอฮ์ แก่กลุ่มชนที่รับฟังคำพูดของอัลลอฮ์และใคร่ครวญมัน
Nahl 16:66
และแท้จริงสำหรับพวกเจ้า โอ้มนุษย์เอ๋ย ในตัวของอูฐ ของวัว และของแพะนั้นย่อมมีบทเรียนที่พวกเจ้าจะได้รับจากมัน โดยที่เราจะให้พวกเจ้าได้ดื่มจากเต้าของมัน ซึ่งน้ำนมที่มันออกมาระหว่างสิ่งที่อยู่ในช่องท้องที่มาจากมูล และสิ่งที่มันอยู่ในร่างกายที่มาจากเลือด และพร้อมกันนั้น มันเป็นน้ำนมที่บริสุทธิ์สดใหม่และอร่อยสำหรับผู้ที่ดื่มมัน
Nahl 16:67
และสำหรับพวกเจ้าแล้ว มีบทเรียนในเรื่องปัจจัยยังชีพซึ่งเราได้ให้แก่พวกเจ้าในรูปของอินทผลัมและองุ่น จากนั้นพวกเจ้าทำเป็นเครื่องดื่มที่ทำให้มึนเมาซึ่งเป็นสิ่งทำลายสติปัญญา และมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี และพวกเจ้าได้ยึดเป็นปัจจัยยังชีพที่ดีใช้ประโยชน์จากมัน เช่น ลูกอินทผาลัม ลูกเกด น้ำส้มสายชู และน้ำอินทผาลัม แท้จริงนั่นเป็นข้อพิสูจน์ถึงการทรงอำนาจของอัลลอฮ์และความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์สำหรับกลุ่มชนที่มีความเข้าใจ เพราะพวกเขาเท่านั้นเป็นผู้ที่ได้รับบทเรียน
Nahl 16:68
และพระผู้อภิบาลของเจ้า -โอ้เราะสูล- ทรงดลใจแก่ผึ้งและทรงชี้นำแก่มันว่า "เจ้าจงทำรังของเจ้าตามภูเขาและตามต้นไม้ และตามอาคารต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและตามหลังคาของมัน"
Nahl 16:69
“จากนั้นจงกินผลไม้ทั้งหมดที่เจ้าต้องการ และดำเนินไปตามทางที่พระผู้อภิบาลของเจ้าดลใจให้เจ้า ซึ่งเป็นทางที่สะดวกสำหรับเจ้า” จากท้องของผึ้งเหล่านั้น จะเกิดน้ำผึ้งที่มีสีต่างกัน เช่น สีขาว สีเหลือง และสีอื่นๆ ซึ่งประกอบด้วยยารักษาคน ที่พวกเขาสามารถใช้มันในการรักษาคนป่วยได้ แท้จริงในการดลใจแก่ผึ้งและในน้ำผึ้งที่ออกมาจากท้องของพวกมันนั้น เป็นสัญญาณแห่งอำนาจของอัลลอฮ์และการจัดการต่างๆ แก่สิ่งถูกสร้างของพระองค์ สำหรับผู้ที่ใคร่ครวญเพราะพวกเขาเท่านั้นเป็นผผู้ที่ได้รับบทเรียน
Nahl 16:70
และอัลลอฮฺทรงบังเกิดพวกเจ้าโดยไม่มีต้นแบบมาก่อน แล้วทรงให้พวกเจ้าตายตามการเวลาของพวกเจ้าที่ถูกกำหนดไว้ และบางคนในหมู่พวกเจ้ามีผู้ที่พระองค์ให้ชีวิตของเขายืนยาวจนกว่าเขาจะเข้าสู่ช่วงวัยที่เลวร้าย คือ วัยชรา (เข้าสู่ภาวะสมองเสื่อม) ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าเขาเคยรู้อะไรมาบ้าง แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะซุกซ่อนจากพระองค์ได้จากการงานของบรรดาบ่าวของพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถทำให้พระองค์อ่อนแอลงได้
Nahl 16:71
และอัลลอฮ์ตะอาลา ทรงทำให้บางคนเหนือกว่าอีกบางคนในเรื่องปัจจัยยังชีพ ทรงทำให้บางคนรวยและบางคนจน บางคนเป็นนายและบางคนเป็นลูกน้อง ดังนั้น บรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ให้พวกเขาเหนือกว่าผู้อื่นในเรื่องปัจจัยยังชีพจะไม่ประทานปัจจัยยังชีพที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานแก่พวกเขาแก่บรรดาทาสของพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันในการเป็นเจ้าของสิ่งนั้น แล้วพวกเขายินดีได้อย่างไรที่ให้อัลลอฮ์มีหุ้นส่วนจากปวงบ่าวของพระองค์ เมื่อพวกเขาไม่ยินดีที่ตนเองมีหุ้นส่วนจากบ่าวของพวกเขาที่ให้เท่าเทียมกับพวกเขา? นี้มันคือความอยุติธรรมอะไรกัน แล้วจะมีการปฏิเสธต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้อีกไหม?!
Nahl 16:72
อัลลอฮ์ได้ทรงสร้างมาเพื่อพวกเจ้า - โอ้ มนุษย์ทั้งหลาย - คู่สมรสจากเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้า ซึ่งพวกเจ้าสามารถอยู่ร่วมกับพวกนาง พระองค์ทรงสร้างบุตรและหลานจากคู่สมรสของพวกเจ้า และได้ให้อาหารที่มีประโยชน์แก่คุณ เช่น เนื้อสัตว์ ธัญพืช และผลไม้ ดังนั้นพวกเขาจะเชื่อในเจว็ดและรูปปั้นเท็จ และปฏิเสธความโปรดปรานมากมายของอัลลอฮ์ และไม่ขอบคุณพระองค์ด้วยการศรัทธาในพระองค์เพียงผู้เดียวกระนั้นหรือ?!
Nahl 16:73
และบรรดามุชรีกีนเหล่านั้นจะเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ที่เป็นเจว็ด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีอำนาจในการให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเขาจากชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินแต่อย่างใด และพวกเขาจะไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะพวกมันเป็นวัตถุและไม่มีความรู้
Nahl 16:74
ดังนั้นพวกเจ้า -โอ้มนุษย์ทั้งหลาย- จงอย่าได้ให้บรรดาเจว็ดเหล่านั้นที่ไม่ให้ประโยชน์หรือให้โทษใดๆ มาเทียบเคียงกับอัลลอฮ์เลย เพราะไม่มีสำหรับอัลลอฮ์ซึ่งสิ่งเทียบเคียงพระองค์ จนพวกเจ้าสามารถนำมาเป็นภาคีร่วมกับพระองค์ในการเคารพบูชา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้คุณลักษณะของพระองค์จากคุณลักษณะที่มีความสูงส่งและครบถ้วนสมบูรณ์ และพวกเจ้าไม่รู้ถึงสิ่งนั้น เลยทำให้พวกเจ้าทั้งหลายตกอยู่ในการตั้งภาคีต่อพระองค์ และอ้างว่าพระองค์มีลักษณะคล้ายกับบรรดาเจว็ดของพวกเจ้า
Nahl 16:75
อัลลอฮ์ตะอาลา ทรงยกอุทาหรณ์เพื่อตอบโต้ต่อบรรดามุชรีกีนว่า : บ่าวผู้เป็นทาสที่ไร้ซึ่งอำนาจ ไม่มีความเป็นอิสระในการใช้ชีวิต และไม่มีทรัพย์สินในการใช้จ่าย กับอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนอิสระ ซึ่งเราได้ให้ทรัพย์สินที่ฮาลาลแก่เขาที่มาจากเรา ซึ่งเขาสามารถใช้จ่ายมันอย่างอิสระตามที่เขาต้องการ และสามารรถบริจาคมันโดยทางลับและเปิดเผยตามที่เขาต้องการ แน่นอน ชายสองคนนี้จะไม่เหมือนกัน ดังนั้น พวกเจ้าจะเอาบรรดาเจว็ดของพวกเจ้าที่มันไร้ซึ่งความสามารถนั้นไปเทียบเท่ากับอัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจ ทรงจัดการในกิจการที่พระองค์ครอบครองตามอิสระของพระองค์ได้อย่างไร?! มวลการสรรเสริญนั้นเป็นของอัลลอฮ์ผู้ที่สมควรยิ่งแก่การสรรเสริญ แต่ทว่าบรรดามุชรีกีนส่วนใหญ่นั้นไม่รู้ถึงควมเป็นเอกะของอัลลอฮ์ในด้านการเป็นพระเจ้า และคู่ควรแก่การถูกเคารพบูชาแด่พระองค์เพียงผู้เดียว
Nahl 16:76
และอัลลอฮ์ได้ทรงยกอีกอุทาหรณ์หนึ่ง เพื่อตอบโต้พวกเขา คือการเปรียบเทียบชายสองคน หนึ่งในนั้น เป็นคนใบ้ ไม่ได้ยิน พูดไม่ได้ และไม่เข้าใจ อันเนื่องด้วยหูที่หนวกและเป็นใบ้ เขาไม่สามารถช่วยเหลือแม้กระทั่งตัวของเขาเองและก็ผู้อื่น และต้องเป็นภาระแก่ผู้ที่อุปการะเขาและดูแลเขา ไม่ว่าจะส่งเขาไปที่แห่งใด เขาจะไม่นำความดีใด ๆ มาเลย และเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด คนที่มีสภาพเช่นนี้จะเหมือนกับคนที่ฟังและพูดได้ปกติกระนั้นหรือ เพราะประโยชน์ของเขานั้นหลากหลาย เขาเป็นผู้ที่คอยกำชับผู้คนด้วยความยุติธรรม และเขาก็เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และเขาก็อยู่บนหนทางที่ชัดเจนไร้ซึ่งความครุมเครือและความเองเอียงใดๆ?! โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย พวกเจ้าเอาอัลลอฮ์ผู้ซึ่งมีคุณลักษณะที่สูงส่งและสมบูรณ์ ไปเทียบกับบรรดาเจว็ดของพวกเจ้าที่ไม่ได้ยิน พูดไม่ได้ และมันก็ไม่ได้นำมาซึ่งประโยชน์และไม่สามารถขจัดทุกข์ได้กระนั้นหรือ?!
Nahl 16:77
และอัลลอฮ์เท่านั้นทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดิน และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่ทรงรอบรู้เรื่องดังกล่าวนี้ ไม่มีผู้ใดจะรู้ได้ และเรื่องที่เกี่ยวกับการเกิดขึ้นของวันกิยามะฮ์ซึ่งเป็นเรื่องลับเฉพาะพระองค์เท่านั้น เกี่ยวกับความรวดเร็วในการเกิดขึ้นของมันนั้น หากพระองค์ทรงต้องการจริงๆแล้ว มันไม่มีอะไรเลย นอกจากแค่เพียงกระพริบตาเดียวเท่านั้น และมันเร็วยิ่งกว่านั้น แท้จริงอัลลอฮ์ทรงสามารถเหนือทุกสิ่ง ซึ่งไม่มีสิ่งใดทำให้พระองค์อ่อนแอได้ หากพระองค์ทรงต้องการสิ่งใด พระองค์จะกล่าวถึงสิ่งนั้นว่า “จงเป็น” ดังนั้นสิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น
Nahl 16:78
และอัลลอฮ์ทรงให้พวกเจ้า -โอ้มนุษย์เอ๋ย- ออกมาจากครรภ์มารดาของพวกเจ้าหลังจากหมดอายุการตั้งครรภ์แล้ว เป็นทารก ซึ่งพวกเจ้าไม่รู้อะไรเลย และพระองค์ทรงสร้างหูเพื่อให้พวกเจ้าใช้ในการรับฟัง และดวงตาเพื่อให้พวกเจ้าใช้ในการมองเห็น และหัวใจเพื่อให้พวกเจ้าใช้ในการทำความใจ เพื่อพวกเจ้าจะได้ขอบคุณพระองค์ต่อสิ่งที่พระองค์ทรงโปรดปรานให้แก่พวกเจ้า
Nahl 16:79
บรรดาผู้ตั้งภาคีไม่ได้สังเกตดูนกที่ได้รับความสะดวกในการโบยบินในอากาศหรอกหรือ? ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานให้มัน ด้วยการให้มีปีกและความอ่อนโยนของสายลม และได้ทรงดลใจให้มันได้ทำการโบยบิน ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถรั้งพวกมันไว้ได้นอกจากอัลลอฮ์ผู้ทรงสามารถเท่านั้น แท้จริงในการให้เกิดความง่ายดายและการปกป้องไม่ให้มันร่วงลงมานั้น ย่อมเป็นสัญญาณแก่บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ เพราะพวกเขาเท่านั้นคือกลุ่มชนที่ได้รับประโยชน์จากสัญญาณต่างๆเหล่านั้น
Nahl 16:80
และอัลลอฮฺตะอาลา ทรงทำให้มีไว้ในบ้านของพวกเจ้าที่พวกเจ้าได้สร้างมันขึ้นมานั้น เป็นห้องหอและอื่นๆ เพื่อเป็นที่พำนักและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจไว้ให้แก่พวกเจ้า และทรงทำให้พวกเจ้ามีบรรดาเต็นท์และซุ้มในทะเลทรายที่ทำมาจากหนังของอูฐ วัว และแพะ เฉกเช่นบ้านเรือนในเมือง ซึ่งทำเกิดความสะดวกแก่พวกเจ้าในการแบกมันในยามเดินทางของพวกเจ้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่ และง่ายต่อการติดตั้งในยามหยุดพักของพวกเจ้า และทรงทำให้มีไว้สำหรับพวกเจ้า ซึ่งจากขนแพะ ขนอูฐและเส้นผมของแกะ เพื่อเป็นเครื่องใช้ในบ้านของพวกเจ้า และเป็นถุงเป็นย่าม และเป็นเครื่องนุ่งห่มที่พวกเจ้าสามารถใช้ประโยชน์จากมันถึงช่วงเวลาหนึ่ง
Nahl 16:81
และอัลลอฮ์ทรงสร้างร่มเงาป้องกันความร้อนแก่คุณในรูปของอาคารและต้นไม้ต่างๆ และพระองค์ได้ทรงทำให้ภูเขานั้นเป็นตรอกซอกซอยและเป็นถ้ำ เพื่อพวกเจ้าจะได้ปกป้องตนเองจากอากาศที่เย็นและร้อนร้อนและจากศัตรู และพระองค์ทรงสร้างเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มจากฝ้ายเพื่อกันความร้อนและความเย็น และเสื้อเกราะเพื่อปกป้องพวกเจ้าจากอาวุธของศัตรูในการต่อสู้เพื่อที่อาวุธของพวกเขาจะไม่ทำร้ายร่างกายของพวกเจ้า ดังที่พระองค์เคยประทานความสุขให้กับพวกเจ้าและจะประทานความสุขให้มันสมบูรณ์แบบขึ้นสำหรับพวกเจ้า โดยหวังว่าพวกเจ้าจะยอมจำนนต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียวและไม่ตั้งภาคีกับสิ่งใดๆร่วมกับพระองค์
Nahl 16:82
ดังนั้นหากพวกเขาผินหลังให้จากการศรัทธาและการยืนยันว่าเป็นความจริงต่อสิ่งที่เจ้าได้นำมันมา ดังนั้น มันมิใช่หน้าที่อันใดของเจ้าเลย โอ้เราะสูล นอกจากการถ่ายทอดสิ่งที่เจ้าได้ถูกใช้ให้ถ่ายทอดอย่างชัดแจ้งเท่านั้น และมันก็มิใช่หน้าที่ของเจ้าอีกเช่นกันในการแบกรับพวกเขาสู่ทางนำ
Nahl 16:83
พวกมุชรีกีนตระหนักดีในความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่พระองค์ทรงมอบมันให้กับพวกเขา หนึ่งในนั้นคือการส่งท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม มายังพวกเขา แต่แล้วพวกเขาปฏิเสธความโปรดปรานนั้น ด้วยการที่ไม่สำนึกถึงค่าของมัน และไม่ศรัทธาต่อศาสนทูตของพระองค์ และพวกเขาส่วนใหญ่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อความโปรดปรานของพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์
Nahl 16:84
และจงรำลึกเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ถึงวันที่อัลลอฮ์ทรงให้ศาสนทูตของแต่ละประชาชาติที่เคยส่งให้แก่พวกเขาได้ฟื้นคืนชีพ เพื่อมาเป็นพยานต่อการศรัทธาของผู้ศรัทธา และเป็นพยานต่อการปฏิเสธของผู้ปฏิเสธศรัทธา หลังจากนั้นพระองค์จะไม่ทรงอนุญาตให้มีการแก้ตัวสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิเสธมา และพวกเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกลับไปยังโลกดุนยาอีกครั้งเพื่อจะได้ปฏิบัติในสิ่งที่พระผู้อภิบาลของพวกเขาทรงพอพระทัย เพราะโลกอาคิเราะฮ์นั้นคือโลกแห่งการสอบสวนมิใช่โลกแห่งการปฏิบัติ
Nahl 16:85
และเมื่อบรรดาผู้อธรรมที่เป็นผู้ที่ตั้งภาคีได้เห็นถึงการลงโทษและ การลงโทษไม่ถูกลดหย่อนไปจากพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่ถูกผ่อนปรนด้วยการเลื่อนมันออกไปจากพวกเขา แต่ทว่าพวกเขานั้นจะต้องเข้าไปหามันต่างหาก อยู่ในนั้นอย่างนิรันดร์
Nahl 16:86
และเมื่อบรรดาผู้ตั้งภาคีได้มองเห็นบรรดาเจว็ดที่พวกเขาเคยกราบบูชาในวันกิยามะฮ์ พวกเขากล่าวว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา เหล่านั้นคือหุ้นส่วนของเราที่เราเคยเคารพบูชาพวกเขาอื่นจากพระองค์ การที่พวกเขาได้กล่าวเช่นนั้นก็เพื่อที่จะให้เจว็ดเหล่านั้นแบกรับบาปของพวกเขา ดังนั้น อัลลอฮ์ก็ทรงทำให้บรรดาเจว็ดของพวกเขาได้พูดขึ้นมา แล้วพวกมันก็ได้พูดโต้แย้งต่อพวกเขาว่า "แท้จริงพวกเจ้า -โอ้บรรดาพวกตั้งภาคีทั้งหลาย- เป็นกลุ่มชนที่ไม่ซื่อสัตย์ในการทำอิบาดะฮ์ของพวกเจ้า เป็นการทำภาคีร่วมกับอัลลอฮ์ ดังนั้นไม่มีภาคีใดๆ ร่วมกับพระองค์ จนมันต้องกลายเป็นสิ่งที่ถูกกราบไหว้บูชา
Nahl 16:87
และบรรดาผู้ตั้งภาคีก็ได้ยอมจำนน และได้นอบน้อมต่ออัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว และสิ่งเหล่านั้นก็ได้สูญหายไปจากพวกเขา สิ่งที่พวกเขาเคยได้อุปโลกน์ขึ้นมัน โดยอ้างว่าบรรดาเจว็ดของพวกเขานั้นสามารถช่วยเหลือพวกเขา ณ ที่อัลลอฮ์ได้
Nahl 16:88
บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และขัดขวางผู้อื่นให้ออกห่างจากหนทางของอัลลอฮ์ เราได้เพิ่มการลงโทษให้แก่พวกเขา -เนื่องจากความชั่วช้าและการก่อความเสียหายของพวกเขา ด้วยการทำให้ผู้อื่นหลงทาง- ซึ่งพวกเขาจะได้รับการลงโทษเหนือการลงโทษที่พวกเขาสมควรได้รับ เพราะการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา
Nahl 16:89
และจงรำลึกเถิด โอ้เราะสูล วันที่เราจะแต่งตั้งศาสนทูตขึ้นจากทุกประชาชาติ เพื่อเป็นพยานต่อพวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธหรือการศรัทธา นี่คือ ศาสนทูตที่มาจากเผ่าพันธุ์ของพวกเขาและพูดภาษาเดียวกับพวกเขา และเราก็นำเจ้ามา โอ้เราะสูล เพื่อเป็นพยานต่อประชาชาติทั้งมวล และเราได้ประทานอัลกุรอานให้แก่เจ้าเพื่อชี้แจงถึงทุกสิ่งที่จำเป็นต้องชี้แจง เช่น เรื่องฮาลาลและฮารอม เรื่องผลบุญและบาป และอื่นๆที่นอกจากนี้ และเราก็ได้ประทานมัน(อัลกุรอาน) ลงมา เพื่อเป็นทางนำให้แก่มนุษย์ไปสู่สัจธรรม และเป็นความเมตตาแก่ผู้ที่ศรัทธาต่อมันและปฏิบัติตามสิ่งที่อยู่ในมัน และเป็นการแจ้งข่าวดีให้แก่บรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ถึงสิ่งที่พวกเขากำลังรอคอยจากสิ่งที่มีความสุขไปตลอดกาล
Nahl 16:90
แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงสั่งใช้บรรดาบ่าวของพระองค์ให้ดำรงไว้ซึ่งความายุติธรรม โดยการรักษาสิทธิ์ของอัลลอฮ์และรักษาสิทธิ์ของปวงบ่าวด้วยกัน และไม่ตัดสินให้ผู้หนึ่งผู้ใดมีสิทธิ์เหนืออีกผู้หนึ่ง นอกจากด้วยความถูกต้องที่จำเป็นต้องทำแบบนั้น และทรงใช้ให้บรรดาบ่าวดำรงไว้ซึ่งความดี ด้วยการกระทำในสิ่งที่ไม่เป็นการบังคับสำหรับเขา เช่นการบริจาคด้วยความสมัครใจ ให้อภัยต่อผู้ที่อธรรม และพวกเขาถูกใช้ให้บริจาคแก่ญาติที่ไกล้ชิดซึ่งสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขา และพระองค์ทรงห้ามให้ละทิ้งทุกสิ่งที่ไม่ดี ทั้งด้านการพูด เช่น การพูดลามก หรือด้านการกระทำ เช่นการผิดประเวณี และให้ห่างไกลจากสิ่งที่ศาสนาไม่อนุญาต นั้นคือการเนรคุณทุกประเภท และทรงห้ามการอธรรมและการลำพองตนเหนือผู้อื่น พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้าด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งใช้ และทรงตักเตือนด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม หวังว่าพวกเจ้าจะรับเป็นบทเรียนในสิ่งที่ได้ตักเตือนไป
Nahl 16:91
และพวกเจ้าจงดูแลรักษาในทุกๆ การสัญญา ไม่ว่าสัญญานั้นจะเป็นการสัญญาที่พวกเจ้าได้สัญญาไว้ต่ออัลลอฮ์หรือสัญญาที่พวกเจ้าได้สัญญามันกับมนุษย์ด้วยกัน และพวกเจ้าอย่าได้ทำลายคำสาบานหลังจากได้ยืนยันมันอย่างหนักแน่นด้วยการสาบานต่ออัลลอฮ์ และแน่นอน พวกเจ้าได้ตั้งอัลลอฮ์เป็นพยานแก่พวกเจ้า ด้วยกับการดูแลรักษาในสิ่งที่พวกเจ้าได้สาบานไว้ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้ากำลังกระทำอยู่ ไม่มีสิ่งใดที่จะซ่อนเร้นไปจากพระองค์ได้ และพระองค์ก็จะทรงตอบแทนพวกเจ้าตามการกระทำนั้น
Nahl 16:92
และพวกเจ้าอย่าได้เป็นบรรดาผู้โง่เขลาเบาปัญญาที่ทำลายสัญญา เช่น หญิงที่ปัญญาทึบที่ได้เหน็ดเหนื่อยอยู่ในการกรอขนแกะหรือฝ้ายของนาง หลังจากนั้นนางก็ได้รื้อมันและคลายมันต่อ เหมือนกับตอนที่มันยังไม่ได้กรอ ดังนั้น นางจึงต้องเหน็ดเหนื่อยอีกครั้งในการกรอมันหรือรื้อคลายมัน และนางเองก็ไม่ได้บรรลุตามที่ต้องการ พวกเจ้าได้ทำให้การสาบานของพวกเจ้านั้นกลายเป็นการหลอกลวง ใช้มันเพื่อหลอกลวงพวกเจ้ากันเอง เพื่อที่จะให้ชนชาติของพวกเจ้านั้นมีมากและเข้มแข็งกว่าอีกชนชาติอื่นที่เป็นศัตรูของพวกเจ้า แท้จริง อัลลอฮ์ทรงทดสอบพวกเจ้าด้วยเรื่องความยึดมั่นต่อการสัญญา ว่าพวกเจ้าจะรักษาสัญญาหรือจะทำลายมัน? และแน่นอน พระองค์จะทรงทำให้กระจ่างแก่พวกเจ้าในวันกิยามะฮ์ ถึงสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกันในโลกของดุนยา และพระองค์จะทรงแยกผู้ที่พูดความจอริงอกจากบรรดาผู้ที่พูดเท็จ และผู้ที่พูดความจริงจากบรรดาผู้มุสา
Nahl 16:93
และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์จะทรงทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกันเห็นพ้องกันบนความจริง แต่พระองค์ผู้มหาบริสุทธิ์จะทรงทำให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์นั้นหลงทาง เนื่องด้วยการบิดพลิ้วของเขาไปจากความจริงและการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาของเขาที่ให้ไว้ และพระองคฮก็จะทรงชี้แนะทางแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ เพราะด้วยกับความประเสริฐของเขาที่มีต่อสิ่งนั้น และแน่นอน พวกเจ้าจะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮ์ถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้ในโลกดุนยา
Nahl 16:94
และพวกเจ้าอย่าให้คำสาบานของพวกเจ้าเป็นเครื่องมือหลอกลวงระหว่างพวกเจ้ากันเอง ซึ่งพวกเจ้าทำตามความปรารถนาของพวกเจ้า ซึ่งพวกเจ้าจะยกเลิกเมื่อต้องการยกเลิก หรือจะปฏิบัติตามเมื่อต้องการทำให้สำเร็จ เพราะถ้าพวกเจ้าทำอย่างนั้น เท้าของพวกเจ้าถือว่าก้าวพลาดจากเส้นทางอันเที่ยงตรงอย่างแน่นอนหลังจากที่มันเคยมั่นคงบนเส้นทางนั้นมาแล้ว และพวกเจ้าจะรู้สึกถึงการลงโทษสำหรับการหลงทางจากอัลลอฮ์ และพวกเจ้าทำให้ผู้อื่นหลงจากทางของอัลลอฮ์ และการลงโทษสำหรับพวกเจ้าจะถูกทวีคูณ
Nahl 16:95
และพวกเจ้าอย่าแลกเปลี่ยนพันธสัญญาของอัลลอฮ์ด้วยสิ่งที่เล็กน้อยโดยการยกเลิกพันธสัญญาและไม่ปฏิบัติตามนั้น เพราะแท้จริงสิ่งที่อยู่ ณ อัลลอฮ์ในรูปของชัยชนะและทรัพย์สงครามในโลกนี้ และสิ่งที่อยู่ ณ อัลลอฮ์ในปรโลกในรูปแบบของความสุขที่นิรันดร์นั้นดีกว่าสำหรับพวกเจ้ามากกว่าสิ่งที่พวกเจ้าได้รับในรูปสิ่งแลกเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยที่เป็นการตอบแทนสำหรับการผิดข้อตกลงของพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้
Nahl 16:96
ทุกสิ่งที่พวกเจ้ามี -โอ้มนุษย์เอ๋ย- ในรูปแบบของความมั่งคั่ง ความสุข และความเพลิดเพลินต่างๆนั้น มันจะสูญสลายไปอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีมากสักเพียงใด ในขณะที่สิ่งที่อยู่ ณ อัลลอฮ์ในรูปของผลบุญหรือการตอบแทนนั้น มันเป็นนิรันดร์ ดังนั้นพวกเจ้าจะสนใจกับบางสิ่งที่มันสูญสลายเหนือสิ่งที่เป็นนิรันดร์ได้อย่างไร? และเราจะให้รางวัลตอบแทนแก่บรรดาผู้ที่อดทนรักษาพันธสัญญาของพวกเขาโดยไม่ทำลายมัน ด้วยการตอบแทนที่ดีกว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไปที่เป็นการกระทำแห่งการเชื่อฟัง เพราะเราจะตอบแทนพวกเขาต่อความดีหนึ่งด้วยการตอบแทนถึงสิบเท่าของมัน มากถึงเจ็ดร้อยเท่าหรือหลายๆ เท่า
Nahl 16:97
ผู้ใดที่ปฏิบัติซึ่งคุณงามความดีที่ตรงตามหลักศาสนา ไม่ว่าชายหรือหญิง โดยเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์ แท้จริงเราจะให้ชีวิตที่ดีแก่เขาในโลกนี้ โดย (ทำให้เขา) พอใจกับการตัดสินของอัลลอฮ์ และทำให้เขารู้สึกเพียงพอ และได้รับการชี้นำสู่การเชื่อฟัง แน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาในปรโลกด้วยรางวัลที่ดีกว่าการเชื่อฟังที่พวกเขาทำในโลกนี้ที่การกระทำที่ดีทั้งหลาย
Nahl 16:98
แล้วเมื่อเจ้าต้องการอ่านอัลกุรอาน โอ้ผู้ศรัทธา ก็จงขอต่ออัลลอฮ์ให้พระองค์คุ้มครองเจ้าให้พ้นจากการกระซิบกระซาบของชัยฏอนที่ถูกขับไล่จากความเมตตาของอัลลอฮ์
Nahl 16:99
แท้จริงชัยฏอนนั้นไม่มีอำนาจใด ๆ เหนือบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ที่หมอบหมายทุกกิจการของพวกเขาต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาเพียงองค์เดียวเท่านั้น
Nahl 16:100
แท้จริง การครอบงำของมันด้วยการกระซิบกระซาบนั้น จะมีเฉพาะบรรดาผู้ที่ยึดมันเป็นมิตรเท่านั้น และเชื่อฟังต่อมันในการล่อลวงของมัน และบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีร่วมกับอัลลอฮ์อันเนื่องด้วยการล่อลวงของมัน ซึ่งพวกเขาเคารพสักการะต่อสิ่งอื่นร่วมกับอัลลอฮ์
Nahl 16:101
หากเรายกเลิกหุกมของโองการใดโองการหนึ่งจากอัลกุรอาน แทนด้วยโองการหนึ่งออกจากอัลกุรอานด้วยอีกโองการหนึ่ง และอัลลอฮ์ทรงทราบดีที่สุดว่าอะไรที่พระองค์ทรงยกเลิกจากอัลกุรอานเพราะพระปรีชาญาณของพระองค์ พระองค์ก็ทรงทราบดีที่สุดว่าสิ่งใดไม่ถูกลบออกจากมัน แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า โอ้ มูฮัมหมัดเป็นคนโกหกที่โกหกในนามของอัลลอฮ์ พวกเขาพูดอย่างนั้นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่านาซัค (การยกเลิก) เกิดขึ้นเพราะปัญญาอันล้ำลึกของพระเจ้า
Nahl 16:102
จงกล่าวแก่พวกเขาเถิด -โอ้ เราะสูลเอ๋ย- ผู้ที่นำอัลกุรอานนี้ลงมือจากอัลลอฮ์นั้นคือ ญิบรีล -อะลัยฮิสสลาม- ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการแก้ไข เพื่อให้บบรรดาผู้ศรัทธาได้มั่นคงเหนืออีหม่านขอพวกเขา ในทุกครั้งที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา และมีการยกเลิกในบางส่วน เพื่อเป็นทางนำแก่พวกเขาสู้สัจธรรม และเป็นข่าวดีสำหรับบรรดามุสลิมทั้งหลาย ด้วยสิ่งที่พวกเขาจะได้รับจากผลการตอบแทนที่ทรงเกียรติ
Nahl 16:103
และเรารู้ว่าบรรดาผู้ตั้งภาคีกล่าวว่า “แท้จริงมูฮัมหมัด -ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮฺวะสัลลัม- ได้รับการสอนอัลกุรอานโดยมนุษย์คนหนึ่ง" ทั้งที่พวกเขานั้นโกหกในข้อกล่าวอ้างนั้น เพราะภาษาของคนที่พวกเขาอ้างว่าสอนมูฮัมหมัดนั้น ไม่ใช่ภาษาอาหรับ ในขณะที่ อัลกุรอานนี้ลงมาในภาษาอาหรับที่ชัดเจนที่ประกอบด้วยโวหารระดับสูง ดังนั้นพวกเขาอ้างได้อย่างไรว่ามูฮัมหมัดได้รับอัลกุรอานจากผู้ที่ไม่ใช่อาหรับ?!
