Tayca Meal — Rowad Tercüme Merkezi — Nisa' 4:1 – Enam 6:165
Contents
- Nisa' 4:1
- Nisa' 4:2
- Nisa' 4:3
- Nisa' 4:4
- Nisa' 4:5
- Nisa' 4:6
- Nisa' 4:7
- Nisa' 4:8
- Nisa' 4:9
- Nisa' 4:10
- Nisa' 4:11
- Nisa' 4:12
- Nisa' 4:13
- Nisa' 4:14
- Nisa' 4:15
- Nisa' 4:16
- Nisa' 4:17
- Nisa' 4:18
- Nisa' 4:19
- Nisa' 4:20
- Nisa' 4:21
- Nisa' 4:22
- Nisa' 4:23
- Nisa' 4:24
- Nisa' 4:25
- Nisa' 4:26
- Nisa' 4:27
- Nisa' 4:28
- Nisa' 4:29
- Nisa' 4:30
- Nisa' 4:31
- Nisa' 4:32
- Nisa' 4:33
- Nisa' 4:34
- Nisa' 4:35
- Nisa' 4:36
- Nisa' 4:37
- Nisa' 4:38
- Nisa' 4:39
- Nisa' 4:40
- Nisa' 4:41
- Nisa' 4:42
- Nisa' 4:43
- Nisa' 4:44
- Nisa' 4:45
- Nisa' 4:46
- Nisa' 4:47
- Nisa' 4:48
- Nisa' 4:49
- Nisa' 4:50
- Nisa' 4:51
- Nisa' 4:52
- Nisa' 4:53
- Nisa' 4:54
- Nisa' 4:55
- Nisa' 4:56
- Nisa' 4:57
- Nisa' 4:58
- Nisa' 4:59
- Nisa' 4:60
- Nisa' 4:61
- Nisa' 4:62
- Nisa' 4:63
- Nisa' 4:64
- Nisa' 4:65
- Nisa' 4:66
- Nisa' 4:67
- Nisa' 4:68
- Nisa' 4:69
- Nisa' 4:70
- Nisa' 4:71
- Nisa' 4:72
- Nisa' 4:73
- Nisa' 4:74
- Nisa' 4:75
- Nisa' 4:76
- Nisa' 4:77
- Nisa' 4:78
- Nisa' 4:79
- Nisa' 4:80
- Nisa' 4:81
- Nisa' 4:82
- Nisa' 4:83
- Nisa' 4:84
- Nisa' 4:85
- Nisa' 4:86
- Nisa' 4:87
- Nisa' 4:88
- Nisa' 4:89
- Nisa' 4:90
- Nisa' 4:91
- Nisa' 4:92
- Nisa' 4:93
- Nisa' 4:94
- Nisa' 4:95
- Nisa' 4:96
- Nisa' 4:97
- Nisa' 4:98
- Nisa' 4:99
- Nisa' 4:100
- Nisa' 4:101
- Nisa' 4:102
- Nisa' 4:103
- Nisa' 4:104
- Nisa' 4:105
- Nisa' 4:106
- Nisa' 4:107
- Nisa' 4:108
- Nisa' 4:109
- Nisa' 4:110
- Nisa' 4:111
- Nisa' 4:112
- Nisa' 4:113
- Nisa' 4:114
- Nisa' 4:115
- Nisa' 4:116
- Nisa' 4:117
- Nisa' 4:118
- Nisa' 4:119
- Nisa' 4:120
- Nisa' 4:121
- Nisa' 4:122
- Nisa' 4:123
- Nisa' 4:124
- Nisa' 4:125
- Nisa' 4:126
- Nisa' 4:127
- Nisa' 4:128
- Nisa' 4:129
- Nisa' 4:130
- Nisa' 4:131
- Nisa' 4:132
- Nisa' 4:133
- Nisa' 4:134
- Nisa' 4:135
- Nisa' 4:136
- Nisa' 4:137
- Nisa' 4:138
- Nisa' 4:139
- Nisa' 4:140
- Nisa' 4:141
- Nisa' 4:142
- Nisa' 4:143
- Nisa' 4:144
- Nisa' 4:145
- Nisa' 4:146
- Nisa' 4:147
- Nisa' 4:148
- Nisa' 4:149
- Nisa' 4:150
- Nisa' 4:151
- Nisa' 4:152
- Nisa' 4:153
- Nisa' 4:154
- Nisa' 4:155
- Nisa' 4:156
- Nisa' 4:157
- Nisa' 4:158
- Nisa' 4:159
- Nisa' 4:160
- Nisa' 4:161
- Nisa' 4:162
- Nisa' 4:163
- Nisa' 4:164
- Nisa' 4:165
- Nisa' 4:166
- Nisa' 4:167
- Nisa' 4:168
- Nisa' 4:169
- Nisa' 4:170
- Nisa' 4:171
- Nisa' 4:172
- Nisa' 4:173
- Nisa' 4:174
- Nisa' 4:175
- Nisa' 4:176
- Maide 5:1
- Maide 5:2
- Maide 5:3
- Maide 5:4
- Maide 5:5
- Maide 5:6
- Maide 5:7
- Maide 5:8
- Maide 5:9
- Maide 5:10
- Maide 5:11
- Maide 5:12
- Maide 5:13
- Maide 5:14
- Maide 5:15
- Maide 5:16
- Maide 5:17
- Maide 5:18
- Maide 5:19
- Maide 5:20
- Maide 5:21
- Maide 5:22
- Maide 5:23
- Maide 5:24
- Maide 5:25
- Maide 5:26
- Maide 5:27
- Maide 5:28
- Maide 5:29
- Maide 5:30
- Maide 5:31
- Maide 5:32
- Maide 5:33
- Maide 5:34
- Maide 5:35
- Maide 5:36
- Maide 5:37
- Maide 5:38
- Maide 5:39
- Maide 5:40
- Maide 5:41
- Maide 5:42
- Maide 5:43
- Maide 5:44
- Maide 5:45
- Maide 5:46
- Maide 5:47
- Maide 5:48
- Maide 5:49
- Maide 5:50
- Maide 5:51
- Maide 5:52
- Maide 5:53
- Maide 5:54
- Maide 5:55
- Maide 5:56
- Maide 5:57
- Maide 5:58
- Maide 5:59
- Maide 5:60
- Maide 5:61
- Maide 5:62
- Maide 5:63
- Maide 5:64
- Maide 5:65
- Maide 5:66
- Maide 5:67
- Maide 5:68
- Maide 5:69
- Maide 5:70
- Maide 5:71
- Maide 5:72
- Maide 5:73
- Maide 5:74
- Maide 5:75
- Maide 5:76
- Maide 5:77
- Maide 5:78
- Maide 5:79
- Maide 5:80
- Maide 5:81
- Maide 5:82
- Maide 5:83
- Maide 5:84
- Maide 5:85
- Maide 5:86
- Maide 5:87
- Maide 5:88
- Maide 5:89
- Maide 5:90
- Maide 5:91
- Maide 5:92
- Maide 5:93
- Maide 5:94
- Maide 5:95
- Maide 5:96
- Maide 5:97
- Maide 5:98
- Maide 5:99
- Maide 5:100
- Maide 5:101
- Maide 5:102
- Maide 5:103
- Maide 5:104
- Maide 5:105
- Maide 5:106
- Maide 5:107
- Maide 5:108
- Maide 5:109
- Maide 5:110
- Maide 5:111
- Maide 5:112
- Maide 5:113
- Maide 5:114
- Maide 5:115
- Maide 5:116
- Maide 5:117
- Maide 5:118
- Maide 5:119
- Maide 5:120
- Enam 6:1
- Enam 6:2
- Enam 6:3
- Enam 6:4
- Enam 6:5
- Enam 6:6
- Enam 6:7
- Enam 6:8
- Enam 6:9
- Enam 6:10
- Enam 6:11
- Enam 6:12
- Enam 6:13
- Enam 6:14
- Enam 6:15
- Enam 6:16
- Enam 6:17
- Enam 6:18
- Enam 6:19
- Enam 6:20
- Enam 6:21
- Enam 6:22
- Enam 6:23
- Enam 6:24
- Enam 6:25
- Enam 6:26
- Enam 6:27
- Enam 6:28
- Enam 6:29
- Enam 6:30
- Enam 6:31
- Enam 6:32
- Enam 6:33
- Enam 6:34
- Enam 6:35
- Enam 6:36
- Enam 6:37
- Enam 6:38
- Enam 6:39
- Enam 6:40
- Enam 6:41
- Enam 6:42
- Enam 6:43
- Enam 6:44
- Enam 6:45
- Enam 6:46
- Enam 6:47
- Enam 6:48
- Enam 6:49
- Enam 6:50
- Enam 6:51
- Enam 6:52
- Enam 6:53
- Enam 6:54
- Enam 6:55
- Enam 6:56
- Enam 6:57
- Enam 6:58
- Enam 6:59
- Enam 6:60
- Enam 6:61
- Enam 6:62
- Enam 6:63
- Enam 6:64
- Enam 6:65
- Enam 6:66
- Enam 6:67
- Enam 6:68
- Enam 6:69
- Enam 6:70
- Enam 6:71
- Enam 6:72
- Enam 6:73
- Enam 6:74
- Enam 6:75
- Enam 6:76
- Enam 6:77
- Enam 6:78
- Enam 6:79
- Enam 6:80
- Enam 6:81
- Enam 6:82
- Enam 6:83
- Enam 6:84
- Enam 6:85
- Enam 6:86
- Enam 6:87
- Enam 6:88
- Enam 6:89
- Enam 6:90
- Enam 6:91
- Enam 6:92
- Enam 6:93
- Enam 6:94
- Enam 6:95
- Enam 6:96
- Enam 6:97
- Enam 6:98
- Enam 6:99
- Enam 6:100
- Enam 6:101
- Enam 6:102
- Enam 6:103
- Enam 6:104
- Enam 6:105
- Enam 6:106
- Enam 6:107
- Enam 6:108
- Enam 6:109
- Enam 6:110
- Enam 6:111
- Enam 6:112
- Enam 6:113
- Enam 6:114
- Enam 6:115
- Enam 6:116
- Enam 6:117
- Enam 6:118
- Enam 6:119
- Enam 6:120
- Enam 6:121
- Enam 6:122
- Enam 6:123
- Enam 6:124
- Enam 6:125
- Enam 6:126
- Enam 6:127
- Enam 6:128
- Enam 6:129
- Enam 6:130
- Enam 6:131
- Enam 6:132
- Enam 6:133
- Enam 6:134
- Enam 6:135
- Enam 6:136
- Enam 6:137
- Enam 6:138
- Enam 6:139
- Enam 6:140
- Enam 6:141
- Enam 6:142
- Enam 6:143
- Enam 6:144
- Enam 6:145
- Enam 6:146
- Enam 6:147
- Enam 6:148
- Enam 6:149
- Enam 6:150
- Enam 6:151
- Enam 6:152
- Enam 6:153
- Enam 6:154
- Enam 6:155
- Enam 6:156
- Enam 6:157
- Enam 6:158
- Enam 6:159
- Enam 6:160
- Enam 6:161
- Enam 6:162
- Enam 6:163
- Enam 6:164
- Enam 6:165
Nisa' 4:1
โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ผู้ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากชีวิตหนึ่ง และทรงสร้างจากชีวิตนั้นซึ่งคู่ครองของเขา และจากทั้งสองคนนั้น พระองค์ทรงให้กำเนิดชายและหญิงมากมายแพร่ขยาย และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ที่พวกเจ้าได้ร้องขออยู่เสมอโดยเอ่ยพระนามของพระองค์ และรักษาความสัมพันธ์ ระหว่างเครือญาติไว้ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเฝ้าดูพวกเจ้าอยู่เสมอ
Nisa' 4:2
และจงมอบให้แก่เด็กกำพร้าซึ่งทรัพย์สินของพวกเขา (ที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว) และอย่าเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ดีด้วยสิ่งที่ดี และอย่ากินทรัพย์สินของพวกเขา (โดยการรวมทรัพย์สินของพวกเขา) กับทรัพย์สินของพวกเจ้า เพราะว่าแท้จริงมันเป็นบาปอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:3
และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความอยุติธรรมต่อเด็กกำพร้า (เมื่อพวกเจ้าแต่งงานกับพวกเขา) ก็จงแต่งงานกับสตรีอื่นที่เหมาะสมสำหรับพวกเจ้า สอง สาม หรือสี่คน ดังนั้น หากพวกเจ้าเกรงว่าความยุติธรรมจะไม่เกิดขึ้น (ระหว่างภรรยาของพวกเจ้า) ก็จงมีเพียงคนเดียว หรือหญิงที่เป็นทาสที่พวกเจ้าครอบครอง นั้นเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดกับการที่พวกเจ้าจะไม่ลําเอียง
Nisa' 4:4
และจงให้สินสอดของพวกนางเป็นของกำนัลบังคับแก่บรรดาสตรีด้วยความเต็มใจ และหากพวกเธอเต็มใจที่จะมอบสินสอดบางส่วนแก่พวกเจ้า ก็จงบริโภคมันตามสมควร ด้วยความเอร็ดอร่อยและโอชา
Nisa' 4:5
และจงอย่าให้แก่บรรดาผู้ที่โง่เขลา ซึ่งทรัพย์ของพวกเจ้า ที่อัลลอฮ์ได้ทรงให้เป็นสิ่งค้ำจุนแก่พวกเจ้า และจงให้ปัจจัยยังชีพและเครื่องนุ่งห่มแก่พวกเขาในทรัพย์นั้น และจงพูดกล่าวแก่พวกเขาด้วยคำวาจาที่ดี
Nisa' 4:6
และจงทดสอบบรรดาเด็กกำพร้า จนกว่าพวกเขาจะถึงวัยสมรส จากนั้น หากพวกเจ้าเห็น (สัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาฉลาดและสามารถปกป้องทรัพย์สินของพวกเขาได้) ก็จงมอบทรัพย์สินของพวกเขาให้แก่พวกเขา และอย่ากินทรัพย์สินนั้นอย่างฟุ่มเฟือยและเร่งรีบ (คว้าโอกาส) ก่อนที่พวกเขาจะเติบโตขึ้น และผู้ใด (ในหมู่ผู้ดูแลทรัพย์สินของเด็กกำพร้านั้น) เป็นผู้มั่งมี เขาจงงดเว้น (จากการใช้ทรัพย์สินนั้น) และผู้ใดมีฐานะยากจนก็สามารถกินได้ตามสมควร ครั้นเมื่อพวกเจ้าส่งมอบทรัพย์สินของพวกเขาแก่พวกเขาแล้ว ก็จงให้มีพยานยืนยันแก่พวกเขา และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้สอบสวน
Nisa' 4:7
สำหรับบรรดาผู้ชายนั้น มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมรดกจากผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และจากญาติของตน และสำหรับบรรดาผู้หญิงก็มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากทรัพย์สินที่เป็นมรดกจากผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และญาติของตน ไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็ตาม ตามส่วนที่ได้ถูกกำหนดไว้
Nisa' 4:8
และเมื่อญาติ (ผู้ไม่มีสิทธิรับมรดก) เด็กกำพร้า และคนยากจน อยู่ด้วยในระหว่างการแบ่ง (มรดก) ก็จงมอบส่วนหนึ่งจากมรดกนั้นให้พวกเขา และจงพูดกับพวกเขาด้วยคำพูดที่ดี
Nisa' 4:9
และบรรดาผู้ที่หากพวกเขาเสียชีวิตและละทิ้งลูก ๆ ที่อ่อนแอไว้ข้างหลัง พวกเขาจะรู้สึกกังวล (ต่ออนาคตและความปลอดภัยของ ) ลูก ๆ ของพวกเขา ดังนั้น จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ (เกี่ยวกับเด็กกำพร้า) และจงพูดด้วยการพูดที่เที่ยงตรง
Nisa' 4:10
แท้จริงบรรดาผู้ที่กินทรัพย์สินของเด็กกำพร้าอย่างไม่ยุติธรรม แท้จริงแล้วพวกเขาจะกลืนไฟเข้าในท้องของพวกเขา และพวกเขาจะถูกเผาในไฟนรกอันลุกโชน
Nisa' 4:11
อัลลอฮ์ได้ทรงสั่งเสียไว้แก่พวกเจ้าเกี่ยวกับ (การแบ่งมรดก) แก่ลูกหลานของพวกเจ้า นั่นคือส่วนแบ่งของลูกชายเท่ากับส่วนแบ่งของลูกสาวสองคน และถ้าลูกทั้งหมดเป็นผู้หญิงมากกว่าสองคน ส่วนแบ่งของลูกสาวก็จะเท่ากับสองในสามจากทรัพย์สินที่ผู้ตายได้ทิ้งไว้ และถ้ามีลูกสาวเพียงคนเดียว นางก็จะได้รับทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง และสำหรับบิดามารดา (ของผู้ตาย) แต่ละคนจะได้หนึ่งในหกจากทรัพย์สินที่ผู้ตายทิ้งไว้หากผู้ตายมีลูก แต่หากผู้ตายไม่มีลูกและมีเพียงพ่อกับแม่ (เท่านั้น) ดังนั้นแม่ของเขาก็จะได้รับหนึ่งในสาม ถ้าผู้ตายมีพี่น้องหลายคน ดังนั้นแม่ของเขาก็จะได้หนึ่งในหก (ทั้งนี้การแบ่งสัดส่วนที่กล่าวมาข้างต้นนั้น) หลังจากที่ได้ปฏิบัติตามพินัยกรรมที่ทำไว้และหลังจากชำระหนี้แล้ว (เกี่ยวกับ) พ่อแม่และลูก ๆ ของพวกเจ้านั้น พวกเจ้าไม่รู้หรอกว่าคนไหนในพวกเขาที่ใกล้ชิดกับพวกเจ้ามากกว่ากันที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเจ้า นี่คือคำสั่งจากอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:12
และสำหรับพวกเจ้าจะได้รับครึ่งหนึ่งจากทรัพย์สินที่ภรรยาของพวกเจ้าทิ้งไว้หากพวกนางไม่มีลูก แต่ถ้าพวกนางมีลูก พวกเจ้าก็จะได้รับหนึ่งในสี่ของทรัพย์สินที่พวกนางทิ้งไว้ ทั้งนี้หลังจากที่ได้ปฏิบัติตามพินัยกรรมที่พวกนางได้สั่งเสียไว้ และหลังจากชำระหนี้สินแล้ว และสำหรับพวกนาง (ภรรยา) จะได้รับหนึ่งในสี่จากทรัพย์สินที่พวกเจ้าทิ้งไว้ถ้าพวกเจ้าไม่มีลูก แต่ถ้าพวกเจ้ามีลูก พวกนางก็จะได้รับหนึ่งในแปดจากทรัพย์สินที่พวกเจ้าทิ้งไว้ ทั้งนี้หลังจากที่พินัยกรรมของพวกเจ้าได้รับการปฏิบัติแล้ว และหลังจากชำระหนี้สินแล้ว และหากบุคคลใดเสียชีวิตไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงโดยไม่มีพ่อและไม่มีลูก แต่มีพี่น้องเพศชายคนหนึ่ง (ร่วมมารดาเดียวกัน) หรือพี่น้องเพศหญิงหนึ่งคน (ร่วมมารดาเดียวกัน) ดังนั้นสำหรับแต่ละคนจากทั้งสองนั้นจะได้รับหนึ่งในหก แต่ถ้ามีพี่น้องร่วมมารดามากกว่าหนึ่งคน ดังนั้นพวกเขาจะได้รับร่วมกันในส่วนแบ่งหนึ่งในสาม ทั้งนี้หลังจากที่ได้ปฏิบัติตามพินัยกรรมที่เขาได้สั่งเสียไว้และหลังจากชำระหนี้สินแล้ว โดยไม่ส่งผลกระทบใด ๆ (แก่ทายาท) (บทบัญญัติดังกล่าวนี้) เป็นการสั่งเสียจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงขันติ
Nisa' 4:13
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นขอบเขตของอัลลอฮ์ และผู้ใดเชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงให้เข้าสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่างของมัน พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และนั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่
Nisa' 4:14
และผู้ใดฝ่าฝืนอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และละเมิดขอบเขตของพระองค์ พระองค์ก็จะทรงนำเขาเข้าสู่ไฟนรก เขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และสำหรับเขาคือการลงโทษอันน่าอัปยศ
Nisa' 4:15
และผู้ที่กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจ (ล่วงประเวณี) ในหมู่สตรีของพวกเจ้า ก็จงให้มีพยานชายสี่คนในหมู่พวกเจ้าซึ่งเป็นสักขีพยานในการกระทำของพวกนาง แล้วหากคำให้การของพยานได้ยืนยันถึงการกระทำนั้น ก็จงกักขังพวกนาง (หญิงล่วงประเวณี) ไว้ในบ้านจนกว่าความตายจะพรากชีวิตของพวกนางไป หรือจนกว่าอัลลอฮ์จะทรงให้ทางออกให้พวกนาง
Nisa' 4:16
และชายสองคนในหมู่พวกเจ้าที่กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจ (ล่วงประเวณี) ดังนั้นจงลงโทษเขาทั้งสองคน (ด้วยคำพูดและการกระทำที่ทำให้พวกเขาอับอายถูกกตำหนิ) แล้วหากพวกเขาทั้งสองกลับเนื้อกลับตัวและปรับปรุงตัวเองแล้ว ก็จงปล่อยพวกเขาไป แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงตอบรับการสำนึกผิด ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:17
แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงตอบรับการกลับเนื้อกลับตัวเฉพาะบรรดาผู้ที่กระทำความชั่วเนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น แล้วพวกเขาก็สำนึกผิดในทันที จากนั้น (ด้วยสองเหตุผลดังกล่าวนี้) พวกเขาเหล่านี้เป็นกลุ่มชนที่อัลลอฮ์ทรงตอบรับการกลับเนื้อกลับตัวของพวกเขา และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:18
และการกลับเนื้อกลับตัวจะไม่เป็นประโยชน์อันใดสำหรับบรรดาผู้กระทำความชั่วซ้ำ ๆ เป็นประจำ จนกระทั่งเมื่อความตายได้มายังบุคคลหนึ่งในหมู่พวกเขา เขาก็กล่าวว่า "แท้จริงตอนนี้ฉันกลับเนื้อกลับตัวแล้ว" และ (เช่นกัน) ผู้ที่ตายในสภาพที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ชนเหล่านี้เราได้เตรียมการลงโทษอันเจ็บแสบไว้แล้วสำหรับพวกเขา
Nisa' 4:19
โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเจ้าที่จะเอาบรรดาสตรี (ภรรยาของพ่อ) เป็นมรดกด้วยการบังคับ และไม่เป็นที่อนุมัติเช่นเดียวกัน (สำหรับพวกเจ้าผู้เป็นสามี) ที่จะสร้างความเดือนร้อนแก่พวกนาง (บรรดาภรรยา) เพื่อต้องการเอาบางส่วนจากสิ่งที่พวกเจ้าได้เคยมอบให้แก่พวกนางนั้นกลับคืนมา นอกจากว่าพวกนางได้กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างชัดแจ้งเท่านั้น (เช่นการล่วงประเวณี) และจงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยดี หากพวกเจ้ารังเกียจพวกนาง (ก็จงอดทนไว้) เพราะบางที่การที่พวกเจ้ารังเกียจสิ่งใด ในขณะที่อัลลอฮ์ต้องการทำให้สิ่งที่พวกเจ้าเกลียดนั้นมีความดีมากมาย
Nisa' 4:20
และหากพวกเจ้าต้องการที่จะเปลี่ยนคู่ครองคนหนึ่งแทนที่คู่ครองอีกคนหนึ่ง (ที่พวกเจ้าได้หย่าร้างไป) โดยที่พวกเจ้าได้มอบทรัพย์สินจำนวนมากให้กับนาง (ภรรยาที่หย่าร้าง) ดังนั้น พวกเจ้าจงอย่าได้เอาจากทรัพย์สินนั้นแม้แต่น้อย พวกเจ้าจะเอาทรัพย์สินนั้นด้วยการอุปโลกน์ความเท็จขึ้นมา และการกระทำบาปอย่างชัดแจ้งกระนั้นหรือ?
Nisa' 4:21
และพวกเจ้าจะเอาทรัพย์สินนั้นกลับคืนมาได้อย่างไร ในเมื่อพวกเจ้าได้แนบกายระหว่างกันแล้ว และพวกนาง (ภรรยาของพวกเจ้า) ได้รับคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นจากพวกเจ้าแล้ว?