Nahl 16:104
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อโองการของอัลลอฮ์ที่ว่าโองการเหล่านั้นลงมาจากพระองค์ อัลลอฮ์จะไม่ทรงแนะนำพวกเขาตราบใดที่พวกเขายังคงยืนกรานอยู่บนความเชื่อนั้น สำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันเจ็บปวดเพราะพวกเขาปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และปฏิเสธโองการของพระองค์
Nahl 16:105
มูฮัมหมัด -ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม- ไม่ได้โกหกเกี่ยวกับสิ่งที่เขานำมาจากพระผู้อภิบาลของเขา แท้จริงการโกหกถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยผู้ที่ไม่ยอมรับพระดำรัสของอัลลอฮ์เท่านั้น เพราะพวกเขาไม่กลัวการลงโทษใด ๆ และไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ และบรรดาผู้ที่มีคุณลักษณะแห่งการปฏิเสธนั้น พวกเขาคือผู้โกหก เพราะการโกหกเป็นนิสัยที่พวกเขาคุ้นเคย
Nahl 16:106
ผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์หลังจากที่เขาได้ศรัทธาแล้ว เว้นแต่ผู้ที่เขานั้นถูกบังคับให้ปฏิเสธ แล้วเขาก็ได้กล่าวถ้อยคำที่เป็นการปฏิเสธด้วยลิ้นของเขาทั้ง ๆ ที่หัวใจของเขานั้นเปี่ยมไปด้วยศรัทธา มั่นคงอยู่กับความเป็นจริงของอีหม่านนั้น แต่ผู้ใดที่เปิดหัวอกของเขาด้วยการปฏิเสธศรัทธาและเลือกการปฏิเสธหนือการศรัทธา และได้กล่าวถ้อยคำที่แสดงถึงการปฏิเสธอย่างเชื่อฟัง ดังนั้น เขาคือผู้ที่ออกจากศาสนาอิสลามแล้ว พวกเขาก็จะได้รับความกริ้วจากอัลลอฮ์ และสำหรับพวกเขาคือการลงโทษอย่างมหันต์
Nahl 16:107
การละทิ้งศาสนาอิสลามของพวกเขาเพราะพวกเขาลุ่มหลงกับผลประโยชน์ทางโลกนี้ที่พวกเขาได้รับเพื่อแลกกับการไม่เชื่อในรางวัลปรโลก และอัลลอฮ์มิได้ทรงชี้นำกลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธาให้ศรัทธา แต่กลับทำให้อับอายขายหน้า
Nahl 16:108
บรรดาผู้ที่มีคุณลักษณะแห่งการละทิ้งศาสนาอิสลามหลังจากพวกเขาศรัทธา พวกเขาคือบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ได้ปิดกั้นหัวใจของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เข้าใจในคำตักเตือน อัลลอฮ์ได้ปิดกั้นการได้ยินของพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะไม่ได้ยินสิ่งที่ดีสำหรับพวกเขา อัลลอฮ์ได้ปิดตาของพวกเขาเพื่อที่พวกเขาจะไม่ได้เห็นสัญญาณต่างๆที่นำสู่การศรัทธา และพวกเขาคือผู้ไม่รู้สาเหตุของความสุขและความเศร้าโศก และการลงโทษที่อัลลอฮ์ได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขา
Nahl 16:109
ไม่ต้องสงสัยใด ๆ เลยว่า แท้จริงในวันกิยามะฮ์ พวกเขาจะเป็นผู้ที่ขาดทุน พวกเขาคือบรรดาผู้ที่สูญเสียตัวเองเนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา หลังจากที่พวกเขาได้ศรัทธา ซึ่งหากพวกเขายึดมั่นในศรัทธาของพวกเขา แน่นอน พวกเขาก็จะได้เข้าสวรรค์
Nahl 16:110
แล้วพระผู้อภิบาลของเจ้า-โอ้เราะสูลเอ๋ย-เป็นผู้ทรงอภัยและทรงเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ถูกกดขี่ ซึ่งพวกเขาได้อพยพจากมักกะฮ์ไปยังมะดีนะฮ์ หลังจากที่บรรดาผู้ตั้งภาคีได้ทรมานพวกเขา จนถึงขนาดที่พวกเขากล่าวคำปฏิเสธในขณะที่จิตใจของพวกเขามั่นคงด้วยศรัทธา แล้วพวกเขาก็ต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ เพื่อให้ถ้อยคำของอัลลอฮ์นั้นสูงส่ง และถ้อยคำของผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นตกต่ำ พวกเขาอดทนต่อความทุกข์ทรมานที่พวกเขาประสบ แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้าหลังจากกดขี่ และการทรมานที่ประสบแก่พวกเขา จนพวกเขาต้องกล่าวถ้อยคำแห่งการปฏิเสธศรัทธานั้น แน่นอนพระองค์คือผู้ทรงอภัยแก่พวกเขา และทรงเมตตาแก่พวกเขา เพราะพวกเขาจะไม่กล่าวถ้อยคำแห่งการปฏิเสธเว้นแต่พวกเขาจะถูกบังคับเท่านั้น
Nahl 16:111
จงรำลึกเถิด -โอ้ท่านเราะสูล- วันที่ทุกคนจะมาโต้เถียงกันเพื่อปกป้องตัวเอง เขาจะไม่โต้เถียงเพื่อใครอื่นเนื่องจากสถานการณ์ที่เลวร้ายในวันนั้น ทุกชีวิตจะได้รับการตอบแทนอย่างครบถ้วนสำหรับสิ่งที่ได้กระทำไปแล้ว ไม่ว่าดีหรือชั่ว และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมด้วยการลบความดีของพวกเขาให้น้อยลงหรือเพิ่มความชั่วของพวกเขาให้มากขึ้น
Nahl 16:112
อัลลอฮ์ทรงยกตัวอย่างเมืองหนึ่ง ซึ่งก็คือนครมักกะฮ์ ซึ่งปลอดภัยและมั่นคงโดยที่ผู้คนในเมืองนั้นไม่มีความหวาดกลัวใดๆ ในขณะที่ผู้คนที่อยู่รอบๆ อยู่ด้วยความกลัว การยังชีพของมันมาถึงอย่างล้นเหลือและง่ายดายจากทุกทิศทุกทาง แต่แล้วชาวเมืองนั้นไม่ซาบซึ้งต่อความกรุณาของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเขา และพวกเขาไม่ขอบคุณพระองค์ ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรงตอบแทนพวกเขาด้วยความหิวโหยและความกลัวอันรุนแรงซึ่งปรากฏบนร่างกายของพวกเขา จนความหิวโหยและความหวาดกลัวนั้นกลายเป็นเหมือนเสื้อผ้าสำหรับพวกเขา เนื่องจากการไม่ศรัทธาและการปฏิเสธศรัทธาที่พวกเขาได้กระทำกัน
Nahl 16:113
และแท้จริงได้มีเราะสูลคนหนึ่งได้มายังชาวมักกะฮ์ ซึ่งมาจากหมู่พวกเขาเอง ซึ่งพวกเขารู้ถึงความสัตย์ซื่อและสัตย์จริง เขาคือมูฮัมหมัด -ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม- แต่พวกเขาปฏิเสธเขา พร้อมกับสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแก่เขา ดังนั้น การลงโทษของอัลลอฮ์ความหิวโหยและความหวาดกลัวได้เกิดขึ้นกับพวกเขาในขณะที่พวกเขาได้อธรรมต่อตัวของพวกเขาเองด้วยการจมดิ่งลงไปในเหวแห่งความพินาศ โดยการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์และปฏิเสธเราะสูลของพระองค์
Nahl 16:114
พวกเจ้าจงบริโภคเถิด -โอ้บ่าวทั้งหลาย- จากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานแก่พวกเจ้า ที่เป็นสิ่งที่อนุมัติในจำพวกสิ่งที่สามารถกินมันได้ และพวกเจ้าจงขอบคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่ได้ทรงประทานมันให้แก่พวกเจ้า โดยการยอมรับในความโปรดปรานเหล่านี้สำหรับอัลลอฮ์ และใช้จ่ายมันไปในทางที่พระองค์พึงพระทัย หากพวกเจ้าทั้งหลายนั้นเคารพภักดีต่อพระองค์แค่ผู้เดียวและไม่ตั้งภาคีใด ๆ ต่อพระองค์
Nahl 16:115
อัลลอฮ์ได้ทรงห้ามพวกเจ้าบริโภคสิ่งที่ตายโดยไม่เชือดที่เป็นสัตว์ในประเภทที่ต้องเชือด เลือดที่ไหล ทุกส่วนของสุกร และสัตว์ที่ถูกเชือดเพื่อเป็นเครื่องบูชาต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ ข้อห้ามนี้ใช้ในเวลาที่ปกติ แต่หากผู้ใดอยู่ในสภาพที่คับขันที่จำเป็นต้องบริโภคสิ่งเหล่านั้น และได้ทำเช่นนั้นโดยไม่ได้เกิดขึ้นจากความปรารถนาในสิ่งต้องห้ามนั้น และไม่ได้เกินขอบเขตที่จำเป็น ดังนั้นพวกเขาก็ไม่ผิดอะไร อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ จะทรงอภัยต่อสิ่งที่พวกเขาบริโภค พระองค์ทรงเมตตาต่อเขา ที่ทรงอนุญาตให้กินเมื่อจำเป็น
Nahl 16:116
และพวกเจ้า -โอ้ บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย- อย่าได้กล่าวตามที่ลิ้นของพวกเจ้าได้กล่าวที่เป็นการกล่าวเท็จในนามของอัลลอฮ์ ดังที่ว่า "สิ่งนี่เป็นที่อนุมัติและสิ่งนี่เป็นที่ต้องห้าม" ด้วยเจตนาที่จะสร้างการโกหกในนามของพระเจ้า โดยห้ามสิ่งที่พระองค์ไม่ได้ห้าม หรืออนุญาตในสิ่งที่พระองค์ไม่อนุญาต แท้จริงบรรดาผู้กล่าวเท็จในนามของอัลลอฮ์จะไม่ได้รับสิ่งที่พวกเขาปรารถนา และพวกเขาก็ไม่ปลอดภัยจากสิ่งที่พวกเขากลัว
Nahl 16:117
สำหรับพวกเขาคือผลประโยชน์อันน้อยนิดอันต่ำต้อย เพราะพวกเขาได้ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขาในดุนยา และสำหรับพวกเขาในวันกิยามะฮ์คือการลงโทษอันเจ็บปวด
Nahl 16:118
และแก่บรรดาชาวยิวเป็นการเฉพาะ เราได้ห้ามสิ่งที่เราได้เคยบอกเล่าแก่เจ้ามาแต่ก่อนแล้ว(ดังเช่นในอายะฮฺที่ : 146 จากซูเราะฮ์ อัล-อันอาม) และเรามิได้อยุติธรรมต่อพวกเขาด้วยการที่ห้ามสิ่งนั้น และแต่พวกเขาต่างหากที่ได้อยุติธรรมต่อตัวพวกเขาเองขณะที่พวกเขานั้นได้ฝ่าฝืนซึ่งเป็นสาเหตุที่นำมาสู่การลงโทษ แล้วเราก็ได้ตอบแทนพวกเขาอันเนื่องจากความก้าวร้าวของพวกเขา ดังนั้นที่เราได้ห้ามสิ่งนั้นเหนือพวกเขา เพื่อเป็นการลงโทษสำหรับพวกเขา
Nahl 16:119
หลังจากนั้น แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น -โอ้เราะสูล- สำหรับบรรดาผู้กระทำการชั่วโดยไม่รุ้ถึงผลพวงที่จะตามมา ถึงแม้พวกเขาจะเจตนาทำก็ตาม แล้วพวกเขาสำนึกผิดต่ออัลลอฮ์หลังจากที่พวกเขาได้กระทำความชั่ว และพวกเขาก็ได้ปรับปรุงแก้ไขการงานของพวกเขาที่ไม่ดีนั้น แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้า หลังจากการสำนึกผิด(เตาบะฮฺ)นั้น แน่นอนพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยยิ่งต่อความผิดของพวกเขา เป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเขาเสมอ
Nahl 16:120
แท้จริง อิบรอฮีม -อะลัยฮิส สลาม- เป็นคนที่รวมคุณลักษณะของความดี เชื่อฟังต่อพระผู้อภิบาลของเขาเสมอ โน้มเอียงจากศาสนาเท็จทั้งหมดมาสู่อิสลาม เขาไม่เคยอยู่ในหมู่ผู้ต้งภาคีเลย
Nahl 16:121
และเขาเป็นผู้กตัญญูกตเวทีต่อความโปรดปรานที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เขา พระองค์ทรงเลือกเขาเป็นนบี และทรงชี้แนะทางแก่เขาสู่ศาสนาอิสลามที่เที่ยงแท้
Nahl 16:122
และเราได้มอบให้เขาในโลกนี้ซึ่งการเป็นนบี และการสรรเสริญที่ดี และลูกที่ดี และแท้จริงในปรโลกนั้น เขาจะอยู่ในหมู่คนดี ๆ ที่อัลลอฮ์นั้นได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขา ซึ่งมันคือตำแหน่งอันสูงส่งในสรวงสวรรค์อย่างแน่นอน
Nahl 16:123
แล้วเราได้วะฮีย์แก่เจ้า -โอ้เราะสูล- จงปฏิบัติตามศาสนาของอิบรอฮีมในเรื่องการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ และการออกห่างจากบรรดาผู้ตั้งภาคี และการเชื่อชวนสู่อัลลอฮ์ และการปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ โดยโน้มเอียงจากศาสนาเท็จทั้งหมดมาสู่อิสลาม และเขามิได้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคีเลย ดังเช่นที่พวกบรรดาผู้ตั้งภาคีได้กล่าวอ้าง แต่เขาคือผู้ที่ศรัทธาในความเป็นเอกภาพของอัลลอฮ์ต่างหาก