Nisa' 4:22
และพวกเจ้าจงอย่าแต่งงานกับหญิงที่บิดาของพวกเจ้าได้แต่งงานด้วย เว้นแต่ที่เคยเกิดขึ้นมาเท่านั้น แท้จริงการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และเป็นที่เกลียดชัง (โดยอัลลอฮ์) และเป็นวิถีทางที่ชั่วช้า
Nisa' 4:23
เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเจ้า คือการแต่งงานกับมารดาของพวกเจ้า ลูกสาวของพวกเจ้า พี่น้องหญิงของพวกเจ้า พี่น้องหญิงของบิดา พี่น้องหญิงของมารดา และลูกสาวของพี่น้องชายของพวกเจ้า และลูกสาวของพี่น้องหญิงของพวกเจ้า และมารดาของพวกเจ้าที่ให้นมแก่พวกเจ้า และพี่น้องหญิงร่วมแม่นมเดียวกันกับเจ้า และมารดาของภรรยาของพวกเจ้า และลูกเลี้ยงที่อยู่ในความคุ้มครองของพวกเจ้าจากภรรยาที่พวกเจ้าได้สมสู่กับนาง แต่หากพวกเจ้าไม่ได้สมสู่กับนาง (และพวกเจ้าได้หย่าร้างพวกนาง) ก็ไม่มีความผิดใด ๆ ที่พวกเจ้า (จะแต่งงานกับพวกนาง) และ (เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเจ้าทีจะแต่งงานเช่นกันคือ) ภรรยาของลูก ๆ ของพวกเจ้าที่มาจากเชื้อสายของพวกเจ้า และห้ามไม่ให้พวกเจ้ารวมระหว่างหญิงสองพี่น้องไว้ด้วยกัน (เพื่อเป็นภรรยาของพวกเจ้า) เว้นแต่ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้เท่านั้น แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:24
และ (เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเจ้าคือการแต่งงาน) กับผู้หญิงที่เป็นภรรยาของผู้อื่น ยกเว้นผู้หญิงที่เป็นทาสที่อยู่ในการครอบครองของพวกเจ้า นี่เป็นบัญญัติของอัลลอฮ์สำหรับพวกเจ้า และเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าซึ่งบรรดาสตรีอื่นจากที่กล่าวมานั้น ด้วยการจ่ายทรัพย์สินของพวกเจ้าให้แก่พวกนาง (ด้วยการแต่งงาน) เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ ไม่ใช่เพื่อการล่วงประเวณี ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าปรารถนาจะเสพสุขกับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนางซึ่งสินสอดของพวกนาง มันเป็นบัญญัติที่วาญิบสำหรับพวกเจ้า และไม่เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าต่างพอใจระหว่างกัน ภายหลังจากได้มีการกำหนดสินสอดแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:25
และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าไม่มีความสามารถในการแต่งงานกับผู้หญิงที่ดี (ที่เป็นอิสระ) และเป็นผู้ศรัทธาแล้ว พวกเจ้าก็จงแต่งงานกับหญิงที่เป็นทาสที่เป็นผู้มีศรัทธาที่อยู่ในการครอบครองของพวกเจ้า และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ดียิ่งถึงการศรัทธาของพวกเจ้า พวกเจ้าแต่ละคน (สามีอิสระและภรรยาที่เป็นทาส) ต่างก็มีเชื้อสายเดียวกัน (นั่นคือจากอาดัมและศาสนาเดียวกัน) ดังนั้นจงแต่งงานกับพวกนางโดยได้รับอนุญาตจากผู้เป็นนายของพวกนางและมอบสินสอดของพวกนางโดยชอบธรรม ในฐานะที่พวกนางเป็นหญิงที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นหญิงที่ค้าประเวณี และไม่ใช่หญิงที่คบชู้ หลังจากที่พวกนาง (ทาสหญิง) แต่งงานกัน แล้วพวกนางได้กระทำสิ่งที่น่ารังเกียจ (ผิดประเวณี) พวกนางก็จะถูกลงโทษเพียงครึ่งหนึ่งของโทษของสตรีอิสระ ดังกล่าวนั้นมีไว้สำหรับบรรดาผู้ที่กลัวจะนำตัวเองไปสู่การล่วงประเวณี และการที่พวกเจ้าอดทน (ไม่แต่งงานกับหญิงที่เป็นทาส) ย่อมดีกว่าสำหรับพวกเจ้า และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:26
อัลลอฮ์ทรงปรารถนาที่จะแจกแจง (บทบัญญัติของพระองค์) แก่พวกเจ้า และชี้นำพวกเจ้าสู่วิถีทางของบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเจ้า และจะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงมีปรีชาญาณ
Nisa' 4:27
และอัลลอฮ์ทรงปรารถนา (ชำระพวกเจ้าให้สะอาดจากบาปด้วยการ) ยอมรับการกลับตัวกลับใจของพวกเจ้า ในขณะที่คน (ชั่ว) ที่ฝักใฝ่ในตัณหาต้องการทำให้พวกเจ้าหันเหออกไป (จากความจริง) ให้ไกลที่สุด
Nisa' 4:28
อัลลอฮ์ทรงปรารถนาที่จะอนุโลมให้แก่พวกเจ้า และเนื่องด้วยมนุษย์นั้นถูกบังเกิดขึ้นในสภาพที่อ่อนแอ
Nisa' 4:29
โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่ากินทรัพย์สินของพวกเจ้า ในระหว่างพวกเจ้าโดยมิชอบ นอกจากมันจะเป็นการค้าขายที่เกิดจากความพอใจในหมู่พวกเจ้า และจงอย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ
Nisa' 4:30
และผู้ใดที่กระทำเช่นนั้นโดยเจตนาละเมิดและอธรรมแล้ว เราก็จะให้เขาเข้าในไฟนรก และนั่นเป็นสิ่งที่ง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์
Nisa' 4:31
หากพวกเจ้าออกห่างจากบรรดาบาปใหญ่ที่พวกเจ้าถูกห้ามไว้ไม่ให้กระทำแล้ว เราจะลบล้างเหล่าความผิดของพวกเจ้าอย่างแน่นอน (บรรดาบาปเล็กๆ ของพวกเจ้า) และเราจะยอมรับพวกเจ้าสู่สถานที่อันมีเกียรติยิ่ง (สวรรค์)
Nisa' 4:32
และพวกเจ้าอย่าคาดหวังในพระคุณอันล้นเหลือที่อัลลอฮ์ทรงประทานแก่บางคนมากกว่าอีกบางคน (ในด้านความมั่งคั่ง ความรู้ หรือความยิ่งใหญ่ เพราะมันถูกกำหนดไว้แล้ว) สำหรับผู้ชายมีส่วนในสิ่งที่พวกเขาขวนขวายไว้ และสำหรับผู้หญิงก็มีส่วนในสิ่งที่พวกนางได้ขวนขวายไว้ และจงขอต่ออัลลอฮ์จากความโปรดปรานของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง
Nisa' 4:33
และสำหรับแต่ละคนนั้น (ชายและหญิงที่เสียชีวิต) เราได้ให้มีผู้รับมรดก จากสิ่งที่ผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และญาติที่ใกล้ชิดได้ทิ้งไว้ และบรรดาผู้ที่พวกเจ้าได้ตกลงสัญญากันไว้นั้น ก็จงให้แก่พวกเขาซึ่งส่วนได้ของพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นพยานในทุกสิ่ง
Nisa' 4:34
บรรดาผู้ชายเป็นผู้พิทักษ์ที่รับผิดชอบบรรดาผู้หญิง อันเนื่องด้วยพระคุณอันล้นเหลือที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้พวกเจ้าบางคน (ผู้ชาย) เหนือกว่าอีกบางคน (ผู้หญิง) และเพราะพวกเขา (ผู้ชาย) ได้ใช้จ่าย (ให้ปัจจัยยังชีพ) ทรัพย์สินส่วนหนึ่งของพวกเขาด้วย ดังนั้น สตรีผู้เคร่งครัดคือผู้ที่เชื่อฟังอัลลอฮ์ และดูแลตัวเอง เมื่อสามีของนางไม่อยู่ ด้วยการคุ้มครองจากอัลลอฮ์ และผู้หญิงที่พวกเจ้ากังวลในเรื่องการฝ่าฝืน (นุชูช) ก็จงตักเตือนพวกนาง และ (หากพวกนางดื้อรั้น) ก็จงแยกที่นอนกับพวกนาง และ (หากพวกนางยังดื้อรั้นอีก) ก็จงลงโทษพวกนาง (ด้วยการตีเบาๆ เพื่อสั่งสอนพวกนาง) แล้วถ้าพวกนางเชื่อฟังพวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าก็อย่าหาทางที่จะก่อความเดือดร้อนแก่พวกนาง แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่
Nisa' 4:35
และหากพวกเจ้าหวั่นเกรงว่าจะเกิดความแตกแยกระหว่างพวกเขาทั้งสอง (สามีและภรรยา) ก็จงแต่งตั้ง "คนกลาง" คนหนึ่งจากครอบครัวของฝ่ายชายและอีกคนจากครอบครัวของฝ่ายหญิง หาก “คนกลาง” ทั้งสองมุ่งหวังที่จะให้เกิดการคืนดีกัน อัลลอฮ์ก็จะทรงทำให้ทั้งสอง (สามีและภรรยา) เห็นพ้องต้องกันอย่างแน่นอน แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงเชี่ยวชาญยิ่ง
Nisa' 4:36
และพวกเจ้าจงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด และอย่าให้มีสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และจงทำดีต่อผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และต่อผู้เป็นญาติที่ใกล้ชิด และเด็กกำพร้า และผู้ขัดสน และเพื่อนบ้านใกล้เคียง และเพื่อนที่ห่างไกล และเพื่อนเคียงข้าง และผู้เดินทาง และผู้ที่พวกเจ้าครอบครอง แท้จริงอัลลอฮ์ ไม่ทรงชอบผู้ยะโส ผู้โอ้อวด
Nisa' 4:37
บรรดาผู้ที่ตระหนี่ และใช้ผู้คนให้ตระหนี่ และปิดบังสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานให้แก่พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์ และเราได้เตรียมการลงโทษอันน่าอัปยศไว้แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย
Nisa' 4:38
และบรรดาผู้บริจาคทรัพย์สินของพวกเขาเพื่ออวดแก่ผู้อื่น และพวกเขาไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และไม่ศรัทธาต่อวันปรโลก และผู้ใดมีชัยฏอนเป็นเพื่อนสนิทของเขา ดังนั้น เขาย่อมมีสหายที่ชั่วร้ายที่สุด
Nisa' 4:39
และอะไรจะเกิดขึ้นแก่พวกเขา หากพวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก และพวกเขาบริจาคส่วนหนึ่งจากปัจจัยยังชีพที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่พวกเขา?! และอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ถึงสภาพของพวกเขาดี
Nisa' 4:40
แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงอธรรม (ต่อผู้ใด) แม้เพียงเท่าน้ำหนักผงธุลีก็ตาม และหาก (การกระทำที่มีน้ำหนักเท่าผลธุลีนั้น) เป็นการกระทำที่ดี พระองค์ก็จะเพิ่มพูนความดีนั้นเป็นทวีคูณ และพระองค์จะทรงตอบแทนจากพระองค์ซึ่งการตอบแทนอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:41
แล้วเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร (ในวันกิยามะฮ์) เมื่อเรานำพยานจากแต่ละประชาชาติมาเป็นพยาน (ศาสนทูตของพวกเขาเองเพื่อเป็นพยานต่อการกระทำของพวกเขา) และเรานำเจ้า (โอ้ มูฮัมหมัด) มาเป็นพยานแก่ประชาชาติของเจ้า?
Nisa' 4:42
ในวันนั้น บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และได้ฝ่าฝืนเราะซูล มุ่งหวังหากแผ่นดินถูกทำให้ทับถมพวกเขาจนราบเรียบ และพวกเขาไม่สามารถจะปิดบังคำพูดใดๆ แก่อัลลอฮ์ได้
Nisa' 4:43
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงอย่าเข้าใกล้การละหมาดในขณะที่พวกเจ้ากำลังมึนเมา จนกว่าพวกเจ้าจะได้สติและรู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่ และอย่า (เข้าใกล้มัสยิด) ขณะที่พวกเจ้าอยู่ในยุนุบ (มีฮาดาสใหญ่) เว้นแต่พวกเจ้าเป็นผู้ที่เดินผ่านเท่านั้น จนกว่าพวกเจ้าจะอาบน้ำ และหากพวกเจ้าป่วยหรือกำลังเดินทาง หรือคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้ามีการถ่ายทุกข์ หรือสัมผัสกับหญิง แล้วพวกเจ้าไม่พบน้ำ (สำหรับอาบน้ำหรืออาบน้ำละหมาด) ก็จงทำการตะยัมมุมด้วยดินที่สะอาด จงลูบใบหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงยกโทษให้เสมอ
Nisa' 4:44
เจ้ามิได้สังเกตบรรดาผู้ที่ได้รับส่วนหนึ่งของคัมภีร์ (เตารอต)ดอกหรือ? พวกเขาซื้อ (เลือก) การหลงทาง (โดยละทิ้งทางนำของอัลลอฮ์) และพวกเขาก็ตั้งใจที่จะให้พวกเจ้าหลงทาง
Nisa' 4:45
และอัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งเกี่ยวกับศัตรูของพวกเจ้า และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้พิทักษ์ และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือ
Nisa' 4:46
ในบรรดาชาวยิวมีผู้ที่บิดเบือนถ้อยคำของอัลลอฮ์ (เนื้อหาของคัมภีร์เตารอต) จากสถานที่และความหมายที่แท้จริงของมัน และพวกเขากล่าว (กับนบีมุฮัมหมัด) ว่า “เราได้ยินแล้ว” (ในขณะที่หัวใจของพวกเขากล่าวว่า) เราได้ฝ่าฝืนแล้ว” และ (พวกเขากล่าวอีกว่า) “เจ้าจงฟังเราเถิด มิใช่ (เรา) เป็นผู้ฟัง” และ (พวกเขายังกล่าวอีกว่า) “รออินา” (โปรดเห็นใจพวกเราด้วยเถิด) (แต่จุดประสงค์ของคำที่ว่า “รออินา” นั้น) เป็นเพียงการใช้ถ้อยคำที่เป็นนัยเพื่อประสงค์ร้ายต่อศาสนาเท่านั้น และหากพวกเขากล่าวว่า “พวกเราได้ยินและพวกเราเชื่อฟัง และโปรดรับฟังและโปรดรอพวกเราด้วย” แท้จริงนั่นเป็นการดีกว่าสำหรับพวกเขาและถูกต้องยิ่งกว่า แต่อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งพวกเขาเนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ศรัทธาเว้นแต่ส่วนน้อยเท่านั้น
Nisa' 4:47
โอ้บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ทั้งหลาย จงศรัทธาต่อสิ่งที่เราได้ประทานลงมา (อัลกุรอาน) เพื่อยืนยันสิ่ง (คัมภีร์) ที่มีอยู่กับพวกเจ้า ก่อนที่เราจะ (ลงโทษพวกเจ้าด้วยการ) ลบรูปหน้าของพวกเจ้า (จนกระทั่งมันแบนราบ ไม่มีปาก จมูกและตา) แล้วหมุนมันกลับไปอยู่ด้านหลังของมัน หรือเราได้สาปแช่งพวกเขา เช่นเดียวกับที่เราสาปแช่งบรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนข้อห้ามในการทำงานในวันสับบะโต (วันเสาร์) และคำสั่งของอัลลอฮ์นั้นย่อมได้รับการปฏิบัติเสมอ
Nisa' 4:48
แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษบาปที่เกิดจากการตั้งภาคีต่อพระองค์ และพระองค์จะทรงอภัยบาปที่นอกเหนือจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แท้จริงเขาได้กระทำบาปอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:49
เจ้าไม่เห็นดอกหรือบรรดาผู้ที่ยกย่องตนเองว่าบริสุทธิ์? เปล่าเลย! อัลลอฮ์ต่างหากที่จะทรงให้บริสุทธิ์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแม้เพียงเยื่อบางๆ ในร่องเมล็ดอินทผลัม
Nisa' 4:50
จงดูเถิดว่า พวกเขาคิดจะอุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ตลอดได้อย่างไร? และพอเพียงแล้วที่ความเท็จนั้นเป็นบาปอันชัดแจ้ง
Nisa' 4:51
เจ้ามิได้สังเกตบรรดาผู้ที่ได้รับส่วนหนึ่งของคัมภีร์ (เตารอต) ดอกหรือ? โดยที่พวกเขาศรัทธาต่ออัลญิบติ และอัฏ-ฏอฆูต และกล่าวแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา (ชาวมักกะฮ์) ว่า “พวกเขาเหล่านี้เป็นผู้ที่อยู่ในทางที่เที่ยงตรงกว่าบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย”
Nisa' 4:52
ชนเหล่านั้นคือกลุ่มชนที่ถูกอัลลอฮ์สาปแช่ง และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งเขาแล้ว ดังนั้น เจ้าก็จะไม่พบผู้ช่วยเหลือใด ๆ แก่เขา
Nisa' 4:53
หรือว่าพวกเขามีส่วนได้ใดๆ จากอำนาจ ถ้าเช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะไม่ให้แก่คนอื่น แม้เพียงจุดบนเมล็ดอินทผาลัม
Nisa' 4:54
หรือพวกเขาอิจฉาผู้อื่น (มูฮัมหมัดและประชาชนของเขา) เนื่องจากสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ประทานแก่พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์?! แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์ และวิทยปัญญาแก่วงศ์วานของอิบรอฮีมแล้ว และเราได้ประทานอำนาจอันยิ่งใหญ่แก่พวกเขา
Nisa' 4:55
ดังนั้น ในหมู่พวกเขา (พวกยิว) มีผู้ที่ศรัทธา (ต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานแก่วงศ์วานของอิบรอฮีม) และในหมู่พวกเขาก็มีผู้ที่ผินหลังให้ และเพียงพอแล้ว (สำหรับพวกเขา) กับไฟนรกญะฮันนัมที่ลุกโชนอยู่เสมอ
Nisa' 4:56
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาโองการของเรา เราจะเผาพวกเขาในเพลิงนรก ทุกครั้งที่ผิวหนังของพวกเขาถูกเผาไหม้จนสุก เราจะแทนที่ผิวหนังนั้นด้วยผิวหนังอื่นให้แก่พวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้ลิ้มรสการลงโทษ และแท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:57
และบรรดาผู้ที่ศรัทธาและประกอบคุณงามความดีนั้น เราจะให้พวกเขาเข้าในบรรดาสรวงสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างของมัน พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล พวกเขาจะมีคู่ครองที่บริสุทธิ์ในสวรรค์นั้น และเราจะให้พวกเขาได้อยู่ในที่ร่ม (ที่ไม่ร้อนและไม่เย็น)
Nisa' 4:58
แท้จริงอัลลอฮ์ทรงบัญชาพวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากให้แก่เจ้าของมัน และ (ทรงบัญชาพวกเจ้า) เมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างมนุษย์ พวกเจ้าก็จงตัดสินด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮ์ทรงชี้นำพวกเจ้าด้วยคำสอนที่ดี แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
Nisa' 4:59
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และเชื่อฟังเราะซูล และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าเถิด ดังนั้น หากพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั่นกลับไปยังอัลลอฮ์ และเราะซูล หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลกอย่างแท้จริง นั่นคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และสวยงามที่สุดสำหรับพวกเจ้า
Nisa' 4:60
เจ้าไม่เห็นบรรดา (มุนาฟิกีนผู้กลับกลอก) ที่อ้างว่าพวกเขาศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าและสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนหน้าเจ้าดอกหรือ? พวกเขาต้องการมอบการตัดสินให้แก่ฏอฆูต ทั้งที่พวกเขาจะได้ถูกใช้ให้ปฏิเสธมันแล้วก็ตาม และชัยฏอนนั้นต้องการ
หลอกพวกเขาให้หลงทางไปในทางที่ผิดอันไกลโพ้น
Nisa' 4:61
และเมื่อมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า “พวกเจ้าจงมายังสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมา (ซึ่งการตัดสินที่มีในอัลกุรอาน) และมายังการตัดสินของเราะซูลเถิด” เจ้าก็จะเห็นบรรดามุนาฟิกีนนั้นจะทำการผินหลังให้แก่เจ้าอย่างจริงจัง
Nisa' 4:62
ดังนั้น จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา (บรรดามุนาฟิก) หากมีเหตุร้ายหนึ่งประสบกับพวกเขาที่เกิดจากฝีมือของพวกเขาเอง แล้วพวกเขาก็มาหาเจ้าโดยสาบานว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เราไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใด นอกจากความดีและการปรองดองกันเท่านั้น”
Nisa' 4:63
ชนเหล่านั้นคือกลุ่มชนที่อัลลอฮ์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเขา ดังนั้นจงหันหลังให้พวกเขา และตักเตือนพวกเขา และกล่าวแก่พวกเขาด้วยถ้อยคำที่ตราตรึงที่สุดในจิตใจของพวกเขา
Nisa' 4:64
และเรามิได้ส่งเราะซูลคนใดมาเว้นแต่เพื่อเป็นที่ภัคดีด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และหากพวกเขา เมื่อมีการอธรรมต่อตนเอง แล้วพวกเขาได้มาหาเจ้า และขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และเราะซูลก็ขออภัยโทษแก่พวกเขาด้วยแล้ว แน่นอนพวกเขาจะพบว่าอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงตอบรับการสำนึกผิด ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:65
ดังนั้นขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า พวกเขาจะไม่ถือว่าเป็นผู้ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินในข้อพิพาทต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา จากนั้นพวกเขาจะไม่รู้สึกถึงความคับอกคับใจใด ๆ ในใจของพวกเขาต่อการตัดสินของเจ้า และพวกเขายอมรับการตัดสินนั้นอย่างสมบูรณ์
Nisa' 4:66
และแม้นว่าเราได้กำหนดแก่พวกเขาว่า พวกเจ้าจงฆ่าตัวของพวกเจ้าเองหรือจงออกไปจากหมู่บ้านของพวกเจ้า พวกเขาก็ไม่กระทำตามกำหนดนั้น นอกจากเพียงเล็กน้อยในหมู่พวกเขาเท่านั้น และหากว่าพวกเขาได้กระทำตามสิ่งที่พวกเขาได้รับคำแนะนำแล้ว แน่นอนก็เป็นสิ่งดียิ่งแก่พวกเขา และเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขามั่นคงยิ่งกว่า
Nisa' 4:67
และถ้าเช่นนั้นแล้ว แน่นอนเราก็จะประทานให้แก่พวกเขา ซึ่งค่าตอบแทนอันใหญ่หลวงจากที่เรา
Nisa' 4:68
และแน่นอน เราก็จะชี้นำพวกเขาซึ่งทางอันเที่ยงตรง
Nisa' 4:69
และผู้ใดที่เชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะซูลแล้ว ดังนั้น พวกเขาก็จะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่พวกเขา ได้แก่บรรดานบี บรรดาศิดดีกีน (กลุ่มคนที่มีศรัทธาอย่างแน่วแน่) บรรดาผู้ตายชะฮีด และบรรดาคนดี และชนเหล่านั้นแหละคือมิตรสหายที่ดียิ่งเสมอ
Nisa' 4:70
นั่นเป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงรอบรู้
Nisa' 4:71
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเตรียมตัวและระวังภัย แล้วจงออกไป (ทำสงคราม) เป็นกลุ่มๆ หรือออกไปทั้งหมดพร้อมกัน
Nisa' 4:72
และแท้จริงในหมู่พวกเจ้านั้นมีผู้ที่จงใจทำให้ช้า (ในการเข้าสู่สนามรบ) ดังนั้น หากมีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้นกับพวกเจ้า (ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต) เขาก็จะกล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่ฉัน ที่ฉันไม่ได้ร่วมอยู่กับพวกเขา”
Nisa' 4:73
และหากพวกเจ้าได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ แน่นอนเขาก็จะพูดประหนึ่งไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างพวกเจ้ากับเขา มาก่อนเลย ว่า “โอ้ ถ้าฉันได้เข้าร่วมกับพวกเขา ฉันก็ได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน?”
Nisa' 4:74
ดังนั้น จงให้บรรดา (ผู้ศรัทธา) ที่เสียสละชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้ด้วยปรโลกนั้น ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์เถิด และผู้ใดที่ต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ แล้วเขาถูกฆ่าหรือได้รับชัยชนะ เราจะตอบแทนเขาด้วยรางวัลที่ยิ่งใหญ่
Nisa' 4:75
และมีสิ่งใดขัดขวางพวกเจ้าที่ทำให้พวกเจ้าไม่ต้องการที่จะต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ ทั้งที่บรรดาชาย หญิง และเด็กๆ ที่ถูกกดขี่ต่างก็วิงวอนต่ออัลลอฮ์ว่า “โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา โปรดนำเราออกจากเมืองนี้ (มักกะฮ์) ซึ่งมีชาวเมืองเป็นผู้กดขี่ และโปรดให้มีคนหนึ่งจากพระองค์เป็นผู้นำคอยดูแลพวกเรา และโปรดให้มีคนหนึ่งจากพระองค์เป็นผู้ช่วยเหลือที่คอยปกป้องพวกเรา”
Nisa' 4:76
บรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น พวกเขาจะต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น พวกเขาจะต่อสู้ในหนทางของฎอฆูต ดังนั้นพวกเจ้าจงต่อสู้บรรดาสมุนของชัยฏอนเถิด แท้จริงอุบายของชัยฏอนนั้นเป็นสิ่งที่อ่อนแอยิ่ง
Nisa' 4:77
เจ้าไม่ได้เห็นดอกหรือ? (โอ้ มุฮัมหมัด) บรรดาผู้ที่ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า "จงระงับมือของพวกเจ้า (จากการต่อสู้) ก่อนเถิด และจงดำรงการจงละหมาด และจงชําระซะกาต" ครั้นเมื่อการสู้รบได้ถูกกําหนดขึ้นแก่พวกเขา ทันใดนั้นกลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขา (กลุ่มมุนาฟิกีน) ก็กลัวต่อมนุษย์ (ศัตรู) เสมือนกับการกลัวอัลลอฮ์ หรือกลัวยิ่งกว่านั้นอีก และพวกเขากล่าวว่า "โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา เพราะเหตุใดพระองค์จึงได้กําหนดการสู้รบขึ้นแก่พวกเรา? หากพระองค์จะทรงเลื่อนเวลาอีกสักหน่อยให้แก่พวกเราไม่ได้หรือ?" จงกล่าวเถิด "ความสุขแห่งโลกนี้มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และปรโลกนั้นดียิ่งกว่าสำหรับผู้ที่ยำเกรง และพวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรมแม้เท่าขนาดร่องเมล็ดอินทผาลัม"
Nisa' 4:78
ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่ไหน ความตายก็ย่อมมาถึงพวกเจ้า และแม้ว่าพวกเจ้าจะอยู่ในป้อมปราการที่สูงตระหง่านก็ตาม และหากพวกเขาได้รับสิ่งที่ดีๆ (ความหรูหราแห่งชีวิตในโลกนี้) พวกเขาก็กล่าวว่า “สิ่งนี้มาจากอัลลอฮ์” และหากพวกเขาประสบกับความเลวร้ายอันใดพวกเขาก็กล่าวว่า “สิ่งนี้มาจากเจ้า” จงกล่าวเถิด (โอ้ มูฮัมหมัด) ว่า “ทุกสิ่งนั้น มาจากอัลลอฮ์” แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านี้หรือ? พวกเขาแทบจะไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าบอกพวกเขาเลย?
Nisa' 4:79
ความดีใด ๆ ที่เจ้าได้รับนั้นมาจากอัลลอฮ์ และความเลวร้ายใด ๆ ที่ประสบแก่เจ้านั้นมาจากตัวของเจ้าเอง และเราได้ส่งเจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) มาเป็นเราะซูลแก่มวลมนุษย์ และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยาน
Nisa' 4:80
ผู้ใดเชื่อฟังเราะซูล แน่นอนเขาได้เชื่อฟังอัลลอฮ์แล้ว และผู้ใดผินหลังให้ เราก็ไม่ได้ส่งเจ้ามาเป็นผู้ควบคุมพวกเขา
Nisa' 4:81
และพวกเขา (บรรดามุนาฟิกีน) กล่าวว่า “(พวกเรา) เชื่อฟัง” แต่เมื่อพวกเขาออกจากที่ของเจ้าไปแล้ว กลุ่มหนึ่งในพวกเขาก็วางแผนในตอนกลางคืนนอกเหนือจากสิ่งที่พวกเขาได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ (ว่าจะเชื่อฟัง) และอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกสิ่งที่พวกเขาได้วางแผนไว้ในตอนกลางคืนนั้น ดังนั้น จงผินหลังให้กับพวกเขา และจงมอบหมายต่ออัลลอฮ์เถิด และอัลลอฮ์ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษา
Nisa' 4:82
(พวกเขาทำเช่นนั้น) พวกเขาไม่พิจารณาดูอัลกุรอานดอกหรือ? และหากอัลกุรอานไม่ได้มาจากอัลลอฮ์ แน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความย้อนแย้งกันมากมาย
Nisa' 4:83
และเมื่อมีเรื่องหนึ่งเรื่องใดมายังพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นความสงบสุขหรือความหวาดกลัว พวกเขาก็จะแพร่มันออกไป และหากว่าพวกเขาได้นำเรื่องนั้นกลับไปยังเราะซูล และยังผู้ปกครองในหมู่พวกเขา แน่นอนบรรดาผู้ที่วินิจฉัยมันในหมู่พวกเขาก็ย่อมรู้มันได้ และหากไม่ใช่เพราะความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้า และความเมตตาของพระองค์แล้ว พวกเจ้าก็จะปฏิบัติตามชัยฏอนกันอย่างแน่นอน ยกเว้นส่วนน้อยเท่านั้น
Nisa' 4:84
ดังนั้น (โอ้ มุฮัมหมัด) เจ้าจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์เถิด เจ้าจะไม่ถูกใช้ให้รับภาระของผู้ใด นอกจากภาระของเจ้าเองเท่านั้น และจงปลุกเร้าจิตวิญญาณของผู้ศรัทธา (เพื่อให้พวกเขาต่อสู้อย่างกล้าหาญ) หวังว่าอัลลอฮ์จะทรงยับยั้งความรุนแรงจากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และอัลลอฮ์ทรงมีอำนาจมากกว่า และทรงรุนแรงกว่าในการลงโทษ
Nisa' 4:85
ผู้ใดที่ให้ความช่วยเหลือในเรื่องความดี เขาจะได้รับส่วนหนึ่งจากมัน และผู้ใดที่ให้ความช่วยเหลือในเรื่องความชั่ว เขาจะได้รับส่วนหนึ่งจากมัน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง
Nisa' 4:86
และเมื่อพวกเจ้าได้รับคำอวยพรจะด้วยคำอวยพรใดก็ตาม ก็จงตอบกลับด้วยคำอวยพรที่ดีกว่า หรือตอบกลับด้วยคำอวยพรนั้นเช่นกัน แท้จริงอัลลอฮ์ทรงคำนวณนับในทุกสิ่ง
Nisa' 4:87
อัลลอฮ์นั้นคือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น แท้จริงพระองค์จะทรงรวบรวมพวกเจ้าในวันกิยามะฮ์ ซึ่งไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในวันนั้น และผู้ใดเล่าที่จะมีคำพูดได้จริงยิ่งกว่าอัลลอฮ์?
Nisa' 4:88
แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงแบ่งออกเป็นสองกลุ่มในเรื่องจุดยืนที่เกี่ยวกับกลุ่มมุนาฟิกีน และอัลลอฮ์ทรงทำให้พวกเขาปฏิเสธศรัทธาเนื่องด้วยการกระทำของพวกเขาเอง? พวกเจ้าต้องการที่จะให้ทางนำแก่ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงทำให้หลงทางกระนั้นหรือ? และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงทำให้หลงทาง เจ้าจะไม่มีทางพบทางที่จะช่วยเขาได้
Nisa' 4:89
พวกเขาต่างหวังกันว่า หากพวกเจ้ากลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ดั่งที่พวกเขาได้ปฏิเสธศรัทธา ดังนั้น พวกเจ้าก็เหมือนกับพวกเขา ดังนั้นจงอย่าได้ยึดเอาผู้ใดในหมู่พวกเขาเป็นมิตร จนกว่าพวกเขาจะอพยพไปในทางของอัลลอฮ์ แล้วหากพวกเขาจงใจผินหลังให้ ก็จงจับกุมพวกเขาและจงสังหารพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบเจอพวกเขา และจงอย่าเอาผู้ใดในหมู่พวกเขาเป็นมิตรและเป็นผู้ช่วยเหลือ
Nisa' 4:90
ยกเว้นผู้ที่ขอความคุ้มครองต่อกลุ่มชนที่ระหว่างพวกเจ้ากับกลุ่มชนนั้นมีสนธิสัญญา (สันติภาพระหว่างกัน) หรือบรรดาผู้ที่มาหาพวกเจ้าด้วยใจที่อัดอั้นที่จะต่อสู้กับพวกเจ้าหรือต่อสู้กับผู้คนของพวกเขา และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์ก็จะทรงให้พวกเขามีอำนาจเหนือพวกเจ้า แล้วพวกเขาก็จะต่อสู้กับพวกเจ้า แต่ถ้าพวกเขาปล่อยพวกเจ้าไว้ และไม่ต่อสู้กับพวกเจ้าและได้เสนอข้อตกลงสันติภาพกับพวกเจ้า อัลลอฮ์ก็จะไม่ทรงเปิดทางให้พวกเจ้า (เพื่อต่อสู้หรือจับกุม) พวกเขา
Nisa' 4:91
(นอกจากนี้) พวกเจ้าจะพบกับกลุ่มอื่นอีก (จากกลุ่มมุนาฟิกีนซึ่งพวกเขาจะแสดงความเป็นผู้ศรัทธา) เพื่อหวังความปลอดภัยของพวกเขาจากพวกเจ้า และ (ในทางกลับกันพวกเขาจะแสดงความเป็นผู้ปฏิเสธ) เพื่อที่พวกเขาจะได้รับความปลอดภัยจากผู้คนของพวกเขา คราใดที่พวกเขาถูกเชิญให้กลับไปสู่ฟิตนะฮ์ (สู่การปฏิเสธศรัทธา และตั้งภาคี) พวกเขาจะพุ่งเข้าไปในนั้นทันที ดังนั้น หากพวกเขาไม่ปล่อยพวกเจ้า และ (ไม่) เสนอข้อตกลงสัญญาสันติภาพกับพวกเจ้า และ (ไม่) ยับยั้งมือของพวกเขา (จากการต่อสู้กับพวกเจ้า) ก็จงจับพวกเขาเป็นเชลย และสังหารพวกเขา ณ ทุกที่ที่พวกเจ้าพบพวกเขา
และชนเหล่านี้คือกลุ่มชนที่เราได้ให้อำนาจอันชัดแจ้งแก่พวกเจ้าในการกำจัดพวกเขา
Nisa' 4:92
และไม่ใช่วิสัยของผู้ศรัทธาที่จะสังหารผู้ศรัทธา นอกจากเพราะความผิดพลาด (โดยไม่ได้เจตนา) และผู้ใดที่สังหารผู้ศรัทธาเพราะความผิดพลาด ก็ให้มีการปล่อยทาสที่ศรัทธาคนหนึ่งให้เป็นไท และให้มีค่าทำขวัญซึ่งถูกมอบให้แก่ครอบครัวของเขา นอกจากว่าครอบครัวของเขาจะยกให้เป็นทาน แต่หากเขา (ผู้ถูกสังหาร) อยู่ในหมู่ชนที่เป็นศัตรูของพวกเจ้า โดยที่เขา (ผู้สังหาร) เป็นผู้ศรัทธา ก็ให้มีการปล่อยทาสที่ศรัทธาคนหนึ่งให้เป็นไท และถ้าเขาอยู่ในหมู่ชนที่มีพันธสัญญาระหว่างพวกเจ้ากับพวกเขา ก็ให้มีการทำขวัญซึ่งถูกมอบให้แก่ครอบครัวของเขา และให้มีการปล่อยทาสที่ศรัทธาคนหนึ่ง และผู้ใดที่ไม่มี(ทาส) ก็ให้เขาถือศีลอดสองเดือนต่อเนื่องกัน เพื่อให้การสำนึกผิดนั้นได้รับการตอบรับจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาน
Nisa' 4:93
และผู้ใดฆ่าผู้ศรัทธาโดยเจตนา ดังนั้นการตอบแทนสำหรับเขาคือ นรกญะฮันนัม โดยที่เขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และอัลลอฮ์ก็ทรงกริ้วโกรธเขา และทรงสาปแช่งเขา และได้ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาซึ่งการลงโทษอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:94
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้าเดินทางไป (ต่อสู้) ในหนทางของอัลลอฮ์ ก็จงตรวจสอบให้ชัดแจ้งเสียก่อนและจงอย่ากล่าวแก่ผู้ที่กล่าวสลามแก่พวกเจ้าว่า "เจ้าไม่ใช่ผู้ศรัทธา" (จากนั้นพวกเจ้าก็ฆ่าเขา) เพียงเพื่อหวังในประโยชน์อันเล็กน้อยแห่งชีวิตในโลกนี้ แต่ ณ ที่อัลลอฮ์นั้นมีปัจจัยยังชีพอันมากมาย ในทำนองเดียวกันนั้นพวกเจ้าก็เคยเป็นมาก่อน แล้วอัลลอฮ์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงตรวจสอบให้ชัดแจ้งเสียก่อน แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
Nisa' 4:95
มันไม่เหมือนกันระหว่างผู้ศรัทธาที่นั่งอยู่กับที่ (ที่ไม่มีส่วนร่วมในการต่อสู้) เว้นแต่ผู้ที่อ่อนแอ กับบรรดาผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ด้วยทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขา อัลลอฮ์ทรงเชิดชูบรรดาผู้ที่ต่อสู้และเสียสละด้วยทรัพย์สินของพวกเขาและชีวิตของพวกเขาเหนือกว่าบรรดาผู้ที่นั่งอยู่กับที่นั้นหนึ่งขั้น และทั้งหมดนั้น (ทั้งสองกลุ่ม) อัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาไว้ว่าจะให้การตอบแทนอันดีงาม แต่อัลลอฮ์ทรงเชิดชูบรรดาผู้ที่ต่อสู้เหนือกว่าบรรดาผู้ที่นั่งอยู่กับที่ ด้วยการตอบแทนอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:96
(คือพวกเขาจะได้รับ) หลายขั้น จากพระองค์ และ (จะได้รับ) การอภัยโทษ และการเอ็นดูเมตตาด้วย และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาเสมอ
Nisa' 4:97
แท้จริงบรรดาผู้ที่มลาอิกะฮ์ได้เอาชีวิตของพวกเขาไป โดยที่พวกเขาเป็นผู้ที่อธรรมต่อตนเอง (เพราะปฏิเสธที่จะอพยพและเต็มใจที่จะถูกกดขี่โดยกลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธา) มลาอิกะฮ์ได้ถามว่า "พวกเจ้าเคยอยู่ในสภาพใด?" พวกเขากล่าวว่า "พวกเราเป็นผู้ที่ถูกกดขี่ในแผ่นดิน" มลาอิกะฮ์กล่าวว่า “แผ่นดินของอัลลอฮ์ไม่กว้างขวางพอสำหรับพวกเจ้าที่จะอพยพกระนั้นหรือ?” ดังนั้น ชนเหล่านี้แหละ ที่พำนักของพวกเขาคือนรกญะฮันนัม และมันเป็นที่กลับไปที่เลวร้ายยิ่ง
Nisa' 4:98
นอกจากบรรดาผู้ที่อ่อนแอ ทั้งจากผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กที่ไม่มีความสามารถในการหาอุบาย (หลบหนี) และไม่รู้วิธีการใด ๆ (ในการอพยพ)
Nisa' 4:99
ดังนั้น พวกเขาเหล่านั้น หวังว่าอัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้พวกเขา และอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงยกโทษให้เสมอ
Nisa' 4:100
และผู้ใดที่อพยพไปในหนทางของอัลลอฮ์ เขาก็จะพบในผืนแผ่นดิน ซึ่งสถานที่อพยพไปอันมากมาย และความมั่งคั่งด้วย และผู้ที่ออกจากบ้านของเขาไป ในฐานะผู้อพยพไปยังอัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ แล้วความตายก็มาประสบแก่เขา แน่นอนการตอบแทนอย่างครบสมบูรณ์สำหรับเขานั้นย่อมขึ้นอยู่ที่อัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:101
และเมื่อพวกเจ้าเดินทางไปในแผ่นดิน ก็ไม่เป็นความผิดอันใดสำหรับพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำการย่อละหมาด หากพวกเจ้าเกรงว่าบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาจะทำอันตรายแก่พวกเจ้า แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นเป็นศัตรูอันชัดแจ้งสำหรับพวกเจ้า
Nisa' 4:102
และเมื่อเจ้า (มุฮัมหมัด) อยู่ในหมู่พวกเขา (ในช่วงสงคราม) และเจ้าเป็นผู้นำการละหมาดร่วมกับพวกเขาก็จงให้กลุ่มหนึ่งจากพวกเขายืน (ละหมาด) ร่วมกับเจ้า และให้พวกเขาถืออาวุธของพวกเขาไว้ เมื่อพวกเขาสุญูดแล้วก็จงให้พวกเขาถอยไปอยู่ด้านหลังพวกเจ้า (เพื่อป้องกันการโจมตีของศัตรูจากด้านหลัง) และให้อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ได้ละหมาดเข้ามา แล้วให้พวกเขาละหมาดร่วมกับเจ้า และให้พวกเขาใช้มาตรการป้องกันและถืออาวุธของพวกเขา บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาชอบที่จะให้พวกเจ้าไม่ใส่ใจเกี่ยวกับอาวุธและสัมภาระของพวกเจ้า เพื่อที่พวกเขาจะได้โจมตีพวกเจ้าทั้งหมดในคราวเดียว และไม่เป็นความผิดอันใดสำหรับพวกเจ้าที่จะวางอาวุธ หากพวกเจ้ามีความเดือดร้อน เนื่องจากฝนตกหรือพวกเจ้าป่วย และพวกเจ้าควรใช้ความระมัดระวัง แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงเตรียมการลงโทษอันน่าอัปยศแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว
Nisa' 4:103
ครั้นเมื่อพวกเจ้าเสร็จจากการละหมาดแล้ว ก็จงกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ์ ทั้งในสภาพยืนและนั่งและในสภาพนอนเอกเขนกของพวกเจ้า ครั้นเมื่อพวกเจ้าปลอดภัยแล้ว ก็จงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย
Nisa' 4:104
และพวกเจ้าอย้าท้อแท้ (หมดกำลังใจ) ในการตามล่าศัตรู หากพวกเจ้าเจ็บปวด พวกเขาก็จะเจ็บปวดเช่นเดียวกับความเจ็บปวดของพวกเจ้า แต่พวกเจ้าหวัง (การตอบแทน) จากอัลลอฮ์ ซึ่งสิ่งที่พวกเขาไม่ได้หวัง และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:105
แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ลงมาแก่เจ้าด้วยความจริง เพื่อเจ้าจะได้ใช้ในการตัดสินระหว่างผู้คน ตามสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสอนเจ้าไว้ และจงอย่าเป็นผู้เถียงแทนผู้บิดพลิ้วทั้งหลาย
Nisa' 4:106
และจงขอภัยโทษต่ออัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:107
และจงอย่าโต้เถียงแทนบรรดาผู้ที่บิดพลิ้วต่อตัวของพวกเขาเองเลย แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงชอบผู้บิดพลิ้ว ผู้ทำบาป
Nisa' 4:108
พวกเขาอาจจะปกปิด (ความชั่ว) ให้พ้นจากปวงมนุษย์ได้ แต่พวกเขาไม่อาจจะปกปิดให้พ้นจากอัลลอฮ์ได้ และพระองค์ทรงอยู่กับพวกเขา เมื่อพวกเขาวางแผนกันในเวลากลางคืนซึ่งถ้อยคำที่พระองค์ไม่ทรงพอพระทัย แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงครอบคลุมทุกสิ่งที่พวกเขากระทำ
Nisa' 4:109
นี่แหละพวกท่าน พวกท่านคือบรรดาผู้โต้เถียงแทนพวกเขาในชีวิตโลกนี้ แล้วผู้ใดเล่าที่จะโต้เถียงกับอัลลอฮ์แทนพวกเขาในวันกิยามะฮ์ หรือว่าใครเล่าจะเป็นผู้รับมอบหมายให้คุ้มครองพวกเขา?!
Nisa' 4:110
และผู้ใดที่กระทำความชั่วหรืออธรรมแก่ตัวเอง ภายหลังจากนั้นแล้วเขาก็ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ เขาก็จะพบว่า อัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:111
ผู้ใดที่แสวงหาบาปกรรมไว้ ดังนั้น แท้จริงแล้วเขาแสวงหามันไว้ให้เป็นภัยแก่ตัวของเขาเองเท่านั้น และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:112
และผู้ใดที่แสวงหาความผิดหรือบาปกรรม แล้วก็โยนบาปกรรมนั้นให้แก่ผู้บริสุทธิ์ แน่นอนเขาย่อมได้รับความผิดฐานกล่าวเท็จและกระทำบาปอันชัดแจ้ง
Nisa' 4:113
และหากมิใช่เพราะความโปรดปรานและความเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีต่อเจ้า (โอ้ มูฮัมหมัด) แน่นอนความมุ่งหวังของกลุ่มหนึ่งจากพวกเขาก็อาจชักจูงเจ้าให้หลง (ได้สำเร็จ) แต่พวกเขาไม่อาจชักจูงผู้ใดให้หลงผิดได้ นอกจากตัวของพวกเขาเอง และพวกเขาก็ไม่อาจทำอันตรายแก่เจ้าได้แม้แต่น้อย และอัลลอฮ์ทรงประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) และวิทยปัญญาลงมาแก่เจ้า และได้ทรงสอนเจ้าในสิ่งที่เจ้าไม่รู้ และความโปรดปรานของอัลลอฮ์ที่มีต่อเจ้านั้นใหญ่หลวงนัก
Nisa' 4:114
ไม่มีความดีใดๆ ในการกระซิบส่วนใหญ่ของพวกเขา เว้นแต่เสียงกระซิบของผู้ที่ใช้ให้บริจาคทาน หรือทำความดี หรือสร้างสันติภาพระหว่างมนุษย์ และผู้ใดกระทำการนี้โดยมุ่งหวังที่จะแสวงหาความพอพระทัยจากอัลลอฮ์ ดังนั้นเราก็จะตอบแทนเขาซึ่งการตอบแทนอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:115
และผู้ใดที่ฝ่าฝืนเราะซูล หลังจากที่ความจริงได้ประจักษ์แก่เขาแล้ว และเขาได้ปฏิบัติตามแนวทางที่มิใช่ทางของบรรดาผู้ศรัทธา เราจะทิ้งเขาให้อยู่กับสิ่งที่เขาเลือกไว้ (สำหรับตัวเขาเอง) และ (ในวันปรโลก) เราจะให้เขาตกนรกญะฮันนัม และมันเป็นที่กลับไปที่เลวร้ายยิ่ง
Nisa' 4:116
แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษบาปที่เกิดจากการตั้งภาคีต่อพระองค์ และพระองค์จะทรงอภัยบาปที่นอกเหนือจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แท้จริงเขาได้หลงทางไปในทางที่ผิดอันไกลโพ้น
Nisa' 4:117
พวกเขาจะไม่วิงวอนขออื่นจากพระองค์นอกจาก (เจว็ดที่มีชื่อ) ผู้หญิง และพวกเขาไม่ได้วิงวอนขอ (ต่อสิ่งใด) นอกจากชัยฏอนที่ดื้อรั้นเท่านั้น
Nisa' 4:118
อัลลอฮ์ได้ทรงสาปแช่งมันแล้ว และมันได้กล่าวว่า “ขอยืนยันว่า ข้าจะเอาส่วนที่ถูกกำหนดไว้จากปวงบ่าวของพระองค์ (เป็นผู้ติดตามของข้า)
Nisa' 4:119
“และแน่นอนข้าจะทำให้พวกเขาหลงผิด และแน่นอนข้าจะทำให้พวกเขามีความหวังอันเท็จ และแน่นอนข้าจะใช้พวกเขา แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะตัดหูปศุสัตว์ และแน่นอนข้าจะใช้พวกเขา แล้วแน่นอนพวกเขาก็จะดัดแปลงสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงสร้าง" และผู้ใดที่ยึดเอาชัยฏอนเป็นผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ์ แน่นอนเขาจะต้องประสบกับความสูญเสียอย่างชัดแจ้ง
Nisa' 4:120
(ชัยฏอน) จะให้สัญญาแก่พวกเขา และจะกระตุ้นความหวังอันเท็จแก่พวกเขา แต่ชัยฏอนนั้นจะไม่ให้สัญญาใด ๆ แก่พวกเขา นอกจากการหลอกลวงเท่านั้น
Nisa' 4:121
ชนเหล่านั้นแหละที่พำนักของพวกเขา คือนรกญะฮันนัม และพวกเขาจะไม่มีทางรอดพ้นจากมันได้เลย
Nisa' 4:122
และบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดีทั้งหลายนั้น เราจะให้พวกเขาเข้าอยู่ในสวนสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างนั้น พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล สัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นความจริงเสมอ และผู้ใดเล่าที่จะมีคำพูดได้จริงยิ่งกว่าอัลลอฮ์?
Nisa' 4:123
มิใช่ความเพ้อฝันของพวกเจ้า และมิใช่ความเพ้อฝันของชาวคัมภีร์ ผู้ใดที่กระทำชั่วเขาก็ถูกตอบแทนด้วยความชั่วนั้น และเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือใด สำหรับเขานอกจากอัลลอฮ์
Nisa' 4:124
และผู้ใดที่กระทำคุณงามความดี จากเพศชายหรือเพศหญิงโดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ดังนั้นพวกเขาจะได้เข้าสวรรค์ และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแม้เท่ารูเล็กๆ ที่อยู่บนหลังเมล็ดอินทผาลัม
Nisa' 4:125
และผู้ใดเล่าจะมีศาสนาที่ดีไปกว่าผู้ที่มอบตัวต่ออัลลอฮ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยที่เขาประกอบความดีด้วย และเขาปฏิบัติตามศาสนาอันเที่ยงตรงของอิบรอฮีม? และอัลลอฮ์ทรงรับอิบรอฮีมเป็นที่รักของพระองค์
Nisa' 4:126
สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และ (ความรู้ ความสามารถ) ของอัลลอฮ์นั้นครอบคลุมทุกสิ่ง
Nisa' 4:127
และพวกเขาขอคำชี้ขาดจากเจ้าเกี่ยวกับเรื่องสตรี จงกล่าวเถิดว่า “อัลลอฮ์ทรงให้คำชี้ขาดแก่พวกเจ้าเกี่ยวกับพวกนาง และสิ่งที่ถูกอ่านให้แก่พวกเจ้าในคัมภีร์เกี่ยวกับบรรดาหญิงกำพร้าที่พวกเจ้าไม่ได้มอบสิทธิที่ถูกกำหนดไว้แก่พวกนาง ทั้งที่พวกเจ้าปรารถนาจะแต่งงานกับพวกนาง และเกี่ยวกับเรื่องเด็ก ๆ ที่อ่อนแอ และการที่พวกเจ้าต้องดำรงความยุติธรรมแก่บรรดาเด็กกำพร้า และความดีใด ๆ ที่พวกเจ้าได้กระทำไป แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในความดีนั้น
Nisa' 4:128
และหากสตรีใดเกรงว่าสามีของนางดูถูกดูหมิ่นนาง หรือหันหลังให้กับนาง ก็ไม่บาปอะไรแก่พวกเขาทั้งสองที่จะปรับความเข้าใจคืนดีกัน และการปรับความเข้าใจคืนดีกันนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า และจิตใจคนนั้นถูกทำให้มีความตระหนี่ติดมาด้วย และหากพวกเจ้าปฏิบัติ (ต่อภรรยาของพวกเจ้า) เป็นอย่างดีและยำเกรง (ต่ออัลลอฮ์) ดังนั้น แท้จริง อัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน
Nisa' 4:129
และพวกเจ้า (บรรดาสามีทั้งหลาย) จะไม่สามารถให้ความยุติธรรมระหว่างภรรยาของพวกเจ้าได้ แม้ว่าพวกเจ้าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นอย่าหันเห (ไปจากคนที่ไม่ได้รัก) โดยสิ้นเชิง โดยทิ้งให้นางอยู่เหมือนคนที่ถูกแขวนไว้ (จะว่ามีสามีที่คอยดูแลสิทธิต่างๆ ก็ไม่ใช่ หรือไม่มีสามีที่รอคอยการแต่งงานก็ไม่เชิง) และหากพวกเจ้าปรับความเข้าใจคืนดีกัน และยำเกรง (ต่ออัลลอฮ์) แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:130
และหากทั้งสองแยกทางกัน อัลลอฮ์ก็จะทรงให้ความพอเพียงแก่พวกเขาจากความมั่งมีของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นทรงเปี่ยมล้นด้วยความมั่งมี ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:131
และสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ และแท้จริงเราได้สั่งเสียแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเจ้า และแก่พวกเจ้าด้วย นั่นคือ พวกเจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์เถิด แต่หากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา แท้จริงสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงมั่งมี และทรงได้รับการสรรเสริญเสมอ
Nisa' 4:132
และสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้พิทักษ์รักษา
Nisa' 4:133
หากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์จะทรงทำลายพวกเจ้า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย และพระองค์ก็จะทรงแทนที่พวกเจ้าด้วยประชาชาติอื่น และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพเหนือสิ่งนั้น
Nisa' 4:134
ผู้ใดที่ปรารถนาสิ่งตอบแทนในโลกนี้ ดังนั้น ณ อัลลอฮ์แล้ว มีทั้งสิ่งตอบแทนในโลกนี้และปรโลก และอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น
Nisa' 4:135
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเป็นผู้ยึดมั่นในความยุติธรรมอย่างแท้จริง เป็นพยานเพื่ออัลลอฮ์ แม้กระทั่งต่อตัวของพวกเจ้าเอง หรือต่อบิดามารดาและญาติที่ไกล้ชิด หากเขา (ผู้ถูกกล่าวหา) เป็นคนรวยหรือจน เพราะอัลลอฮ์ต้องมาก่อนทั้งสองนั้น ดังนั้นอย่าปฏิบัติตามความใคร่ (ของตน) เกรงว่าพวกเจ้าจะเบี่ยงเบน (ไปจากความจริงในคำให้การ) และหากพวกเจ้าบิดเบือนคำให้การ หรือปฏิเสธ (จากการเป็นพยาน) แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
Nisa' 4:136
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์เถิด และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่เราะซูลของพระองค์ และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาก่อนหน้านั้น และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และวันปรโลกแล้วไซร้ ดังนั้น แท้จริงเขาได้หลงทางไปในทางที่ผิดอันไกลโพ้น
Nisa' 4:137
แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธา จากนั้นพวกเขาก็ปฏิเสธศรัทธา แล้วพวกเขาก็ศรัทธา (อีกครั้งหนึ่ง) แล้วพวกเขาก็ปฏิเสธศรัทธาอีก แล้วพวกเขาก็ปฏิเสธศรัทธาเพิ่มมากขึ้น อัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขาและจะไม่ทรงชี้ทางนำใดแก่พวกเขา
Nisa' 4:138
จงแจ้งข่าวแก่พวกมุนาฟิกเถิดว่า แท้จริงสำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันเจ็บแสบ
Nisa' 4:139
(นั่นคือ) บรรดาผู้ที่เอาบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นมิตรโดยละทิ้งบรรดาผู้ศรัทธา พวกเขาแสวงหาอำนาจจากพวกเขาเหล่านั้นกระนั้นหรือ?! ดังนั้น (จงรู้เถิดว่า) แท้จริงอำนาจทั้งหมดนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์
Nisa' 4:140
และแน่นอน อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแก่พวกเจ้าในคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ว่า เมื่อพวกเจ้าได้ยินบรรดาโองการของอัลลอฮ์ถูกปฏิเสธและถูกเยาะเย้ย (โดยบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดามุนาฟิก) ดังนั้น จงอย่านั่งร่วมกับพวกเขา จนกว่าพวกเขาจะพูดคุยกันในเรื่องอื่นจากนั้น มิฉะนั้น พวกเจ้าก็จะเป็นเหมือนพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรวบรวมบรรดามุนาฟิกและบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหมดไว้ในนรกญาฮันนัม
Nisa' 4:141
(บรรดามุนาฟิกเหล่านั้น) คือผู้ที่รอคอย (เหตุการณ์) ที่จะเกิดขึ้นกับพวกเจ้า ดังนั้นหากพวกเจ้าได้รับชัยชนะจากอัลลอฮ์พวกเขาจะกล่าวว่า "พวกเรามิได้ร่วมรบกับพวกท่านดอกหรือ?" และหากบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้รับส่วน (ในสงคราม) พวกเขาก็จะกล่าว (แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา) ว่า "เราไม่ได้ช่วยเหลือพวกท่านและปกป้องพวกท่านให้รอดพ้นจากบรรดาผู้ศรัทธาดอกหรือ?" แล้วอัลลอฮ์จะทรงพิพากษาระหว่างพวกเจ้าทั้งหมดในวันกิยามะฮ์ และอัลลอฮ์จะไม่ทรงให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธามีหนทางเหนือบรรดาผู้ศรัทธาเป็นอันขาด
Nisa' 4:142
แท้จริงแล้ว บรรดามุนาฟิกเหล่านั้นกำลังหลอกลวงอัลลอฮ์ (โดยแสร้งทำเป็นว่าเป็นผู้ศรัทธา) ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงหลอกลวงพวกเขากลับ (โดยปล่อยให้พวกเขาอยู่ในสภาพมุนาฟิกต่อไป) เมื่อพวกเขายืนละหมาด พวกเขาก็ลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน โดยหวังให้ผู้คนเห็นเท่านั้น และพวกเขาจะไม่รำลึกถึงอัลลอฮ์เว้นแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
Nisa' 4:143
พวกเขาอยู่ในสภาวะ "มุซับซับ" (สับสนไม่มีจุดยืนที่ตายตัว) ระหว่าง นั้น พวกเขาจะไม่เข้าข้างกลุ่ม (ผู้ปฏิเสธ) โดยตรง และไม่เข้าข้างกลุ่ม (ผู้ศรัทธา) และผู้ใดที่อัลลอฮ์ให้หลงทางแล้ว เจ้าก็จะไม่มีวันพบหนทางใดที่จะช่วยเหลือเขาได้
Nisa' 4:144
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ยึดเอาบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเป็นมิตรอื่นจากผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าต้องการที่จะให้อัลลอฮ์มีหลักฐานอันชัดเจนจัดการแก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ?