Nahl 16:124
แท้จริงการถวายเกียรติแด่วันเสาร์ถูกกำหนดให้เป็นภาระผูกพันเหนือชาวยิว เมื่อพวกเขาได้ขัดแย้งกันเกี่ยวกับวันเสาร์ เพื่อที่พวกเขาจะได้ละทิ้งการงานของพวกเขาไปกับการทำอิบาดะฮ์ หลังจากที่พวกเขาหลงทางจากวันศุกร์ที่พวกเขาได้รับคำสั่งให้อุทิศเพื่ออิบาดะฮ์ในวันนั้น แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้า –โอ้เราะสูลเอ๋ย- จะตัดสินระหว่างผู้ที่ขัดแย้งกันในวันกิยามะฮ์เกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน แล้วตอบแทนแต่ละคนตามการกระทำของเขา
Nahl 16:125
จงเชิญชวน -โอ้เราะสูลเอ๋ย- สู่ศาสนาอิสลามของเจ้าและผู้ศรัทธาที่ติดตามเจ้าในลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพความเข้าใจและความคิดของบุคคลที่เจ้าเชิญ และด้วยการตักเตือนที่มีกำลังใจและคำเตือนให้ระวัง โต้เถียงกับพวกเขาในลักษณะที่ดีที่สุดในแง่ของคำพูด ความคิด และความสุภาพ เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าในการให้ฮิดายะฮ์แก่ผู้คน แต่เจ้าทำหน้าที่เชิญชวนพวกเขาเท่านั้น พระผู้อภิบาลของคุณทรงรอบรู้ดีที่สุดว่าใครหลงจากศาสนาของอิสลาม และพระองค์ทรงรอบรู้ดีที่สุดบรรดาผู้ถูกชี้นำที่ถูกต้อง ดังนั้นเจ้าอย่าได้นำพาตัวของเจ้าไปจมปลักอยู่กับพวกเขาด้วยความเศร้าโศก
Nahl 16:126
และหากพวกเจ้ามีความต้องการที่จะลงโทษฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ต่อพวกเจ้า ก็จงลงโทษเยี่ยงที่เขานั้นได้กระทำไว้ต่อพวกเจ้าโดยที่ไม่เกินจากนั้น และหากพวกเจ้าอดทนต่อการลงโทษของเขาได้ แน่นอน มันเป็นการดียิ่งสำหรับบรรดาผู้อดทนที่มาจากพวกเจ้า ที่จะทำการเอาโทษกลับต่อพวกเขา
Nahl 16:127
และจงอดทนเถิด -โอ้เราะสูล- ต่อสิ่งที่ได้ประสบกับเจ้าจากการทำร้ายของพวกเขา และการอดทนของเจ้าจะมีขึ้นไม่ได้ เว้นแต่ด้วยการชี้นำของอัลลอฮ์ และเจ้าอย่าได้เสียใจต่อการที่พวกปฏิเสธศรัทธาหันหลังให้กับเจ้า และอย่าได้คับใจในสิ่งที่พวกเขาวางกลอุบาย
Nahl 16:128
แท้จริง อัลลอฮ์ทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ยำเกรงต่อพระองค์ ด้วยการที่พวกเขาละทิ้งบาป และทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้กระทำความดี ด้วยการที่พวกเขานั้นเคารพเชื่อฟัง และปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาถูกสั่งใช้ ดังนั้นพระองค์จะทรงอยู่ร่วมกับพวกเขาด้วยกับการช่วยเหลือและให้การสนับสนุน
İsra' 17:1
อัลลอฮฺทรงมหาบริสุทธิ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ เนื่องด้วยอำนาจของพระองค์ทรงเหนืออำนาจใดๆ ดังนั้นพระองค์คือผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทั้งกายและวิญญาณของเขาในสภาพที่รู้สึกตัว ในช่วงหนึ่งของกลางคืน จากมัสยิดอัลหะรอมไปยังมัสยิดบัยตุลมักดิส (มัสยิดอัลอักซอ) ซึ่งเป็นมัสยิดที่พระองค์ได้ทำให้บริเวณรอบมันได้เกิดความจำเริญ ด้วยพืชผล ผักผลไม้ต่างๆ นานา และเหล่าบ้านเรือนของบรรดานบีที่ล่วงลับไป(ขอพระองค์ทรงเมตตาทุกท่าน) เพื่อให้เขาได้เห็นถึงสัญญาณต่างๆที่แสดงถึงเดชานุภาพของอัลลอฮ์ (ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ยิ่ง) แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยินดังนั้นไม่มีเสียงใดจะเล็ดลอดจากพระองค์ได้ ผู้ทรงเห็นดังนั้นไม่มีสิ่งใดแอบซ่อนไปจากพระองค์ได้เช่นกัน
İsra' 17:2
และเราได้มอบคัมภีร์เตารอฮ์แก่มูซา อะลัยฮิสสลาม และเราได้ทำให้มันเป็นแนวทางและเป็นคู่มือแก่วงศ์วานของอิสรออีล และกล่าวแก่วงศ์วานของอิสรออีลว่า "อย่าได้ยึดผู้ใดอื่นจากข้า เป็นผู้คุ้มครองที่พวกเจ้ามอบหมายกิจการต่างๆของพวกเจ้า แต่จงมอบหมายทุกอย่างแด่ข้าเพียงผู้เดียว"
İsra' 17:3
พวกเจ้าคือลูกหลานวงศ์วานของบรรดาผู้ที่เราได้โปรดปรานด้วยการให้รอดปลอดภัยพร้อมกับนบีนูหฺจากการจมน้ำเมื่อครั้นน้ำท่วมใหญ่ ฉะนั้นจงรำลึกและจงขอบคุณในความโปรดปรานของอัลลอฮ์ ด้วยการเคารพสักการะและเชื่อฟังพระองค์เท่านั้น และจงขอบคุณต่อพระองค์อย่างที่นบีนูหฺเป็นแบบอย่าง เพราะแท้จริงเขาเป็นบ่าวที่กตัญญูรู้คุณต่ออัลลอฮฺเป็นอย่างมาก
İsra' 17:4
และเราได้แจ้งแก่ชนชาติอิสรออีลและบอกกับพวกเขาในคัมภีร์เตารอฮ์ว่า พวกเขาจะก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดินอย่างแน่นอน โดยการกระทำความชั่วและยโสโอหังถึงสองครั้งด้วยกัน และแน่นอนพวกเขาจะลุกขึ้นมีอำนาจเหนือผู้อื่น ด้วยความอยุติธรรมและการกดขี่ผู้คนอย่างไร้ขีดจำกัด
İsra' 17:5
เมื่อความวิบัติครั้งที่หนึ่งได้เกิดขึ้นจากน้ำมือของพวกเขา เราได้ส่งบรรดาบ่าวของเราผู้มีอำนาจเข้มแข็ง รูปร่างที่แข็งแกร่ง ได้เข่นฆ่าและขับไล่พวกเขา ดังนั้นบรรดาบ่าวของเราจึงได้บุกเข้าไปยังทุกส่วนในบ้านเมืองของพวกเขาพร้อมทำลายทุกอย่างที่พวกเขาได้เดินผ่าน และคำสัญญาของอัลลอฮ์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้จะต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน
İsra' 17:6
แล้วหลังจากนั้นเราได้ให้โอกาสแก่พวกเจ้า -โอ้วงศ์วานอิสรออีลเอ๋ย- ได้กลับมามีบ้านเมืองและมีอำนาจเหนือพวกที่ได้ยึดอำนาจจากพวกเจ้า หลังจากที่พวกเจ้าได้เตาบะฮ์(กลับเนื้อกลับใจ)ต่ออัลลอฮ์ และเราได้ให้พวกเจ้ากลับมามีทรัพย์สินหลังจากที่ถูกยึดไป และมีบุตรหลานหลังจากที่ได้ตกเป็นเชลยศึก และเราได้ทำให้พวกเจ้ามีกองกำลังเหนือศัตรูของพวกเจ้า
İsra' 17:7
หากพวกเจ้า-โอ้วงศ์วานของอิสรออีลเอ๋ย- ได้กระทำความดี และได้ทำความดีบนครรลองที่ได้บัญญัติไว้ ดังนั้นผลของความดีนั้นก็จะกลับมาหาพวกเจ้าเอง และสำหรับอัลลอฮนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งการงานใดๆของพวกเจ้าเลย และหากพวกเจ้ากระทำความชั่ว ดังนั้นการลงโทษสำหรับสิ่งนั้นก็จะเกิดกับพวกเจ้าเช่นกัน ดังนั้นสำหรับพระองค์แล้วไม่ได้ประโยชน์ใดๆจากความดีของพวกเจ้าและไม่ได้เกิดผลกระทบใดๆจากการละเมิดของพวกเจ้า และเมื่อได้มีการสร้างความเสียหายเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง เราจะทำให้ศัตรูของพวกเจ้ามีอำนาจเหนือพวกเจ้าเพื่อทำให้ความระทมทุกข์ได้ปรากฎบนใบหน้าของพวกเจ้า เนื่องจากพวกเขาจะทำทุกอย่างให้พวกเจ้าได้ลิ้มลองถึงรสชาติแห่งความตกต่ำ และเพื่อเข้าไปในวิหารแห่งเยรูซาเล็มและทำลายมันเหมือนครั้งที่พวกเขาได้เข้าไปและทำลายมันในครั้งแรก และเพื่อทำลายสิ่งที่พวกเขาได้ยึดมาจากแผ่นดินนั้นอย่างหมดสิ้น
İsra' 17:8
หวังว่าพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า -โอ้วงศ์วานของอิสรออีลเอ๋ย- จะทรงเมตตาแก่พวกเจ้า หลังจากการลงโทษที่รุ่นแรงนี้ หากพวกเจ้าได้กลับใจต่อพระองค์ และพวกเจ้าได้กระทำคุณงามความดีและหากพวกเจ้ากลับมาก่อกวนเป็นครั้งที่สามหรืออีกกี่ครั้งก็ตาม เราก็จะกลับมาลงโทษพวกเจ้าอีกเช่นกัน และเราได้ทำให้นรกญะฮันนัม เป็นที่คุมขังและเป็นที่พำนักสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และพวกเขาจะไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองจากมันได้
İsra' 17:9
แท้จริง คัมภีร์อัลกุรอานที่ถูกประทานลงมายังมูฮัมหมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม นั้น จะชี้แนะถึงแนวทางที่ดีที่สุด มันก็คือแนวทางแห่งอิสลามนั่นเอง และ(เป็นคำภีร์ที่)ที่จะแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ที่ประกอบคุณงามความดีทั้งหลายในสิ่งที่จะทำให้พวกเขาพอใจ คือพวกเขาจะได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่จากอัลลอฮ์นั่นเอง
İsra' 17:10
และ(นอกจากนั้นคำภีร์อัลกุรอาน) ยังแจ้ง(ข่าวร้าย) แก่บรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่อวันกิยามะฮ์ด้วยสิ่งที่พวกเขาไม่พอใจ คือเราได้เตรียมการลงโทษอันเจ็บปวดให้กับพวกเขาในวันกิยามะฮ์
İsra' 17:11
และมนุษย์ มักจะวิงวอนขอเพื่อความชั่วร้ายต่อตนเอง ต่อลูกๆและทรัพย์สินของตนเอง เมื่อพวกเขาโกรธ เพราะความไม่รู้ของพวกเขา เสมือนการวิงวอนขอต่อตัวเองเพื่อความดี ซึ่งถ้าหากว่าเราได้ตอบรับคำวิงวอนของพวกเขาเพื่อความชั่วร้ายนั้น แน่นอนพวกเขา ลูกๆและทรัพย์สินของพวกเขาก็จะพินาศ และมนุษย์นั้นมีธรรมชาติที่ชอบรีบร้อน จึงมักจะรีบร้อนที่จะทำบางสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อตัวเอง
İsra' 17:12
และเราได้สร้างกลางวันและกลางคืน เพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเป็นเอกภาพและเดชานุภาพของอัลลอฮ์ เพราะในทั้งสองเวลานั้นมีความต่างกันทั้งในเรื่องเวลาที่สั้นกับยาว หรืออากาศที่ต่างกันร้อนกับหนาว ดังนั้นเราจึงกำหนดให้กลางคืนมืดมิด เพื่อให้มนุษย์ได้นอนหลับผักผ่อน และเราได้กำหนดให้กลางวันสว่างไสว เพื่อให้มนุษย์ได้มองเห็นและแสวงหาปัจจัยยังชีพ ทั้งนี้การสลับหมุนเวียนกันของกลางวันกับกลางคืนนั้น ก็เพื่อให้พวกเจ้าได้รู้ถึงจำนวนปี และสิ่งจำเป็นต่าง ๆ เช่นการคำนวณเวลาของแต่ละเดือน เวลาของแต่ละวันและเวลาของแต่ละชั่วโมง และทุกสิ่งนั้นเราได้อธิบายอย่างชัดเจนถี่ถ้วนแล้ว เพื่อสามารถจำแนกสิ่งต่าง ๆ ได้และเพื่อให้สามารถแยกแยะและให้เกิดความกระจ่างระหว่างความถูกต้องจากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
İsra' 17:13
และมนุษย์ทุกคน เราจะให้การงานของพวกเขาติดกับตัวของพวกเขาเหมือนกับการติดของสร้อยคอที่แขวนไว้ที่คอ ไม่สามารถถอดมันออกไปได้จนกว่าจะถูกสอบสวน และในวันปรโลกเราจะนำบันทึกที่มีทุกๆการงานทั้งดีและชั่วของพวกเขา ซึ่งพวกเขาจะพบบันทึกนั้นมาเปิดกางไว้ต่อหน้าพวกเขา
İsra' 17:14
และเราจะกล่าวแก่พวกเขาในวันนั้นว่า "โอ้มนุษย์เอ๋ย เจ้าจงอ่านสมุดบันทึกของเจ้าเถิด และจงพิพากษาตนเองในการงานที่ตนเองได้ทำ ซึ่งในวันปรโลกนั้นเพียงพอแล้วที่เจ้าจะเป็นผู้ชำระบัญชีต่อตัวเอง"
İsra' 17:15
ใครก็ตามที่ได้รับแนวทางแห่งการศรัทธาที่ถูกต้องเขาจะได้รับผลดีกลับไปสู่ตัวเขาเอง และใครก็ตามที่หลงทางออกไปเขาจะถูกลงโทษอันเนื่องมาจากความผิดพลาดของเขาเองเช่นกัน และไม่มีผู้ใดที่จะมาแบกเบาภาระ(บาป)แทนผู้อื่นได้ และพระองค์มิอาจลงโทษกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งจนกว่าพระองค์จะมีหลักฐานเหนื่อพวกเขา โดยการส่งบรรดาศาสนทูตของพระองค์ไปยังพวกเขาเสียก่อน