Nisa' 4:145
แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นอยู่ในชั้นต่ำสุดจากนรก และเจ้าจะไม่พบผู้ช่วยเหลือใดสำหรับพวกเขาเป็นอันขาด
Nisa' 4:146
นอกจากบรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัว และแก้ไขการกระทำของตน และพวกเขายึดมั่นในศาสนาของอัลลอฮ์ และปฏิบัติศาสนาของตนด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ ดังนั้น ชนเหล่านั้นจะอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ศรัทธา และอัลลอฮ์จะทรงประทานแก่ผู้ศรัทธาทั้งหลายซึ่งการตอบแทนอันยิ่งใหญ่
Nisa' 4:147
อัลลอฮ์จะทรงลงโทษพวกเจ้าได้อย่างไร? หากพวกเจ้ากตัญญู และศรัทธา และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงขอบคุณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
Nisa' 4:148
อัลลอฮ์ไม่ทรงชอบคำพูดที่หยาบคายที่พูดอย่างเปิดเผย เว้นแต่โดยผู้ที่ถูกอธรรม และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้เสมอ
Nisa' 4:149
หากพวกเจ้าเปิดเผยความดี หรือปกปิดมันไว้ หรือให้อภัยต่อความผิดใดๆ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเดชานุภาพเสมอ
Nisa' 4:150
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และต้องการแยกศรัทธาระหว่างอัลลอฮ์และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และพวกเขากล่าวว่า "เราศรัทธาต่อเราะซูลบางคนและปฏิเสธศรัทธาต่ออีกบางคน" และพวกเขาปรารถนาที่จะเลือกทางที่อยู่ระหว่างการศรัทธาและปฏิเสธศรัทธา
Nisa' 4:151
ชนเหล่านั้นแหละคือผู้ปฏิเสธศรัทธาโดยแท้จริง และเราได้เตรียมไว้แล้ว ซึ่งการลงโทษที่ยังความอัปยศแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย
Nisa' 4:152
และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และมิได้แยกระหว่างคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา ชนเหล่านั้น พระองค์จะทรงประทานแก่พวกเขาซึ่งการตอบแทนของพวกเขา และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Nisa' 4:153
บรรดาชาวคัมภีร์จะร่ำขอให้เจ้านำคัมภีร์ฉบับหนึ่งจากฟากฟ้าลงมาแก่พวกเขา เช่นนั้นแหละ แท้จริงพวกเขาเคยได้ร้องขอจากมูซาซึ่งสิ่งที่ใหญ่กว่านั้นมาแล้ว โดยที่พวกเขากล่าวว่า “จงให้พวกเราเห็นอัลลอฮ์โดยชัดแจ้งเถิด” แล้วฟ้าผ่าก็ได้คร่าพวกเขา เนื่องด้วยความอธรรมของพวกเขา ภายหลังจากนั้น พวกเขาก็ได้ยึดถือลูกวัวหลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้มายังพวกเขา แล้วเราก็อภัยให้พวกเขาจากการกระทำดังกล่าว และเราได้ให้แก่มูซาซึ่งอำนาจอันชัดเจน
Nisa' 4:154
และเราได้ยกภูเขาอัฏฏูรขึ้นเหนือพวกเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งพันธสัญญาของพวกเขา และเราได้กล่าวแก่พวกเขาว่า จงเข้าประตูนั้นไป โดยก้มศีรษะลง และเราได้กล่าวแก่พวกเขาว่า “จงอย่าได้ละเมิดในวันสับบะโต” และเราได้เอาจากพวกเขาซึ่งพันธสัญญาอันหนักแน่น
Nisa' 4:155
(แล้วเราก็ได้สาปแช่งพวกเขา) อันเนื่องด้วยการที่พวกเขาละเมิดในพันธสัญญาของพวกเขา และปฏิเสธบรรดาโองการของอัลลอฮ์ และฆ่าบรรดานบีอย่างไร้ความเป็นธรรม และการที่พวกเขากล่าวว่า “หัวใจของเรานั้นมีเปลือกหุ้มอยู่" หามิได้ อัลลอฮ์ได้ทรงประทับตราบนหัวใจของพวกเขาต่างหาก เนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ศรัทธายกเว้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
Nisa' 4:156
และเนื่องจากการที่พวกเขาปฏิเสธศรัทธา และกล่าวให้ร้ายแก่มัรยัม ซึ่งความเท็จอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:157
และการที่พวกเขากล่าวว่า แท้จริงพวกเราได้ฆ่า อัล-มะซีห์ อีซา บุตรของมัรยัม เราะซูลของอัลลอฮ์ และพวกเขาหาได้ฆ่าอีซาและหาได้ตรึงเขาบนไม้กางเขนไม่ ทว่าถูกทำให้พวกเขาเห็นคลับคล้าย และแท้จริงบรรดาผู้ที่ขัดแย้งในตัวเขานั้น แน่นอนย่อมอยู่ในความสงสัยเกี่ยวกับเขา พวกเขาหามีความรู้ใดๆ ต่อเขาไม่ นอกจากคล้อยตามความนึกคิดเท่านั้น และพวกเขาไม่ได้ฆ่าเขาอย่างแน่นอน
Nisa' 4:158
หามิได้ อัลลอฮ์ได้ทรงยกเขา (อีซา) ขึ้นไปยังพระองค์ต่างหาก และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:159
และไม่มีชาวคัมภีร์คนใด เว้นแต่เขาจะศรัทธาต่อเขา (นบีอีซา) ก่อนที่เขาจะตาย และวันกิยามะฮ์ เขา (นบีอีซา) จะเป็นพยานยืนยันพวกเขาเหล่านั้น
Nisa' 4:160
แล้วก็เนื่องด้วยความอธรรมจากบรรดาผู้ที่เป็นยิว เราจึงได้ให้เป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขาซึ่งบรรดาสิ่งดีๆ ที่ได้ถูกอนุมัติแก่พวกเขามาแล้ว และเนื่องด้วยการที่พวกเขาขัดขวางทางของอัลลอฮ์อย่างมากมาย
Nisa' 4:161
และเนื่องด้วยการที่พวกเขาเอาดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่พวกเขาถูกห้ามในเรื่องนั้น และเนื่องด้วยการที่พวกเขากินทรัพย์สินของผู้คนโดยมิชอบธรรม และเราได้เตรียมไว้แล้ว สำหรับผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ
Nisa' 4:162
แต่ทว่าบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้ในหมู่พวกเขา และบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น พวกเขาจะศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนเจ้า และ (โดยเฉพาะ) บรรดาผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และบรรดาผู้ที่ชำระซะกาต และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก ชนเหล่านั้น เราจะให้แก่พวกเขาซึ่งการตอบแทนอันใหญ่หลวง
Nisa' 4:163
แท้จริงเราได้ประทานวะฮีย์แก่เจ้า ดังที่เราได้ประทานวะฮีย์แก่นูห์ และบรรดานบีหลังจากเขา และเราได้ประทานวะฮีย์แก่อิบรอฮีมและอิสมาอีล และอิสฮาก และยะอ์กูบ และอัล-อัสบาฏ และอีซา และอัยยูบ และยูนุส และฮารูน และ สุลัยมาน และเราได้ประทานคัมภีร์ซะบูร์ แก่ดาวูด
Nisa' 4:164
และมีบรรดาเราะซูล ซึ่งแน่นอนเราได้เล่าถึงพวกเขาแก่เจ้ามาก่อนแล้ว และมีบรรดาเราะซูลซึ่งเรามิได้เล่าแก่เจ้าเกี่ยวกับพวกเขา และอัลลอฮ์ได้ทรงตรัสกับมูซาเป็นการเฉพาะอย่างแท้จริง
Nisa' 4:165
(พระองค์ได้ทรงส่ง) บรรดาเราะซูลมาในฐานะเป็นผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่มีข้ออ้างต่ออัลลอฮ์ภายหลังจากบรรดาเราะซูลเหล่านั้น และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:166
แต่ทว่าอัลลอฮ์นั้นทรงยืนยันในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่เจ้า ว่า พระองค์ได้ทรงประทานสิ่งนั้นมาด้วยความรู้ของพระองค์และมลาอิกะฮ์ก็ยืนยันด้วย และพอเพียงแล้วที่อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงยืนยัน
Nisa' 4:167
แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และขัดขวางทางของอัลลอฮ์นั้น
แท้จริงพวกเขาได้หลงทางไปในทางที่ผิดอันไกลโพ้น
Nisa' 4:168
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและอธรรม (ต่อตนเอง) นั้น อัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษแก่พวกเขาเลย และจะไม่ชี้ทางให้แก่พวกเขา
Nisa' 4:169
ยกเว้นทางแห่งนรกญะฮันนัม โดยที่พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล และนั่นเป็นเรื่องง่ายสำหรับอัลลอฮ์
Nisa' 4:170
โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงเราะซูลได้มายังพวกเจ้าแล้วพร้อมด้วยสัจธรรมจากพระเจ้าของพวกเจ้า ดังนั้นจงศรัทธาเถิด มันเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับพวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา (การปฏิเสธศรัทธาของพวกเจ้าก็ไม่เป็นผลเสียใด ๆ สำหรับอัลลอฮ์) เพราะแท้จริงสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Nisa' 4:171
โอ้ ชาวคัมภีร์! อย่าละเมิดขอบเขตในเรื่องศาสนาของพวกเจ้า และอย่าพูดถึงอัลลอฮ์นอกจากความจริงเท่านั้น แท้จริงแล้ว อัลมะซีห์ อีซา บุตรของมัรยัมนั้น เป็นเพียงเราะซูลของอัลลอฮ์ และพระวจนะของพระองค์ที่ทรงดำรัสให้มัรยัม และเป็นวิญญาณหนึ่งจากพระองค์ ดังนั้น จงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และบรรดาเราะซูลของพระองค์เถิด และอย่ากล่าวว่า “(พระเจ้านั้นมีสามองค์)” จงหยุด (จากการกล่าวเช่นนั้น) มันจะเป็นการดีสำหรับพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์ คือผู้ควรได้รับการเคารพสักการะแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากการมีบุตร ทุกสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้พิทักษ์รักษา
Nisa' 4:172
อัลมาซีห์ไม่เคยปฏิเสธและหยิ่งยะโสจากการเป็นบ่าวของอัลลอฮ์เช่นเดียวกับบรรดามลาอิกะฮ์ผู้ไกล้ชิด (พระองค์) และผู้ใดปฏิเสธและหยิ่งผยองจากการเคารพสักการะต่อพระองค์ ดังนั้น พระองค์ก็จะทรงชุมนุมพวกเขาทั้งหมดไว้ยังพระองค์
Nisa' 4:173
ส่วนบรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบคุณงามความดี พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาโดยครบถ้วน ซึ่งรางวัลของพวกเขา และจะทรงเพิ่มให้แก่พวกเขาด้วย จากความโปรดปรานของพระองค์ และส่วนส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธและหยิ่งผยองนั้น ดังนั้น พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาด้วยการลงโทษอันเจ็บแสบ และพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครอง และผู้ช่วยเหลือออื่นใดสำหรับพวกเขานอกจากอัลลอฮ์
Nisa' 4:174
โอ้มนุษย์เอ๋ย แท้จริงได้มีหลักฐานจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว และเราได้ประทานแสงสว่างอันแจ่มแจ้งลงมายังพวกเจ้าด้วย
Nisa' 4:175
ส่วนบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และยึดมั่น (ในแสงสว่างที่ถูกประทานลงมา) พระองค์จะทรงให้พวกเขาเข้าอยู่ในความเมตตาและความโปรดปรานของพระองค์ และจะทรงชี้นำพวกเขาซึ่งทางอันเที่ยงตรงไปสู่พระองค์
Nisa' 4:176
และพวกเขาขอคำชี้ขาดจากเจ้า (เกี่ยวกับเรื่อง อัลกะลาละฮ์) จงกล่าวเถิดว่า “อัลลอฮ์ะทรงให้คำชี้ขาดแก่พวกเจ้าเกี่ยวกับเรื่องอัลกะลาละฮ์ (กล่าวคือ) หากบุคคลใดเสียชีวิตโดยไม่มีบุตร แต่มีพี่น้องสาว ดังนั้นสำหรับพี่น้องสาวคนนั้นจะได้ครึ่งหนึ่งจากทรัพย์สินที่ผู้ตายทิ้งไว้ และพี่น้องชายของเขาจะได้รับมรดก (ทั้งหมดจากทรัพย์สินของพี่น้องสาวที่ทิ้งไว้) หากนางไม่มีบุตร หากมีพี่น้องสาวสองคน ดังนั้นทั้งสองจะได้รับทรัพย์สินสองในสามที่ผู้ตายทิ้งไว้ และหากพวกเขา (พี่น้องของผู้เสียชีวิต) มีจำนวนมากทั้งชายและหญิง ดังนั้นส่วนแบ่งของผู้ชายหนึ่งคนเท่ากับส่วนแบ่งของผู้หญิงสองคน” อัลลอฮ์ทรงอธิบายแก่พวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่หลงทาง และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง
Maide 5:1
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงรักษาบรรดาสัญญาให้ครบถ้วนเถิด สัตว์ประเภทปศุสัตว์นั้นได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว ยกเว้นสิ่งที่ถูกอ่านแก่พวกเจ้า และการล่าสัตว์ในขณะที่พวกเจ้าอยู่ในอิห์รอม แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงตัดสินชี้ขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์
Maide 5:2
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าละเมิดบรรดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของอัลลอฮ์ อย่าละเมิดเดือนต้องห้าม อย่าละเมิดสัตว์สำหรับพลีทานและสัตว์ที่คล้องเครื่องหมายไว้ และอย่าละเมิดบรรดาผู้มุ่งหน้าไปยังบัยตุลหะรอม เพื่อแสวงหาความโปรดปรานและความพึงพอพระทัยจากพระเจ้าของพวกเขา และเมื่อพวกเจ้าเสร็จสิ้นอิห์รอมแล้ว พวกเจ้าก็ออกล่าสัตว์ได้ และอย่าให้ความเกลียดชังต่อกลุ่มชนที่เคยขัดขวางพวกเจ้ามิให้เข้ามัสยิดฮะรอมนั้น ทำให้พวกเจ้าละเมิด (ต่อพวกเขา) และพวกเจ้าจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรมและความยำเกรง และจงอย่าช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นบาปและเป็นศัตรูกัน และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ
Maide 5:3
ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสัตว์ที่ตายเอง และเลือด และเนื้อสุกร และสัตว์ที่ถูกเปล่งนามอื่นจากอัลลอฮ์ ยามที่(เชือด)มัน และสัตว์ที่ถูกรัดคอตาย และสัตว์ที่ถูกตีตาย และสัตว์ที่ตกเหวตาย และสัตว์ที่ถูกขวิดตาย และสัตว์ที่ถูกสัตว์ร้ายกัดกิน นอกจากที่พวกเจ้าเชือดกัน และสัตว์ที่ถูกเชือดบนแท่นบูชา และการที่พวกเจ้าเสี่ยงทายด้วยไม้ติ้ว เหล่านั้นเป็นการละเมิด วันนี้บรรดาผู้ปฏิเสธการศรัทธา หมดหวังในศาสนาของพวกเจ้าแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่ากลัวพวกเขา และจงกลัวข้าเถิด วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์เพื่อพวกเจ้า และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้าที่มีต่อพวกเจ้านั้นบริบูรณ์ และข้าได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดได้รับความคับขันในความหิวโหย โดยไม่ใช่เป็นผู้จงใจกระทำบาป แน่นอนอัลลอฮ์คือพระผู้ทรงอภัยโทษ พระผู้ทรงเมตตาเสมอ
Maide 5:4
พวกเขาจะถามเจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "มีอะไรบ้างที่เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา? จงตอบแก่พวกเขาเถิดว่า: “ที่ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้านั้นคือสิ่งดีๆ ทั้งหลาย และบรรดาสัตว์สำหรับล่าเนื้อที่พวกเจ้าฝึกสอนมัน โดยฝึกมันตามที่อัลลอฮ์ได้ทรงสอนพวกเจ้าไว้นั้น ดังนั้น จงกินสิ่งที่พวกมันจับมาให้แก่พวกเจ้า และจงกล่าวพระนามของอัลลอฮ์บนตัวมันเสียก่อน (เมื่อพวกเจ้าจะปล่อยให้มันออกไปล่าสัตว์) และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำระบัญชี”
Maide 5:5
วันนี้สิ่งดีๆ ทั้งหลายได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้น เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า และอาหารของพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา และบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ศรัทธาหญิง และบรรดาหญิงบริสุทธิ์ในหมู่ผู้ที่ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเจ้าก็เป็นอนุมัติแก่พวกเจ้า เมื่อพวกเจ้าได้มอบให้แก่พวกนางซึ่งมะฮัรของพวกนางในฐานะเป็นผู้แต่งงาน มิใช่เป็นผู้กระทำการซินา และมิใช่ยึดเอานางเป็นเพื่อน (คู่ซินาอย่างลับ ๆ) และผู้ใดปฏิเสธการศรัทธา แน่นอนการงานของเขาก็จะสูญเปล่า และเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุนในปรโลก
Maide 5:6
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้าต้องการจะปฎิบัติการละหมาด ก็จงล้างใบหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าถึงข้อศอก และจงลูบศีรษะของพวกเจ้า และล้างเท้าของพวกเจ้าถึงตาตุ่มทั้งสอง และหากพวกเจ้ามีญะนาบะฮ์ ก็จงชำระร่างกายให้สะอาด และหากพวกเจ้าป่วย หรืออยู่ในการเดินทาง หรือคนใดในหมู่พวกเจ้ามาจากการถ่ายทุกข์ หรือได้สัมผัสสตรีมา แล้วพวกเจ้าไม่พบน้ำ ดังนั้น จงทำการตะยัมมุมด้วยดินที่สะอาด แล้วลูบใบหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้า จากดินนั้น อัลลอฮ์นั้นไม่ทรงประสงค์เพื่อจะให้มีความยากลำบากใดๆ แก่พวกเจ้า แต่ทว่าทรงประสงค์ที่จะให้พวกเจ้าสะอาด และเพื่อให้ความโปรดปรานของพระองค์นั้นครบถ้วนสมบูรณ์แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจักขอบคุณ
Maide 5:7
และจงรำลึกถึงพระคุณของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้าเถิด และพันธสัญญาของพระองค์ที่พระองค์ทรงทำไว้กับพวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้ากล่าวว่า "พวกเราได้ยินและพวกเราเชื่อฟัง" และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในทรวงอก
Maide 5:8
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮ์เถิด เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
Maide 5:9
และอัลลอฮ์ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาผู้ที่ศรัทธา และประกอบคุณงามความดีทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขานั้น คือ การอภัยโทษ และการตอบแทนอันยิ่งใหญ่
Maide 5:10
และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และไม่เชื่อต่อบรรดาโองการของเรา ชนเหล่านั้นคือชาวนรก
Maide 5:11
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงรำลึกถึงพระคุณของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้าเถิด จงรำลึกเถิดว่า เคยมีพวกหนึ่งได้ตั้งใจที่จะยื่นมือของพวกเขามาทำร้ายพวกเจ้าแล้วพระองค์ก็ทรงยับยั้งมือพวกเขาออกจากพวกเจ้า และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และต่ออัลลอฮ์นั้นบรรดาผู้ศรัทธาก็จงมอบหมายเถิด
Maide 5:12
และแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงทำพันธสัญญากับวงศ์วานอิสรออีล และเราได้แต่งตั้งผู้นำสิบสองคนในหมู่พวกเขา และอัลลอฮ์ทรงตรัส (แก่พวกเขาว่า) "แท้จริงข้าอยู่ร่วมกับพวกเจ้า หากพวกเจ้าดำรงไว้ซึ่งละหมาด และจ่ายซะกาต และศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลของข้า และช่วยเหลือพวกเขา และพวกเจ้าได้ให้กู้ที่ดีแก่อัลลอฮ์ (ด้วยการบริจาคทานและกระทำความดีในหนทางของพระองค์) ข้าจะลบล้างบาปทั้งหลายของพวกเจ้าอย่างแน่นอน และข้าจะให้พวกเจ้าเข้าสู่สรวงสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างของมัน ดังนั้นผู้ใดที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่พวกเจ้า หลังจากนั้นแล้ว แน่นอนเขาได้หลงไปจากทางที่ถูกต้องแล้ว”
Maide 5:13
แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายพันธสัญญาของพวกเขา เราจึงได้สาปแช่งพวกเขา และเราได้ทำให้หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง พวกเขากระทำการบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้ออกจากที่ที่แท้จริงของมัน (ทั้งด้วยการเปลี่ยนคำและเปลี่ยนความหมาย) และพวกเขาลืม (ละทิ้งไม่สนใจ) สิ่งที่พวกเขาได้รับการเตือนไว้ และเจ้า (มุฮัมหมัด) ย่อมมองเห็นการทรยศที่พวกเขากระทำ เว้นแต่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น (ที่ไม่ทรยศหักหลัง) ดังนั้น จงให้อภัยและจงยกโทษให้พวกเขาเถิด เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ที่มุ่งมั่นในการทำความดีทั้งหลาย
Maide 5:14
และในหมู่บรรดาผู้ที่กล่าวว่า "แท้จริงเราเป็นคริสเตียน" เราก็ได้ทำพันธสัญญากับพวกเขา แต่พวกเขาลืมส่วนหนึ่งจากสิ่งที่พวกเขาถูกตักเตือนไว้ด้วยสัญญานั้น ดังนั้นเราได้ปลูกฝังความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชังในหมู่พวกเขาจนกระทั่งวันกิยามะฮ์ และอัลลอฮ์จะทรงบอกพวกเขาถึงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำกัน
Maide 5:15
โอ้ชาวคัมภีร์! แท้จริงเราะซูลของเรา (มุฮัมหมัด) ได้มายังพวกเจ้าแล้ว โดยเขาจะอธิบายแก่พวกเจ้าอย่างมากมายที่พวกเจ้าได้ซ่อนไว้จากคัมภีร์ และเขาจะงดเว้นไว้มากมาย แท้จริงแสงสว่างจากอัลลอฮ์ และคัมภีร์อันชัดแจ้งนั้นได้มายังพวกเจ้าแล้ว
Maide 5:16
ด้วยคัมภีร์นั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงชี้นำผู้ที่ปฏิบัติตามความพึงพระทัยของพระองค์ ซึ่งบรรดาทางแห่งความปลอดภัย และจะทรงให้พวกเขาออกจากความมืดไปสู่แสงสว่างด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และจะทรงชี้นำพวกเขาสู่ทางอันเที่ยงตรง
Maide 5:17
แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "แท้จริงอัลลอฮ์นั้นคือ อัลมะซีห์ บุตรของมัรยัม" จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) ว่า "(คำกล่าวอ้างนั้นไม่เป็นความจริง) แล้วใครเล่าจะมีอำนาจขัดขวางความประสงค์ของอัลลอฮ์ได้ หากพระองค์ประสงค์จะทำลายอัลมะซีห์ บุตรของมัรยัม และมารดาของเขา และมนุษย์ทั้งมวลในโลกนี้?” อำนาจแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง
Maide 5:18
และบรรดาชาวยิวและชาวคริสเตียนได้กล่าวว่า "พวกเราคือบุตรของอัลลอฮ์ และเป็นคนที่พระองค์ทรงรัก" จงกล่าวเถิด "แล้วไฉนเล่าพระองค์จึงทรงลงโทษพวกเจ้า เนื่องด้วยความผิดทั้งหลายของพวกเธอ? ไม่ใช่เช่นนั้นดอก! พวกเจ้าเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่พระองค์ทรงสร้างมาต่างหาก พระองค์ทรงอภัยโทษแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงลงโทษผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอํานาจแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในระหว่างทั้งสองนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์เท่านั้น และยังพระองค์เท่านั้นคือการกลับคืนครั้งสุดท้าย”
Maide 5:19
โอ้ ชาวคัมภีร์! แท้จริงเราะซูลของเราได้มายังพวกเจ้าแล้ว โดยที่เขาจะอธิบายแก่พวกเจ้า ภายหลังจากการเว้นช่วงจากบรรดาเราะซูล ทั้งนี้ เนื่องจากการที่พวกเจ้ากล่าวว่า "ไม่เคยมีผู้แจ้งข่าวดีหรือผู้ตักเตือนคนใดมายังพวกเรา" แท้จริงได้มีผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือนมายังพวกเจ้าแล้ว และอัลลอฮ์นั้นทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง
Maide 5:20
และ (จงเตือนพวกเขาเถิด โอ้ มุฮัมหมัด) ขณะที่มูซาได้กล่าวแก่หมู่ชนของเขาว่า “โอ้ หมู่ชนของฉัน! จงรำลึกถึงพระคุณของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้า เมื่อพระองค์ทรงให้มีบรรดานบีเกิดขึ้นในหมู่พวกเจ้า และพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าเป็นกษัตริย์ (เป็นอิสระหลังจากที่ตกเป็นทาสของฟิรเอาน์) และพระองค์ทรงประทานให้แก่พวกเจ้าซึ่งสิ่งที่ไม่เคยให้แก่ผู้ใดในโลกนี้ (ในขณะนั้น)"
Maide 5:21
(มูซากล่าวแก่หมู่ชนของเขาอีกว่า) "โอ้ หมู่ชนของฉัน จงเข้าไปในดินแดนอันบริสุทธิ์เถิด (ปาเลสไตน์) ที่อัลลอฮ์ได้ทรงกําหนดให้แก่พวกเจ้าเถิด และจงอย่าหันหลังของพวกเจ้ากลับ (เพราะหากพวกเจ้าหันหลังกลับ) พวกเจ้าก็จะเป็นผู้ขาดทุน"
Maide 5:22
พวกเขากล่าวว่า "โอ้มูซา แท้จริงในแผ่นดินอันบริสุทธิ์นั้น มีพวกที่โหดเหี้ยม และพวกเราจะไม่เข้าไปในแผ่นดินนั้นเป็นอันขาด จนกว่าพวกเขาจะออกไปจากที่นั้น ดังนั้น ถ้าพวกเขาออกไปจากที่นั้นแล้ว พวกเราจึงจะเป็นผู้เข้าไป"
Maide 5:23
มีชายสองคนในหมู่ผู้ยำเกรง ซึ่งอัลลอฮ์ทรงโปรดปรานแก่เขาทั้งสอง ได้กล่าวว่า "จงเข้าโจมตีพวกเขาทางประตูนั้น เพราะเมื่อเจ้าเข้าไปในประตูนั้น พวกเจ้าจะเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน และแด่อัลลอฮ์นั้นพวกเจ้าจงมอบหมายเถิด หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง"
Maide 5:24
พวกเขากล่าวว่า “โอ้ มูซา แท้จริงพวกเราจะไม่เข้าไปในแผ่นดินนั้นโดยเด็ดขาด ตราบใดที่พวกเขายังคงอยู่ที่นั้น ดังนั้น เจ้าจงไปกับพระผู้อภิบาลของเจ้า และจงต่อสู้ (กับพวกเขา) พวกเราจะนั่งอยู่ที่นี่”
Maide 5:25
มูซากล่าว (วิงวอนต่ออัลลอฮ์) ว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของข้า! แท้จริงข้าไม่สามารถควบคุมได้นอกจากตัวข้าเองและพี่ชายของข้าเท่านั้น ดังนั้น โปรดแยกเราออกจากหมู่ชนคนชั่วเหล่านั้นด้วยเถิด”
Maide 5:26
พระองค์ตรัสว่า“แท้จริง แผ่นดินนี้นี้จะเป็นที่ต้องห้ามแก่พวกเขาสี่สิบปี ซึ่งพวกเขาจะต้องระเหเร่ร่อนไปในผืนแผ่นดิน ดังนั้นเจ้าจงอย่าเสียใจต่อหมู่ชนผู้ละเมิดเหล่านี้เลย”
Maide 5:27
และจงเล่าให้พวกเขา (ยิว) ฟัง ถึงความจริงเกี่ยวกับบุตรชายทั้งสองของอาดัม เมื่อครั้งที่ทั้งสองได้พลีเครื่องพลี แล้วเครื่องพลีนั้นก็ถูกรับจากคนหนึ่งในสอง และมันไม่ได้ถูกรับจากอีกคนหนึ่ง เขาจึงได้กล่าวว่า “ฉันจะฆ่าเจ้า” เขากล่าวว่า “อัลลอฮ์จะทรงรับจากบรรดาผู้มีความยำเกรงเท่านั้น”
Maide 5:28
“หากเจ้ายื่นมือของเจ้ามายังฉัน เพื่อจะฆ่าฉัน ฉันก็จะไม่ยื่นมือของฉันไปยังเจ้า เพื่อจะฆ่าเจ้า แท้จริง ฉันกลัวอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก”
Maide 5:29
“แท้จริงฉันต้องการที่จะให้เจ้านำบาปของฉันและบาปของเจ้ากลับไป แล้วเจ้าก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในหมู่ชาวนรก และนั่นแหละคือการตอบแทนแก่บรรดาผู้อธรรม”
Maide 5:30
ดังนั้นตัณหา (กอบีล) จึงผลักดันเขา (จนเขาโกรธ) ให้ฆ่าน้องชายของเขา แล้วเขาก็ฆ่าเขา ดังนั้นเขาจึงเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ขาดทุน
Maide 5:31
จากนั้นอัลลอฮ์ก็ส่งนกกามาขุดดินเพื่อแสดงให้เขาเห็นถึงวิธีการฝังศพน้องชายของเขา เขากล่าวว่า “ฉันไม่สามารถที่จะเป็นเช่นกาตัวนี้แล้วกลบศพน้องชายของฉันเชียวหรือนี่?! แล้วเขาก็กลายเป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้ตรอมใจ”
Maide 5:32
เนื่องจากเหตุนั้น เราจึงได้บัญญัติแก่วงศ์วานของอิสรออีลว่าแท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เพราะเขาก่อความเสียหายในแผ่นดิน ก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล และผู้ใดไว้ชีวิตหนึ่ง ก็ประหนึ่งว่าเขาไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล และแท้จริงบรรดาเราะซูลของเราได้มายังพวกเขาพร้อมด้วยบรรดาหลักฐานอันชัดเจน แล้วหลังจากนั้น ส่วนมากของพวกเขาก็ได้ทำความชั่วในแผ่นดินจนเกินขอบเขตจริงๆ
Maide 5:33
แท้จริง การลงโทษเดียวแก่บรรดาผู้ที่ต่อสู้กับอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และก่อความหายนะบนหน้าแผ่นดินก็คือ พวกเขาถูกฆ่าหรือถูกตรึงกางเขน หรือถูกตัดมือและเท้าตามแนวขวาง (มือขวาและเท้าซ้ายหรือในทางกลับกัน) หรือถูกเนรเทศออกจากแผ่นดิน นั่นคือความอัปยศแก่พวกเขาในโลกนี้ และในปรโลกพวกเขาจะได้รับความทุกข์ทรมานอันใหญ่หลวง
Maide 5:34
นอกจากบรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัวก่อนที่พวกเจ้าจะสามารถควบคุมพวกเขาได้ ดังนั้นจงรู้เถิดว่าอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษและทรงเมตตาเสมอ
Maide 5:35
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์เถิด และแสวงหาหนทางแห่งการใกล้ชิดต่อพระองค์ และจงต่อสู้ในหนทางของพระองค์ เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ
Maide 5:36
แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น หากพวกเขามีสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินทั้งหมด และมีเยี่ยงนั้นอีกรวมกัน เพื่อจะใช้มันไถ่ตัวให้พ้นจากการลงโทษในวันกิยามะฮ์แล้ว มันก็จะไม่ถูกรับจากพวกเขา และสำหรับพวกเขานั้นคือการลงโทษอันเจ็บแสบ
Maide 5:37
พวกเขาปรารถนาที่จะออกจากไฟนรก แต่พวกเขาก็ไม่อาจที่จะออกจากมันได้ และพวกเขานั้นจะได้รับการลงโทษตลอดไป
Maide 5:38
และขโมยชายและขโมยหญิงนั้นจงตัดมือของเขาทั้งสอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการลงโทษในสิ่งที่ทั้งสองนั้นได้กระทำไว้ เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างการลงโทษจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์คือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
Maide 5:39
แล้วผู้ใดสำนึกผิดหลังจากการอธรรมของเขา และแก้ไขปรับปรุงแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Maide 5:40
เต้าไม่รู้หรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ทรงมีอํานาจในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์จะทรงลงโทษผู้ใดที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงอภัยโทษแก่ผู้ใดที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์คือผู้ทรงมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง
Maide 5:41
โอ้เราะซูลเอ๋ย จงอย่าให้เป็นที่เสียใจแก่เจ้าซึ่งบรรดาผู้ที่รีบเร่งในการปฏิเสธศรัทธาจากหมู่ผู้ที่กล่าวด้วยปากของพวกเขาว่า พวกเราศรัทธาแล้ว โดยที่หัวใจของพวกเขามิได้ศรัทธา และจากหมู่ผู้ที่เป็นยิว โดยที่พวกเขาชอบฟังคำมุสา พวกเขาชอบฟังเพื่อพวกอื่นที่มิได้มุ่งหาเจ้า พวกเขาบิดเบือนบรรดาถ้อยคำหลังจาก (ที่มันถูกวางใน) ที่ของมัน พวกเขากล่าวว่า หากพวกเจ้าได้รับสิ่งนี้ก็จงเอามันไว้ และถ้าหากพวกเจ้ามิได้รับมันก็จงระวัง และผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ซึ่งการทดสอบเขาแล้ว ดังนั้น เจ้าก็ไม่มีสิทธิแต่อย่างใดจากอัลลอฮ์ที่จะช่วยเหลือเขาได้ ชนเหล่านั้น คือผู้ที่อัลลอฮ์มิทรงประสงค์จะให้หัวใจของพวกเขาสะอาด โดยที่พวกเขาจะได้รับความอัปยศในโลกนี้ และจะได้รับการลงโทษอันมหันต์ในปรโลก
Maide 5:42
พวกเขาชอบฟังคำมุสา ชอบกินสิ่งต้องห้าม ถ้าหากพวกเขามาหาเจ้า ก็จงตัดสินระหว่างพวกเขา หรือไม่ก็ผินหลังให้แก่พวกเขาเสีย และถ้าหากเจ้าผินหลังให้แก่พวกเขา พวกเขาก็จะไม่อาจทำอันตรายใด ๆ แก่เจ้าได้อย่างสิ้นเชิง และหากเจ้าตัดสิน ก็จงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ยุติธรรมเสมอ
Maide 5:43
และอย่างไรเล่าที่พวกเขาจะให้เจ้าตัดสินทั้งๆ ที่พวกเขามีคัมภีร์อัตเตารอตอยู่ ซึ่งในนั้นมีข้อตัดสินของอัลลอฮ์อยู่แล้วภายหลังจากนั้น พวกเขาก็ผินหลังให้ ชนเหล่านั้น หาใช่เป็นผู้ศรัทธาไม่
Maide 5:44
แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์อัตเตารอตลงมา โดยที่ในนั้นมีข้อชี้นำ และแสงสว่าง ซึ่งบรรดานบีที่สวามิภักดิ์ได้ใช้มันตัดสินบรรดาผู้ที่เป็นยิว และบรรดาผู้ที่รู้ในอัลลอฮ์แล้ว และนักปราชญ์ทั้งหลายก็ได้ใช้มันตัดสิน เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้รักษาไว้ (นั่นคือ) คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และพวกเขาก็เป็นพยานยืนยันในคัมภีร์นั้นด้วย ดังนั้นพวกเจ้า จงอย่ากลัวมนุษย์แต่จงกลัวข้าเถิด และจงอย่าแลกเปลี่ยนบรรดาโองการของข้ากับผลประโยชน์ที่มีราคาอันเล็กน้อย และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านั้นคือผู้ปฏิเสธการศรัทธา
Maide 5:45
และเราได้บัญญัติแก่พวกเขาไว้ในคัมภีร์นั้นว่า ชีวิตด้วยชีวิต และตาด้วยตา และจมูกด้วยจมูก และหูด้วยหู และฟันด้วยฟัน และบรรดาบาดแผลก็ให้มีการชดเชยเยี่ยงเดียวกัน และผู้ใดให้การชดเชยนั้นเป็นทาน มันก็เป็นสิ่งลบล้างบาปของเขา และผู้ใดมิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว ชนเหล่านั้นคือผู้อธรรม
Maide 5:46
และเราได้ให้อีซา บุตรของมัรยัมได้เดินตามรอยในการสานต่อซึ่งงานต่างๆ (ของบรรดานบีแห่งวงศ์วานอิสรออีล) โดยเป็นผู้ยืนยันสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขา คือ อัต-เตารอต และเราได้ให้อัล-อินญีลแก่เขาซึ่งในนั้นมีคำชี้นำและแสงสว่าง และเป็นที่ยืนยันสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขา คือ อัต-เตารอต และเป็นคำชี้นำ และคำตักเตือนแก่บรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย
Maide 5:47
และบรรดาผู้ที่ได้รับอัล-อินญีลก็จงตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาในนั้น และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแล้ว พวกเขาเหล่านั้น คือผู้ที่ละเมิด
Maide 5:48
และเราได้ประทานคัมภีร์(อัลกุรอาน)ลงมาแก่เจ้าด้วยความจริงเพื่อเป็นการยืนยันถึงความจริงของคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้ามันและปกป้องคัมภีร์นั้น ดังนั้นเจ้าจงตัดสินระหว่างพวกเขา ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามความปรารถนาของพวกเขา ด้วยการออกจากความจริงที่ได้มายังเจ้า สำหรับแต่ละประชาชาติในหมู่พวกเจ้านั้นเราได้ให้มีบทบัญญัติและแนวทางไว้ และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์แล้วแน่นอนก็ทรงให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติเดียวกันแล้ว แต่ทว่าเพื่อที่จะทรงทดสอบพวกเจ้าในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงแข่งขันกันในความดีทั้งหลายเถิด ยังอัลลอฮ์นั้นคือ การกลับไปของพวกเจ้าทั้งหมด แล้วพระองค์จะทรงแจ้งให้พวกเจ้าทราบในสิ่งที่พวกเจ้ากำลังขัดแย้งกันในสิ่งนั้น
Maide 5:49
และเจ้าจงตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำของพวกเขา และจงระวังพวกเขาให้ดี เพราะพวกเขาจะจูงใจเจ้าให้เขวออกจากบางสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมาแก่เจ้า แล้วถ้าหากพวกเจ้าผินหลังให้ ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะลงโทษพวกเขาตามความผิดบางอย่างที่พวกเขาได้กระทำ และแท้จริง ส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้นเป็นผู้ละเมิด
Maide 5:50
ข้อตัดสินสมัยญาฮิลีญะฮ์ กระนั้นหรือที่พวกเขาปรารถนา และใครเล่าที่จะมีข้อตัดสินดียิ่งกว่าอัลลอฮ์สำหรับกลุ่มชนที่เชื่อมั่น
Maide 5:51
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าได้เอาชาวยิวและชาวคริสต์มาเป็นมิตร บางส่วนของพวกเขาคือมิตรของอีกบางส่วน และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเอาพวกเขามาเป็นมิตร แน่นอนผู้นั้นก็เป็นคนหนึ่งในพวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนที่อธรรม
Maide 5:52
แล้วเจ้าจะได้เห็นบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีโรค ต่างรีบเร่งกันไปอยู่ในหมู่พวกเขา โดยกล่าวว่า พวกเรากลัวภัยพิบัติ จะเวียนมาประสบแก่พวกเรา อาจเป็นไปได้ว่าอัลลอฮ์นั้นจะทรงนำมาซึ่งชัยชนะ หรือไม่ก็นำพระบัญชาอย่างหนึ่งอย่างใดมาจากที่พระองค์ แล้วพวกเขาก็กลายเป็นผู้เสียใจต่อสิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้ในใจของพวกเขา
Maide 5:53
และบรรดาผู้ศรัทธากล่าวว่า ชนเหล่านี้หรือ คือผู้ที่สาบานต่ออัลลอฮ์อย่างจริงจังว่า แท้จริงพวกเขานั้นจะร่วมอยู่กับพวกเจ้า การงานของพวกเขานั้นไร้ผล แล้วพวกเขาก็กลายเป็นผู้ขาดทุน
Maide 5:54
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกจากศาสนาของพวกเขาไป อัลลอฮ์ก็จะทรงนำมาซึ่งพวกหนึ่ง ที่พระองค์ทรงรักพวกเขาและพวกเขาก็รักพระองค์ เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนต่อบรรดาผู้ศรัทธา แข็งกร้าวต่อบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา พวกเขาจะเสียสละและต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ และไม่กลัวการตำหนิของผู้ตำหนิคนใด นั่นคือความโปรดปรานของอัลลอฮ์ซึ่งพระองค์จะทรงประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้
Maide 5:55
แท้จริงผู้ที่เป็นมิตรของพวกเจ้านั้น คืออัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาที่ดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และชำระซะกาตและขณะเดียวกันพวกเขาก็เป็นผู้นอบน้อม
Maide 5:56
และผู้ใดที่ยึดอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และบรรดาผู้ศรัทธาเป็นผู้ช่วยเหลือ (เขาจะได้รับชัยชนะ) เพราะแท้จริงพรรคของอัลลอฮ์นั้นเป็นกลุ่มผู้ชนะอย่างแน่นอน
Maide 5:57
โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงอย่าเอาบรรดาผู้ที่ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าเป็นการเยาะเย้ยและการล้อเล่น จากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ก่อนหน้าพวกเจ้าและบรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้น เป็นผู้ช่วยเหลือ และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง
Maide 5:58
และเมื่อพวกเจ้าได้เรียกร้องไปสู่การละหมาด พวกเขาก็ถือเอาการละหมาดเป็นการเย้ยหยันเป็นการล้อเล่น นั่นก็เพราะพวกเขาเป็นพวกที่ไม่ใช้ปัญญา
Maide 5:59
จงกล่าวเถิดว่า "โอ้ ชาวคัมภีร์ พวกเจ้ามิได้ตำหนิติเตียนและปฏิเสธพวกเรา (เพราะอื่นใด) นอกจากว่าพวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนแล้วเท่านั้น และแท้จริงส่วนมากของพวกเจ้านั้นเป็นผู้ละเมิด"
Maide 5:60
จงกล่าวเถิดว่า: "พวกเจ้าอยากให้ฉันบอกพวกเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น ณ ที่อัลลอฮ์หรือไหม?" พวกเขาคือกลุ่มชนที่ถูกอัลลอฮ์สาปแช่ง และทรงกริ้วต่อพระองค์ และกลุ่มชนที่ถูกสร้างเป็นลิงและสุกร และผู้เคารพสักการะฏอฆูตในหมู่พวกเขา เหล่านี้คือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่เลวร้ายกว่าและหลงทางที่ถูกต้องมากกว่า”
Maide 5:61
และเมื่อเขาเหล่านั้น มาหาพวกเจ้า พวกเขาก็กล่าวว่า เราศรัทธาแล้ว ทั้งๆ ที่โดยแท้จริงนั้น พวกเขาเข้ามาในสภาพผู้ปฏิเสธศรัทธา และขณะที่พวกเขาออกไปก็ในสภาพนั้นเช่นกัน และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเขาปกปิด
Maide 5:62
และเจ้าจะได้เห็นถึงส่วนใหญ่ในหมู่พวกเขาต่างรีบเร่งกันในการทำบาป และการเป็นศัตรูกัน และการที่พวกเขากินสิ่งที่เป็นที่ต้องห้าม ช่างเลวจริงๆ สิ่งที่พวกเขากระทำกัน
Maide 5:63
ไฉนเล่าผู้ที่รู้แจ้งในอัลลอฮ์และนักปราชญ์เหล่านั้นจึงไม่ห้ามพวกเขา ในการที่พวกเขาพูดสิ่งที่เป็นบาป และในการที่พวกเขากินสิ่งที่ต้องห้ามช่างเลวจริงๆ สิ่งที่พวกเขาทำกัน
Maide 5:64
และชาวยิวกล่าวว่า: "พระหัตถ์ของอัลลอฮ์ถูกล่ามตรวนไว้ (ตระหนี่)" มือของพวกเขาต่างหากที่ถูกล่ามไว้ และพวกเขาถูกสาปแช่งเพราะสิ่งที่พวกเขาพูด(คือพระหัตถ์ของอัลลอฮ์นั้นถูกล่ามตรวนไว้) แต่พระหัตถ์ทั้งสองของพระองค์นั้นแบออกอยู่เสมอ พระองค์จะทรงจ่ายตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และแท้จริงสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น จะทำให้ส่วนมากของพวกเขาเป็นผู้ฝ่าฝืนและปฏิเสธศรัทธาเพิ่มมากขึ้น และเราได้ปลูกฝังความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชังระหว่างพวกเขาจนถึงวันกิยามะฮ์ ทุกครั้งที่พวกเขาจุดไฟแห่งสงคราม อัลลอฮ์ก็จะทรงดับไฟนั้น และพวกเขาจะพยายามบ่อนทำลายในแผ่นดินต่อไป ขณะที่อัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้บ่อนทำลาย
Maide 5:65
และหากชาวคัมภีร์ได้ศรัทธาและยำเกรงต่ออัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเราจะลบล้างความผิดของพวกเขาออกจากพวกเขา และแน่นอนเราจะให้พวกเขาเข้าสวรรค์อันสำราญ
Maide 5:66
และหากพวกเขายึดมั่นต่อคัมภีร์เตารอตและอินญีล และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขาจากพระผู้อภิบาลของพวกเขาแล้ว (อัลกุรอาน) แน่นอนพวกเขาก็จะได้บริโภคจากเบื้องบนของพวกเขาและจากเบื้องล่างใต้เขาของพวกเขา ในหมู่พวกเขานั้นมีชนเผ่าที่ชอบธรรม และส่วนใหญ่จากพวกเขามักจะกระทำความชั่วอยู่เสมอ
Maide 5:67
โอ้เราะซูลเอ๋ย จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้าเถิด และหากเจ้าไม่กระทำเช่นนั้น ก็แสดงว่าเจ้าไม่ได้ประกาศสาส์นของพระองค์ และอัลลอฮ์จะทรงปกป้องเจ้าให้พ้นจาก (ความชั่วของ) มนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำแก่กลุ่มผู้ปฏิเสธศรัทธา
Maide 5:68
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “โอ้ ชาวคัมภีร์! พวกเจ้าไม่ได้ยืนหยัดบนศาสนาใด ๆ จนกว่าพวกเจ้าจะยึดมั่นในคำสอนของคัมภีร์เตารอตและอินญีล และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้าจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า (อัลกุรอาน)" และแท้จริงสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า (โอ้ มูฮัมหมัด) จากพระผู้อภิบาลของเจ้า จะทำให้พวกเขาส่วนใหญ่เกิดการฝ่าฝืนและการปฏิเสธศรัทธามากขึ้น ฉะนั้นอย่าเสียใจกับหมู่ชนที่ปฏิเสธศรัทธา
Maide 5:69
แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา และบรรดาผู้ที่เป็นยิว และบรรดาอัศ-ซอบิอีน และบรรดาผู้ที่เป็นคริสเตียนนั้น ผู้ใดก็ตามที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และวันปรโลก พร้อมกับประกอบคุณงามความดีแล้ว ดังนั้นพวกเขาจะไม่มีความหวาดกลัวใดๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา และพวกเขาจะไม่ระทมเสียใจ
Maide 5:70
แท้จริงเราได้ทำพันธสัญญากับวงศ์วานของอิสรออีล และเราได้ส่งบรรดาเราะซูลมายังพวกเขา ทุกครั้งที่มีเราะซูลมายังพวกเขาโดยนำสิ่งไม่เป็นที่ปรารถนามาให้พวกเขา ดังนั้น เราะซูลบางคนพวกเขาปฏิเสธศรัทธา และ (เราะซูลอีกบางคน) พวกเขาก็จะฆ่าเสีย
Maide 5:71
และพวกเขาคิดว่าจะไม่มีภัยใดๆ เกิดขึ้น (กับพวกเขาจากการฆ่าบรรดานบี) ดังนั้น พวกเขาจึงตาบอดและหูหนวก แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงตอบรับการสำนึกผิดของพวกเขา แล้วส่วนใหญ่ของพวกเขาก็ตาบอดและหูหนวกอีก และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเห็นในสิ่งที่พวกเขากระทำ
Maide 5:72
แท้จริง! บรรดาผู้ที่กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์นั้น คืออัลมะซีห์ บุตรของ มัรยัม” ได้ตกเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา แม้ว่าอัลมะซีห์จะกล่าวว่า: “โอ้ วงศ์วานของอิสรออีล! จงเคารพสักการะอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของฉัน และพระผู้อถิบาลของพวกเจ้าเถิด เพราะแท้จริง ผู้ใดตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือ"
Maide 5:73
แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นหนึ่งในสามพระเจ้า” เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะ) เว้นแต่พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และหากพวกเขาไม่หยุดสิ่งที่พวกเขากล่าวไว้นั้น แน่นอนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจากพวกเขานั้นจะถูกลงโทษอันเจ็บแสบ
Maide 5:74
พวกเขาจะไม่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮ์ และขออภัยโทษต่อพระองค์กระนั้นหรือ และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเมตตาเสมอ
Maide 5:75
อัลมะซีห์ บุตรของมัรยัมนั้นมิใช่ใครอื่นนอกจากเป็นเราะซูลคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก่อนหน้าเขาก็มีบรรดาเราะซูลมาแล้ว และมารดาของเขานั้นคือหญิงที่มีสัจจะวาจา ซึ่งทั้งสองนั้นรับประทานอาหาร จงดูเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่าอย่างไรเล่าที่เราได้แจกแจงโองการต่าง ๆ แก่พวกเขา? และจงดูเถิดว่าอย่างไรเล่าพวกเขาจึงถูกหันเหไปได้
Maide 5:76
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้าจะเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮ์ ซึ่งสิ่งที่ไม่มีอำนาจในการทำอันตรายใดๆ และให้ประโยชน์ใดๆ แก่พวกเจ้ากระนั้นหรือ?!" และอัลลอฮ์นั้นคือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้
Maide 5:77
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) "โอ้ ชาวคัมภีร์! จงอย่าปฏิบัติให้เกินขอบเขตในศาสนาของพวกเจ้า โดยปราศจากความเป็นจริง และจงอย่าปฏิบัติตามความปรารถนาของพวกหนึ่งพวกใดที่พวกเขาได้หลงผิดมาก่อนแล้ว และได้ทำให้ผู้คนมากมายหลงผิดด้วย และพวกเขาก็ได้หลงผิดไปจากทางอันเที่ยงตรง
Maide 5:78
บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจากวงศ์วานของอิสรออีลนั้น ได้ถูกสาปแช่งด้วยคำพูดของดาวูด และอีซา บุตรของมัรยัม นั่นก็เนื่องจากพวกเขาไม่เชื่อฟังและมักจะละเมิดอยู่เสมอ
Maide 5:79
พวกเขาไม่ห้ามปรามกันในความชั่วที่พวกเขากระทำกัน ช่างเลวร้ายยิ่งนัก สิ่งที่พวกเขากระทำกัน
Maide 5:80
เจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) จะเห็นส่วนมากในหมู่พวกเขานั้นเป็นมิตรกับบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา แท้จริง มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากที่พวกเขาได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขาเอง (ปรโลก) อันเป็นเหตุให้ความพิโรธของอัลลอฮ์เกิดขึ้นกับพวกเขา และพวกเขาจะอยู่ในการลงโทษตลอดกาล
Maide 5:81
และหากพวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และนบี และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เขาแล้ว พวกเขาก็จะไม่ยึดเอาพวกเขา (ผู้ปฏิเสธ) เหล่านั้นเป็นมิตร แต่ทว่าส่วนมากในหมู่พวกเขานั้นเป็นผู้ละเมิด
Maide 5:82
แน่นอนเจ้า (มุฮัมหมัด) จะพบกับกลุ่มที่เป็นศัตรูอย่างรุนแรงที่สุดสำหรับผู้ศรัทธา นั่นคือชาวยิวและบรรดาผู้ตั้งภาคี และแน่นอนเจ้าจะพบกับผู้ที่มีความรักที่ใกล้ชิดที่สุดกับบรรดาผู้ศรัทธา นั่นคือบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "พวกเราเป็นชาวคริสเตียน" นั่นก็เพราะว่าในหมู่พวกเขานั้นมีนักปราชญ์และนักบวช และพวกเขาไม่หยิ่งผยอง
Maide 5:83
และเมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เราะซูล เจ้าก็จะเห็นดวงตาของพวกเขาหลั่งน้ำตาออกมา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขารู้ถึงความจริง โดยที่พวกเขากล่าวว่า : "โอ้พระผู้อภิบาลของเรา พวกเราได้ศรัทธาแล้ว ดังนั้นโปรดบันทึกพวกเราร่วมกับบรรดาผู้เป็นพยานทั้งหลาย
Maide 5:84
“และไม่มีเหตุผลใดที่เราจะไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และความจริงที่มาถึงเรา และเราหวังว่าพระผู้อภิบาลของเราจะให้เราเข้า (สู่สวรรค์) ร่วมกับบรรดาผู้มีคุณธรรมทั้งหลาย”
Maide 5:85
ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรงตอบแทนพวกเขาเนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขากล่าวไว้ ด้วยสรวงสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่ภายใต้สวนเหล่านั้น โดยที่พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และนั่นคือการตอบแทนแก่บรรดาผู้กระทำความดี
Maide 5:86
และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา และไม่เชื่อต่อบรรดาโองการของเรา ชนเหล่านั้นคือชาวนรก
Maide 5:87
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ทำให้สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงอนุมัติแก่พวกเจ้า กลายเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และจงอย่าละเมิด (ขอบเขตที่กำหนดไว้) แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ละเมิด
Maide 5:88
และพวกเจ้าจงบริโภคสิ่งที่อนุมัติที่ดี ๆ จากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า และพึงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ผู้ที่พวกเจ้าศรัทธาต่อพระองค์เถิด
Maide 5:89
อัลลอฮ์จะไม่ทรงเอาโทษพวกเจ้าเนื่องด้วยถ้อยคำที่ไร้สาระที่เป็นคำสาบานของพวกเจ้า (ที่ไม่ได้ตั้งใจ) แต่ทว่าพระองค์จะทรงเอาโทษพวกเจ้าเนื่องด้วยคำสาบานที่พวกเจ้าจงใจไว้ ดังนั้นการไถ่โทษมันนั้นคือการให้อาหารแก่คนยากจนสิบคน นั่นคือ จากอาหารของผู้ที่มีฐานะปานกลางที่พวกเจ้าให้รับประทานแก่ผู้ที่อาศัยในเมืองของพวกเจ้า หรือให้เสื้อผ้า หรือปล่อยทาส (ที่เป็นผู้ศรัทธา) คนหนึ่งให้เป็นอิสระ และผู้ใดไม่มี (ทั้งสามประการนี้) ก็ให้ทำการถือศีลอดเป็นเวลาสามวัน นั่นคือการไถ่โทษต่อคำสาบานของพวกเจ้าเมื่อพวกเจ้าสาบาน (และได้ฝ่าฝืนมัน) และจงรักษาคำสาบานของพวกเจ้า ในทำนองนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงชี้แจงโองการต่างๆ ของพระองค์แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจักขอบคุณ
Maide 5:90
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แท้จริงของมึนเมา การพนัน รูปเคารพ (เพื่อการเซ่นไหว้เวลาเชือดสัตว์) และการเสี่ยงติ้วนั้น ล้วนเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงหลีกเลี่ยงจากการกระทำเหล่านั้นเสีย เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ประสบความสำเร็จ
Maide 5:91
แท้จริงชัยฏอนตั้งใจที่จะสร้างการเป็นศัตรูกันและความเกลียดชังระหว่างพวกเจ้า ผ่านทางสิ่งมึนเมา และการพนัน และขัดขวางไม่ให้พวกเจ้ารำลึกถึงอัลลอฮ์และการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะไม่ยุติหรือ?
Maide 5:92
และพวกเจ้าจงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และจงเชื่อฟังเราะซูลเถิด และจงระมัดระวัง (อย่าฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์) เพราะหากพวกเจ้าผินหลังให้ ก็จงรู้เถิดว่า แท้จริงหน้าที่ของเราะซูลของเรานั้นคือการเผยแผ่อย่างชัดเจนเท่านั้น
Maide 5:93
ไม่เป็นบาปอันใดสำหรับผู้ศรัทธาและประกอบคุณงามความดีในสิ่งที่พวกเขาได้บริโภค (สิ่งมึนเมามาแต่ก่อนนั้น) ตราบใดที่พวกเขามีความยำเกรง มีความศรัทธา และประกอบคุณงามความดี แล้วพวกเขาก็ยำเกรงและศรัทธา แล้วพวกเขาก็ยำเกรงและกระทำความดี และอัลลอฮ์ทรงรักผู้กระทำความดีทั้งหลาย
Maide 5:94
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แน่นอนอัลลอฮ์จะทรงทดสอบพวกเจ้า (ขณะที่พวกเจ้าครองอิห์รอม) ด้วยบางสิ่งจากสัตว์ป่าซึ่งมือของพวกเจ้าจับได้ง่าย และหอกของพวกเจ้าพุ่ง (อย่างง่ายดาย) เพื่อที่อัลลอฮ์จะได้ทรงรู้ว่าใครเป็นผู้ที่ยำเกรงพระองค์ในขณะที่พวกเขาไม่เห็นพระองค์ ดังนั้น ผู้ใดที่ละเมิดหลังจากนั้นแล้ว เขาก็จะได้รับโทษอันเจ็บแสบ
Maide 5:95
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าฆ่าสัตว์ล่าในขณะที่พวกเจ้ากำลังครองอิห์รอมอยู่ และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าได้ฆ่ามันโดยเจตนา และผู้ใดในหมู่พวกเจ้าได้ฆ่ามันโดยเจตนา ดังนั้น การชดเชย นั่นคือด้วยปศุสัตว์ชนิดเดียวกับที่ถูกฆ่า (จากปศุสัตว์) โดยผู้ที่มีความยุติธรรมสองคนในหมู่พวกเจ้าจะตัดสินเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อเป็นสัตว์พลีที่ส่งไปถึงอัลกะอ์บะฮ์ หรือจ่ายกัฟฟาเราะห์ด้วยการให้อาหารแก่คนยากจน (ที่อาศัยในแผ่นดินฮะรอม) หรือโดยการถือศีลอดตามจำนวนอาหารที่มอบให้กับคนยากจน เพื่อเขาจะได้สัมผัสถึงความรู้สึกไม่ดีต่อการกระทำของเขา อัลลอฮ์ทรงอภัยสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และผู้ใดกระทำอีก อัลลอฮ์ก็จะทรงลงโทษเขา และอัลลอฮ์ คือผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงลงโทษ
Maide 5:96
เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าซึ่งการล่าสัตว์ทะเล และอาหารที่ได้จากทะเล ทั้งนี้เพื่อเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์แก่พวกเจ้าและผู้ที่กำลังเดินทาง และได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้าซึ่งการล่าสัตว์บกในขณะที่พวกเจ้าครองอิห์รอมอยู่ และจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์เถิด ผู้ที่พวกเจ้าจะถูกรวบรวมไว้ยังพระองค์
Maide 5:97
อัลลอฮ์ได้ทรงทำให้อัล-กะอ์บะฮ์ อันเป็นบ้านที่ต้องห้ามนั้น เป็นศูนย์กลาง (แห่งความมั่นคง ด้านการเคารพสักการะและกิจการต่าง ๆ ทางโลก) สำหรับมนุษย์ และ (เช่นเดียวกัน) เดือนต้องห้าม และสัตว์พลี และสัตว์ที่ถูกสวมเครื่องหมายไว้ที่คอเพื่อเป็นสัตว์พลี เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รู้ว่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง
Maide 5:98
พวกเจ้าพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้รุนแรงในการลงโทษ และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Maide 5:99
หน้าที่ของเราะซูลนั้นมิใช่อะไรอื่น นอกจากการประกาศให้ทราบเท่านั้น และอัลลอฮ์ทรงรู้สิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผย และสิ่งที่พวกเจ้าปกปิดเอาไว้
Maide 5:100
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “ความชั่วและความดีนั้นย่อมไม่เท่าเทียมกัน แม้ว่าความชั่วที่มากมายนั้นจะเป็นที่ดึงดูดใจเจ้าก็ตาม” ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด โอ้ บรรดาผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ประสบความสำเร็จ
Maide 5:101
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าถามเกี่ยวกับเรื่องที่หากอธิบายแก่พวกเจ้าแล้วจะทำให้พวกเจ้าลำบากใจ และหากเจ้าถามถึงเรื่องเหล่านั้นในขณะที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา มันก็จะถูกอธิบายแก่พวกเจ้า อัลลอฮ์ทรงอภัย (แก่พวกเจ้า) จาก (ความผิดพลาด) นั้นแล้ว และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงขันติเสมอ
Maide 5:102
แท้จริงได้มีชนกลุ่มหนึ่งก่อนหน้าพวกเจ้าได้ถามถึงสิ่งเหล่านั้น แล้วพวกเขาก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธสิ่งต่างๆ เหล่านั้น
Maide 5:103
อัลลอฮ์มิได้ทรงทำให้มีขึ้น ซึ่งบะฮีเราะฮ์ และซาอิบะฮ์ และวะซีละฮ์ และฮาม แต่ทว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่างหากที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ และส่วนมากในหมู่พวกเขานั้น เป็นผู้ไม่ใช้ปัญญา
Maide 5:104
และเมื่อมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า “เรามาเชื่อฟังสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงประทานลงมา (อัลกุรอาน) และต่อเราะซูลของพระองค์เถิด” พวกเขาตอบว่า “เพียงพอแล้วสำหรับเรา ซึ่งสิ่งที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษของเรา” (พวกเขาจะยังเชื่อฟัง) แม้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาจะไม่รู้อะไรเลยและไม่ได้รับการชี้แนะก็ตามกระนั้นหรือ?