İsra' 17:16
และเมื่อเราต้องการทำให้หมู่บ้านใดถูกทำลายอันเนื่องมาจากความอธรรมของพวกเขาเอง เราได้สั่งให้บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่อย่างหรูหราและมั่งคั่งในเมืองนั้นให้เคารพภักดีต่อพระองค์ แต่พวกเขากลับไม่ปฏิบัติตาม ดื้อรั้น ฝ่าฝืน และไม่เชื่อฟัง เมื่อนั้นแล้วสมควรที่จะถูกลงโทษอย่างพังพินาศ
İsra' 17:17
และกี่มากน้อยแล้วที่เราได้ทำลายล้างกลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธา หลังจากนบีนูห เช่นกลุ่มชนอาดและกลุ่มชนษะมูด และเพียงพอกับพระผู้อภิบาลของเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ทรงรอบรู้ถึงความผิดบาปของปวงบ่าวของพระองค์ ทรงเห็นทุกสิ่งไม่มีสิ่งใดจะปกปิดพระองค์ได้ และพระองค์จะทรงสอบสวนพวกเขาเอง
İsra' 17:18
ผู้ใดประกอบคุณงามความดีเพื่อมุ่งหวังผลตอบแทนในโลกนี้โดยปฏิเสธศรัทธาต่อวันปรโลกและเพิกเฉยต่อมัน พระองค์จะรีบเร่งให้เขาได้รับในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์มิใช่ตามที่เขาปรารถนาไว้ แล้วในวันกิยามะฮ์นั้นพระองค์จะทรงเตรียมนรกญะฮันนัมไว้สำหรับเขา เขาจะเข้าไปในนั้นเผชิญกับการทรมานแห่งความร้อนของมัน เพื่อเป็นการลงโทษเขาในฐานะที่เลือกชีวิตแห่งโลกนี้และปฏิเสธศรัทธาต่อวันปรโลก และเป็นการรขับออกจากความเมตตาของพระองค์
İsra' 17:19
และผู้ใดได้ประกอบคุณงามความดีเพื่อหวังการตอบแทนและได้ทุ่มเทในการประกอบความดีนั้นโดยปราศจากการโอ้อวดและหวังชื่อเสียงใดๆทั้งสิ้น โดยเขาเป็นผู้ศรัทธาในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาไว้ ดังนั้นการทุ่มเทของผู้ที่มีคุณลักษณะเช่นนี้จะเป็นที่ตอบรับ ณ อัลลอฮ์และพระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาเอง
İsra' 17:20
โอ้เราะสูลเอ๋ย พระองค์ได้ทรงเพิ่มพูนปัจจัยยังชีพแก่ทั้งสองกลุ่มคือ กลุ่มผู้ประพฤติดีและกลุ่มผู้ประพฤติชั่ว ซึ่งการประทานของพระองค์ในโลกดุนยานี้จะไม่ถูกปิดกั้นแก่ผู้ใดทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือจะเป็นคนชั่วก็ตาม
İsra' 17:21
โอ้เราะสูลเอ๋ย เจ้าจงใคร่ครวญเถิดว่า เราได้ให้เกียรติระหว่างพวกเขาในโลกนี้อย่างไร ทั้งในด้านปัจจัยยังชีพและตำแหน่งเกียรติยศ และในโลกหน้านั้นจะแตกต่างมากเมื่อเทียบกับระดับความสุขในโลกนี้ และเกียรติก็จะต่างกันมาก ดังนั้นมุอ์มินจงแสวงหาความยิ่งใหญ่นั้นเถิด
İsra' 17:22
โอ้ปวงบ่าวเอ๋ย จงอย่าเอาพระเจ้าอื่นใดเทียบเคียงกับอัลลอฮ์ในการเคารพสักการะ เพราะจะทำให้เจ้าเป็นผู้ถูกตำหนิ ณ ที่พระองค์ และ ณ ที่บรรดาผู้ประพฤติดี ไร้ซึ่งผู้สรรเสริญ ถูกเมินเฉย และไม่มีใครช่วยเหลือ
İsra' 17:23
พระผู้อภิบาลของเจ้า -โอ้ผู้เป็นบ่าวเอ๋ย- ได้ทรงใช้และทรงบัญชาไว้ว่า "จงอย่าเคารพภักดีต่อผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น และทรงบัญชาให้ปฏิบัติดีต่อบิดามารดาโดยเฉพาะในยามแก่ชรา ถ้าหากคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองถึงวัยชรา แล้วอาศัยอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่าบ่นท่านทั้งสองด้วยคำพูดที่ทำร้ายทั้งสอง และอย่าดุด่าและพูดรุนแรงกับทั้งสอง แต่พูดกับท่านทั้งสองด้วยคำพูดที่สุภาพซึ่งเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล"
İsra' 17:24
และจงมีความเมตตา อ่อนน้อมถ่อมตนต่อท่านทั้งสอง พร้อมๆกับกล่าวขอพรว่า "โอ้พระผู้อภิบาลของข้า ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสอง เนื่องจากที่ท่านทั้งสองได้อบรมเลี้ยงดูข้าเมื่อเยาว์วัย"
İsra' 17:25
โอ้มนุษย์เอ๋ย พระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของพวกเจ้า เช่นความบริสุทธิใจต่อพระองค์ในการประกอบศาสนกิจ การประกอบความดีต่างๆ และการปรนนิบัติที่ดีต่อพ่อแม่ หากพวกเจ้ามีเจตนาบริสุทธิ์จริงในการงานดังกล่าวแล้ว แน่นอนพระองค์จะทรงอภัยโทษแก่บรรดาผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวในหมู่พวกเจ้าทันที ดังนั้นคนที่สำนึกผิดในความบกพร่องของตนเองที่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์หรือไม่ได้เชื่อฟังพ่อแม่แล้ว พระองค์ทรงพร้อมที่จะให้อภัยเขาเสมอ
İsra' 17:26
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงปฏิบัติหน้าที่ของเจ้า ต่อเครือญาติของเจ้าด้วยการเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพวกเขา และต่อผู้ที่ขัดสนด้วยการมอบสิ่งปัจจัยยังชีพแก่เขา และต่อผู้ที่ติดขัดในการเดินทางด้วยกับการช่วยเหลือเขา และอย่าใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองของเจ้าในทางที่ผิดบาปหรือฟุ่มเฟือย
İsra' 17:27
แท้จริงบรรดาผู้ที่ใช้จ่ายทรัพย์สินของเขาในหนทางที่เป็นการเนรคุณสุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นพี่น้องกับเหล่าชัยตอน คอยเชื่อฟังทำตามคำสั่งของพวกมันในการฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายมาโดยตลอด และชัยตอนนั้นเนรคุณต่อพระผู้อภิบาลของมัน ชอบทำในสิ่งที่เป็นการเนรคุณต่อคำสั่งของพระองค์และชอบสั่งใช้ในสิ่งที่พระองค์ทรงกริ้วโกรธ
İsra' 17:28
และหากเจ้าไม่สามารถที่จะมอบสิ่งใดๆให้พวกเขาได้ เนื่องด้วยเจ้าเองไม่มีสิ่งที่จะให้แก่พวกเขาเหล่านั้น พร้อมกับการรอปัจจัยยังชีพที่อัลลอฮ์จะเปิดให้แก่เจ้า ก็จงบอกพวกเขา ด้วยคำพูดที่นุ่มนวล เช่นขอพรให้พวกเขาได้รับปัจจัยยังชีพอย่างมากมาย หรือไม่ก็สัญญากับพวกเขาว่าหากวันไหนได้รับปัจจัยยังชีพจาพระองค์ในเรื่องของทรัพย์สินเงินทองนั้นก็จะเตรียมมอบให้
İsra' 17:29
และจงอย่าเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวหรือเป็นคนฟุ่มเฟือยในการใช้จ่าย เพราะจะถูกตำหนิจากผู้คนในความตระหนี่ของเจ้าหากว่าไม่มีการใช้จ่ายใดๆเลย และอาจจะกลายเป็นคนที่ขัดสนไม่มีอะไรใช้จ่ายเลยเพราะสาเหตุของความฟุ่มเฟือยที่ผ่านมา
İsra' 17:30
แท้จริง พระผู้อภิบาลของเจ้าทรงไพศาลในการให้ปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงระงับมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์เช่นกัน ด้วยเหตุแห่งวิทยปัญญาอันสูงส่งของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรู้ดีถึงสภาพของปวงบ่าวของพระองค์และทรงเฝ้าดูพวกเขาอย่างใกล้ชิด พวกเขามิอาจซ่อนความลับใดๆจากพระองค์ได้ ดังนั้นพระองค์จึงปฏิบัติต่อพวกเขาตามที่พระองค์ทรงประสงค์นั่นเอง
İsra' 17:31
และพวกเจ้าอย่าฆ่าลูกๆของพวกเจ้าเพราะกลัวความยากจนในอนาคตหากพวกเจ้าได้เลี้ยงดูพวกเขา เราเป็นผู้ดูแลเรื่องปัจจัยยังชีพของพวกเขาและเราเป็นผู้ดูแลเรื่องปัจจัยยังชีพให้แก่ของพวกเจ้าเช่นกัน แท้จริงการฆ่าพวกเขานั้นเป็นความผิดบาปอย่างใหญ่หลวง เพราะพวกเขาไม่มีความผิดและไม่มีเหตุผลใดที่จะฆ่าพวกเขาเลย
İsra' 17:32
และพวกเจ้าจงระวังการผิดประเวณี และควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะมากระตุ้นมัน แท้จริงมันช่างน่าเกลียดที่สุดและเป็นหนทางอันชั่วช้าที่จะนำไปสู่ปัญหาของการสืบเชื้อสายและการลงโทษของพระองค์
İsra' 17:33
และพวกเจ้าจงอย่าฆ่าชีวิตใดที่พระองค์ทรงปกป้องไว้ด้วยกับการศรัทธาที่มีต่อพระองค์หรือได้รับความคุ้มครอง(จากรัฐอิสลาม)ยกเว้นด้วยเหตุที่อนุญาตให้ฆ่าชีวิตนั้นได้ เช่นผู้ละทิ้งศาสนา ผู้ผิดประเวณีِที่แต่งงานมาแล้ว และฆาตกรผู้อธรรม และหากผู้ใดถูกฆ่าอย่างไม่เป็นธรรมโดยปราศจากเหตุผลที่ชอบธรรม เราได้ให้อำนาจ(ในการแก้แค้น)แก่ทายาทของผู้ตายเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งเครือญาติเหล่านี้สามารถเรียกร้องให้ทางการทำการประหารชีวิตฆาตกรผู้อธรรม หรืออาจจะให้อภัยกับเขาโดยเรียกค่าสินไหมหรือไม่เรียกก็ได้ นี่คือขอบเขตที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ต่อฆาตกรผู้อธรรม จึงมิอาจกระทำการใดๆที่ละเมิดขอบเขตดังกล่าวได้เช่น ฆ่าหั่นศพ หรือฆ่าด้วยอาวุธอื่นที่ฆาตกรไม่ได้ใช้ฆ่าผู้ตาย หรือฆ่าผู้อื่นแทนที่ฆาตกรตัวจริง แท้จริงแล้วพระองค์ทรงปกป้องดูแลสิทธิ์ของผู้ที่ถูกฆ่าอย่างไม่เป็นธรรมเสมอ
İsra' 17:34
และพวกเจ้าจงอย่ากระทำการใดๆกับทรัพย์สินของผู้ที่พ่อของเขาได้เสียชีวิตไปตั้งแต่เยาว์วัย(เด็กกำพร้า) เว้นแต่ด้วยสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่เขามากที่สุดเช่น การเพิ่มพูนทรัพย์สินโดยการลงทุน(มีผลกำไรจริง)หรือเก็บออมไว้จนกว่าเขาจะบรรลุศาสนภาวะเป็นผู้ใหญ่และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ และจงปฏิบัติตามสัญญาให้ครบถ้วนระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า และระหว่างเจ้ากับคนอื่นๆโดยไม่มีการละเมิดสัญญาแต่อย่างใด แท้จริงแล้วในวันฟื้นคืนชีพพระองค์อัลลอฮ์จะทรงสอบสวนผู้ที่ตอบรับคำสัญญาว่าเขาได้ปฏิบัติตามนั้นหรือไม่? หากได้ปฏิบัติตามแล้วพระองค์จะทรงตอบแทนเขา แต่หากยังไม่ได้ปฏิบัติตามแล้วพระองค์จะทรงลงโทษเขา
İsra' 17:35
และจงตวงให้ครบถ้วนตามจำนวนเมื่อเจ้าทำการตวงให้แก่ผู้อื่นและอย่าได้ทำให้มันพร่อง และจงทำการชั่งด้วยตาชั่งที่แม่นยำไม่ทำให้มันพร่องหรือลดจำนวนลง เพราะการตวงที่ครบถ้วนและการชั่งที่เที่ยงตรงนั้นมันเป็นสิ่งที่ดียิ่งแก่พวกเจ้าในโลกนี้และโลกหน้า และยังเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าการละเมิดคดโกงในการชั่งตวงอย่างแน่นอน
İsra' 17:36
โอ้ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย เจ้าอย่าได้ปฏิบัติในสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นโดยยึดหลักการคาดเดาเพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วมนุษย์นั้นจะถูกสอบสวนต่อการใช้ หู ตา และความคิด ในหนทางที่ดีหรือไม่ดี หากได้ใช้มันในหนทางที่ดีก็จะได้รับผลบุญตอบแทน และหากได้ใช้มันในหนทางที่ไม่ดีก็จะถูกลงโทษ
İsra' 17:37
และอย่าเดินในแผ่นดินนี้ด้วยความเย่อหยิ่งและจองหองเพราะแม้ว่าเจ้าจะเดินด้วยความเย่อหยิ่งก็ไม่ได้ทำให้แผ่นดินแยกออก และไม่ได้ทำให้เจ้าสูงเท่าภูเขาได้ แล้วทำไมเจ้าต้องแสดงความเย่อหยิ่ง?!