Maide 5:105
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จำเป็นสำหรับพวกเจ้าซึ่งการดูแลตัวของพวกเจ้า (จากการกระทำสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงห้าม) บรรดาผู้ที่หลงทางจะไม่ทำอันตรายแก่พวกเจ้าได้ หากพวกเจ้าได้รับการชี้นำแล้ว ยังอัลลอฮ์เท่านั้นที่พวกเจ้าทั้งหมดจะกลับไป (ในวันกิยามะฮ์) แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเจ้าถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไป
Maide 5:106
โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การเป็นพยานระหว่างพวกเจ้า เมื่อความตายได้มายังผู้ใดในหมู่พวกเจ้า ขณะมีการทำพินัยกรรมนั้น คือสองคนที่เป็นผู้เที่ยงธรรมในหมู่พวกเจ้า หรือคนอื่นสองคนที่มิใช่ในหมู่พวกเจ้า หากพวกเจ้าได้เดินทางไปในผืนแผ่นดินแล้วได้มีเหตุภัยแห่งความตายประสบกับพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าจะต้องกักตัวเขาทั้งสองไว้หลังจากละหมาดแล้วทั้งสองนั้นก็จะสาบานต่ออัลลอฮ์ หากพวกเจ้าสงสัยว่าเราจะไม่นำการสาบานนั้นไปแลกเปลี่ยนกับราคาใด ๆ และแม้ว่าเขาจะเป็นญาติใกล้ชิดก็ตาม และเราจะไม่ปกปิดหลักฐานของอัลลอฮ์ (ถ้ามิเช่นนั้น) แน่นอนเราก็จะอยู่ในหมู่ผู้ที่กระทำบาปโดยทันที
Maide 5:107
แล้วหากได้ค้นพบว่าพยานทั้งสองคนนั้นสมควรได้รับโทษ ก็ให้คนอื่นสองคนทำหน้าที่ในตำแหน่งพยานทั้งสองนั้นแทน จากบรรดาผู้ที่มีคนสองคนในหมู่พวกเขาเป็นผู้สมควร แล้วทั้งสองนั้นก็จะสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า แน่นอนการเป็นพยานของเรานั้นสมควรยิ่งกว่าการเป็นพยานของเขาทั้งสอง และเรามิได้ละเมิด (ถ้ามิเช่นนั้น) แน่นอนเราก็จะอยู่ในหมู่ผู้อธรรมโดยทันที
Maide 5:108
นั้นแหละคือสิ่งที่ใกล้ยิ่งกว่า ในการที่พวกเขาจะนำมาซึ่งการเป็นพยานตามความเป็นจริงของมัน หรือในการที่พวกเขาเกรงว่า คำสาบานจะถูกปฏิเสธหลังจากที่พวกเขาสาบาน จงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และจงสดับฟังเถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงชี้นำบรรดาที่เป็นผู้ละเมิดทั้งหลาย
Maide 5:109
วันที่อัลลอฮ์จะทรงชุมนุมบรรดาเราะซูล แล้วพระองค์ทรงตรัสว่าสิ่งใดบ้างที่พวกเจ้าได้รับการตอบสนอง พวกเขากล่าวว่า ไม่มีความรู้ใดๆ แก่พวกเราเลย แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ยิ่งในความเร้นลับทั้งหลาย
Maide 5:110
(จงรำลึกถึง) ขณะที่อัลลอฮ์ตรัสแก่อีซา บุตรมัรยัม ว่า "จงรำลึกถึงความโปรดปรานของข้าที่มีต่อเจ้าและมารดาของเจ้า ขณะที่ข้าได้สนับสนุนเจ้าด้วยวิญญาณอันบริสุทธิ์โดยที่เจ้าพูดกับผู้คนขณะที่ยังอยู่ในเปล และ(ขณะที่อยู่ใน) วัยฉกรรก์ และขณะที่ข้าได้สอนเจ้า ซึ่งการคัดเขียนและวิทยปัญญาและเตารอฮ์และอินญีล และขณะที่เจ้าสร้างขึ้นจากดินดั่งรูปนกด้วยอนุมัติของข้า แล้วเจ้าก็เป่ามัน แล้วมันก็กลายเป็นนกขึ้นมาจริงด้วยอนุมัติของข้า และเจ้ารักษาคนตาบอดแต่กําเนิด และคนเป็นโรคผิวหนังหายจากโรคด้วยอนุมัติของข้า และขณะที่เจ้าทำให้บรรดาคนตายออกมาด้วยอนุมัติของข้า และขณะที่ข้าได้ยับยั้งวงศ์วานของอิสรออีลออกจากเจ้า เมื่อเจ้านำบรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งมายังพวกเขา" แล้วบรรดาผู้ปฏิเสธในหมู่พวกเขาก็กล่าวว่า "สิ่งนี้ไม่ใช่อื่นใดนอกจากมายากลอันชัดแจ้งเท่านั้น"
Maide 5:111
และ (จงรำลึกถึง) ขณะที่ข้าได้ดลใจแก่เหล่าฮะวาริยูนว่า "จงศรัทธาต่อข้าและต่อเราะซูลของข้าเถิด" พวกเขากล่าวว่า "พวกเราศรัทธากันแล้ว และโปรดได้ทรงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเรานั้น เป็นผู้สวามิภักดิ์"
Maide 5:112
และ (จงรำลึกถึง) ขณะที่เหล่าหะวารียูนกล่าวว่า “โอ้ อีซา บุตรมัรยัม! พระผู้อภิบาลของเจ้าสามารถที่จะนำสำรับอาหารจากฟากฟ้าลงมาให้เราได้หรือไม่?” อีซากล่าวว่า: "พวกเจ้าจงยำเกรงต่ออัลลอฮ์ หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง"
Maide 5:113
พวกเขากล่าวว่า “พวกเราเพียงแต่อยากจะกินจากสำรับนั้นเท่านั้นและเพื่อให้จิตใจของเราสงบมั่น และเพื่อที่เราจะได้รู้อย่างแน่ชัดด้วยว่าแท้จริงท่านได้พูดความจริงแก่เรา และเพื่อที่พวกเราจะได้เป็นพยานยืนยันในเรื่องนั้นด้วย"
Maide 5:114
อีซาบุตรมัรยัม ได้กล่าวว่า "โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเรา โปรดประทานสำรับอาหารจากฟากฟ้าลงมาแก่พวกเราด้วยเถิด จะได้เป็นวันรื่นเริงแก่พวกเรา ทั้งผู้ที่อยู่กับพวกเราและผู้ที่ตามหลังพวกเรา และเป็นสัญญาณหนึ่งจากพระองค์ และโปรดประทานปัจจัยยังชีพแก่เรา และพระองค์นั้นคือผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่ดีที่สุด"
Maide 5:115
อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า “แท้จริง ข้าจะให้สำรับอาหารลงมาแก่พวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้นแล้ว แน่นอนข้าจะลงโทษเขาด้วยการลงโทษอันน่าสังเวช ซึ่งข้าไม่เคยลงโทษผู้ใดในสากลโลก”
Maide 5:116
และ (จงรำลึกถึง) ขณะที่อัลลอฮ์ตรัสว่า "โอ้ อีซา บุตรมัรยัม! เจ้าเป็นคนบอกแก่ผู้คนว่า 'จงยึดถือฉันและมารดาของฉันเป็นพระเจ้าทั้งสององค์ นอกเหนือจากอัลลอฮ์กระนั้นหรือ'?" เขากล่าวว่า "มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์! มันไม่สมควรดอก ที่ฉันจะกล่าวสิ่งที่ไม่ใช่สิทธิของฉัน หากฉันได้กล่าวสิ่งนั้นไป พระองค์ก็ย่อมทรงรู้ดี เพราะพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในตัวของฉัน และฉันไม่รู้สิ่งที่อยู่ในพระองค์ แท้จริงพระองค์คือพระผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งเร้นลับทั้งหลาย”
Maide 5:117
“ฉันไม่ได้กล่าวแก่พวกเขา เว้นแต่สิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาให้ฉันกล่าวเท่านั้น กล่าวคือ 'พวกเจ้าจงเคารพสักการะอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของฉันและพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าเถิด' และฉันย่อมเป็นพยานยืนยันต่อพวกเขา ตราบใดที่ฉันยังอยู่ในหมู่พวกเขา ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงรับฉันไปแล้ว พระองค์ก็ทรงเป็นผู้ดูแลพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานในทุกสิ่ง”
Maide 5:118
“หากพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขา พวกเขาก็คือบ่าวของพระองค์ และหากพระองค์จะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา แท้จริงพระองค์ก็คือพระผู้ทรงอำนาจ พระผู้ทรงปรีชาญาณ”
Maide 5:119
อัลลอฮ์ตรัสว่า “นี่คือวันที่ความสัตย์จะอํานวยประโยชน์แก่บรรดาผู้สัตย์ซื่อทั้งหลาย พวกเขาจะได้รับสรวงสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดไป อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยพวกเขา และพวกเขาก็พอใจกับพระองค์ นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่"
Maide 5:120
อำนาจแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และสิ่งที่อยู่ในนั้น และพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง
Enam 6:1
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และทรงบันดาลให้เกิดความมืดและแสงสว่าง แต่แล้วบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธานั้น ก็ยังให้สิ่งอื่นเท่าเทียมกับพระผู้อภิบาลของเขา
Enam 6:2
พระองค์ คือ ผู้ที่ทรงบังเกิดพวกเจ้ามาจากดิน แล้วทรงกำหนดเวลา (สำหรับการใช้ชีวิตในโลกนี้) และทรงกำหนดอีกวาระเวลาหนึ่ง (เพื่อการฟื้นคืนชีพ) ไว้ ณ ที่พระองค์ ในขณะเดียวกัน พวกเจ้ายังอยู่ในความสงสัย
Enam 6:3
และพระองค์คืออัลลอฮ์ (พระเจ้าผู้ที่ได้รับการเคารพสักการะ) ทั้งในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์ทรงรู้สิ่งที่เป็นความลับของพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผย และทรงรู้สิ่งที่พวกเจ้าขวนขวายไว้
Enam 6:4
และไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่จะมายังพวกเขา (บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา) จากบรรดาหลักฐานของพระผู้อภิบาลของพวกเขา นอกจากว่า พวกเขาเป็นผู้ที่ผินหลังให้กับมันอยู่เสมอ
Enam 6:5
แน่นอนพวกเขาปฏิเสธความจริง (อัลกุรอาน) เมื่อความจริงนั้นได้มายังพวกเขา แต่ในไม่ช้าพวกเขาจะเผชิญกับเรื่องราวที่พวกเขาเคยเยาะเย้ย (นั่นคือ พวกเขาจะได้รับความหายนะ)
Enam 6:6
พวกเขามิได้เห็นดอกหรือว่า กี่ประชาชาติมาแล้ว ที่เราได้ทำลายมาก่อนหน้าพวกเขา ซึ่งเราได้ให้พวกเขามีอำนาจและความสามารถในแผ่นดิน ซึ่งสิ่งที่เรามิได้มีให้แก่พวกเจ้า และเราได้ส่งฝนมายังพวกเขาอย่างมากมาย และเราได้ให้มีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่เบื้อล่างของพวกเขา แล้วเราก็ทำลายพวกเขาเสีย เนื่องด้วยบรรดาความผิดของพวกเขา และเราได้ให้มีขึ้นหลังจากพวกเขาซึ่งประชาชาติอื่น
Enam 6:7
และหากเราได้นำคัมภีร์ในกระดาษลงมาแก่เจ้า แล้วพวกเขาได้สัมผัสมันด้วยมือของพวกเขาเอง แน่นอนบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาก็จะกล่าวว่า "สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งใด นอกจากเป็นมายากลอันชัดแจ้งเท่านั้น"
Enam 6:8
และพวกเขากล่าวว่า “เหตุใดมลาอิกะฮ์จึงไม่ถูกส่งลงมายังเขา?” และหากเราได้ส่งมลาอิกะฮ์ลงมา แน่นอนกิจการทั้งหลายก็จะจบลง (เพราะความดื้อรั้นและการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา) แล้วพวกเขาก็จะไม่ได้รับการประวินเวลาไว้
Enam 6:9
และหากเราจะทำให้เขา (เราะซูล) เป็นมลาอิกะฮ์ แน่นอนเราก็จะทำให้เขามีรูปร่างเป็นผู้ชาย และแน่นอน เราก็ยิ่งทำให้สิ่งที่พวกเขาคลุมเครือกันอยู่นั้น เป็นที่คลุมเครือแก่พวกเขาอีก
Enam 6:10
และแน่นอน มีบรรดาเราะซูลจำนวนหนึ่งถูกเย้ยหยันมาแล้วก่อนหน้าเจ้า ดังนั้น บรรดาผู้ที่เย้ยหยันในหมู่พวกเขาจะถูกล้อม (ด้วยการลงโทษ) ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาเคยเยาะเย้ยกัน
Enam 6:11
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้าจงเดินไปในแผ่นดินเถิด แล้วจงดูว่า ผลสุดท้ายของบรรดาผู้ปฏิเสธนั้นเป็นอย่างไร?"
Enam 6:12
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนั้นเป็นของผู้ใด?" จงกล่าวเถิดว่า "เป็นของอัลลอฮ์" พระองค์ได้ทรงกําหนดความเมตตาเหนือพระองค์เอง แน่นอนพระองค์จะทรงรวบรวมพวกเจ้าไปสู่วันฟื้นคืนชีพ ซึ่งเป็นวันที่ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในเรื่องนี้ บรรดาผู้ที่ทำให้ตัวของพวกเขาขาดทุนนั้น พวกเขาก็จะไม่ศรัทธา
Enam 6:13
และสิ่งที่สงบเงียบอยู่ในเวลากลางคืนและกลางวันนั้นเป็นสิทธิของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
Enam 6:14
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ฉันควรที่จะยึดถือผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และพระองค์คือผู้ให้อาหาร มิใช่ผู้ได้รับอาหาร?" จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) แท้จริงฉันได้รับบัญชาให้เป็นคนแรกที่ยอมจำนนต่ออัลลอฮ์ และจงอย่าเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้ตั้งภาคี"
Enam 6:15
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ฉันกลัวการลงโทษในวันอันยิ่งใหญ่ หากฉันฝ่าฝืนพระผู้อภิบาลของฉัน"
Enam 6:16
ผู้ใดที่ถูกเบนออกจากเขา (ซึ่งการลงโทษ) ในวันนั้นแล้ว แน่นอนพระองค์ทรงเอ็นดูเมตตาเขา และนั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่
Enam 6:17
และหากอัลลอฮ์ทรงบันดาลให้เจ้าประสบอยู่ในอันตรายแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดจะขจัดมันออกไปได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น และหากพระองค์ทรงบันดาลให้เจ้าประสบกับความดีแล้ว แท้จริง พระองค์นั้นทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง
Enam 6:18
และพระองค์คือผู้ทรงชนะเหนือปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
Enam 6:19
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "สิ่งใดที่ใหญ่ยิ่งที่สุดในการเป็นพยาน?" จงกล่าวเถิดว่า "อัลลอฮ์ พระผู้ทรงเป็นพยานระหว่างฉันกับพวกเจ้า และอัลกุรอานนี้ก็ได้ถูกประทานลงมาแก่ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ใช้อัลกุรอานนี้ตักเตือนพวกเจ้าและผู้ที่อัลกุรอานนี้ไปถึง พวกเจ้าจะยืนยันอย่างจริงจังกระนั้นหรือ ว่ามีพระผู้เป็นเจ้าอื่นร่วมกับอัลลอฮ์?" จงกล่าวเถิดว่า "ฉันจะไม่ยืนยัน" จงกล่าวเถิดว่า "พระองค์นั้นคือพระผู้เป็นเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น และแท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกเจ้าตั้งภาคี"
Enam 6:20
บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขานั้น พวกเขารู้จักเขา เช่นเดียวกับที่พวกเขารู้จักลูกๆ ของพวกเขาเอง บรรดาผู้ที่ทำให้ตัวของพวกเขาขาดทุนนั้น ดังนั้น พวกเขาจะไม่ศรัทธา
Enam 6:21
และผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งกว่าผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ หรือปฏิเสธบรรดาโองการของพระองค์? แท้จริงบรรดาผู้อธรรมจะไม่ประสบความสำเร็จ
Enam 6:22
และ (จงรำลึกถึง) วันที่เราจะชุมนุมพวกเขาทั้งมวล แล้วเราจะกล่าวแก่บรรดาผู้ตั้งภาคีว่า "ไหนเล่าบรรดาภาคีของพวกเจ้าที่พวกเจ้าอ้างกัน?"
Enam 6:23
แล้วพวกเขาก็ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ นอกจากการกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์พระผู้อภิบาลของเรา พวกเราไม่เคยเป็นผู้ตั้งภาคีมาก่อนเลย”
Enam 6:24
จงดูเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า พวกเขาได้โกหกแก่ตัวพวกเขาเองอย่างไร? และสิ่งที่พวกเขาเคยอุปโลกน์ขึ้นก็ได้หายไปจากพวกเขา
Enam 6:25
และในหมู่พวกเขามีผู้ที่สดับฟังคำอ่านของเจ้า ทั้งที่เราได้ปิดกั้นหัวใจของพวกเขาไว้ (เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่เข้าใจ) และบันดาลให้มีความหนวกอยู่ในหูของพวกเขา และแม้ว่าพวกเขาได้เห็นสัญญาณทั้งหลาย (แห่งความจริง) พวกเขาก็จะไม่ศรัทธาต่อมัน จนกระทั้งพวกเขามาหาเจ้าพวกเขาจะโต้เถียงกับเจ้า บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะกล่าวว่า "(อัลกุรอาน) นี้มิใช่อื่นใดนอกจากนิยายจากบรรพชนเท่านั้น"
Enam 6:26
และพวกเขาห้าม (มิให้ผู้อื่นศรัทธา) ต่อเขา (เราะซูล) และพวกเขาก็ปลีกตัวออกห่างจากเขา และพวกเขาไม่ได้ก่อความพินาศให้แก่ใครเลยนอกจากแก่ตัวพวกเขาเอง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว
Enam 6:27
และหากเจ้า (มุฮัมหมัด) มองเห็นขณะที่พวกเขาถูกนำไปยืนต่อหน้าไฟนรก แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า “โอ้ ความหวังของเรา หากเราได้กลับมา (มีชีวิตในโลกนี้อีกครั้ง) และเราจะไม่ปฏิเสธโองการทั้งหลายของพระผู้อภิบาลของเรา และเราจะเป็นผู้ที่อยู่ในหมู่ผู้มีศรัทธา”
Enam 6:28
แต่ทว่าได้ประจักษ์แก่พวกเขาแล้ว สิ่งที่พวกเขาปกปิดไว้แต่กาลก่อน และหากว่าพวกเขาถูกส่งกลับไป แน่นอนพวกเขาก็จะกลับกระทำซ้ำอีกในสิ่งที่พวกเขาถูกห้ามไว้ และแท้จริงพวกเขาเป็นผู้กล่าวเท็จ
Enam 6:29
และพวกเขาจะกล่าวว่า: "ไม่มีชีวิตอื่นใดนอกจากชีวิตของเราในโลกนี้เท่านั้น และเราจะไม่ถูกให้ฟื้นคืนชีพหลังจากที่เราตาย"
Enam 6:30
และหากเจ้า (มุฮัมหมัด) มองเห็นขณะที่พวกเขาถูกนำไปยืนต่อหน้า พระผู้อภิบาลของพวกเขา แล้วพระองค์ทรงตรัสว่า “วันนี้เป็นวันพิพากษาเป็นเรื่องจริงมิใช่หรือ? พวกเขาตอบว่า "ใช่แล้ว โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา!” พระองค์ตรัสว่า “ฉะนั้น พวกเจ้าจงลิ้มรสแห่งการลงโทษเนื่องจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเจ้าเถิด”
Enam 6:31
แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธการพบกับอัลลอฮ์นั้นได้ขาดทุนแล้ว ครั้นเมื่อวันพิพากษามาถึงพวกเขาโดยฉับพลัน พวกเขาก็กล่าวว่า “โอ้ ความเสียใจของเรา ต่อสิ่งที่เราได้ละเลยในโลกนี้!” ขณะที่พวกเขาแบกบาปของพวกเขาไว้บนหลัง พึงรู้เถิดว่า สิ่งที่พวกเขาแบกอยู่นั้น ช่างเลวร้ายยิ่งนัก
Enam 6:32
และชีวิตในโลกนี้นั้นไม่มีอะไรนอกจากการเล่นและความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ปรโลกนั้นดียิ่งกว่าสำหรับบรรดาผู้ยำเกรง พวกเจ้าไม่ใช้ปัญญาดอกหรือ?
Enam 6:33
แท้จริงเรารู้ดีว่า สิ่งที่พวกเขาพูดนั้นทำให้เจ้าเสียใจ (ดังนั้นอย่าเสียใจเลย) เพราะแท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้ปฏิเสธเจ้าดอก แต่บรรดาผู้อธรรมนั้นปฏิเสธต่อโองการของอัลลอฮ์ต่างหาก
Enam 6:34
และแท้จริงบรรดาเราะซูลก่อนหน้าเจ้าก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน แล้วพวกเขาก็อดทนต่อสิ่งที่พวกเขาถูกปฏิเสธ และพวกเขาถูกทำร้าย จนกระทั่งความช่วยเหลือของเราได้มายังพวกเขา และแท้จริงแล้วไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงพระวจนะของอัลลอฮ์ได้ (สัญญาแห่งความช่วยเหลือของพระองค์) และแท้จริงมีข่าวคราวเกี่ยวกับบรรดาเราะซูลได้มายังเจ้าแล้ว
Enam 6:35
และหากว่าการผินหลังให้ของพวกเขานั้นมันใหญ่โตแก่เจ้าแล้ว หากเจ้าสามารถที่จะแสวงหาช่องทางใดๆ ลงในแผ่นดิน หรือบันไดสู่ฟากฟ้า แล้วทำสัญญาณหนึ่งมายังพวกเขา และหากว่าอัลลอฮ์ ทรงประสงค์แล้ว แน่นอนพระองค์ก็ทรงรวบรวมพวกเขาให้อยู่บนทางนำแล้ว ดังนั้นเจ้าจงอย่าเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้งมงายเลย
Enam 6:36
แท้จริง ที่จะตอบรับได้นั้นเพียงบรรดาผู้ที่ฟังเท่านั้น และบรรดาผู้ที่ตายนั้น อัลลอฮ์จะทรงให้พวกเขาฟื้นคืนชีพ หลังจากนั้น พวกเขาก็จะถูกนำกลับไปยังพระองค์
Enam 6:37
และพวกเขากล่าวว่า "ไฉนเล่าจึงไม่มีสัญญาณใด ๆ จากพระผูัอภิบาลของเขาถูกนำลงมาแก่เขา?" จงกล่าวเถิดว่า "แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงสามารถที่จะนำสัญญาณใดก็ได้ลงมา ทว่าพวกเขาส่วนมากนั้นไม่รู้"
Enam 6:38
และไม่มีสัตว์ใดในแผ่นดิน และไม่มีสัตว์ปีกใดที่บินด้วยสองปีกของมัน นอกจากประหนึ่งเป็นประชาชาติเยี่ยงพวกเจ้านั่นเอง เรามิได้ให้บกพร่องแต่อย่างใดในคัมภีร์ แล้วยังพระผู้อภิบาลของพวกเขานั้น พวกเขาจะถูกนำไปชุมนุม
Enam 6:39
และบรรดาผู้ที่กล่าวเท็จต่อโองการทั้งหลายของเรานั้น คือผู้ที่หูหนวกและเป็นใบ้ ซึ่งอยู่ในความมืดอันมากมาย ผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะทรงให้เขาหลงทางไป และผู้ใดที่พระองค์ประสงค์ ก็จะทรงให้เขาอยู่บนทางอันเที่ยงตรง
Enam 6:40
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้าเห็นกันบ้างไหม? หากการลงโทษของอัลลอฮ์มายังพวกเจ้า หรือวันกิยามะฮ์ได้มายังพวกเจ้า อื่นจากอัลลอฮ์กระนั้นหรือ ที่พวกเจ้าจะวิงวอนขอ? หากพวกเจ้าเป็นผู้สัตย์จริง"
Enam 6:41
หามิได้! เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกเจ้าจะวิงวอนขอ แล้วพระองค์ก็จะทรงขจัดอันตรายที่พวกเจ้าวิงวอนขอต่อพระองค์หากพระองค์ทรงประสงค์ และพวกเจ้าก็จะลืมสิ่งที่พวกเจ้าได้ตั้งเป็นภาคีไว้
Enam 6:42
และแท้จริงเราได้ส่งไปยังประชาชาติอันมากมายก่อนหน้าเจ้า แล้วเราก็ได้ลงโทษพวกเขาด้วยความแร้นแค้นและการเจ็บป่วย เพื่อว่าพวกเขาจะได้นอบน้อม
Enam 6:43
แล้วไฉนเล่า พวกเขาจึงไม่นอบน้อม เมื่อการลงโทษของเราได้มายังพวกเขา แต่ทว่าหัวใจของพวกเขาแข็งกระด้าง และชัยฏอนก็ได้ให้เป็นที่สวยงามแก่พวกเขาด้วยในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน
Enam 6:44
ครั้นเมื่อพวกเขาลืมสิ่งที่พวกเขาถูกตักเตือน เราก็เปิดเหล่าประตูแห่งของทุกสิ่ง (ความหรูหราและความเพลิดเพลิน) แก่พวกเขา ดังนั้นเมื่อพวกเขามีความระเริงกับสิ่งที่พวกเขาได้รับ เราก็ลงโทษพวกเขาอย่างกะทันหัน แล้วพวกเขาก็หมดหวัง
Enam 6:45
จากนั้นผู้อธรรมทั้งหลายก็ถูกทำลายจนคนสุดท้าย และ (ด้วยเหตุนี้ จงขอบคุณต่ออัลลอฮ์สำหรับการทำลายล้างนี้ ด้วยการกล่าวว่า) “มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”
Enam 6:46
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “พวกเจ้าคิดอย่างไร หากอัลลอฮ์ทรงเอาการได้ยินและการมองเห็นของพวกเจ้า และพระองค์ทรงปิดผนึกบนหัวใจของพวกเจ้า? พระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ที่จะนำมันให้กับพวกเจ้า?” จงดูเถิดว่า เราได้แจกแจงสัญญาณแห่งความยิ่งใหญ่ของเราอย่างไร แล้วพวกเขาก็ผินหลังให้
Enam 6:47
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) พวกเจ้าเห็นแล้วมิใช่ดอกหรือว่า หากการลงโทษของอัลลอฮ์มายังพวกเจ้าโดยกระทันหันก็ดี หรือโดยเปิดเผยก็ดี จะไม่มีใครถูกทำลาย นอกจากกลุ่มชนผู้อธรรมเท่านั้น
Enam 6:48
และเราจะไม่ส่งบรรดาเราะซูลมา นอกจากในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือนเท่านั้น ดังนั้นผู้ใดที่ศรัทธาและปรับปรุงแก้ไขแล้ว ดังนั้น ไม่มีความกลัวอันใดแก่พวกเขา และพวกเขาก็จะไม่เสียใจ
Enam 6:49
และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธบรรดาโองการของเรานั้น การลงโทษจะประสบแก่พวกเขา เนื่องจากการที่พวกเขาละเมิด
Enam 6:50
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ฉันจะไม่กล่าวแก่พวกเจ้าว่า บรรดาคลังสมบัติของอัลลอฮ์มีอยู่กับฉัน และฉันก็ไม่รู้สิ่งเร้นลับ และฉันไม่บอกแก่พวกเจ้าว่า ฉันคือมลาอิกะฮ์ ฉันจะไม่ปฏิบัติตามนอกจากสิ่งที่ถูกวะฮีย์ลงมาแก่ฉันเท่านั้น" จงกล่าวเถิด "คนตาบอดกับคนตาดีนั้นจะเท่าเทียมกันหรือ? พวกเจ้าไม่ใคร่ครวญดอกหรือ?"