İsra' 17:38
มนุษย์เอ๋ย ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น ณ ที่พระผู้อภิบาลของเจ้าเป็นสิ่งต้องห้าม พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยต่อผู้มีพฤติกรรมดังกล่าวแถมยังโกรธกริ้วเขาอีกด้วย
İsra' 17:39
นั่นคือสิ่งที่เราได้ชี้แจงให้แก่เจ้าซึ่งสิ่งที่เป็นคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามต่าง ๆ และบทบัญญ้ติต่าง ๆ ที่เราได้วะห์ยูให้แก่เจ้า และเจ้า -โอ้มนุษย์เอ๋ย- อย่าเอาสิ่งใด ๆ มาเป็นพระเจ้าร่วมกับอัลลอฮ์ เพราะจะทำให้เจ้าถูกโยนลงไปในนรกญะฮันนัมในวันกิยามะฮ์ ในสภาพที่ถูกตำหนิทั้งในสายตาของตัวเจ้าเองและในสายตาของมนุษย์คนอื่น ๆ และถูกขับให้ห่างจากความดีทั้งหลาย
İsra' 17:40
โอ้บรรดาผู้ที่อ้างว่าบรรดามลาอิกะฮฺ(ทูตสวรรค์หรือเทวทูต)นั้นเป็นบุตรสาวของอัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้มอบสิทธิพิเศษแก่พวกเจ้าด้วยการมอบบุตรชายแก่พวกเจ้า แล้วทรงเลือกบรรดามละอิกะฮ์เป็นบุตรสาวแก่พระองค์เองกระนั้นหรือ?! แท้จริงอัลลอฮ์นั้นสูงส่งเหนือสิ่งที่พวกเจ้าได้กล่าวไว้ แท้จริงการกล่าวอ้างของพวกเจ้านั้นเป็นคำกล่าวที่น่าเกลียดที่สุดที่ได้พาดพิงว่าอัลลอฮฺนั้นทรงมีบุตรและคิดว่าพระองค์ทรงมีบุตรสาว (การกล่าวอ้างเช่นนั้น)มันแสดงถึงการปฏิเสธศรัทธาที่เกินขอบเขต
İsra' 17:41
และแน่นอนในคำภีร์อัลกุรอานพระองค์ได้อธิบายถึงบทบัญญัติ ข้อตักเตือน และอุทาหรณ์ต่างๆเพื่อเป็นบทเรียนแก่ผู้คนนำไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พวกเขาและละทิ้งในสิ่่งที่ให้โทษแก่พวกเขา แต่ชีวิตจริงของบางคนนั้นสัญชาตญาณของพวกเขาเปลี่ยนไป จึงทำให้พวกเขาห่างไกลจากสัจธรรมและรังเกลียดมัน
İsra' 17:42
จงกล่าวเถิด(มุหัมมัด)แก่ผู้ที่ตั้งภาคีกับพระองค์ หากว่ามีพระเจ้าอื่นๆจริงถูกกราบไหว้ร่วมกับอัลลอฮ์ตามที่พวกเขาได้กล่าวอ้างอย่างโกหกนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นแน่นอนบรรดาพระเจ้าเหล่านั้นต้องหาแนวทางเพื่อแย่งชิงบัลลังก์และอำนาจจากพระองค์อัลลอฮ์แล้วสินะ
İsra' 17:43
อัลลอฮ์ผู้ทรงบริสุทธิ์ ผู้ทรงปราศจากคุณลักษณะต่างๆที่บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลายได้อ้างไว้ และพระองค์ทรงสูงส่งเหนือทุกสิ่งที่พวกเขาได้กล่าวไว้
İsra' 17:44
เหล่าชั้นฟ้าและแผ่นดินทั้งหลายและทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้นที่เป็นสิ่งถูกสร้างต่างกล่าวแซ่ซ้องสดุดีต่ออัลลอฮ์ และไม่มีสิ่งใดบนโลกนี้เว้นแต่จะสดุดีและสรรเสริญต่อพระองค์ แต่พวกเจ้าไม่เข้าใจถึงวิธีการสดุดีของพวกมัน และพวกเจ้าจะไม่เข้าใจเว้นแต่ผู้ที่สดุดีต่อพระองค์ด้วยภาษาของพวกเจ้า แท้จริงแล้วพระองค์เป็นผู้ทรงขันติไม่รีบเร่งในการลงโทษและผู้ทรงให้อภัยแก่บ่าวที่กลับเนื้อกลับตัวเสมอ
İsra' 17:45
และเมื่อเจ้า -โอ้ท่านเราะสูลเอ๋ย- อ่านอัลกุรอาน บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาก็จะได้ยินในสิ่งที่เป็นข้อห้ามและข้อตักเตือนต่างๆที่ระบุไว้ในอัลกุรอาน ดังนั้นเราจะทำม่านกั้นระหว่างเจ้ากับพวกเขา เป็นการกีดกันพวกเขาไม่ให้เข้าใจอัลกุรอานเพื่อเป็นการลงโทษสำหรับการปฏิเสธของพวกเขา
İsra' 17:46
และเราได้ปิดคลุมหัวใจของพวกเขาจนพวกเขาไม่สามารถที่จะเข้าใจอัลกุรอาน และเราได้อุดหูของพวกเขาจนไม่สามารถที่จะฟังอัลกุรอานด้วยการฟังที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา และเมื่อเจ้าเอ่ยถึงพระผู้อภิบาลของเจ้าในอัลกุรอานเพียงองค์เดียวโดยไม่ได้เอ่ยถึงบรรดาพระเจ้าของพวกเขา พวกเขาก็จะผินหลังหนีจากการยอมรับในความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮ์ที่บริสุทธิ์
İsra' 17:47
เรารู้ดียิ่งถึงเจตนาในการฟังอัลกุรอานของเหล่าผู้นำแห่งผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งพวกเขาไม่ได้มุ่งหวังเพื่อการได้รับทางนำจากอัลกุรอานแต่อย่างใด หากเพียงแต่ต้องการจากการฟังเจ้าอ่านนั้นคือการเยาะเย้ยเจ้าเท่านั้น และเราทรงรู้ดียิ่งในสิ่งที่พวกเขาได้กระซิบระหว่างกันเพื่อปฏิเสธต่อต้านคำสอนจากอัลกุรอาน ซึ่งพวกอธรรมเหล่านี้จะกล่าวระหว่างพวกเขากันเองว่า "พวกเจ้า -โอ้มนุษย์เอ๋ย- คนที่พวกเจ้ากำลังตามอยู่นั้นเป็นผู้ที่ถูกเวทมนตร์และสติของเขาฟั่นเฟือนไปแล้ว"
İsra' 17:48
จงสังเกตเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ว่าเจ้าอาจประหลาดใจกับสิ่งที่พวกเขาอ้างถึงเจ้าในรูปแบบของลักษณะที่น่าตำหนิต่างๆเพื่อให้พวกเขาเบี่ยงเบนและหลงไปจากเส้นทางแห่งสัจธรรมและไม่สามารถค้นหาเส้นทางแห่งสัจธรรมได้อีก
İsra' 17:49
และบรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลายได้กล่าวในเชิงปฎิเสธต่อวันฟื้นคืนชีพว่า "เมื่อเราได้ตายไปและได้กลายเป็นกระดูก และร่างกายของเราได้สลายไปหมดแล้ว เราจะกลับมาฟื้นใหม่อีกครั้งกระนั้นหรือ?! มันเป็นเรื่องทื่เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง"
İsra' 17:50
จงกล่าวแก่พวกเขาเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- "โอ้บรรรดาผู้ที่ตั้งภาคีทั้งหลาย หากพวกเจ้ามีความสามารถก็จงเป็นหินที่แข็ง หรือเป็นเหล็กที่แกร่งสิ แน่นอนพวกเจ้าไม่อาจจะเป็นเช่นนั้นได้เป็นอันขาด"
İsra' 17:51
หรือจะกลายเป็นสิ่งที่แข็งกว่าหินแกร่งกว่าเหล็กตามที่พวกเจ้านึกคิดอยู่ในใจว่า (มันไม่อาจจะถูกทำให้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง) แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงให้เรือนร่างของพวกเจ้ากลับสู่สภาพเดิมดังที่พวกเจ้าเริ่มกำเนิด และจะให้พวกเจ้าฟื้นคืนชีพอีกครั้งดังที่เคยสร้างมาในครั้งแรก พวกเจ้าที่ดื้อรั้นก็จะถามมาว่า "ใครเล่าจะนำเรากลับมามีชีวิตอีกหลังจากที่ตายไปแล้ว?" โอ้มุหัมมัด จงตอบแก่พวกเขาเถิด "ผู้ที่จะทำให้พวกเจ้าฟื้นขึ้นอีกครั้ง ก็คือผู้ที่ทำให้พวกเจ้ามีชีวิตขึ้นในครั้งแรกโดยไม่มีตัวอย่างใดๆมาก่อน? แล้วพวกเขาก็จะส่ายหัวดูถูกคำตอบของเจ้าแล้วเยาะเย้ยกลับมาว่า"แล้วเมื่อไหรมันจะเกิดขึ้น?!" จงตอบกลับไปอีกว่า "บางทีมันก็อาจจะเร็วๆนี้ก็ได้" เพราะทุกสิ่งที่กำลังมา มันย่อมใกล้เสมอ
İsra' 17:52
อัลลอฮฺได้ทำให้พวกเจ้าฟื้นคืนชีพในวันที่พวกเจ้าถูกเรียกให้รวมตัวกัน ณ ทุ่งมะหชัร พวกเจ้าก็จะสนองตอบรับคำบัญชาของพระองค์ด้วยการสรรเสริญสดุดีพระองค์ และพวกเจ้าจะรู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้(โลกก่อนตาย)เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง
İsra' 17:53
โอ้ท่านเราะสูล(ศาสนทูตของพระองค์) จงบอกแก่ปวงบ่าวที่ศรัทธาต่อข้าเถิดว่า เมื่อพวกเจ้าทำการสนทนากับคนอื่นควรเลือกใช้แต่เฉพาะคำพูดที่ดีๆและหลีกเลี่ยงคำพูดที่ไม่ดีที่จะก่อให้เกิดการบาดหมางระหว่างกัน เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ชัยฏอน(มารร้าย)เข้ามายุแหย่สร้างความเสียหายแก่ชีวิตของพวกเจ้าทั้งโลกนี้และโลกหน้า แท้จริงชัยฏอน(มารร้าย)นั้นคือศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์ดังนั้นจงระมัดระวังมันให้มากๆ
İsra' 17:54
โอ้มนุษย์เอ๋ย พระผู้อภิบาลของสูเจ้าทรงรู้ดีทุกสิ่งเกี่ยวกับสูเจ้า จึงไม่มีสิ่งใดที่จะปกปิดพระองค์ได้ หากพระองค์ทรงประสงค์ที่จะเมตตาสูเจ้าแล้ว พระองค์จะทรงเมตตาสูเจ้าด้วยกับการชี้ทางนำแห่งการศัทธามั่นและการปฏิบัติการงานที่ดีต่อพระองค์เสมอ แต่หากว่าพระองค์ทรงประสงค์ที่จะทรงลงโทษสูเจ้าแล้ว พระองค์จะลงโทษด้วยกับการปล่อยให้หลงจากทางแห่งการศรัทธาและทรงเอาชีวิตของเจ้าในสภาพที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เราไม่ได้ส่งเจ้ามาเพื่อทำหน้าที่ปกครองพวกเขาโดยการบังคับพวกเขาให้ศรัทธาต่อพระองค์ หรือกีดกั้นไม่ให้ปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์ หรือทำหน้าที่จดบันทึกทุกๆการงานของพวกเขาแต่อย่างใด แต่หน้าที่หลักของเจ้าคือการเป็นผู้ส่งสารของอัลลอฮในสิ่งที่พระองค์ได้กำชับไว้แก่มวลมนุษย์เท่านั้น
İsra' 17:55
และพระผู้อภิบาลของเจ้า-โอ้เราะสูลเอ๋ย- ทรงรู้ดียิ่งถึงทุกสิ่งในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และทรงรอบรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเจ้าและสิ่งที่สมควรที่จะได้รับ และแน่นอนเราได้ให้นบีบางคนมีความประเสริฐเหนือกว่านบีบางคนด้วยกับจำนวนผู้ติดตามที่มากกว่าหรือด้วยกับการประทานคำภีร์ลงมา และเราก็ได้ประทานคัมภีร์ซะบูรแก่ท่านนบีดาวูด
İsra' 17:56
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- แก่บรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้น "พวกเจ้าจงเรียกหาบรรดาสิ่งที่พวกเจ้าได้อ้างว่ามันคือพระเจ้าของพวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าได้ประสบความทุกข์ยาก แท้จริงพระเจ้าเหล่านั้นไม่อาจปกป้องพวกเจ้าจากความทุกข์ยากนั้นได้และไม่อาจจะปัดความทุกข์ยากนั้นออกไปยังผู้อื่นได้ เพราะความอ่อนแอของพวกมัน ดังนั้นผู้ที่อ่อนแอย่อมเป็นพระเจ้าไม่ได้"
İsra' 17:57
แท้จริงแล้ว บรรดาผู้ที่(เหล่าบรรดาผู้ตั้งภาคี)ได้วิงวอนขอนั้น จะเป็นเหล่าบรรดามลาอิกะฮ์หรืออื่นจากมลาอิกะฮ์ ตัวของพวกเขาเองก็ยังแสวงหาแนวทางที่จะทำให้ใกล้ชิดกับพระองค์มากที่สุด ด้วยกับการปฏิบัติการงานที่ดีต่างๆ และแข่งขันกันระหว่างพวกเขาเพื่อเป็นผู้ที่ไกล้ชิดพระองค์มากที่สุดและหวังในความเมตตาของพระองค์ และเกรงกลัวบทลงโทษจากพระองค์ แท้จริงการลงโทษของพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นเป็นที่น่าสะพรึงกลัวที่จำเป็นต้องระวังอย่างที่สุด
İsra' 17:58
และไม่มีหมู่บ้านใดหรือเมืองใดที่อาศัยโดยผู้ปฏิเสธ นอกจากพระองค์จะทรงลงโทษหรือทำลายล้างอย่างรุนแรงโดยการคร่าชีวิตทั้งหมดในโลกนี้ เนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา ซึ่งการลงโทษหรือการทำลายล้างดังกล่าวนั้น เป็นกฎกำหนดของพระเจ้าที่ได้ถูกบันทึกเอาไว้แล้วในแผ่นบันทึกที่ถูกรักษาไว้
İsra' 17:59
และเราไม่ได้ยุติการส่งสัญญาณต่างๆที่เป็นรูปธรรม เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึงการเป็นศาสนทูตที่แท้จริงของท่านนบีมุหัมมัด ตามที่บรรดามุชรีกีนได้ร้องขอเอาไว้ เช่นการขอให้คนตายได้ฟื้นขึ้นมาใหม่และอื่นๆ เนื่องจากมันเคยถูกประทานลงมาแก่กลุ่มชนรุ่นก่อนๆแล้ว แต่พวกเขากลับปฏิเสธศรัทธาอยู่ดี ตัวอย่างเช่น สัญญาณที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนที่สุดที่ได้ประทานลงมาแก่กลุ่มชนษะมูด(เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึงการเป็นศาสนทูตของนบีซอลิห์) นั้นก็คือ อูฐตัวเมียที่พวกเขาได้ปฏิเสธมัน พระองค์จึงลงโทษพวกเขาทันที แท้จริงแล้วพระองค์มิได้ส่งสัญญาณต่างๆแก่บรรดาเราะสูลเพื่ออื่นใดนอกจากเป็นการตักเตือนประชาชาติของพวกเขาเอง โดยหวังอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะจำนนเข้ารับอิสลามนั่นเอง
İsra' 17:60
จงรำลึกเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เมื่อตอนที่เราได้กล่าวแก่เจ้าว่า "แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงครอบคลุมมนุษย์ทั้งหลายด้วยด้วยอำนาจของพระองค์ ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดอยู่ในกำมือของพระองค์ และอัลลอฮ์ค์คือผู้ปกป้องเจ้าจากพวกเขา เพราะฉะนั้นเจ้าจงทำการเผยแพร่ตามที่เจ้าได้ถูกสั่งไว้ และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงให้เจ้าได้เห็นมันในค่ำคืนที่เจ้าถูกส่งขึ้นไปบนฟากฟ้านั้น ก็เพื่อเป็นการทดสอบผู้คนเหล่านั้นว่าพวกเขาจะเชื่อหรือจะปฏิเสธ? และเราไม่ได้ทำให้ต้นซักกูมที่เราได้ระบุไว้ในอัลกุรอ่าน ว่ามันได้งอกมาจากไฟนรกอัลญะหีมเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเป็นการทดสอบพวกเขาเช่นกัน สุดท้ายแล้วหากว่าพวกเขาไม่เชื่อในหลักฐานสองอย่างนี้แล้ว พวกเขาก็มิอาจเชื่อในหลักฐานอื่นๆได้ และเราได้เตือนพวกเขาด้วยการส่งสัญญาณต่างๆลงมา แต่พวกเขาไม่ได้เกิดความเกรงกลัวจากสัญญาณเหล่าแตอย่างใด นอกจากการปฏิเสธที่หนักขึ้นและการจมปลักในการหลงทาง
İsra' 17:61
และจงรำลึกเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เมื่อตอนที่เราได้บัญชาแก่บรรดามะลาอิกะฮ์ว่า"จงสุญูดต่ออาดัม ซึ่งเป็นการสุญูดเพื่อเป็นการให้เกียรติต้อนรับไม่ใช่เป็นการเคารพบูชาแต่อย่างใด ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดต่างก็ทำการสุญูดนอกจากอิบลีส(มารร้าย) ที่ปฏิเสธไม่ยอมสุญูดเพราะความเย่อหยิ่ง พร้อมกับกล่าวว่า "จะให้ฉันสุญูดต่อผู้ที่พระองค์ทรงสร้างเขามาจากดินทั้งๆที่พระองค์ทรงสร้างฉันมาจากไฟกระนั้นหรือ?!" ดังนั้นฉันย่อมมีเกียรติเหนือกว่าเขา
İsra' 17:62
อิบลีส(มารร้าย)ได้กล่าวแก่พระผู้อภิบาลของเขาอีกว่า "พระองค์ทรงพิจารณาดูหน่อยซิ นี่นะหรือที่พระองค์ทรงยกย่องให้เหนือกว่าฉันด้วยการสั่งให้ฉันทำการสุญูดต่อเขา? ถ้าหากพระองค์ทรงผ่อนปรนอายุไขของฉันไปจนถึงวันสุดท้ายของโลกใบนี้ แน่นอนฉันจะหลอกล่อลูกหลานของเขาและเบี่ยงเบน(ความสนใจของพวกเขา)ทุกคนให้ออกไปจากแนวทางที่เที่ยงตรง เว้นแต่เพียงกลุ่มน้อยนิดเท่านั้นที่พระองค์ทรงคุ้มครองพวกเขา(จากการหลอกลวงของฉัน) ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นคือบรรดาบ่าวผู้ศรัทธาต่อพระองค์อย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆ"
İsra' 17:63
พระผู้อภิบาลของเขา(อิบลีส)ทรงตรัสแก่เขาว่า"เจ้าและผู้ปฏิบัติตามเจ้าจงออกไปให้พ้น แท้จริงนรกญะฮันนัมเป็นรางวัลสำหรับเจ้าและสำหรับพวกเขาเช่นกันซึ่งเป็นรางวัลที่สมบูรณ์และเตรียมพร้อมแล้วเพื่อเป็นการตอบแทนต่อการกระทำของพวกเจ้า"
İsra' 17:64
อิบลีส(มารร้าย)เอ๋ย เจ้าจงหลอกล่อผู้ที่เจ้าสามารถหลอกล่อพวกเขาได้ให้หลงผิดด้วยเสียงของเจ้าที่เรียกร้องสู่การเนรคุณ และจงระดมขบวนทหารม้าและพลเดินเท้าของเจ้ามาร่วมสมทบเพื่อการหลอกล่อผู้คนให้หลงเชื่อตามพวกเจ้า และเจ้าจงเป็นหุ่นส่วนกับพวกเขา(มนุษย์)ในทรัพย์สินของพวกเขาโดยให้พวกเขาได้เห็นทุกๆกิจการทางการเงินที่ผิดต่อหลักการอิสลามเป็นสิ่งสวยงาม และเจ้าจงเป็นหุ่นส่วนกับพวกเขาในลูกหลานของพวกเขาด้วยการอ้างโกหกไปว่าลูกหลานเหล่านี้ได้มาโดยการผิดประเวณี และจงทำให้พวกเขาเป็นบ่าวต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ในช่วงเวลาแห่งการกล่าว"บิสมิลลาฮ์" และเจ้าจงประดับให้แก่พวกเขาซึ่งสัญญาเท็จต่างๆ และความหวังอันจอมปลอมทั้งหลายให้สวยงาม และชัยตอนจะไม่สัญญาใดๆแก่พวกเขา นอกจากเป็นสัญญาที่โกหกหลอกลวง
İsra' 17:65
โอ้อิบลีส(มารร้าย) เจ้าไม่มีอำนาจใดเหนือปวงบ่าวผู้ศรัทธาที่เคร่งครัดของข้าอย่างเด็ดขาด เพราะว่าพระองค์จะทรงคุ้มครองปกป้องพวกเขาจากความชั่วร้ายของเจ้า และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮฺทรงเป็นผู้คุ้มครองแด่ผู้ที่มอบหมายต่อพระองค์ในการงานต่างๆของเขา
İsra' 17:66
โอ้มนุษย์เอ๋ย พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าคือผู้ทรงทำให้เรือของพวกเจ้าแล่นในทะเล เพื่อพวกเจ้าจะได้แสวงหาปัจจัยยังชีพที่มีผลกำไรจากการค้าขายและอื่นๆ แท้จริงพระองค์ทรงเมตตาแก่พวกเจ้าเสมอ ซึ่งได้อำนวยความสะดวกแก่พวกเจ้าด้วยกับการข่นส่งเหล่านี้
İsra' 17:67
และเมื่อพวกเจ้า -โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย- ได้ประสบกับทุกข์ภัยในท้องทะเลจนพวกเจ้ากลัวกับความหายนะที่จะเกิดขึ้น ทำให้พวกเจ้าลืมทุกสิ่งที่เคยเคารพบูชานอกจากอัลลอฮ์ผู้เดียว และไม่รำลึกถึงสิ่งใดนอกจากอัลลอฮ์พระองค์เดียวแล้วพวกเจ้าก็ได้ขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าให้ขึ้นบกด้วยความปลอดภัยและรอดพ้นจากสิ่งที่พวกเจ้ากลัวนั้น พวกเจ้าก็ผินหลังให้พระองค์จากที่เคยบริสุทธิ์ใจในเอกภาพของพระองค์และวิงวอนต่อพระองค์สู่การเคารพบูชาต่อรูปปั้นของพวกเจ้ายังเดิม แท้จริงแล้ว มนุษย์นั้นมักเป็นผู้เนรคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺเสมอ
İsra' 17:68
พวกเจ้าจะปลอดภัยหรือ -โอ้บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลายเอ๋ย- หลังจากที่พวกเจ้าได้ขึ้นบก แล้วอัลลอฮ์ทำให้มันถล่มลงไปทำให้พวกเจ้าจมหายไปใต้แผ่นดิน?! หรือว่าพวกเจ้าจะรอดหากพระองค์ได้ทรงทำให้ฝนตกเป็นก้อนหินหล่นใส่พวกเจ้า ดังเช่นการลงโทษของพระองค์ต่อกลุ่มชนนบีลูฏกระนั้นหรือ? เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเจ้าจะไม่มีผู้ใดที่คอยคุ้มครองดูแล หรือแม้แต่ผู้ที่จะช่วยเหลือพวกเจ้าให้รอดพ้นจากความหายนะที่เกิดขึ้น
İsra' 17:69
หรือพวกเจ้ารู้สึกปลอดภัย หากอัลลอฮ์ได้ส่งพวกเจ้ากลับสู่ทะเลอีกครั้งแล้วส่งลมแรงกระหน่ำใส่พวกเจ้าทำให้พวกเจ้าต้องจมน้ำตาย เนื่องจากการเนรคุณของพวกเจ้าที่มีต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์หลังจากที่พระองค์ทรงช่วยพวกเจ้าในครั้งแรก และพวกเจ้าจะไม่พบผู้ใดที่จะมาร้องเรียนต่อพระองค์ถึงสิ่งที่พระองค์ได้ลงโทษพวกเจ้าเพื่อเข้าข้างหรือช่วยเหลือพวกเจ้าอย่างแน่นอน
İsra' 17:70
และแน่นอนเราได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัมด้วยการประทานสติปัญญาและการให้บรรดามลาอิกะฮ์ได้สุญูด(กราบ)ต่อบิดาของพวกเขา(นบีอาดัม)และอื่นๆอีกมากมาย และเราได้สร้างความสะดวกแก่พวกเขา ด้วยสิ่งที่ใช้ในการขนส่งทางบกที่เป็นสัตว์พาหนะ หรือสิ่งที่ใช้ขนส่งทางทะเลเช่น เรือเป็นต้น และพระองค์ได้ประทานปัจจัยยังชีพที่ดีแก่พวกเขา ทั้งที่เป็นอาหาร เครื่องดื่ม และคู่ชีวิตที่ดี ฯลฯ และเราได้ให้ความประเสริฐอย่างมากมายแก่พวกเขาเหนือกว่าสิ่งที่ถูกสร้างอื่นๆ ของพระองค์ เพราะฉะนั้นแล้วจำเป็นสำหรับพวกเขาต้องสำนึกในความกรุณาของพระองค์ที่มีต่อพวกเขา
İsra' 17:71
จงรำลึกเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- วันที่พระองค์จะทรงเรียกทุกหมู่ชนพร้อมด้วยบรรดาผู้นำของหมู่ชนเหล่านั้นที่เคยติดตามพวกเขาบนโลกดุนยานี้ ดังนั้นผู้ใดที่ได้รับบันทึกการงานของเขาด้วยมือขวา พวกเขาก็จะอ่านบันทึกนั้นด้วยความปิติยินดียิ่ง ซึ่งในนั้นจะบันทึกผลบุญความดีให้ทั้งหมดโดยไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ แม้แต่น้อยนิดแม้จะเท่าเส้นด้ายกลางเมล็ดอินทผาลัมก็ตาม
İsra' 17:72
และผู้ใดที่ใช้ชีวิตในโลกนี้ด้วยหัวใจที่บอดต่อการเห็นถึงสัจธรรมที่จะน้อมรับในสัจธรรม ดังนั้นในโลกหน้าเขาก็จะบอดยิ่งกว่า เพราะเขาจะไม่เห็นทางสู่สรวงสววรค์ และหลงจากทางแห่งความถูกต้อง เพราะรางวัลแห่งการตอบแทนนั้นจะเป็นชนิดเดียวกันกับการงานที่ได้กระทำลงไป
İsra' 17:73
และบรรดาผู้ตังภาคีอาจทำให้เจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- อาจทำให้เจ้าหลงไปจากสิ่งที่เราได้วะห์ยูให้แก่เจ้าจากอัลกุรอาน เพื่อให้เจ้าได้อุปโลกน์สิ่งอื่นขึ้นมาในนามของเราให้สอดคล้องกับความต้องการของพวกเขาแทนที่อัลกุรอาน และหากเจ้าทำตามในสิ่งที่พวกเขาต้องการแล้ว แน่นอนพวกเขาก็จะเลือกเจ้าเป็นเพื่อนรักคนหนึ่ง
İsra' 17:74
และหากเราไม่ทำให้เจ้าได้ยืนหยัดตั้งมั่นอยู่ในสัจธรรมแล้ว แน่นอนเจ้าอาจจะโน้มเอียงไปทางพวกเขาบ้างเล็กน้อย แล้วเจ้าก็จะเห็นด้วยกับสิ่งที่พวกเขานำเสนอแก่เจ้า เนื่องด้วยการหลอกลวงและเล่ห์เหลี่ยมที่ร้ายกาจของพวกเขา ผนวกกับความจริงจังของเจ้าที่มีต่อการเรียกร้องพวกเขาสู่การศรัทธา แต่พระองค์ได้ปกป้องรักษาเจ้าจากการหันเหไปทางพวกเขา
İsra' 17:75
และหากเจ้าได้โน้มเอียงไปทางพวกเขาโดยเชื่อในสิ่งที่พวกเขานำเสนอแก่เจ้า แน่นอนพระองค์จะให้เจ้าได้ลิ้มรสแห่งการลงโทษเป็นสองเท่าทั้งในโลกนี้และโลกหน้าด้วยเช่นกัน แล้วเจ้าจะไม่พบผู้ใดที่จะมาช่วยเหลือปกป้องเจ้าจากการลงโทษของเรา
İsra' 17:76
และแน่นอนเหล่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเกือบจะประสบความสำเร็จในการบีบคั้นเจ้าเพราะความเป็นศัตรูของพวกเขาที่มีต่อเจ้า เพื่อขับไล่เจ้าให้ออกจากแผ่นดินมักกะฮ์ แต่อัลลอฮ์ทรงปกป้องเจ้าจากการขับไล่ของพวกเขาจนถึงวันที่เจ้าได้ทำการอพยพด้วยคำสั่งของพระผู้อภิบาลของเจ้า และหากพวกเขาสามารถขับไล่เจ้าออกไปจริงๆ พวกเขาก็จะไม่ได้อยู่ที่นั่นเช่นกันนอกจากในเวลาที่สั้นเท่านั้น
İsra' 17:77
กฎการตัดสินของอัลลอฮ์หลังจากการออกของเจ้าจากแผ่นดินนั้น คือจะไม่ให้พวกเขาพำนักอยู่ในนั้นนอกจากเวลาสั้นๆนั้น มันเป็นกฎการตัดสินของอัลลอฮ์ที่มีต่อทุกเราะสูลก่อนหน้าเจ้า กล่าวคือ เราะสูลท่านใดที่ถูกประชาชาติของเขาขับไล่ออกจากเมืองของพวกเขา อัลลอฮฺจะทรงลงโทษพวกเขาโดยทันที และเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- จะไม่พบถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎของพระองค์อย่างแน่นอน เพราะเจ้าจะเห็นมันมั่นคงถาวร
İsra' 17:78
จงดำรงไว้ซึ่งการละหมาดด้วยการประกอบในลักษณะที่สมบูรณ์ที่สุดในเวลาของมัน เริ่มจากดวงอาทิตย์คล้อยไปทางทิศตะวันตกหลังเที่ยงวัน ซึ่งจะเป็นเวลาของการละหมาดซุฮ์รีย์และอัสรี่ย์ตามลำดับ ไปจนถึงความมืดในเวลากลางคืนซึ่งจะเป็นเวลาของการละหมาดมัฆริบและอิชาตามลำดับ และจงดำรงการละหมาดซุบฮีย์(ช่วงเวลารุ่งอรุณ)พร้อมๆกับเลือกอ่านสูเราะฮฺที่ยาวๆ เพราะว่าในการละหมาดซุบฮีย์นี้ จะมีบรรดามลาอิกะฮ์ทั้งกลางวันและกลางคืนมารวมตัวกันเป็นพยานแก่ผู้ดำรงละหมาด
İsra' 17:79
นอกจากนั้น -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เจ้าจงตื่นละหมาดในบางเวลาในยามกลางคืน ซึ่งการละหมาดตรงนี้จะเพิ่มพูนผลบุญและเป็นการยกสถานะของเจ้าให้สูงขึ้น เพื่อเป็นการขอให้พระผู้อภิบาลของเจ้าได้ให้เจ้าฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ในสถานะของผู้ช่วยเหลือผู้อื่นจากความหวาดกลัวต่างๆที่พวกเขาต้องประสบในวันนั้น และเพื่อให้เจ้าได้อยู่ในสถานะแห่งการ ช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่ ที่เหล่าบรรดาคนยุคแรกๆและยุคหลังๆได้ทำการสรรเสริญ
İsra' 17:80
และจงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- "โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดทำให้เส้นทางเข้าออก(ของทุกๆสิ่ง)ในชีวิตของฉันเต็มไปด้วยสัจธรรมที่ทำให้ภักดีต่อพระองค์ และเป็นที่พึงพอใจของพระองค์เถิด และโปรดทรงช่วยเหลือฉันโดยการให้ฉันมีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนเหนือศัตรูของฉัน"
İsra' 17:81
และจงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- แก่บรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้น ว่า :"สัจธรรมแห่งอิสลามได้มาถึงแล้ว และสัญญาแห่งการช่วยเหลือของอัลลอฮฺก็เป็นจริงขึ้นมา ทำให้การตั้งภาคีและการปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์ได้มลายหายไป แท้จริงแล้วความเท็จนั้นย่อมมลายไปเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัจธรรม"
İsra' 17:82
และเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาเพื่อเป็นการบำบัดรักษาหัวใจจากความโง่เขลา การปฏิเสธศรัทธา และการสงสัยทั้งหลาย และเพื่อเป็นการบำบัดรักษาร่างกายด้วยการปัดเป่ารักษา และเป็นความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่หมั่นปฏิบัติตามบทบัญญัติอย่างเคร่งครัด และอัลกุรานก็มิอาจจะเพิ่มสิ่งใดๆแก่พวกอธรรมนอกจากความพินาศและขาดทุนเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ทุกครั้งที่พวกเขาได้ยินมันก็จะรู้สึกไม่พอใจ และจะทำให้เกิดการปฏิเสธเพิ่มขึ้น และผินหลังจากมันไป
İsra' 17:83
และเมื่อเราได้ประทานความโปรดปรานแก่มนุษย์เช่นการให้มีสุขภาพที่ดีและความร่ำรวย พวกเขาก็จะผินหลังให้ไม่สำนึกในความกรุณาของอัลลอฮ์และจะไม่ภัคดีต่อพระองค์ และยังปลีกตัวเย่อหยิ่งอีกด้วย และเมื่อพวกเขาประสบความเจ็บป่วยและความยากจน พวกเขาก็จะทุกข์ใจ และสิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ
İsra' 17:84
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- มนุษย์ทุกคนจะกระทำตามเส้นทางที่ตนเองต้องการ ที่มีลักษณะคล้ายกับพฤติกรรมของเขาทั้งในทางแห่งสัจธรรมหรือในทางที่หลงผิด เพราะฉะนั้น พระผู้อภิบาลของเจ้าทรงรู้ดียิ่งถึงผู้ที่ควรได้รับแนวทางแห่งสัจธรรมที่แท้จริง
İsra' 17:85
และบรรดาชาวยิวจะถามเจ้า -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เกี่ยวกับลักษณะของวิญญาณ จงบอกพวกเขาเถิดว่า "ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องวิญญาณจริงเว้นแต่อัลลอฮ์เท่านั้น และความรู้ที่พวกเจ้าและสิ่งมีชีวิตทั้งหมดได้รับนั้นรวมกันแล้ว มันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากนำมาเทียบกับความรู้ของอัลลอฮ์ผู้ทรงบริสุทธิ์
İsra' 17:86
ขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮ์ -โอ้เราะสูลเอ๋ย- ว่า หากเราประสงค์ที่จะลบวะห์ยู(คำสั่งและบทบัญญัติต่างๆ ที่ได้ประทานให้แก่เจ้า) ออกไปจากความทรงจำของเจ้า และจากคัมภีร์แน่นอนมันก็จะหายไป จากนั้นเจ้าจะไม่พบใครที่จะช่วยเจ้าในการนำมันกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งได้
İsra' 17:87
แต่เราไม่ได้ลบล้างวะห์ยูออกไปจากเจ้า เพราะความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และได้รักษามันไว้อย่างดี แท้จริงความโปรดปรานของพระองค์ที่มีต่อเจ้านั้นใหญ่หลวงนัก ซึ่งพระองค์ได้แต่งตั้งเจ้าให้เป็นศาสนทูตของพระองค์ และยังเป็นศาสนทูตท่านสุดท้ายพร้อมๆกับได้รับคัมภีร์อัลกุรอานอีกด้วย
İsra' 17:88
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- หากมนุษย์และญินรวมตัวกันทั้งหมดเพื่อจะแต่งหนังสือเฉกเช่นอัลกุรอานที่ถูกประทานให้แก่เจ้า เทียบเคียงกันทั้งในความลึกซึ้งของความหมาย และความสละสลวยของการเรียบเรียงเนี้อหา แน่นอนพวกเขาไม่อาจจะกระทำเช่นนั้นได้เป็นอันขาด ถึงแม้ว่าต่างคนก็ต่างช่วยเหลือกันและกันอย่างสุดความสามารถก็ตาม
İsra' 17:89
และแท้จริงเราได้อธิบายแก่มวลมนุษย์ในอัลกุรอานเล่มนี้ และได้ใช้วิธีที่หลากหลายในการอธิบาย จะเป็นการตักเตือน บอกเล่าบทเรียน การสั่งใช้และการสั่งห้าม และประวัติของชนชาติก่อนๆ ทั้งหมดนั้นก็เพื่อให้พวกเขาได้ศรัทธา แต่มนุษย์ส่วนใหญ่จะดื้อและปฏิเสธต่อคำภีร์อัลกุรอานนี้
İsra' 17:90
และบรรดามุชรีกีน(ผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์) กล่าวว่า "เราจะไม่ศรัทธาต่อเจ้า จนกว่าเจ้าจะทำให้น้ำพุพุ่งออกมาจากแผ่นดินมักกะฮฺแห่งนี้โดยไหลรินเป็นลำธารอย่างไม่ขาดสาย"
İsra' 17:91
"หรือ (จนกว่า) เจ้าจะมีสวนอินทผลัมและสวนองุ่นมากมาย และทำให้ลำน้ำหลายสายไหลเข้าไปในสวนนั้นอย่างล้นหลาม"
İsra' 17:92
"หรือ(จนกว่าเจ้าจะทำให้ท้องฟ้าร่วงลงมาบนพวกเราเป็นเสี่ยงๆ ตามที่เจ้าได้ขู่เราว่าจะลงโทษ พวกเรา หรือเจ้านำอัลลอฮ์และบรรดามลาอิกะฮ์มาปรากฎต่อหน้าเรา เพื่อเป็นพยานแก่เจ้าในสิ่งที่เจ้าได้นำมาเผยแพร่"
İsra' 17:93
"หรือ(จนกว่า)เจ้าจะมีบ้านที่ประดับประดาด้วยทองคำและด้วยอื่นๆไว้หนึ่งหลัง หรือเจ้าขึ้นสู่ฟากฟ้าและเราจะยังไม่ศรัทธาว่าเจ้าเป็นเราะสูล แม้ว่าเจ้าสามารถขึ้นไปยังฟากฟ้าได้ นอกจากว่าเจ้าได้นำคำภีร์จากอัลลอฮ์เล่มหนึ่งที่ถูกบันทึกไว้ให้เราได้อ่านว่าเจ้านั้นเป็นศาสนทูตของพระองค์จริง" จงกล่าวแก่พวกเขาเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- "มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉัน แท้จริงฉันไม่ได้เป็นอะไร นอกจากเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีหน้าที่เป็นเราะสูล เหมือนกับบรรดาเราะสูลท่านอื่นๆ ฉันไม่สามารถที่จะนำสิ่งใดๆได้ ดังนั้นจะให้ฉันทำตามที่พวกเจ้าเรียกร้องเอาไว้ได้อย่างไรกัน?!"