Enam 6:51
และเจ้าจงตักเตือนด้วยอัลกุรอาน แก่บรรดาผู้เกรงกลัวว่าพวกเขาจะถูกนำไปชุมนุมยังพระเจ้าของพวกเขา โดยที่อื่นจากพระองค์แล้วไม่มีผู้ช่วยเหลือคนใด และไม่มีผู้ทำการชะฟาอะฮ์คนใดสำหรับพวกเขา เพื่อว่าพวกเขาจะได้ยำเกรง
Enam 6:52
เจ้าจงอย่าขับไล่บรรดาผู้ที่วิงวอนต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา ทั้งในยามเช้าและยามเย็น โดยปรารถนาความโปรดปรานจากพระองค์ สภาพของพวกเขาไม่เป็นภัยแก่เจ้าแต่อย่างใด และสภาพของเจ้าก็ไม่เป็นภัยแก่พวกเขาแต่อย่างใด จากการชำระเจ้า แล้วเหตุใดเล่าเจ้าจึงจะขับไล่พวกเขา (ถ้าเจ้าทำเช่นนั้นแล้ว) เจ้าก็จะกลายเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้อธรรม
Enam 6:53
และในทำนองนั้นเราได้ทดสอบพวกเขาบางคนด้วยอีกบางคน เพื่อพวกเขาจะได้กล่าวว่า "ชนเหล่านี้กระนั้นหรือที่อัลลอฮ์ทรงกรุณาแก่พวกเขาในระหว่างพวกเรา" อัลลอฮ์นั้นคือพระผู้ทรงรู้ดียิ่งเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่กตัญญูไม่ใช่หรือ?
Enam 6:54
และเมื่อบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อบรรดาสัญญาณของเราได้มายังเจ้า ก็จงกล่าวว่า “ขอความสันติจงมีแด่พวกเจ้า พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้กําหนดความเมตตาเหนือพระองค์เองว่า แท้จริงผู้ใดกระทำความชั่วในหมู่พวกเจ้าด้วยความไม่รู้ แล้วเขาก็กลับเนื้อกลับตัวในภายหลัง และได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ”
Enam 6:55
และในทำนองนั้น เราจะแจกแจงโองการทั้งหลาย (เพื่อให้ทางที่ถูกต้องชัดเจน) และเพื่อให้ทางของบรรดาคนบาปนั้นจะได้ชัดเจนด้วย
Enam 6:56
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "แท้จริงฉันถูกห้ามไม่ให้เคารพสักการะบรรดาผู้ที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์" จงกล่าวเถิด "ฉันจะไม่ปฏิบัติตามอารมณ์ของพวกเจ้า มิฉะนั้น ฉันก็ต้องหลงผิดไปด้วย และฉันก็จะไม่เป็นหนึ่งในหมู่ผู้ได้รับการชี้นำ"
Enam 6:57
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “แท้จริงฉันอยู่บนหลักฐานอันชัดเจนจากพระผู้อภิบาลของฉัน (อัลกุรอาน) ในขณะที่พวกเจ้าปฏิเสธมัน ฉันไม่มีสิ่งที่พวกเจ้าขอให้เร่งรีบ (การลงโทษ) การชี้ขาดไม่ใช่สิทธิของผู้ใดนอกจากสิทธิของอัลลอฮ์เท่านั้น พระองค์จะทรงแจ้งความจริง และพระองค์ทรงเลิศยิ่งในเหล่าผู้ชี้ขาดทั้งหลาย”
Enam 6:58
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “หากฉันมี (อำนาจในการนำ) สิ่งที่พวกเจ้าขอให้มันเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบนั้น (ฉันก็จะนำมันมา) แล้วเรื่องระหว่างฉันกับพวกเจ้าก็จะได้ยุติลง และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้บรรดาผู้อธรรมทั้งหลาย"
Enam 6:59
และที่พระองค์นั้นมีบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ ไม่มีผู้ใดรู้กุญแจเหล่านั้น นอกจากพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในแผ่นดินและในทะเล และไม่มีใบไม้ที่ร่วงหล่นนอกจากพระองค์ทรงรู้มัน และไม่มีเมล็ดพืชใดที่อยู่ในความมืดมิดของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่เปียกชุ่มอันใด และไม่มีสิ่งที่แห้งอันใด เว้นแต่มันจะอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง
Enam 6:60
และพระองค์คือผู้ทรงทำให้พวกเจ้านอนหลับในเวลากลางคืน และทรงรู้สิ่งที่พวกเจ้าทำในตอนกลางวัน แล้วพระองค์จะทรงปลุกพวกเจ้าในเวลานั้น (จากการหลับใหล) เพื่อจะได้บรรลุวาระที่กำหนดไว้ (ความตาย) แล้วยังพระองค์คือการกลับของพวกเจ้า แล้วพระองค์จะทรงเปิดเผยแก่พวกเจ้าถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไว้
Enam 6:61
และพระองค์คือผู้ทรงอำนาจเหนือปวงบ่าวของพระองค์ และทรงส่งบรรดาผู้บันทึกความดีและความชั่วมายังพวกเจ้าด้วย จนกระทั่งเมื่อความตายได้มายังคนใดในหมู่พวกเจ้าแล้ว บรรดาทูตของเรา ก็จะรับชีวิตของพวกเขาไป โดยที่พวกเขาจะไม่ทำให้บกพร่องเลย
Enam 6:62
แล้วพวกเขาก็ถูกนำกลับไปยังอัลลอฮ์ผู้เป็นนายอันแท้จริงของพวกเรา พึงรู้เถิดว่า การชี้ขาดนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงเป็นผู้ที่รวดเร็วยิ่งในหมู่ผู้สอบสวนทั้งหลาย
Enam 6:63
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “ใครเป็นผู้ช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากภัยพิบัติท่ามกลางความมืดทั้งทางบกและทางทะเล? โดยที่พวกเจ้าวิงวอนต่อพระองค์อย่างนอบน้อม (ทั้งในแบบเปิดเผย) และอย่างลับ ๆ (โดยกล่าวว่า) “แท้จริงหากพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากภัยพิบัตินี้ แน่นอน เราก็จะอยู่ในหมู่ผู้กตัญญูรู้คุณ”
Enam 6:64
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "อัลลอฮ์จะช่วยพวกเจ้าให้รอดพ้นจากมัน และจากความทุกข์ยากทุกอย่างอีกด้วย แต่แล้วพวกเจ้าก็กลับตั้งภาคี"
Enam 6:65
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “พระองค์คือผู้ทรงอำนาจที่จะส่งการลงโทษแก่พวกเจ้าจากเบื้องบนของพวกเจ้า หรือจากใต้เท้าของพวกเจ้า หรือพระองค์ทรงทำให้พวกเจ้าแตกแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ และทรงทำให้พวกเจ้ารู้สึกว่าบางคนในหมู่พวกเจ้ากระทำการอันรุนแรงต่ออีกฝ่าย” จงดูเถิดว่า เราได้แจกแจงโองการแห่งหลักฐานต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อว่าพวกเขาจะเข้าใจ
Enam 6:66
และกลุ่มชนของเจ้า (โอ้ มูฮัมหมัด) ได้ปฏิเสธมัน (อัลกุรอาน) ทั้งที่มันเป็นความจริง จงกล่าวเถิดว่า: "ฉันไม่ใช่ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลพวกเจ้า (ฉันเป็นเพียงศาสนทูตที่มีหน้าที่ประกาศคำสั่งของอัลลอฮ์แก่พวกเจ้าเท่านั้น)"
Enam 6:67
สำหรับทุกข่าว (ที่บรรดาเราะซูลนำมา) ย่อมมีเวลาที่มันจะต้องเกิดขึ้น แล้วเจ้าจะได้รู้ในภายหลัง
Enam 6:68
และเมื่อเจ้าเห็นบรรดาผู้คนพูดจาเยาะเย้ยโองการของเรา ก็จงหันหนีพวกเขาไว้จนกว่าพวกเขาจะพูดเรื่องอื่น และหากว่าชัยฏอนทำให้เจ้าลืม (ทำให้เจ้านั่งร่วมกับพวกเขา) ก็จงอย่านั่งร่วมกับพวกอธรรมเหล่านี้อีกต่อไปหลังจากการตักเตือนนี้แล้ว
Enam 6:69
และไม่มีความผิดใด ๆ แก่บรรดาผู้ยำเกรงต่อบาปของพวกเขา (ที่เยาะเย้ยโองการของอัลลอฮ์) แต่ (หน้าที่ของผู้ยำเกรงนั้น) คือการตักเตือนเพื่อว่าพวกเขาจะได้ยำเกรง
Enam 6:70
และจงออกห่างจากบรรดาผู้ที่ทำให้ศาสนาของพวกเขาเป็นเกมการละเล่นและความบันเทิง และพวกเขาถูกล่อลวงด้วยชีวิตแห่งโลกนี้ และจงตักเตือนพวกเขาด้วยอัลกุรอาน เพื่อว่าแต่ละคน (ในโลกหน้า) จะได้ไม่ตก (อยู่ในการลงโทษในนรก) เพราะสิ่งที่เขาได้ขวนขวายไว้ (จากความชั่ว) ไม่มีผู้คุ้มครองหรือผู้ช่วยเหลือใดแก่เขานอกจากอัลลอฮ์ และหากเขาต้องการจะไถ่ถอนตัวด้วยค่าไถ่ใด ๆ ก็ตาม ก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากเขา ชนเหล่านั้นแหละคือกลุ่มชนที่จมดิ่งลง (สู่การลงโทษในนรก) เพราะสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ สำหรับพวกเขานั้นจะได้รับเครื่องดื่มจากน้ำร้อนที่เดือดพล่าน และความทรมานที่แสนเจ็บปวด เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธศรัทธา
Enam 6:71
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “หากเราวิงวอนขอและสักการะสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ ซึ่งไม่ให้ประโยชน์ใด ๆ แก่เรา และไม่ให้โทษใด ๆ แก่เรา และเราจะถูกย้อนกลับ (กลายเป็นผู้ปฏิเสธ) หลังจากที่เราได้รับทางนำจากอัลลอฮ์แล้ว จะเหมือนกับบุคคลที่ถูกชัยฏอนบนโลกนี้ชักจูงให้หลงทางในสภาพที่สับสนในขณะที่เขามีเพื่อนคอยชักชวนเขาไปสู่ทางที่เที่ยงตรง (โดยบอกกับเขา) ว่า: “จงมากับเราเถิด” กระนั้นหรือ? “จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) แท้จริงทางนำของอัลลอฮ์นั้นเป็นทางนำอย่างแท้จริง และเราถูกบัญชาให้ยอมจำนนต่อพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”
Enam 6:72
และ (พวกเราได้รับบัญชา) ว่า จงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจงยำเกรงต่อพระองค์เถิด และพระองค์คือผู้ที่พวกเจ้าจะถูกนำกลับไปชุมนุม
Enam 6:73
และพระองค์คือผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินด้วยความจริง และในวันฟื้นคืนชีพ พระองค์จะทรงตรัสว่า "จงเป็น" แล้วมันจะเป็นขึ้นมา คำดำรัสของพระองค์เป็นจริงเสมอ และอำนาจแห่งการปกครองเป็นของพระองค์ในวันที่แตรถูกเป่า พระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทั้งสิ่งที่เร้นลับ และสิ่งที่เปิดเผย และพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
Enam 6:74
และ (จงรำลึกถึง) ขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวแก่อาซัร บิดาของเขาว่า "ท่านจะยึดถือบรรดาเจว็ดเป็นที่เคารพสักการะกระนั้นหรือ? แท้จริงฉันเห็นว่าท่านและกลุ่มชนของท่านนั้นอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง"
Enam 6:75
และในทำนองนั้น เราได้แสดงแก่อิบรอฮีมให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่และอำนาจ (ของเรา) ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และเพื่อเขาจะได้เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในหมู่ผู้เชื่อมั่นทั้งหลาย
Enam 6:76
ครั้นเมื่อเขาอยู่ในความมืดมิด เขาก็เห็นดาวดวงหนึ่ง (ส่องแสงอยู่) แล้วเขาก็กล่าวว่า "นี่คือพระเจ้าของฉัน" แต่เมื่อดาวนั้นลับหายไป เขาก็กล่าวว่า “ฉันไม่ชอบบรรดาผู้ที่หายไป”
Enam 6:77
ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงจันทร์กำลังขึ้น เขากล่าวว่า “นี่คือพระเจ้าของฉันหรือ?” แต่หลังจากดวงจันทร์ลับขอบฟ้า เขากล่าวว่า “แท้จริงหากพระผู้อภิบาลของฉันไม่ทรงชี้แนะทางแก่ฉัน แน่นอนฉันก็คงเป็นหนึ่งในกลุ่มชนที่หลงผิด”
Enam 6:78
ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงอาทิตย์กำลังขึ้น เขากล่าวว่า “นี่คือพระเจ้าของฉันหรือ? สิ่งนี่ใหญ่กว่า” แต่หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เขากล่าวว่า “โอ้กลุ่มชนของฉัน แท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกเจ้าตั้งภาคี (กับอัลลอฮ์)”
Enam 6:79
“แท้จริง ฉันผินหน้าของฉันไปทางพระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ด้วยความศรัทธาอันแท้จริง และฉันก็ไม่ใช่คนหนึ่งในหมู่ผู้ตั้งภาคี”
Enam 6:80
และกลุ่มชนของเขาได้โต้แย้งเขา เขากล่าวว่า “พวกเจ้าจะโต้แย้งฉันเกี่ยวกับอัลลอฮ์ชหรือ ในเมื่อพระองค์ทรงประทานแนวทางที่ถูกต้องแก่ฉันแล้ว? และฉันไม่กลัวสิ่งที่พวกเจ้าตั้งภาคีต่อพระองค์ เว้นแต่สิ่งที่พระผู้อภิบาลของฉันประสงค์เท่านั้น (โดยแท้จริง) ความรู้ของพระผู้อภิบาลของฉันนั้นครอบคลุมทุกสิ่ง แล้วพวกเจ้าจะไม่รับเป็นบทเรียนบ้างหรือ?
Enam 6:81
“และฉันจะกลัวสิ่งที่พวกเจ้าตั้งภาคีได้อย่างไร (ซึ่งมันไม่สามารถให้อันตรายใด ๆ ) ในเมื่อพวกเจ้าไม่กลัวในการที่พวกเจ้าตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์ไม่ได้ส่งหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับสิ่งนั้นลงมาให้แก่พวกเจ้า? แล้วกลุ่มไหนในสองกลุ่มนี้จะมีสิทธิได้รับความปลอดภัย (จากอันตราย) มากกว่ากัน หากพวกเจ้ารู้?”
Enam 6:82
บรรดาผู้ศรัทธาและไม่ปะปนการศรัทธาของพวกเขาเข้ากับการอธรรม (การตั้งภาคี) พวกเขาคือผู้ที่พบกับความสงบสุข และพวกเขาคือผู้ที่ได้รับทางนำที่แท้จริง
Enam 6:83
และนั่นคือข้อโต้แย้งของเรา ซึ่งเราได้ให้แก่อิบรอฮีมเพื่อเอาชนะกลุ่มชนของเขา เราจะยกผู้ที่เราประสงค์ขึ้นหลายขั้น แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้าเป็นผู้ทรงปรีชาญาณและทรงรอบรู้
Enam 6:84
และเราได้ประทานแก่อิบรอฮีม คือ อิสฮาก และ ยะอ์กูบ แต่ละคนนั้นเราได้นำพวกเขาสู่ทางที่เที่ยงตรง และนูห์เราก็ได้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงก่อนหน้านั้น และ (เราได้นำสู่ทางที่เที่ยงตรง) จากวงศ์วานของเขา (นูห์) คือ ดาวูด สุลัยมาน อัยยูบ ยูซุฟ มูซา และฮารูน และด้วยเหตุนี้เราจะตอบแทนแก่ผู้มุ่งมั่นทำความดีทั้งหลาย
Enam 6:85
และ (เราได้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงเช่นกัน) คือ ซะกะรียา ยาห์ยา อีซา และอิลยาส แต่ละคนล้วนอยู่ในหมู่คนดี
Enam 6:86
และ (เราได้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงเช่นกัน) คือ อิสมาอีล อัลยาซะอ์ ยูนุส และลูฏ ซึ่งแต่ละคนนั้นเราได้โปรดปรานพวกเขาเหนือประชาชาติทั้งหลาย
Enam 6:87
และ (เราได้นำสู่ทางอันเที่ยงตรงเช่นกัน) ส่วนหนึ่งจากบรรพบุรุษของพวกเขา ลูกหลานของพวกเขา และพี่น้องของพวกเขา และเราได้เลือกพวกเขา (เป็นนบีและศาสนทูต) และเราได้แนะนำพวกเขาไปสู่ทางอันเที่ยงตรง
Enam 6:88
นั่นคือแนวทางที่ถูกต้องของอัลลอฮ์ ซึ่งพระองค์จะทรงนำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ไปในทางนั้น และหากพวกเขาตั้งภาคี (ต่ออัลลอฮ์) แน่นอนสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้นั้นก็จะสูญสลายไปจากพวกเขา
Enam 6:89
ชนเหล่านั้นคือกลุ่มชนที่เราได้ประทานคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ และวิทยปัญญา (ความรู้ความเข้าใจ) และการเป็นนบี ดังนั้น หากชนเหล่านั้นปฏิเสธศรัทธาต่อมัน (สิ่งที่ประทานให้ทั้งสามประการนั้น) แน่นอนเราจะมอบมันให้แก่กลุ่มชนผู้ไม่ปฏิเสธมัน
Enam 6:90
ชนเหล่านี้ (บรรดานบีและเราะซูล) คือบรรดาผู้ที่ได้รับทางนำจากอัลลอฮ์ ดังนั้น เจ้าจงปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขาเถิด จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) ว่า “ฉันไม่ได้ขอรางวัลใด ๆ จากพวกเจ้าสำหรับการเรียกร้องสู่แนวทางที่ถูกต้องนี้(ทางแห่งอัลกุรอาน) อัลกุรอานไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นสิ่งเตือนใจสำหรับประชาชาติแห่งสากลโลก(ทั้งญินและมนุษย์)
Enam 6:91
และพวกเขา (ชาวยิว) ไม่ได้ให้เกียรติอัลลอฮ์ให้สมกับเกียรติอันยิ่งใหญ่ของพระองค์อย่างแท้จริง ขณะที่พวกเขากล่าวว่า: "อัลลอฮ์ไม่ได้ประทานสิ่งใดลงมาแก่มนุษย์คนใด" จงถาม (ชาวยิวเหล่านั้นว่า) "ใครเป็นผู้ประทานคัมภีร์ (เตารอต) ที่มูซาได้นำมา เพื่อเป็นแสงสว่างและเป็นแนวทางแก่มนุษย์ ซึ่งพวกเจ้าได้บันทึกไว้ในม้วนกระดาษ ที่พวกเจ้าได้เปิดเผยให้ผู้คนได้เห็น และพวกเจ้าได้ปกปิดมันไว้มากมาย (เกือบทั้งหมด) และพวกเจ้าถูกสอนในสิ่งที่ทั้งพวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าไม่ได้รู้มาก่อน" จงกล่าว (แก่พวกเขาเถิด) ว่า "อัลลอฮ์นั่นเอง (เป็นผู้ที่ประทานมันลงมา)" แล้วจงปล่อยพวกเขาให้หลงระเริงในการหลงผิดกับการเยาะเย้ยของพวกเขาต่อไป
Enam 6:92
และนี่คือคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ที่เราได้ประทานลงมา ซึ่งมีความจำเริญ (คุณประโยชน์มากมาย) และยืนยันความจริง (ของบรรดาคัมภีร์) ที่ถูกประทานลงมาก่อนหน้านี้ และเพื่อว่าเจ้าจะได้ตักเตือนผู้คนชาวอุมมุลกุรอ (มักกะฮ์) และผู้คนที่อาศัยอยู่รอบ ๆ และบรรดาผู้ศรัทธาต่อปรโลกนั้น พวกเขาย่อมศรัทธาต่อคัมภีร์นี้ และพวกเขายังคงดำรงการละหมาดของพวกเขาต่อไป
Enam 6:93
และใครเล่าที่จะอธรรมยิ่งกว่าผู้ที่อุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ หรือผู้ที่กล่าวว่า “มีโองการประทานมาให้แก่ฉัน” ทั้งที่ไม่มีโองการใดๆ ถูกประทานแก่เขาเลย และผู้ที่กล่าวว่า “ฉันจะประทานสิ่งที่เหมือนกับที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมา” และ (เป็นสิ่งที่น่ากลัว) หากเจ้าได้เห็นขณะที่บรรดาผู้อธรรมตกอยู่ในความทุกข์ทรมานแห่ง “ซะกะรอตุลมาวต์” (ความทุกข์ทรมานขณะที่จะตาย) และบรรดามลาอิกะฮ์ก็ยื่นมือของพวกเขาออกมา (ด้วยการทุบตีและทรมาน) (พร้อมกับกล่าวว่า): “จงนำวิญญาณของพวกเจ้าออกมา ในวันนี้ พวกเจ้าจะได้รับการตอบแทนด้วยการลงโทษที่น่าอัปยศอดสู เนื่องจากสิ่งที่พวกเจ้าได้กล่าวร้ายต่ออัลลอฮ์อย่างไม่ชอบธรรม และพวกเจ้าปฏิเสธบรรดาโองการของพระองค์อย่างเย่อหยิ่ง”
Enam 6:94
และแท้จริงพวกเจ้าจะมายังเราโดยลำพังดังที่เราได้บังเกิดพวกเจ้ามาในครั้งแรก และพวกเจ้าได้ละทิ้งสิ่งที่เราได้ประทานแก่พวกเจ้าไว้ข้างหลังพวกเจ้า และเราไม่เห็นผู้ใดอยู่กับพวกเจ้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือพวกเจ้า ที่พวกเจ้าอ้างว่าเป็นภาคีกับอัลลอฮ์ แท้จริงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้า (กับสิ่งที่เป็นภาคีเหล่านั้น) ได้ขาดลงแล้ว และสิ่งที่พวกเจ้าเคยอ้างไว้ว่า (เป็นภาคีของอัลลอฮ์นั้น) ได้หายไปจากพวกเจ้า
Enam 6:95
แท้จริงอัลลอฮ์คือผู้ทรงทำให้เมล็ดธัญพืชและเมล็ดพืชผลงอกขึ้นมา พระองค์ทรงให้สิ่งที่มีชีวิตออกมาจากสิ่งที่ตาย และทรงให้สิ่งที่ตายออกมาจากสิ่งที่มีชีวิต นั่นแหละคืออัลลอฮ์ แล้วไฉนพวกเจ้าจึงผินหลังให้?