İsra' 17:94
และไม่มีสิ่งใดที่จะกีดกันผู้ปฏิเสธศรัทธาในการที่จะศรัทธาต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์และปฏิบัติตามที่ท่านเราะสูลได้นำมา นอกจากพวกเขาไม่ยอมรับการเป็นเราะสูลที่มาจากมนุษย์ ดังที่พวกเขาได้ถามในเชิงปฏิเสธว่า "อัลลอฮ์ได้ทรงแต่งตั้งศาสนทูตของพระองค์มาจากมนุษย์กระนั้นหรือ?!"
İsra' 17:95
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เพื่อเป็นการตอบกลับไปยังพวกเขาว่า"ถ้าหากบรรดามลาอิกะฮ์อาศัยอยู่บนโลกนี้และไปไหนมาไหนได้โดยสงบดังเช่นพวกเจ้าแล้ว แน่นอนเราก็จะส่งมลาอิกะฮ์มาเป็นเราะสูลแก่พวกเขา เพราะเขาสามารถที่จะทำให้พวกเขาเข้าใจในบทบัญญัติที่พระองค์ได้ประทานลงมายังพวกเขา จึงไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องหากพระองค์ส่งศาสนทูตที่เป็นมนุษย์มายังพวกเขา เชกเช่นกรณีของพวกเจ้าก็เหมือนกัน"
İsra' 17:96
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- "พอเพียงแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยานระหว่างฉันกับพวกเจ้า ที่ยืนยันว่าฉันนั้นเป็นศาสนทูตของพระองค์ที่ถูกส่งมายังพวกเจ้า และเป็นพยานว่าฉันได้ทำหน้าที่เผยแพร่ในสิ่งได้รับมอบหมายแล้วอย่างสมบูรณ์ แท้จริงพระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับปวงบ่าวของพระองค์โดยมิอาจปิดบังพระองค์ได้ และทรงเห็นทุกสิ่งที่เป็นเรื่องลับในตัวของพวกเขา"
İsra' 17:97
และผู้ใดที่ได้รับการชี้นำจากอัลลอฮ์ให้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง ดังนั้นเขาคือผู้ที่ได้รับทางนำอย่างแท้จริง และผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงให้เขาหลงผิดจากทางนำแล้ว เจ้า(โอ้มุหัมมัด)จะไม่พบผู้ช่วยเหลือพวกเขาที่จะนำทางแห่งสัจธรรมแก่เขา หรือสามารถคุ้มครองพวกเขาจากความชั่ว และแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับพวกเขาอีกต่อไป และในวันปรโลกนั้นพวกเขาจะถูกลากด้วยใบหน้าของพวกเขา ในสภาพตาบอด เป็นใบ้ และหูหนวก ที่พำนักของพวกเขาคือนรกญะฮันนัม เมื่อใดก็ตามที่ไฟได้มอด เราก็จะให้มันลุกโชนขึ้นอีกสำหรับพวกเขา
İsra' 17:98
การลงโทษที่พวกเขาได้รับนั้นก็เป็นการตอบแทนสำหรับพวกเขา เพราะพวกเขาปฏิเสธศรัทธาสัญญาณของพระองค์อัลลอฮฺ และปฏิเสธศรัทธาต่อวันฟื้นคืนชีพโดยกล่าวว่า "เมื่อเราตายเป็นชิ้นส่วนกระจัดจาย และกระดูกผุกร่อนแล้ว เราจะถูกทำให้ฟื้นคืนชีพมาใหม่อีกกระนั้นหรือ?"
İsra' 17:99
พวกบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อวันฟื้นคืนชีพไม่คิดหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน โดยที่ทั้งสองนั้นยิ่งใหญ่ พระองค์ก็ทรงทีความสามารถที่จะสร้างสิ่งที่เหมือนกับพวกเขาได้? และผู้ใดที่สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้แล้ว ก็สามารถที่จะสร้างสิ่งที่เล็กได้เช่นกัน และอัลลอฮ์ทรงจำกัดระยะเวลาการมีชีวิตของพวกเขาอยู่บนโลกนี้ และทรงกำหนดวันแห่งการฟื้นคืนชีพของพวกเขาอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย แต่พวกเขากลับดื้อดึงปฏิเสธศรัทธาต่อวันฟื้นคืนชีพ ทั้งๆที่ หลักฐานและสัญญาณต่างๆ ชัดเจนเด่นชัดต่อหน้าพวกเขาเรียบร้อยแล้ว
İsra' 17:100
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- แก่บรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย "หากพวกเจ้าครอบครองคลังแห่งความเมตตาของพระผู้อภิบาลของฉันแล้ว ซึ่งมันไม่มีวันลดหรือหมดไปอย่างแน่นอน พวกเจ้าก็จะไม่ยอมที่จะใช้จ่ายมัน เพราะกลัวว่ามันจะหมดไป และเพื่อพวกเจ้าจะได้ไม่กลายเป็นคนจน และด้วยนิสัยดั้งเดิมของมนุษย์แล้ว จะเป็นผู้ที่ตระหนี่เว้นแต่ผู้ศรัทธาต่อพระองค์เท่านั้น ซึ่งพวกเขาจะจ่าย เพื่อหวังการตอบแทนจากอัลลอฮ์"
İsra' 17:101
และพระองค์ได้ประทานสัญญาณต่างๆที่ชัดเจนเก้าประการแก่นบีมูซาเพื่อเป็นข้อยืนยันแก่เขา(ยืนยันในความเป็นศาสนทูตของพระองค์) คือ ไม้เท้า มือที่ขาวสะอาด ความแห้งแล้ง ขาดแคลนผลไม้ต่างๆ น้ำท่วม ตั๊กแตน เหา กบและเลือด ดังนั้น โอ้ท่านเราะสูล เจ้าจงถามชาวยิวเมื่อครั้นนบีมูซาได้นำสัญญาณเหล่านี้มายังบรรพบุรุษของพวกเขา ฟิรเอาน์ได้กล่าวแก่นบีมูซาว่า "มูซาเอ๋ย ฉันคิดว่าเจ้าถูกอาคมอย่างแน่นอน เพราะเจ้าได้นำอะไรแปลกๆเช่นนี้มาปรากฎต่อหน้าพวกเรา"
İsra' 17:102
มูซาได้ตอบว่า "แท้จริงแล้วเจ้า -โอ้ฟิรเอาน์- รู้ดียิ่งว่าไม่มีผู้ใดนอกจากอัลลอฮ์พระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเท่านั้น ที่ส่งสัญญาณเหล่านั้นลงมาเพื่อเป็นข้อพิสูจน์ในความสามารถของพระองค์ และการเป็นศาสนทูตที่แท้จริงของเราะสูลของพระองค์ แต่เจ้ากลับปฏิเสธไม่เชื่อ แท้จริงฉันรู้ดียิ่งว่าเจ้าต่างหากที่เป็นคนจะได้รับความหายนะและขาดทุนอย่างแน่นอน"
İsra' 17:103
ดังนั้นฟิรเอาน์ต้องการที่จะลงโทษนบีมูซา อะลัสฮิสลาม และวงศ์วานของเขาโดยการขจัดออกไปจากแผ่นดินอียิปต์ ดังนั้นเราจึงทำให้ฟิรเอาน์และพวกพ้องของเขาที่เป็นทหารทั้งหมดจมน้ำตาย
İsra' 17:104
และพระองค์ได้กล่าวแก่วงศ์วานของอิสรออีลหลังจากที่ได้ทำลายฟิรเอาน์และกองทัพของเขาว่า " พวกเจ้าจงพำนักอยู่ในดินแดนเมืองชามแห่งนี้ และเมื่อเวลาแห่งการฟื้นคืนชีพที่ถูกกำหนดไว้มาถึง เราจะนำพวกเจ้าทั้งหมดมารวมไว้ด้วยกันเพื่อคิดบัญชี "
İsra' 17:105
และด้วยสัจธรรมเราจึงได้ประทานอัลกุรอานลงมาแก่ท่านนบีมูหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และด้วยสัจธรรมเช่นกันที่มันลงมาแก่ท่านนบีโดยไม่มีการดัดแปลงหรือบิดเบือนแต่อย่างใด และเราไม่ได้ส่งเจ้ามา -โอ้เราะสูลเอ๋ย- เพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเป็นผู้แจ้งข่าวดีให้แก่เหล่าบรรดาผู้ยำเกรงด้วยสรวงสวรรค์ และเป็นผู้ตักเตือนให้บรรดาผู้ปฏิเสธและเนรคุณต่ออัลลอฮ์ให้กลัวต่อไฟนรก
İsra' 17:106
และเราได้ประทานอัลกุรอานลงมาพร้อมได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน เพื่อที่เจ้า(โอ้ท่านนบี)จะได้อ่านให้กับผู้คนอย่างช้าๆ เป็นวรรคเป็นตอน ซึ่งมันจะง่ายต่อการทำความเข้าใจไตร่ตรองกับเนื้อหา และพระองค์ได้ประทานมันลงมาเป็นตอนๆ ตามเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
İsra' 17:107
จงกล่าวเถิด -โอ้มุหัมมัด-"พวกเจ้าจะศรัทธาต่ออัลกุรอานหรือไม่ศรัทธาก็ตาม(มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร) เพราะการศรัทธาของพวกเจ้านั้น มันไม่ได้ทำให้อัลกุรอานได้เพิ่มความสมบูรณ์จากเดิมได้ และการปฏิเสธของพวกเจ้ามันก็ไม่ได้ทำให้อัลกุรอานตกต่ำอะไร แท้จริงบรรดาผู้ที่ได้อ่านคัมภีร์ต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ และมีความรู้เกี่ยวกับวะห์ยู(บทบัญญัติที่ถูกประทานลงมา)และที่เกี่ยวกับศาสนทูตของพระองค์แล้ว เมื่ออัลกุรอานได้ถูกอ่านให้แก่พวกเขา พวกเขาก็จะก้มหน้าลงกราบสุญูดเพื่อเป็นการขอบคุณอัลลอฮ์"
İsra' 17:108
และพวกเขาจะกล่าวในขณะที่กำลังกราบอัลลอฮ์ "พระผู้อภิบาลของเราไม่เคยผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ดังที่พระองค์ได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะส่งนบีมุหัมมัดเป็นศาสทูตท่านสุดท้ายก็ปรากฎเป็นจริงขึ้นมา เพราะฉะนั้นคำมั่นสัญญาอื่นๆ ที่พระองค์ได้ให้ไว้นั้น ก็จะปรากฎเป็นจริงเช่นกันโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้"
İsra' 17:109
และพวกเขาจะก้มหน้าลงจรดพื้นพลางร้องไห้ด้วยความเกรงกลัวต่อพระองค์ และเมื่อพวกเขาได้ยินอัลกุรอานด้วยการไตร่ตรองเข้าใจมันแล้ว ก็จะทำให้พวกเขายิ่งจำนนและเกรงกลัวต่อพระองค์มากยิ่งขึ้น
İsra' 17:110
จงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- แก่ผู้ที่ปฏิเสธต่อเจ้าในการวิงวอนด้วยการกล่าวว่า (โอ้อัลลอฮ์) (โอ้เราะห์มาน) ว่า "ทั้งสองนี้เป็นพระนามของพระองค์ผู้มหาบริสุทธิ์ยิ่ง เพราะฉะนั้นเจ้าจงวิงวอนขอพรจากอัลลอฮ์ด้วยพระนามใดก็ตามจากพระนามทั้งสองนี้ หรือนอกเหนือจากทั้งสองพระนามนี้ในบรรดาพระนามอันประเสริฐยิ่งของพระองค์ และจงอย่าอ่านเสียงดังในการละหมาดของเจ้าจนทำให้บรรดามุชริกีน(ผู้ตั้งภาคีต่อพระองค์)ได้ยิน และจงอย่าอ่านแผ่วเบาในการละหมาดจนทำให้ผู้ศรัทธา(ที่กำลังละหมาดตามนั้น)ไม่ได้ยิน แต่จงปฏิบัติตามแนวทางสายกลางระหว่างทั้งสองนี้"
İsra' 17:111
และจงกล่าวเถิด -โอ้เราะสูลเอ๋ย- การสรรเสริญทั้งมวลเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮ์เท่านั้น ผู้ทรงบริสุทธิ์จากการมีบุตรและบริสุทธิ์จากการมีหุ้นส่วนใดๆในอำนาจของพระองค์ พระองค์ไม่ประสบกับความต่ำต้อย ไร้เกียรติ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้อมีผู้ใดมาช่วยเหลือหรือการสนับสนุนจากใครทั้งสิ้น ดังนั้นจงแสดงความเกรียงไกรต่อพระองค์อย่างมากมาย และไม่พาดพิงว่าพระองค์ทรงมีบุตร หรือมีหุ้นส่วนในการครอบครองของพระองค์ หรือมีผู้ช่วยเหลือคอยสนับสนุนพระองค์อย่างเด็ดขาด"