Enam 6:96
พระองค์คือผู้ทรงทำให้แสงแห่งรุ่งอรุณได้ทอแสงออกมา และผู้ทรงทำให้กลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน และทรงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้โคจร (อยู่ในวงโคจรของมัน) ตามการคำนวณที่ได้กำหนดไว้ นั่นคือการกำหนดของผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
Enam 6:97
และพระองค์คือผู้ทรงสร้างดวงดาวต่างๆ แก่พวกเจ้า เพื่อเป็นแนวทางแก่พวกเจ้าในการฟันฝ่าความมืดมิดทั้งทางบกและทางทะเล แน่นอนเราได้แจกแจงสัญญาณต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจนแก่กลุ่มชนที่รู้
Enam 6:98
และพระองค์คือผู้ทรงสร้างพวกเจ้าจากชีวิตหนึ่ง (อาดัม) แล้ว (สำหรับพวกเจ้านั้น) มีสถานที่ที่มั่นคงที่ได้ถูกเตรียมไว้ (ในครรภ์ของมารดาหรือในแผ่นดินนี้) และสถานที่เก็บไว้ (หลุมศพ) แท้จริงเราได้แจกแจงสัญญาณแห่งความยิ่งใหญ่ของเราแก่หมู่ชนที่เข้าใจ
Enam 6:99
และพระองค์คือผู้ทรงประทานน้ำฝนลงมาจากฟากฟ้า แล้วเราได้ทำให้พืชนานาชนิดเติบโตขึ้นมาด้วยฝนนั้น แล้วเราได้นำพืชสีเขียวออกมาจากพืชเหล่านั้น และเราได้นำเมล็ดพืชมากมายออกมาเป็นกระจุก และจากต้นอินทผลัมจากกาบของมันนั้นมีจั่นที่ห้อยต่ำลงมา และสวนองุ่น มะกอก และผลทับทิม ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกันแต่แตกต่างกัน (ในด้านรสชาติ) พวกเจ้าจงดูผลของมันเมื่อมันออกผลและสุขงอม แท้จริงในการนั้นย่อมเป็นสัญญาณ (แห่งความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์) แก่หมู่ชนที่ศรัทธา
Enam 6:100
และพวกเขาได้ยกพวกญินเป็นภาคีร่วมกับอัลลอฮ์ ทั้งที่พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขา และพวกเขาได้อุปโลกน์บุตรและธิดาให้แก่พระองค์โดยปราศจากความรู้ พระองค์ทรงบริสุทธิ์และทรงสูงส่งเหนือสิ่งที่พวกเขาพรรณนา
Enam 6:101
(พระองค์คือ) ผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน พระองค์จะมีบุตรได้อย่างไรในเมื่อพระองค์ไม่มีคู่ครอง และพระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งและพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง
Enam 6:102
นั่นแหละคืออัลลอฮ์ ผู้เป็นพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ไม่มีผู้ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์ ผู้ทรงบังเกิดทุกสิ่ง ดังนั้น พวกเจ้าจงเคารพสักการะพระองค์เถิด และพระองค์ทรงเป็นผู้รับมอบหมายให้คุ้มครองรักษาในทุกสิ่ง
Enam 6:103
สายตาทั้งหลายย่อมไม่ถึงพระองค์ แต่พระองค์ทรงถึงสายตาเหล่านั้น และพระองค์ก็คือผู้ทรงละเอียดอ่อน ผู้ทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วน
Enam 6:104
(จงกล่าวเถิดโอ้ มุฮัมหมัด) “แท้จริงหลักฐานอันชัดแจ้งจากพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นได้มายังพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดที่มองเห็น (ความจริงและยอมรับมัน) ดังนั้น (ประโยชน์ของมัน) ก็เพื่อตัวของเขาเอง และผู้ใดตาบอด (ไม่เห็นความจริง) ดังนั้น (โทษของมัน) ก็จะเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง และฉันไม่ใช่ผู้พิทักษ์สำหรับพวกเจ้า”
Enam 6:105
และด้วยเหตุนี้ เราได้แจกแจงโองการทั้งหลายไว้ เพื่อที่พวกเขาจะได้กล่าวว่า “เจ้าได้เรียนรู้โองการเหล่านี้มา (จากชาวคัมภีร์)” และเพื่อเราจะได้อธิบายให้แจ่มแจ้งแก่กลุ่มชนที่รู้
Enam 6:106
จงปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระผู้อภิบาลของเจ้าเถิด ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น และจงผินหลังให้กับบรรดาผู้ตั้งภาคี
Enam 6:107
และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ พวกเขาก็จะไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ และเรามิได้แต่งตั้งเจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) ให้เป็นผู้คุ้มครองพวกเขา และเจ้าก็ไม่ใช่ผู้จัดการเหนือพวกเขาด้วย
Enam 6:108
และพวกเจ้า (โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) จงอย่าสาปแช่งสิ่งที่พวกเขาเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮ์ เพราะว่าพวกเขาจะสาปแช่งอัลลอฮ์ภายหลังอย่างเกินขอบเขต โดยขาดความรู้ เช่นนั้นแหละเราได้ทำให้การงานของทุกประชาชาตินั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม แล้วยังพระผู้อภิบาลของพวกเขาคือที่กลับไปของพวกเขา แล้วพระองค์จะทรงบอกแก่พวกเขาสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้
Enam 6:109
และพวกเขาได้สาบานต่ออัลลอฮ์ด้วยคำสาบานที่หนักแน่นว่า หากมีปาฏิหาริย์ใดสักอย่างหนึ่งมายังพวกเขา (ตามที่พวกเขาร้องขอ) พวกเขาก็จะศรัทธาต่อปาฏิหาริย์นั้นอย่างแน่นอน จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “แท้จริงปาฏิหาริย์เหล่านั้น อัลลอฮ์เท่านั้นเป็นผู้กำหนด” และพวกเจ้า (โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา) ไม่ตระหนักบ้างหรือว่า เมื่อปาฏิหาริย์ (ที่พวกเขาขอนั้น) มาถึง พวกเขาก็ไม่ศรัทธา
Enam 6:110
และเราจะผลิกจิตใจและสายตาของพวกเขา ดังที่พวกเขาปฎิเสธศรัทธาต่ออัลกุรอานในครั้งแรก และเราจะปล่อยพวกเขาให้ระเหเร่ร่อนอยู่ในความละเมิดของพวกเขาต่อไป
Enam 6:111
และหากเราได้ส่งมลาอิกะฮ์ลงมายังพวกเขา และบรรดาผู้ที่ตายไปแล้วได้พูดคุยกับพวกเขา และเราได้รวบรวมทุกสิ่งให้อยู่ตรงหน้าพวกเขา (เพื่อเป็นพยานถึงความจริงของนบีมุฮัมหมัด) พวกเขาก็จะไม่ศรัทธา นอกจากอัลลอฮ์จะทรงประสงค์เท่านั้น แต่พวกเขาส่วนมากจะไม่รู้
Enam 6:112
และในทำนองนั้น เราได้กำหนดศัตรูให้แก่นบีทุกคน ซึ่งเป็นบรรดาชัยฏอนจากหมู่มนุษย์และญิน พวกเขาจะกระซิบให้กันและกันด้วยถ้อยคำที่สวยงามเพื่อการหลอกลวง และหากพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงประสงค์ พวกเขาก็จะไม่กระทำเช่นนั้น ดังนั้นจงทิ้งพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้น
Enam 6:113
และเพื่อว่าหัวใจของบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาต่อปรโลกจะเอนเอียงไปกับเสียงกระซิบนั้น และเพื่อให้พวกเขาเห็นด้วยกับมัน และเพื่อที่พวกเขา (จะได้ทำกันต่อไป) ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเป็นผู้กระทำกันอยู่
Enam 6:114
มันเหมาะสมสำหรับฉันแล้วหรือที่จะต้องแสวงหาผู้พิพากษาอื่นจากอัลลอฮ์? ทั้งที่พระองค์เป็นผู้ที่ประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ลงมาแก่พวกเจ้า โดยมีการแจกแจงอย่างละเอียดในนั้น และบรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขานั้นต่างก็รู้ดีว่า คัมภีร์ (อัลกุรอาน) นั้นถูกประทานลงมาจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าด้วยความจริง ดังนั้น เจ้าอย่าได้เป็นบุคคลในหมู่ผู้สงสัยเลย
Enam 6:115
และถ้อยคำแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นครบถ้วนแล้วโดยสัตย์จริงและเที่ยงธรรม อย่างไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงบรรดาถ้อยคำของพระองค์ได้ และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้
Enam 6:116
และหากเจ้าเชื่อฟังคนส่วนใหญ่ในแผ่นดิน พวกเขาก็จะทำให้เจ้าหลงจากทางของอัลลอฮ์ พวกเขาไม่ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากการคาดเดาเท่านั้น และพวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากการโกหก
Enam 6:117
แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น คือผู้ที่ทรงรู้ยิ่งต่อผู้ที่กำลังหลงไปจากทางของพระองค์ และพระองค์ทรงรู้ยิ่งต่อบรรดาผู้ที่ได้รับการชี้นำ
Enam 6:118
ดังนั้นพวกเจ้าจงบริโภคจากสิ่งที่มีการกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ขึ้นบนมัน (ขณะเชือดมัน) หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาต่อบรรดาโองการของพระองค์
Enam 6:119
และมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเจ้ากระนั้นหรือ? ที่ทำพวกเจ้าไม่อยากบริโภคสิ่งที่พระนามของอัลลอฮ์ได้ถูกกล่าวไว้ในขณะที่เชือดมัน ทั้งที่พระองค์ได้อธิบายอย่างละเอียดแก่พวกเจ้าแล้วเกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงห้ามพวกเจ้าไว้ ยกเว้นสิ่งที่พวกเจ้าตกอยู่ในสภาพที่จำเป็นต้องบริโภคสิ่งนั้น และแท้จริง หลายคนได้หลอกลวงผู้อื่นด้วยอารมณ์ของพวกเขาโดยปราศจากความรู้ แท้จริง พระผู้อภิบาลของเจ้านั้น พระองค์คือผู้ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ละเมิด
Enam 6:120
และพวกเจ้า (โอ้ มนุษย์ทั้งหลาย) จงละทิ้งบาปที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น แท้จริงบรรดาผู้ที่ขวนขวายในการกระทำบาปนั้น พวกเขาจะต้องได้รับการตอบแทนตามที่พวกเขาได้กระทำไว้
Enam 6:121
และพวกเจ้าจงอย่าบริโภคจากสิ่งที่ไม่ได้กล่าวพระนามของอัลลอฮ์ในการเชือดมัน และแท้จริง (การบริโภคสิ่งนั้น) มันเป็นการฝ่าฝืนอย่างแน่นอน และแท้จริงบรรดาชัยฏอนนั้นจะกระซิบแก่บรรดาบริวารของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้โต้เถียงพวกเจ้า และหากพวกเจ้าเชื่อฟังพวกเขา แท้จริงพวกเจ้าก็จะเป็นผู้ตั้งภาคีอย่างแน่นอน
Enam 6:122
และผู้ที่ตาย (หัวใจของเขา) และเราทำให้เขาฟื้นขึ้นมา และเราได้ให้แสงสว่างแก่เขา ซึ่งทำให้เขาใช้ชีวิตด้วยแสงสว่างนั้นท่ามกลางผู้คน จะเหมือนกับคนที่ใช้ชีวิตในความมืดมิดที่ไม่สามารถออกจากความมืดนั้นได้กระนั้นหรือ? เช่นนั้นแหละ การกระทำของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นได้รับการประดับให้รู้สึกดูดีอยู่เสมอ
Enam 6:123
และในทำนองเดียวกันนั้น เราได้กำหนดให้ทุก ๆ เมืองนั้น มีคนชั่วผู้มีอำนาจประจำเมืองนั้น เพื่อพวกเขาจะได้หลอกลวงในแผ่นดินนั้น แต่พวกเขามิได้หลอกลวงเว้นแต่ตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้ตระหนักไม่
Enam 6:124
และเมื่อได้มีโองการใดมายังพวกเขา พวกเขากล่าวว่า : "พวกเราจะไม่ศรัทธาเป็นอันขาด จนกว่า (จะมีวะฮีย์) ประทานลงมายังเรา เยี่ยงที่ได้ถูกประทานแก่บรรดาเราะซูลของอัลลอฮ์" อัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งว่า จะมอบสาส์นของพระองค์ไว้ให้ผู้ใด ในไม่ช้า บรรดาผู้กระทำผิด จะได้ประสบกับความต่ำต้อย ณ ที่อัลลอฮ์ และการลงโทษอย่างรุนแรงเนื่องจากพวกเขาได้วางแผนการประกอบความชั่วไว้
Enam 6:125
ดังนั้น ผู้ใดที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์จะนำทางเขา พระองค์ก็จะทรงเปิดหัวอก (จิตใจ) ของเขาเพื่อรับอิสลาม และผู้ใดที่พระองค์ทรงประสงค์จะให้เขาหลงทาง พระองค์ก็จะทรงทำให้หัวอกของเขาแคบบีบรัด ราวกับว่าเขากำลังขึ้นไปยังฟากฟ้า ในทำนองนั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงทำให้มีความโสมมแก่บรรดาผู้ไม่ศรัทธา
Enam 6:126
และนี่คือหนทางแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้าอันเที่ยงตรง แน่นอนเราได้แจกแจงโองการทั้งหลายแก่กลุ่มชนที่ตระหนักเอาใจใส่
Enam 6:127
สำหรับพวกเขาคือ ดารุสสลาม (สวรรค์) ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา และพระองค์คือผู้ทรงช่วยเหลือพวกเขา เนื่องจากความดีที่พวกเขาได้ทำไว้
Enam 6:128
และ (จงรำลึกถึง) วันที่อัลลอฮ์จะทรงชุมนุมพวกเขาทั้งหมด (แล้วกล่าวว่า) “โอ้ ญินทั้งหลาย! แท้จริงพวกเจ้านั้นได้ล่อลวงผู้ติดตามจากมนุษย์มากมาย" และบรรดาบริวารของพวกเขาจากหมู่มนุษย์กล่าวว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลของเรา พวกเราบางส่วน (จากมนุษย์) ได้รับประโยชน์กับอีกบางส่วน (จากญิน) และเราได้มาถึงกำหนดเวลาของเราแล้ว (วันกิยามะฮ์) ซึ่งพระองค์ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา" (อัลลอฮ์) ตรัสว่า “นรกเป็นที่พำนักของพวกเจ้า พวกเจ้าก็จะอยู่ในนั้นตลอดกาล เว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์” แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นเป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
Enam 6:129
และในทำนองเดียวกันนั้น เราได้ทำให้ผู้อธรรมบางคนมีเพื่อนสนิทกับอีกบางคน เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาขวนขวายไว้
Enam 6:130
โอ้ มวลญินและมนุษย์ทั้งหลาย บรรดาเราะซูลจากพวกเจ้ามิได้มายังพวกเจ้าดอกหรือ? โดยที่พวกเขาจะเล่าถึงบรรดาโองการทั้งหลายของเราแก่พวกเจ้า และเตือนสำทับพวกเจ้าถึงการพบกันของพวกเจ้าในวันนี้ พวกเขากล่าวว่า “เราเป็นพยานต่อ (ความผิดพลาด) ที่ตัวของเราได้กระทำไป” และพวกเขาถูกล่อลวงด้วยการใช้ชีวิตในโลกนี้ และ (เพราะเหตุนั้น) พวกเขาก็เป็นพยานต่อตัวของพวกเขาเองว่า พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา
Enam 6:131
ทั้งนี้เพราะว่าพระผู้อภิบาลของเจ้าจะไม่ทรงทำลายเมืองต่างๆ อย่างไม่ยุติธรรม โดยที่ชาวเมืองนั้นไม่รู้ตัว
Enam 6:132
และ (การตอบแทน) สำหรับแต่ละคนนั้นมีหลายระดับขั้น ตามสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ และพระผู้อภิบาลของเจ้าไม่ทรงเมินเฉยต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ
Enam 6:133
และพระผู้อภิบาลของเจ้าเป็นผู้ทรงมั่งมี ผู้ทรงเปี่ยมด้วยความเมตตา หากพระองค์ทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์จะทรงทำลายพวกเจ้าและภายหลังพวกเจ้า (ถูกทำลาย) พระองค์จะทรงแทนที่พวกเจ้าด้วยผู้ที่พระองค์ประสงค์ ดังที่พระองค์ทรงสร้างพวกเจ้าจากเชื้อสายของกลุ่มชนอื่น
Enam 6:134
แท้จริงสิ่งที่ได้ถูกสัญญาแก่พวกเจ้าไว้นั้น ต้องมาถึงอย่างแน่นอน และพวกเจ้าจะไม่เป็นผู้ที่จะรอดไปได้
Enam 6:135
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “โอ้ กลุ่มชนของฉัน พวกเจ้าจงปฏิบัติ (ศาสนกิจของพวกเจ้า) บนแนวทางของพวกเจ้า แท้จริงฉันก็ปฏิบัติ (ศาสนกิจของฉันบนแนวทางของฉัน) แล้วพวกเจ้าจะรู้ว่าใครจะได้รับความรุ่งโรจน์ในโลกนี้ แท้จริงบรรดาผู้อธรรมย่อมไม่ประสบผลสำเร็จ”
Enam 6:136
และพวกเขา (บรรดาผู้ตั้งภาคี) ได้จัดสรรพืชผลและปศุสัตว์บางส่วนที่อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้น (บางส่วนเพื่ออัลลอฮ์ และบางส่วนเพื่อสิ่งที่พวกเขาเคารพสักการะ) แล้วพวกเขาก็กล่าวว่า “สิ่งนี่เพื่ออัลลอฮ์ ตามความคิดเห็นของพวกเขา และสิ่งนี่เพื่อสิ่งเคารพของเรา” แล้วสิ่งที่ถูกกำหนดไว้เพื่อสิ่งเคารพของพวกเขานั้นจะไปไม่ถึงอัลลอฮ์ (เพราะพวกเขาไม่ได้บริจาคในทางของอัลลอฮ์) และสิ่งที่ถูกกำหนดไว้เพื่ออัลลอฮ์ก็ไปถึงสิ่งเคารพของพวกเขาด้วย ช่างชั่วช้ามาก สิ่งที่พวกเขาตัดสินนั้น
Enam 6:137
และในทำนองเดียวกันนั้น บรรดาสิ่งที่เป็นภาคีของพวกเขานั้น (บรรดาชัยฏอน) ได้ยุยงส่วนใหญ่ในหมู่ผู้ตั้งภาคีด้วยคำพูดที่สวยงามเพื่อให้ฆ่าลูก ๆ ของพวกเขา เพื่อทำลายพวกเขาและสร้างความสับสนเกี่ยวกับศาสนาของพวกเขา และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ พวกเขาก็จะไม่ทำเช่นนั้น ดังนั้น จงปล่อยพวกเขาไป และสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้นมา
Enam 6:138
และพวกเขากล่าวว่า “นี่คือปศุสัตว์และพืชผลทางการเกษตรที่ต้องห้าม ซึ่งไม่มีผู้ใดรับประทานได้ นอกจากผู้ที่เราต้องการเท่านั้น” ตามข้อกล่าวอ้างของพวกเขา และยังมีปศุสัตว์ที่ห้ามที่จะขี่หลังของมัน และปศุสัตว์ที่ไม่ได้กล่าวพระนามของอัลลอฮ์เมื่อทำการเชือดมัน (ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น) เป็นการอุปโลกน์ความเท็จขึ้นต่ออัลลอฮ์ พระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาอันเนื่องจากสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้น
Enam 6:139
และพวกเขากล่าวว่า "สิ่งที่อยู่ในท้องของปศุสัตว์เหล่านี้นั้น สำหรับบรรดาผู้ชายในหมู่พวกเราโดยเฉพาะ และเป็นสิ่งที่ต้องห้ามแก่บรรดาภรรยาของเรา" และหากว่ามัน (คลอดออกมาแล้ว) ตาย ดังนั้น พวกเขาต่างก็มีส่วนในปศุสัตว์นั้น พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาสำหรับการกล่าวอ้างของพวกเขาในลักษณะนั้น แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง
Enam 6:140
แน่นอน พวกเขาเหล่านั้นขาดทุนแล้ว บรรดาผู้ที่ฆ่าลูกๆ ของพวกเขา อย่างโง่เขลาโดยปราศจากความรู้ และให้เป็นที่ต้องห้ามในสิ่งที่อัลลอฮ์ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา ทั้งนี้เป็นการอุปโลกน์ความเท็จให้แก่อัลลอฮ์ แท้จริงพวกเขานั้นได้หลงทาง และพวกเขาไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับทางนำ
Enam 6:141
และพระองค์คือผู้ทรงทำให้สวนต่างๆ งอกเงยออกมา ทั้งพืชที่มีเถาและพืชที่ไม่มีเถา ตลอดจนอินทผาลัม และพืชที่มีรสชาติต่างๆ มะกอกและทับทิมซึ่งมีรูปทรงและสีคล้ายกันแต่มี (รสชาติ) ที่ไม่เหมือนกัน พวกเจ้าจงบริโภคผลของมัน เมื่อมันออกผล และจงจ่ายซะกาตเมื่อถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิต และอย่าฟุ่มเฟือย แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ฟุ่มเฟือยทั้งหลาย
Enam 6:142
และในบรรดาปศุสัตว์นั้น บางชนิดใช้เพื่อการขนส่ง และบางชนิดใช้เพื่อการเชือด จงบริโภคปัจจัยยังชีพที่อัลลอฮ์ได้ประทานแก่พวกเจ้า และจงอย่าปฏิบัติตามรอยเท้าของชัยฏอน เพราะแท้จริงแล้วชัยฎอนนั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจที่แท้จริงของพวกเจ้า
Enam 6:143
(อัลลอฮ์ทรงสร้างปศุสัตว์) แปดตัวเป็นคู่ ๆ จากแกะสองตัว แพะสองตัว จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) “ตัวผู้สองตัวที่พระองค์ทรงห้ามไว้ หรือตัวเมียสองตัว หรือสิ่งที่อยู่ในครรภ์ของตัวเมียทั้งสอง จงแจ้งแก่ฉันด้วยความรู้เถิด หากพวกเจ้าเป็นกลุ่มชนผู้สัตย์จริง”
Enam 6:144
และจากอูฐสองตัวและจากวัวสองตัว จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “มันเป็นตัวผู้สองตัวที่พระองค์ทรงห้ามไว้ หรือตัวเมียสองตัว หรือสิ่งที่อยู่ในครรภ์ของตัวเมียทั้งสอง? หรือพวกเจ้าอยู่ในเหตุการณ์เป็นพยานขณะที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาพวกเจ้าในเรื่องนี้ (ที่ว่าอัลลอฮ์ทรงห้ามปศุสัตว์ที่พวกเจ้าว่าเป็นสัตว์ต้องห้าม)?” ดังนั้น ใครเล่าจะอยุติธรรมยิ่งไปกว่าคนที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์และชักจูงผู้คนให้หลงทางโดยปราศจากความรู้? แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่กลุ่มผู้อธรรม
Enam 6:145
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “ฉันไม่พบสิ่งใดในสิ่งที่ถูกวะฮีย์แก่ฉันมา เป็นสิ่งต้องห้ามแก่ผู้บริโภคที่เขาได้บริโภคกัน นอกจากสิ่งนั้นเป็นซากสัตว์ หรือเลือดที่ไหลออกมา หรือเนื้อสุกร เพราะแท้จริงมันเป็นสิ่งโสมม หรือการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืน คือ สัตว์ที่ถูกเชือดด้วยการกล่าวนามอื่นจากอัลลอฮ์” ดังนั้น ผู้ใดที่ตกอยู่ในสภาพที่จำเป็น (ก็ให้บริโภคมันโดยฉุกเฉิน) โดยที่เขาไม่เจตนาฝ่าฝืน และไม่เกิน (ขอบเขตฉุกเฉิน) แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
Enam 6:146
และเราได้ห้ามบรรดาสัตว์ที่มีกีบแก่ชาวยิว และจากวัวและแกะ เราได้ห้ามไขมันของมันแก่พวกเขา เว้นแต่ (ไขมัน) ที่อยู่บนหลังของมันหรือเครื่องใน หรือสิ่งที่ติดอยู่กับกระดูก ในทำนองนั้นแหละเราได้ตอบแทนพวกเขาเนื่องจากการละเมิดของพวกเขา และแท้จริงเรานั้นเป็นผู้สัตย์จริงเสมอ
Enam 6:147
ดังนั้นหากพวกเขาได้กล่าวเท็จต่อเจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) ก็จงกล่าวเถิดว่า “พระผู้อภิบาลของพวกเจ้านั้นทรงเปี่ยมด้วยความเมตตาอันกว้างขวาง และการลงโทษของพระองค์นั้นจะไม่ถูกโต้กลับให้พ้นจากกลุ่มชนผู้กระทำความผิด”
Enam 6:148
บรรดาผู้ตั้งภาคีจะกล่าวว่า: “หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอน พวกเราและบรรพบุรุษของพวกเราจะไม่ตั้งภาคี และเราจะไม่ทำให้สิ่งใดกลายเป็นสิ่งต้องห้าม” ในทำนองเดียวกันนั้น บรรดาชนที่มาก่อนหน้าพวกเขาได้โกหก (เราะซูลของพวกเขา) จนกระทั่งพวกเขาได้รู้สึกถึงการลงโทษของเรา จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “พวกเจ้ามีความรู้ใช่ไหม ดังนั้น ก็จงแสดงความรู้นั้นออกมาแก่เรา? พวกเจ้าไม่ได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากการคาดเดาเท่านั้น และพวกเจ้าไม่มีอะไรเลยนอกจากการกล่าวเท็จเท่านั้น"
Enam 6:149
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า : “อัลลอฮ์นั้นทรงมีหลักฐานที่ชัดเจน” ดังนั้น หากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะทรงให้ทางนำแก่พวกเจ้าทุกคนอย่างแน่นอน”
Enam 6:150
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า: “จงนำพยานของพวกเจ้ามายืนยันว่าแท้จริงอัลลอฮ์ทรงห้ามสิ่งเหล่านี้ (สิ่งที่พวกเจ้าห้าม)” แล้วหากพวกเขายืนยัน เจ้าก็จงอย่าได้ยืนยันร่วมกับพวกเขา และอย่าปฏิบัติตามอารมณ์ของบรรดาผู้ปฏิเสธบรรดาโองการของเรา และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อปรโลก และพวกเขาได้ทำให้สิ่งอื่นมีสถานะเท่าเทียมกับพระผู้อภิบาลของพวกเขา
Enam 6:151
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า “พวกเจ้าจงมาเถิด ฉันจะอ่านให้พวกเจ้าฟังถึงสิ่งที่พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้ทรงห้ามพวกเจ้าไว้ นั่นคือ พวกเจ้าอย่าตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ และจงทำดีต่อผู้บังเกิดเกล้าทั้งสอง และอย่าฆ่าลูก ๆ ของพวกเจ้าอันเนื่องจากความยากจน เราเป็นผู้จัดหาปัจจัยยังชีพให้แก่พวกเจ้าและแก่พวกเขา และอย่าเข้าใกล้สิ่งลามกอนาจาร ทั้งสิ่งที่เปิดเผยและสิ่งที่ไม่เปิดเผย และอย่าฆ่าชีวิตที่อัลลอฮ์ทรงห้ามไว้ เว้นแต่ด้วยสิทธิอันชอบธรรมเท่านั้น นั่นแหละที่พระองค์ได้ทรงสั่งเสียมันไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะใช้ปัญญา”
Enam 6:152
“และจงอย่าเข้าใกล้ทรัพย์สินของเด็กกำพร้าเว้นแต่ในทางที่ดี (เพื่อดูแลและพัฒนามัน) จนกว่าเขาจะบรรลุวัยฉกรรจ์ (เป็นผู้ใหญ่และสามารถจัดการทรัพย์สินของเขาเองได้) และจงตวงและชั่งให้ครบถ้วนด้วยความยุติธรรม เราจะไม่ทำให้ (ศาสนาของเรา) เป็นภาระแก่ชีวิตใด นอกจากอยู่ในความสามารถของเขา และเมื่อพวกเจ้าพูด (อะไรบางอย่าง) ก็จงพูดอย่างเที่ยงธรรม แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีความสัมพันธ์ที่ไกล้ชิดก็ตาม และพันธสัญญาของอัลลอฮ์นั้นพวกเจ้าจงรักษามันไว้ นั่นคือสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงสั่งเสียไว้แก่พวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้รำลึก”
Enam 6:153
และแท้จริงนี่คือทางของข้าอันเที่ยงตรง ดังนั้นพวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และอย่าปฏิบัติตามแนวทางต่างๆ (อื่นจากอิสลาม) เพราะมันจะทำให้พวกเจ้าแยกออกไปจากทางของพระองค์ นั่นแหละที่พระองค์ได้สั่งเสียมันไว้แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง
Enam 6:154
หลังจากนั้น เราได้ให้คัมภีร์แก่มูซา ทั้งนี้เพื่อเป็นการเติมเต็ม (ความโปรดปรานของเรา) แก่ผู้ที่ทำความดี และเพื่อเป็นการอธิบายอย่างละเอียดในทุกสิ่ง ตลอดจนเป็นแนวทางและเป็นความเมตตาเพื่อที่พวกเขาจะได้ศรัทธาในการพบกับพระผู้อภิบาลของพวกเขา
Enam 6:155
และนี้คือคัมภีร์ เราได้ประทานมันลงมา (เป็นคัมภีร์) ที่มีความจำเริญ ดังนั้น พวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และจงยำเกรง เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความเมตตา
Enam 6:156
เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ไม่กล่าวว่า: "แท้จริงคัมภีร์นั้น ถูกประทานลงมาแก่สองกลุ่มก่อนหน้าเราเท่านั้น (ยิวและคริสเตียน) และแท้จริงพวกเราไม่เข้าใจ สิ่งที่พวกเขาอ่านและเรียนรู้"
Enam 6:157
หรือเพื่อว่า (พวกเจ้าจะได้ไม่) กล่าวว่า “แท้จริงหากคัมภีร์ถูกประทานลงมาแก่เรา เราก็ย่อมได้รับคำแนะนำที่ดียิ่งกว่าพวกเขา” แท้จริงได้มีหลักฐานอันชัดแจ้งจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้ามายังพวกเจ้าแล้ว ตลอดจนเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเป็นความเมตตา (จากอัลลอฮ์) ดังนั้น ใครเล่าจะอธรรมยิ่งกว่าผู้ที่ปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์แล้วผินหลังให้โองการเหล่านั้น? เราจะตอบแทนบรรดาผู้ที่ผินหลังต่อโองการของเราด้วยการลงโทษที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากการที่พวกเขาผินหลังอยู่เสมอ
Enam 6:158
พวกเขามิได้รอคอยอะไร นอกจากการมาถึงของมลาอิกะฮ์ (เพื่อเอาชีวิตของพวกเขา) หรือการมาถึงของพระผู้อภิบาลของเจ้า (เพื่อตัดสินในวันกิยามะฮ์) หรือการมาถึงของสัญญาณบางอย่างของพระผู้อภิบาลของเจ้า ในวันที่สัญญาณบางอย่างของพระผู้อภิบาลของเจ้ามาถึงนั้น การศรัทธาของผู้ที่ปฏิเสธก่อนหน้านั้น หรือไม่พยายามทำความดีด้วยการศรัทธานั้น มันจะไม่เป็นประโยชน์ใดๆ แก่เขาเลย จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด): "พวกเจ้าจงรอ (การมาถึงของสิ่งเหล่านั้นเถิด) แท้จริงพวกเราเป็นผู้ที่กำลังรอเช่นกัน"
Enam 6:159
แท้จริงบรรดาผู้ที่แยกศาสนาของพวกเขา และพวกเขาได้แตกเป็นนิกายมากมายนั้น เจ้า (โอ้ มุฮัมหมัด) ไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้กับพวกเขาแต่อย่างใด แท้จริงเรื่องราวของพวกเขานั้น ย่อมไปสู่อัลลอฮ์แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขากระทำไว้
Enam 6:160
ผู้ใดที่นำหนึ่งความดีมา ดังนั้น สำหรับเขาจะได้สิบเท่าเยี่ยงนั้น และผู้ใดที่นำหนึ่งความชั่วมา ดังนั้น เขาจะไม่ถูกตอบแทน เว้นแต่เพียงเยี่ยงนั้น โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแต่อย่างใด
Enam 6:161
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "แท้จริงฉันนี้ พระผู้อภิบาลของฉันได้ทรงนำฉันสู่ทางอันเที่ยงตรง คือศาสนาที่มั่นคง อันเป็นแนวทางของอิบรอฮีมผู้ใฝ่หาความจริง และเขา (อิบรอฮีม) ไม่ได้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี"
Enam 6:162
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "แท้จริงการละหมาดของฉัน และการอิบาดะฮ์ของฉัน และการมีชีวิตของฉัน และการตายของฉันนั้น เพื่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกเท่านั้น
Enam 6:163
ไม่มีภาคีอันใดแก่พระองค์ และด้วยเหตุนั้น ฉันจึงได้รับบัญชา และฉันเป็นคนแรกในหมู่ผู้นอบน้อมทั้งหลาย"
Enam 6:164
จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "อื่นจากอัลลอฮ์กระนั้นหรือ ที่ฉันจะแสวงหาพระผู้อภิบาล? ทั้งๆ ที่พระองค์นั้นเป็นพระผู้อภิบาลของทุกสิ่ง และแต่ละชีวิตนั้นจะไม่ขวนขวายสิ่งใด เว้นแต่เพื่อตัวมันเอง และไม่มีผู้แบกภาระคนใดที่จะแบกภาระของผู้อื่นได้ แล้วยังพระผู้อภิบาลของพวกเจ้านั้น คือการกลับไปของพวกเจ้า แล้วพระองค์จะทรงแจ้งแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าขัดแย้งกัน"
Enam 6:165
และพระองค์คือผู้ทรงทำให้พวกเจ้าเป็นคอลีฟะฮ์ (เป็นผู้สืบช่วงต่อจากผู้ที่มาก่อนหน้านั้น) ในแผ่นดิน และได้ทรงเทิดฐานะของบางคนในหมู่พวกเจ้าให้เหนือกว่าอีกบางคนหลายขั้น เพื่อที่พระองค์จะทรงทดสอบพวกเจ้าในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานแก่พวกเจ้าไว้ แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้านั้น ทรงรวดเร็วในการลงโทษ และแท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